LOGINเพิ่งรอดตายจากเครื่องบินระเบิด ลืมตาอีกที ‘มิลิน’ ดันมาอยู่ในร่างแฝดพี่ขี้โรคที่ถูกครอบครัววางยาจับยัดขึ้นเกี้ยวมาแต่งงานแทนแฝดน้องคนโปรด! เป้าหมายคือส่งนางมาเป็นเมียของ ‘หมอเทวดาหน้าผี’ ที่ลือกันว่าอัปลักษณ์จนต้องใส่หน้ากากไม้ปิดหน้าไว้ตลอดเวลา ทว่าในคืนเข้าหอ ร่างกายที่เย็นเฉียบกลับทนพิษไข้ไม่ไหว ทรุดฮวบล้มพับคาอกเขาเจียนตาย! วินาทีที่หน้ากากเลื่อนออก... คุณพระ! หล่อปานเทพเซียนขนาดนี้ เอาตาข้างไหนมองถึงลือว่าหน้าผี! แถมเขายังยอมอดหลับอดนอน ลงเข็มเงินยื้อชีวิตนางจากประตูนรกตลอดทั้งคืน ทว่าพอฟื้นขึ้นมาปุ๊บ เขาก็จี้ถามทันควันว่านางคือ ‘เจ้าสาวตัวปลอม’ ที่ถูกส่งมาสวมรอย! แต่มีหรือที่สาวสู้ชีวิตอย่างนางจะยอมถอย... "ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าข้าไม่ใช่เจ้าสาวตัวจริง แถมท่านก็หล่อ ข้าก็ป่วย... เรามาทำข้อตกลงกันหน่อยดีไหมเจ้าคะ ท่านสามี?"
View Moreแวะมาเมาท์กับคุณรี้ดก่อนอ่านสักนิดค่า~ ✨
เรื่องนี้อยู่ในจักรวาลเดียวกับ ‘พระรองช้ำรักคนนั้น ข้าขอรับไว้ดูแลเอง!’ นะคะ ถึงคิวของคุณชายรองสายซึนอย่าง ‘ไป๋อวี้เซวียน’ จะมีคนมารักษาแผลใจกับเขาบ้างแล้ว!
ไม่อ่านเรื่องแรกมาก่อน จะงงไหม? ตอบตัวโตๆ เลยว่า ไม่งงแน่นอนค่า! อ่านแยกได้ 100% เนื้อหา จังหวะโบ๊ะบ๊ะ และปมทุกอย่างจบสมบูรณ์ในเล่ม สบายใจได้เลยค่ะ
แต่ถ้าใครเคยอ่านเรื่องของพี่ใหญ่มาก่อน... รับรองว่าจะยิ่งฟินและยิ้มแก้มแตกแน่นอน เพราะภาคนี้ ‘พี่สะใภ้ใหญ่เมิ่งซี’ ตัวแสบจากภาคแรกคัมแบ็กมาร่วมวงด้วย มารอดูกันว่าสตรีไทยยุค 5G สองคนมาเจอกันในยุคโบราณจะแท็กทีมกันป่วนขนาดไหน!
ฝากเอ็นดูคุณชายหมอหน้านิ่งกับยัยน้องแฝดพี่ขี้โรคด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบตรงไหน แวะมาหยอดคอมเมนต์คุยกับไรต์ได้น้า รออ่านทุกข้อความเลยค่า ❤️
ยามที่สติเริ่มกลับมา สัมผัสแรกที่รับรู้คือความหนาว... หนาวเหน็บเสียดแทงลึกจนถึงกระดูก ราวกับถูกแช่อยู่ในกองน้ำแข็ง
‘มิลิน’ พยายามลืมตาที่หนักอึ้ง สิ่งแรกที่เห็นคือผ้าสีแดงสดคลุมปิดหน้าจนมองอะไรไม่ถนัด ร่างกายของเธอกำลังโยกเยกไปมาตามแรงขยับ เสียงคานไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดกับเสียงคนเดินเป็นจังหวะ ทำให้รู้ว่าตอนนี้นางกำลังนั่งอยู่บน ‘เกี้ยว’
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...
จำได้ว่าก่อนหน้านี้เธอนั่งอยู่บนเครื่องบิน จู่ๆ เครื่องก็ทิ้งดิ่งลงพื้นแล้วระเบิดไฟท่วม แรงกระแทกยับเยินขนาดนั้น ร่างกายคงแหลกละเอียดไปแล้วแน่ๆ แล้วทำไมถึงยังเจ็บ ยังรู้สึกได้ แถมพอลืมตาขึ้นมา ดันมาโผล่อยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวได้ยังไง!
ทันใดนั้น คลื่นความทรงจำมหาศาลที่ไม่ใช่ของตัวเองก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวจนปวดขมับ มิลินยกมือที่สั่นเทาและเย็นเฉียบขึ้นกุมหัว วินาทีนั้นเองที่รู้ชัดว่า เธอตายจากโลกเดิมแล้วจริงๆ และวิญญาณทะลุมิติเข้ามา ‘สิงร่าง’ คนอื่นแบบไม่มีวันได้กลับไปอีกแล้ว!
ภาพความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ร่างนี้ชื่อ ‘หลินเซวียน’ บุตรสาวคนโตของตระกูลหลิน ตระกูลขุนนางตกอับที่กำลังถังแตก แต่ชีวิตของหลินเซวียนกลับน่าเวทนา เพียงเพราะนางเกิดมาเป็น ‘ลูกแฝด’ ในยุคโบราณที่เชื่อกันว่า ‘เด็กแฝดคือกาลกิณี เป็นตัวซวยที่จะนำความฉิบหายมาสู่ตระกูล’
ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนนอก ตระกูลหลินต้องพังแน่ แม่แท้ๆ เลยต้องเลือกสิ่งที่โหดร้ายที่สุด คือเลือกเก็บลูกไว้แค่คนเดียว แล้วกำจัดอีกคนทิ้ง
ในสถานการณ์แบบนั้น แม่ย่อมเลือกเด็กที่แข็งแรงกว่า ‘หลินเยว่’ แฝดน้องที่คลอดออกมาร้องเสียงดังลั่น สุขภาพแข็งแรง จึงถูกเลือกให้รอดและกลายเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ได้รับความรักไปจนหมด
ส่วนหลินเซวียน แฝดพี่ที่ตัวเล็กจ้อย อ่อนแอแทบไม่มีลมหายใจ กลับกลายเป็นผู้ถูกทิ้ง นางไม่ได้ถูกฆ่า แต่แม่แท้ๆ สั่งให้ขังไว้ในเรือนไม้ผุๆ ท้ายจวน ปล่อยให้อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ข้าวปลาอาหารก็แทบไม่มีกิน ต้องทนลมหนาวมาตลอดหลายปีจนร่างกายพัง ป่วยเรื้อรัง หายใจติดขัด และตัวเย็นเฉียบเหมือนก้อนน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลา
แล้วทำไมแฝดพี่ที่ถูกลืมถึงได้มานั่งบนเกี้ยวแต่งงานได้ล่ะ?
สาเหตุก็เพราะตระกูลหลินอยากได้สินสอดก้อนโตจากตระกูลไป๋ เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองเจียงหนาน ฝั่งนั้นอยากได้ลูกสาวตระกูลหลินไปแต่งกับ ‘ไป๋อวี้เซวียน’ คุณชายรองเจ้าของฉายาหมอเทวดา
ฟังดูเหมือนจะดี แต่ปัญหาคือคุณชายรองคนนี้มีข่าวลือหนาหูว่าหน้าตาอัปลักษณ์น่ากลัวเหมือนผี จนต้องใส่หน้ากากไม้ปิดหน้าไว้ตลอดเวลา แถมยังอารมณ์ร้ายและเข้าถึงยากสุดๆ!
พอหลินเยว่แฝดน้องผู้งดงามรู้ข่าว ก็ร้องไห้อาละวาดบ้านแทบแตก ไม่ยอมแต่งงานกับคนหน้าผีเด็ดขาด พ่อแม่ที่รักลูกคนเล็กตามใจจนเคยตัว เลยคิดแผนชั่ว วางยานอนหลับหลินเซวียน จับแต่งตัวแล้วโยนขึ้นเกี้ยวส่งมาสวมรอยแทน!
แต่สิ่งที่คนพวกนั้นไม่รู้คือ ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วของหลินเซวียนทนฤทธิ์ยานอนหลับขนาดแรงไม่ไหว แถมอากาศตอนค่ำยังหนาวจัด ทำให้นางช็อกจนหัวใจหยุดเต้นไปเงียบๆ... และเปิดทางให้วิญญาณของ ‘มิลิน’ สาวอึดจากยุคปัจจุบันเข้ามาสวมร่างแทน
“แค่กๆๆ... ฮึก...”
มิลินในร่างใหม่ไอโขลกออกมาอย่างแรง นางยกมือกุมหน้าอก รู้สึกเหมือนปอดโดนบีบจนสูดลมหายใจแทบไม่เข้า ความหนาวเสียดแทงลามจากปลายเท้าขึ้นมาถึงหัวใจ ข้างนอกคงเริ่มมืดแล้ว ร่างกายนี้ถึงได้ทรมานเหมือนโดนจับแช่แข็ง
“ถึงจวนตระกูลไป๋แล้ว เชิญฮูหยินน้อยลงจากเกี้ยวเจ้าค่ะ”
เสียงแม่สื่อตะโกนบอก ไม่มีเสียงประทัด ไม่มีพิธีไหว้ฟ้าดินอะไรทั้งสิ้น มีแค่สาวใช้สองคนเข้ามาหิ้วปีกพานางเข้าไปในเรือน แล้วจับโยนทิ้งไว้บนเตียงในห้องหอ ก่อนจะรีบปิดประตูล็อกจากข้างนอกทันที
ในห้องเงียบกริบจนน่ากลัว มิลินนั่งพิงเสาเตียงตัวสั่นงันงก เหงื่อเย็นแตกเต็มหน้า สติเริ่มจะหลุด
เพิ่งรอดจากเครื่องบินระเบิดมาแท้ๆ นี่ฉันจะต้องมาตายรอบสองเพราะโรคเวรนี่จริงๆ เหรอเนี่ย...
แกรก...
เสียงเปิดประตูดังขึ้น มิลินสะดุ้งสุดตัว ลมหนาววูบหนึ่งพัดเข้ามาพร้อมร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่ง เขาค่อยๆ เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้านาง
มิลินพยายามเงยหน้ามองผ่านผ้าคลุมสีแดง สิ่งที่เห็นคือชายเสื้อคลุมตัวยาว และหน้ากากไม้แกะสลักที่ปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้... ข่าวลือเป็นเรื่องจริง เขาสวมหน้ากากจริงๆ ด้วย!
“ข้าบอกตระกูลหลินไปแล้วว่าไม่อยากได้เมีย พวกเขาก็ยังหน้าด้านส่งคนมาจนได้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังขึ้น มือหนายื่นออกมาตั้งใจจะกระชากผ้าคลุมหน้าทิ้ง ราวกับอยากจะดูให้เห็นกับตาว่า ผู้หญิงที่ตระกูลหลินส่งมาจะทนมองหน้าเขาได้หรือไม่
ทว่ายังไม่ทันที่นิ้วจะแตะโดนผ้า ร่างของมิลินที่ทนความหนาวไม่ไหวก็เซวูบ ทิ้งตัวล้มลงไปข้างหน้าทันที
ด้วยสัญชาตญาณของหมอ ชายหนุ่มรีบยื่นแขนออกไปรับร่างของนางไว้ได้ทันก่อนจะกระแทกพื้น แต่ทันทีที่มือสัมผัสโดนข้อมือเล็กบาง คิ้วเข้มใต้หน้ากากก็ขมวดแน่น
ปลายนิ้วของเขาแตะโดนจุดชีพจรของนางพอดี
ชีพจรเต้นเบาจนแทบจับไม่ได้ ไม่เป็นจังหวะ... แถมร่างกายยังเย็นเฉียบผิดปกติ บ่งบอกว่าเป็นโรคเรื้อรังมานานจนฝังลึกเข้ากระดูก!
ไป๋อวี้เซวียนก้มมองคนในอ้อมแขนทันที ร่างกายผอมแห้งจนตัวเบาหวิวแบบนี้ ไม่มีทางเป็น ‘คุณหนูหลินเยว่’ ที่โตมาอย่างสุขสบายตามข้อมูลที่เขาได้ยินมาแน่ๆ
มือหนากระชากผ้าคลุมหน้าสีแดงออกทันทีเพื่อดูให้ชัด
วินาทีที่ผ้าหลุดออก มิลินที่สติเริ่มเลือนรางก็ปรือตาขึ้นมองพอดี จังหวะที่เขาก้มลงมารับ หน้ากากไม้เลื่อนเปิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งล่างที่หล่อจนแทบหยุดหายใจ สันกรามคมกริบ ริมฝีปากหยักสวยดูมีเสน่ห์แบบร้ายๆ ไม่เห็นมีแผลเป็นหรือหน้าเละเหมือนผีอย่างที่เขาลือกันสักนิด
พวกตระกูลหลินตาบอดรึไง... หล่อเบอร์นี้ หน้าผีตรงไหนวะ...
นั่นคือความคิดสุดท้ายในหัวของมิลิน ก่อนที่สติทั้งหมดจะดับวูบลงในอ้อมแขนของคุณชายหมอ พร้อมลมหายใจที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ แข่งกับค่ำคืนอันหนาวจัด
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที











