LOGINไป๋อวี้เซวียนจ้องมองสตรีบอบบางบนเตียงด้วยความประหลาดใจ
นางไม่เหมือนสตรีคนใดที่เขาเคยรู้จัก ไร้ความหวาดกลัว ไร้ความอ่อนแอ ซ้ำยังมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวจนชวนให้นึกถึงพี่สะใภ้ใหญ่ขึ้นมาอย่างประหลาด
“ข้อแลกเปลี่ยน?” ชายหนุ่มทวนคำ “เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่อยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตายเช่นเจ้า มีสิ่งใดมาต่อรองกับข้าได้อย่างนั้นรึ?”
“แน่นอนสิเจ้าคะ” มิลินยิ้มกว้าง แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว แต่ดวงตากลับพราวระยับ
“ข้ารู้ว่าทำไมท่านหมอผู้หล่อเหลาถึงยอมปล่อยให้มีข่าวลือว่าตัวเองอัปลักษณ์ ซ้ำยังต้องสวมหน้ากากไม้น่ากลัวนั่น... ท่านไม่ได้ต้องการปิดบังบาดแผลอันใดหรอก แต่ท่านเพียงรำคาญใจ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
นัยน์ตาคมกริบของอวี้เซวียนไหววูบ คล้ายถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจัง
“และที่สำคัญที่สุดคือ... ท่านยังมิได้อยากแต่งงาน” มิลินเว้นจังหวะ ก่อนตายนางดูซีรีส์ย้อนยุคมาเป็นร้อยเรื่อง พวกคุณชายสูงศักดิ์ที่ชอบปกปิดใบหน้า หากไม่ทำงานลับ ก็มีอยู่เหตุผลเดียวคือหนีการคลุมถุงชน
“หากให้ข้าเดา บุรุษที่เพียบพร้อมเช่นท่าน คงอยากแต่งงานกับสตรีที่พึงใจ มากกว่าถูกผู้ใหญ่จับคลุมถุงชน... ข้าสามารถเป็น ‘ภรรยาบังหน้า’ คอยเป็นเกราะกันสตรีอื่นให้ท่านได้นะเจ้าคะ รับรองว่าเมื่อใดที่ท่านพบคนที่รักจริงและปรารถนาจะร่วมเรียงเคียงหมอน ข้าจะยอมรับหนังสือหย่าแล้วก้าวออกจากจวนไปทันทีโดยไม่สร้างความวุ่นวาย!”
ไป๋อวี้เซวียนนิ่งคิด สิ่งที่นางกล่าวมาล้วนแทงใจดำ เขามองดูครอบครัวของพี่ชายที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น จึงหวังว่าจะได้พบรักแท้เช่นนั้นบ้าง แต่เพราะมารดาเป็นสหายสนิทกับฮูหยินตระกูลหลิน เห็นเขาครองตัวเป็นโสดอยู่นาน จึงพยายามจับคู่ให้ไม่หยุดหย่อน
“แล้วอย่างไรต่อ?” อวี้เซวียนยกแขนขึ้นกอดอก รอฟังอย่างตั้งใจ
“ส่วนข้อแลกเปลี่ยน... ข้าขอเพียงสามข้อเจ้าค่ะ” นางชูสามนิ้วที่ยังสั่นเทาน้อยๆ ขึ้นมา
“หนึ่ง... ท่านต้องใช้ฝีมือหมอเทวดาของท่านรักษาไอเย็นในตัวข้าให้หายขาด สอง... ข้าขอเรือนพักที่อบอุ่นและอาหารดีๆ ทุกมื้อ และสาม...”
แววตาของมิลินเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวและจริงจังขึ้น
“หากวันใดคนตระกูลหลินคิดจะมารังแกหรือแสวงหาประโยชน์จากข้า... ท่านต้องออกหน้าปกป้องข้า”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไป๋อวี้เซวียนยืนประเมินสตรีตรงหน้าอย่างละเอียด นางฉลาด มีไหวพริบ และมองทะลุสถานการณ์ได้อย่างเฉียบคมจนน่าประหลาดใจ
“เจ้าช่างใจกล้าผิดกับรูปร่างยิ่งนัก” อวี้เซวียนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าไร้แววขุ่นเคือง “ไม่กลัวข้าปฏิเสธ แล้วจับเจ้าส่งกลับตระกูลหลิน หรือปล่อยให้หนาวตายไปเองรึ?”
“ไม่กลัวเจ้าค่ะ” มิลินตอบสวนทันควัน “ข้าคิดว่าท่านคงส่งคนไปสืบเรื่องนิสัยใจคอน้องสาวของข้ามาหมดแล้ว ท่านย่อมรู้ดีว่านางเป็นคนเช่นไร... ท่านคงไม่อยากได้สตรีร้ายกาจพรรค์นั้นมาเป็นฮูหยินจริงๆ หรอกใช่ไหมเจ้าคะ?”
นางสบสายตาเขาพร้อมรอยยิ้มอย่างผู้กุมความได้เปรียบ
ไป๋อวี้เซวียนมองท่าทีนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดล้ำ คนทั่วไปล้วนพยายามเสแสร้งและหวาดเกรงเขา ทว่าสตรีร่างบอบบางที่เพิ่งรอดชีวิตมาได้หมาดๆ ผู้นี้ กลับกล้าตั้งเงื่อนไขต่อรองกับเขาอย่างสุขุมตรงไปตรงมา แม้จะดูมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ความอาจหาญของนางกลับทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างเงียบงัน
“ท่านสามี ลองพิจารณาดูให้ดีนะเจ้าคะ รับรองว่าข้าจะแสดงบทบาทภรรยาบังหน้าได้อย่างแนบเนียน ไม่ทำให้ท่านต้องรำคาญใจแม้แต่น้อย”
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง “แล้วหาก... ท่านแม่ของข้าปรารถนาจะอุ้มหลานเล่า เจ้าจะทำหน้าที่นั้นได้รึ?”
มิลินแอบยิ้มกริ่มในใจ ละครตบตาแค่นี้ สบายมาก
“แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าทำได้!” นางตอบเสียงหนักแน่น ไม่มีท่าทีเหนียมอายสักนิด
คราวนี้เป็นไป๋อวี้เซวียนที่ชะงักไปเสียเอง ปกติเขาไม่ชอบสตรีที่ก๋ากั่นไร้ยางอาย แต่กับคนป่วยตรงหน้าที่ทั้งหนักแน่นและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ เขากลับไม่อาจละสายตาได้เลย
“ข้อเสนอของเจ้า... ข้าตกลง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น “แต่จงจำไว้ให้ดีหลินเซวียน ในเมื่อเจ้าเสนอตัวเป็นเพียงภรรยาบังหน้า ก็อย่าได้คิดเกินเลยไปกว่านั้น ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็พอ”
“แน่นอนเจ้าค่ะท่านสามี... ข้าจะเป็นภรรยาที่ว่าง่ายที่สุด” นางส่งยิ้มหวานเอาใจ
โลกก่อนต้องสู้ชีวิตจนตัวตายอย่างโดดเดี่ยว แต่โลกนี้มีที่พึ่งระดับเศรษฐีแถมยังรูปงาม ถึงปากจะร้ายแต่มือกลับคอยดูแลช่วยชีวิต... ขืนปล่อยหลุดมือไปก็โง่เต็มทน
“เจ้าพักผ่อนเถอะ ร่างกายยังไม่ฟื้นดี เดี๋ยวข้าจะไปบอกท่านแม่เองว่าเจ้าป่วย” อวี้เซวียนตัดบทแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ!” มิลินรีบส่งเสียงรั้งไว้ นางพยายามดันตัวลุกขึ้นนั่ง
“เพียงเรียกสาวใช้มาช่วยข้าผลัดอาภรณ์ก็พอ ข้าจะไปยกน้ำชาคารวะแม่สามี... วันแรกจะละเลยธรรมเนียมไม่ได้เด็ดขาด”
ชายหนุ่มมองความดื้อรั้นของนางแล้วได้แต่ทอดถอนใจ ก่อนจะพยักหน้ายินยอมแล้วสั่งให้สาวใช้เข้ามาดูแล
เมื่อประตูเปิดออก สาวใช้สองคนก้าวเข้ามาพร้อมอ่างน้ำอุ่นและชุดกระโปรงสีชมพูกลีบบัว พวกนางช่วยกันเช็ดตัว เปลี่ยนชุด และเกล้าผมให้มิลินอย่างประณีต เมื่อแต้มชาดสีระเรื่อลงบนแก้มและริมฝีปากที่เคยซีดเผือด ร่องรอยของคนใกล้ตายก็ถูกกลบไปจนแทบมองไม่เห็น
มิลินในร่างนี้มีโครงหน้างดงามไม่ต่างจากแฝดน้อง ทว่าสิ่งที่ต่างไปคือแววตามั่นใจและรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวา
เมื่อแต่งกายเรียบร้อย ร่างบอบบางที่ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ดูสดใสเปล่งปลั่ง ราวกับดอกท้อแรกแย้มในยามเช้า
ไป๋อวี้เซวียนที่ยืนรออยู่หน้าห้องถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นร่างนี้ในสภาพที่ไร้คราบคนป่วย... ใบหน้างดงามและความดื้อรั้นในแววตาคู่นั้น กำลังสั่นคลอนหัวใจอันเย็นชาของคุณชายหมอโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที
บทที่ 36เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศหน้าเรือนหอตระกูลไป๋ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกนายท่านซูและฮูหยินซู บิดามารดาของซูหว่านหว่าน เดินทางมาขอเข้าพบไป๋อวี้เซวียนตั้งแต่ฟ้าสาง ใบหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าก้าวออกมาจากเรือน ทั้งคู่ก็แทบจะทรุดตัวลงคุกเข่า“คุณชายรอง... ได้โปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน ละเว้นหว่านหว่านด้วยเถิด! นางทำไปเพราะความลุ่มหลงชั่ววูบ หากนางต้องอยู่ในคุกด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้น นางต้องตายแน่ๆ!” นายท่านซูเอ่ยปากอ้อนวอนทั้งน้ำตาไป๋อวี้เซวียนยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคยเคารพด้วยสายตาเฉยชาไร้เสี้ยวความปรานี“ไมตรีเก่าก่อนงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเค้นเสียงหยัน“บุตรสาวของพวกท่านใช้วิธีสกปรกหมายจะเอาชีวิตฮูหยินของข้า บัดนี้ภรรยาของข้านอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง... พวกท่านยังมีหน้ามาทวงถามหาไมตรีอันใดอีก!”“แต่... แต่หว่านหว่านเคยบริจาคเงินช่วยเหลือคนไข้ของท่าน...” ฮูหยินซูพยายามยกเรื่องในอดีตขึ้นมาอ้าง“เรื่องนั้นตระกูลไป๋ขอจัดการเอง!”เสียงทรงอำนาจของฮูหยินใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋อวี้เซวียนรีบหลีกทางให้มารดาข
บทที่ 35ภายในห้องนอนอันเงียบสงัด เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของจิ่นอวิ๋นดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ร่างของผู้คุ้มกันหนุ่มคุกเข่าลงข้างเตียง ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณชายรองขอรับ... คนของเราจับตัวผู้บงการได้แล้วขอรับ!”ไป๋อวี้เซวียนที่กำลังกุมมืออันไร้ไออุ่นของภรรยาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยแดงก่ำและว่างเปล่าค่อยๆ ช้อนขึ้นมองลูกน้องคนสนิท“ว่ามา...” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ทว่าแฝงประกายโทสะอันน่าสะพรึงกลัวจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งชวนอึดอัด“เด็กขอทานที่วิ่งชนฮูหยินรองตกน้ำ ถูกมือสังหารลอบฆ่าปิดปาก โชคดีที่คนของเราดักซุ่มอยู่จึงช่วยเด็กไว้ได้ทันและรวบตัวมือสังหารได้ทั้งคู่ขอรับ... จากการเค้นคอสอบสวน เด็กขอทานสารภาพว่ามีสตรีผู้หนึ่งมอบเงินก้อนโตสั่งให้มันวิ่งชนฮูหยิน และป้ายหยกประจำตัวที่ริบได้จากอกเสื้อของมือสังหาร... เป็นคนของจวนตระกูลซูขอรับ!”เคร้ง!ป้ายหยกสลักอักษร ‘ซู’ ถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียงวิญญาณของหลินเซวียนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังสามีเบิกตากว้าง แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผู้นี้มารยาและร้ายกาจ แต่ไม่คิดว่าจะเหี้ยมโหดถึงขั้นจ้างวานฆ่าคนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไป๋อวี้เซวียนจ้องมอ







