LOGINเพื่อแลกเปลี่ยนกับไป๋อู๋ฉางนางไม่ได้เรื่องมาก ไม่ได้เจาะจงรูปโฉม
เพื่อแลกกับความโชคดีและร่างกายแข็งแรงจึงเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีอ้วน เสิ่นจือพบว่าหาบน้ำจนเต็มอ่างดินเผานางกลับไม่แม้แต่จะหอบ!!!
วันนี้อากาศร้อนมาก อบอ้าวคล้ายกับฝนใกล้จะตกเต็มทน สำรวจบ้านมาทั้งวันเหงื่อท่วมตัว หญิงสาวอยากอาบน้ำจึงหาบน้ำมาจนเต็มถังเก็บน้ำ ไม่รู้ว่าใครเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าใครจะว่าอย่างไร ทว่านางจะต้องได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดทุกวัน! นางยอมไม่ได้เพียงแค่ได้กลิ่นเหงื่อจากร่างกายตัวเอง จะสิ้นเปลืองก็ช่าง จะเรื่องมากก็ดี ขอให้ได้อาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นนางไม่สน!
อาบเหงื่อมาทั้งวันจนมืดในที่สุดก็ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุด หญิงสาวนั่งเอนหลังมองฟ้าแลบแปลบปลาบที่กำลังข้ามเขามา มองสำรวจว่าไม่ได้พลาดอะไรไป ไม่ได้ลืมเก็บสิ่งใดเข้าใต้ชายคา จากนั้นจึงปิดประตูลงกลอนแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องล้มตัวลงนอน อยู่ๆ ก็นึกถึงสี่คนพ่อลูกที่บ้านผุพังนั่น ป่านนี้ไม่รู้ว่าซ่อมหลังคากันฝนเสร็จหรือยัง หากฝนตกหนักจริงๆ ไม่รู้ว่าเด็กพวกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง
เฮ้อ...นางถอนหายใจ สรุปให้ตัวเองว่าให้แล้วแต่เวรแต่กรรมเถิด กรรมใดใครก่อนางไม่ขอมีส่วนร่วม
คืนนั้นฝนตกลงมาจริงๆ ตกหนักมาก ต่อจากเสียงฝนที่ตกหนักอยู่นานยังตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก “ออกไปเร็วเข้า บ้านกำลังจะพังแล้ว!”
“ท่านพ่อ!/ท่านพี่!”
เสิ่นจือเดินออกมาข้างนอกพบว่าเป็นเสียงจากบ้านของหวังต้า นางเปิดประตูออกมาก็พบกับหวังเอ้อร์และจิ่นซื่อ “พี่รอง พี่สะใภ้รอง”
“จือจือเจ้าไม่ต้องออกมาเดี๋ยวโดนฝนจะไม่สบาย บ้านพี่ใหญ่พังแล้วข้าไปดูเองว่ามีใครบาดเจ็บหรือไม่” หวังเอ้อร์พูดจบก็เดินเร็วๆ ไปยังบ้านอีกฝั่ง นางเดินตามเขาไปพบว่าหวังต้านั่งอยู่บนพื้นมีลั่วซื่อร่ำไห้กอดเขาเอาไว้ ข้างๆ ยังมีเด็กอีกสองคนกอดแขนบิดามารดา มองดูบ้านที่หลังคาพังถล่ม
หวังต้าหันกลับมามองพวกเขา “บ้านข้า...พังแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”
หวังเอ้อร์รีบปราดเข้าไป “ท่านบาดเจ็บหรือไม่ ไปเถิดไปหลบฝนที่บ้านข้าก่อน”
อยู่ๆ ด้านหลังก็มีเสียงจิ่นซื่อดังขึ้น “บ้านเราก็เล็กเท่านั้นหากมีคนเบียดเข้าไปอีกจะให้อยู่กันอย่างไร”
หวังเอ้อร์มองฮูหยินของตนด้วยสายตาตำหนิ เสิ่นจือเองก็มองพี่สะใภ้รองด้วยสายตาเย็นชา “ไปที่บ้านข้า อย่างไรตอนนี้ก็ว่างถึงสองห้อง” นางกล่าวและรู้ว่าสายตาของทุกคนมองมาด้วยความตกตะลึง “ยังจะมองหรือไม่อยากไป เช่นนั้นก็ไม่ต้องไป”
“ไป ไปสิ” หวังต้าเป็นคนพูดเขากระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนแต่เพิ่งพบว่าที่ข้าได้รับบาดเจ็บจนเดินกะเผก
“พี่รองท่านรีบเข้าไปช่วยประคองพี่ใหญ่สิ พี่สะใภ้ใหญ่ท่านไปดูว่าเสบียงที่เหลือยังหาอะไรบังฝนเอาไว้ได้ก่อนหรือไม่ ช่วยกันสิ! ยังจะมาจ้องข้า?!” นางตวาดทีเดียวคนก็เริ่มขยับตัว เสิ่นจือถอนหายใจรีบเข้าไปช่วยสำรวจจากนั้นรีบกลับไปดูอาการของพี่ชายคนโต
“พี่รองท่านไปตามหมอ”
“หา ไม่เป็นไรไม่ได้เป็นอะไรมากจะตามหมอมาทำไมให้เปลืองเงิน”
“ท่านเป็นหมอหรือไร” นางขมวดคิ้วมองหวังต้า “ไปตามหมอไม่ก็แบกเขากลับไปที่บ้านพังๆ นั่น” นางมองอีกฝ่ายสายตาเย็นชา
“ข้าไปตามท่านหมอนะ” หวังเอ้อร์รีบวิ่งออกไปทันที
“พี่สะใภ้รองยืมชุดแห้งๆ บ้านท่านมาให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่รวมไปถึงเด็กๆ เปลี่ยนด้วย”
“ดะ...ได้ข้าไปเดี๋ยวนี้” แม้ไม่เต็มใจแต่จิ่นซื่อไม่กล้าขัด อย่างน้อยคนก็ไม่ได้ไปเบียดกันในบ้านของนาง
“ข้าจะไปก่อไฟต้มน้ำท่านดูแลพี่ใหญ่ไปก่อน” นางหันไปบอกลั่วซื่อ
“ได้ ขะ...ขอบใจเจ้ามาก”
คล้อยหลังนางยังได้ยินเสียงของพี่สะใภ้ใหญ่ดังแว่วมา “เหตุใดอาจือบ้านเจ้าจึงใจดีขึ้นมาเล่า”
“เจ้าหุบปาก จือจือบ้านข้าก็ใจดีอยู่แล้ว” นางละยอมความโง่งมใสซื่อของหวังต้าจริงๆ ให้ตายสิ
เสิ่นจือต้มน้ำร้อนแบ่งเป็นถังๆ ให้คนที่เปียกฝนได้อาบน้ำเช็ดตัว
หวังเอ้อร์กลับไปตรวจดูบ้านที่พังอีกรอบของผู้เป็นพี่ชาย อะไรที่บังฝนได้ไว้ชั่วคราวก็บังเอาไว้ก่อน อันไหนที่ทำไม่ได้ก็ขนมาวางเอาไว้ที่ใต้ชายคาบ้านของนางก่อน คืนนั้นแม้ทุกคนจะเหน็ดเหนื่อยแทบตายแต่กลับนอนไม่หลับ
หญิงสาวรู้ว่าบ้านพังครั้งนี้หวังต้าหนักใจจนแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจน เช้าตรู่วันนั้นนางออกมาข้างนอกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง มองเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ออกมานั่งรอข้างนอกคล้ายทำอะไรไม่ถูก
“ท่านมัวรออะไรเหตุใดไม่เข้าครัวจุดเตา หรือรอให้ข้าเป็นคนทำ?”
เสิ่นจือเดิมทีก็เป็นคนปากร้าย หากนางพูดด้วยดีๆ ว่าให้อีกฝ่ายเป็นคนเข้าครัวเอง เกรงว่าฟ้าสางก็คงไม่มีใครได้กินข้าวเช้าเป็นแน่ เห็นลั่วซื่อตักข้าวด้วยความหวาดระแวงนางเดินไปตักข้าวขาวขึ้นมาเองแล้วเทลงหม้อ
“หุงข้าวขาว วันนี้ข้าจะกินข้าวขาว พี่ใหญ่บาดเจ็บให้เขากินข้าวขาวสักสองสามวัน ข้ามีเนื้อแช่อยู่ในบ่อท่านไปนำออกมาตุ๋นกับผักป่าที่ข้าเก็บมาเมื่อวาน ท่านทำอะไรตักออกทำไม”
“ให้ท่านพี่กับเจ้าก็พอข้ากับโต้วโต้วและฮวาฮวากินโจ๊กก็พอ”
นางกลอกตาด้วยความเหนื่อยหน่าย “หุงข้าวหม้อหนึ่งเสียฟืนไปท่อนหนึ่ง ต้มโจ๊กอีกหม้อก็ต้องใช้ฟืนไปอีกหลายท่อน หุงพร้อมกันทีเดียวเสียฟืนน้อยลงท่านอย่าเรื่องมาก ทำตามที่ข้าบอก”
“ดะ...ได้” เห็นชัดว่าพี่สะใภ้ใหญ่กลัวนางมากกว่ากลัวสามีของตัวเองเสียอีก
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







