Masukร่างบางในอ้อมแขนเบาหวิวราวกับขนนก ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวเนื้อของนางทะลุผ่านเนื้อผ้าจนเขาสัมผัสได้ ไป๋อวี้เซวียนขมวดคิ้วแน่น ไม่เพียงแต่ชีพจรจะเต้นแผ่วจนแทบหยุดนิ่ง แม้แต่ริมฝีปากที่เคยแต้มชาด บัดนี้กลับซีดเผือดและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
เขาไม่สนใจธรรมเนียมเข้าหอใดๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มช้อนร่างเจ้าสาวตัวปลอมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้ววางนางลงบนเตียงมงคลที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดงสดอย่างเบามือ
ตระกูลหลินช่างอำมหิตเกินคน ส่งสตรีที่ใกล้ตายมาแต่งงานแทนรึ?
อวี้เซวียนคิดด้วยความกรุ่นโกรธ ในฐานะหมอที่รักษาคนมานับไม่ถ้วน เขาย่อมมองออกว่าไอเย็นที่แทรกซึมลึกถึงกระดูกไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวัน แต่มันคือผลจากการถูกทิ้งให้อยู่ในที่หนาวจัดและขาดการบำรุงมาตั้งแต่จำความได้!
“ใครอยู่ข้างนอก! ไปต้มน้ำร้อนมา! แล้วรีบไปเอาชุดเข็มเงินกับกล่องยาที่เรือนโอสถของข้ามาเดี๋ยวนี้!”
เสียงทุ้มตวาดสั่งการออกไป ทำเอาบ่าวรับใช้หน้าห้องสะดุ้งสุดตัวและรีบวิ่งไปจัดการทันที
ชายหนุ่มหันกลับมาที่เตียง เขาปลดมงกุฎหงส์และดึงปิ่นปักผมที่หนักอึ้งออกจากศีรษะเล็ก เพื่อให้นางหายใจได้สะดวกขึ้น จากนั้นจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงที่หนาเทอะทะออก เหลือเพียงชุดตัวในสีขาวบางเบา
เมื่อมือหนาสัมผัสโดนผิวแก้ม อวี้เซวียนก็ต้องชะงัก แก้มของนางเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง อกบางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบาก ลมหายใจติดขัดและมีเสียงหวีดแผ่วเบา
“แค่กๆ... หนาว... หนาวเหลือเกิน...”
มิลินในร่างของหลินเซวียนละเมอออกมาด้วยความทรมาน คิ้วเรียวขมวดแน่น ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สติสัมปชัญญะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด มีเพียงความหนาวเหน็บที่คอยกัดกิน
ฉันยังไม่อยากตายนะ! รอดจากเครื่องบินระเบิดมาได้ จะมาหนาวตายซ้ำซ้อนในร่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
มิลินกรีดร้องในใจ สองมือน้อยปัดป่ายไปในอากาศเพื่อหาไออุ่นตามสัญชาตญาณ
อวี้เซวียนเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปจับมือนางไว้ ทว่าร่างเล็กกลับคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของเขา แล้วออกแรงดึงเพื่อซุกตัวเข้าหาความอบอุ่น ใบหน้าซีดเซียวแนบลงกับฝ่ามือใหญ่ ลมหายใจรดรินแผ่วเบา
ชายหนุ่มชะงักไป นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองทุกสิ่งอย่างเย็นชาทอประกายอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าต้องรอด... ข้าไม่ยอมให้เจ้ามาตายในห้องหอของข้าเด็ดขาด”
เมื่อบ่าวรับใช้ยกกล่องเข็มเงินและเตาอุ่นเข้ามา อวี้เซวียนก็สั่งให้ออกไปจนหมดแล้วลงมือรักษาทันที เขาฝังเข็มเงินลงบนจุดชีพจรสำคัญเพื่อเปิดเส้นลมปราณและขับไอเย็นที่คั่งค้างในร่าง
ค่ำคืนนั้นยาวนานและแสนทรมาน มิลินหมดสติ มีเพียงร่างกายที่กระตุกตอบสนองต่อปลายเข็ม ขณะที่ไป๋อวี้เซวียนไม่ได้หลับตาลงเลยแม้แต่น้อย เขานั่งเฝ้าข้างเตียง คอยเช็ดเหงื่อเย็นและคอยเปลี่ยนกระบอกน้ำอุ่นให้นางตลอดทั้งคืน
การยื้อชีวิตกับยมทูตดำเนินไปอย่างตึงเครียด
จนกระทั่ง...
แสงสีทองทาบทาลงบนขอบฟ้า เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังแว่วมาจากสวนด้านนอก เป็นสัญญาณว่าเช้าวันใหม่มาถึงแล้ว
พร้อมกับแสงแรกของวัน ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ผิวพรรณที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดสีชมพูจางๆ ปรากฏขึ้นบนพวงแก้ม ความเย็นยะเยือกในร่างถูกขับไล่ออกไปจนหมด
อวี้เซวียนถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เขาเก็บเข็มเงินเล่มสุดท้าย แล้วดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมร่างให้นาง ชายหนุ่มยกมือนวดขมับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า
แพขนตาหนาขยับไหวเล็กน้อย...
มิลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสว่างจ้าทำให้นางต้องกะพริบตาถี่ๆ ความรู้สึกแรกคือ... เธอยังไม่ตาย! แถมร่างกายที่เคยหนาวสั่นเจียนตายเมื่อคืน ตอนนี้กลับอบอุ่นและเบาสบายขึ้นมาก
เมื่อสายตาปรับโฟกัสได้ ภาพแรกที่เห็นคือแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาว เขากำลังยืนหันหลังเก็บเครื่องมือรักษาอยู่บนโต๊ะ ใบหน้านั้นไม่ได้สวมหน้ากากไม้อีกต่อไปแล้ว
“ตื่นแล้วหรือ”
เสียงทุ้มเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมา มิลินสะดุ้งเล็กน้อย พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
ชายหนุ่มหันกลับมาเผชิญหน้านาง นัยน์ตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าของเธออย่างพินิจพิเคราะห์ ความหล่อเหลาระดับทำลายล้างทำเอามิลินเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
พระเอกนิยายชัดๆ... หล่อวัวตายควายล้มขนาดนี้ ไอ้พวกตระกูลหลินเอาตาข้างไหนมองถึงลือกันว่าหน้าผี!
“ไอเย็นแทรกซึมในร่างเจ้ามานานหลายปี พลังหยางพร่องรุนแรง เมื่อคืนถ้าข้าไม่ช่วยไว้ เจ้าคงสิ้นใจไปก่อนฟ้าสางแล้ว” อวี้เซวียนเดินเข้ามาหยุดข้างเตียง น้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ในเมื่อฟื้นแล้ว ก็จงอธิบายมา... ทำไมคนที่ตระกูลหลินส่งมาแต่งงานกับข้า ถึงไม่ใช่ ‘หลินเยว่’ ผู้เลอโฉม แต่กลับเป็นสตรีร่อแร่ใกล้ตายเช่นเจ้า”
มิลินชะงักไปนิด เธอรู้ดีว่าคนตรงหน้าฉลาดเป็นกรด การโกหกหมอที่เพิ่งจับชีพจรตัวเองหมาดๆ เป็นเรื่องโง่ที่สุด สำหรับหญิงสาวที่ผ่านชีวิตสู้ยิบตามาตลอดอย่างเธอ ความจริงใจและการเจรจาต่อรองคือไพ่ที่ดีที่สุดในตอนนี้
นางสูดหายใจเข้าลึก เงยหน้าสบตาเขาตรงๆ ไร้แววหวาดกลัว
“ข้าคือ ‘หลินเซวียน’ แฝดพี่ของหลินเยว่ บุตรสาวคนโตที่ตระกูลหลินตราหน้าว่าเป็นตัวกาลกิณี แล้วขังข้าไว้ท้ายจวนตั้งแต่เกิดเจ้าค่ะ”
มิลินตอบเสียงฉะฉาน ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “น้องสาวของข้ากลัวข่าวลือเรื่องหน้าตาของท่าน ครอบครัวข้าเลยวางยาแล้วจับข้ายัดขึ้นเกี้ยวมาแทน แต่ดูเหมือนพวกเขาจะพลาดไปสองเรื่อง”
อวี้เซวียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจกับท่าทีสงบนิ่งและใจกล้าของนาง “พลาดเรื่องอันใด?”
“เรื่องแรก... พวกเขาคงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านหล่อเหลาปานเทพเซียน ไม่ได้หน้าผีเหมือนในข่าวลือสักนิด”
คำชมตรงไปตรงมาโดยไร้จริตเขินอาย ทำเอาคุณชายหมอถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่
“และเรื่องที่สอง...” มิลินเอนหลังพิงหัวเตียง สบตาเขาด้วยแววตามุ่งมั่น
“พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่า ท่านจะจับได้ทันทีว่าข้าไม่ใช่หลินเยว่”
นางยกมือประสานคารวะเขาเล็กน้อย “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้... ในเมื่อตอนนี้เรารู้ความลับของกันและกันแล้ว ท่านหล่อ ข้าป่วย... เรามาทำข้อตกลงกันหน่อยดีไหมเจ้าคะ ท่านสามี?”
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที
บทที่ 36เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศหน้าเรือนหอตระกูลไป๋ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกนายท่านซูและฮูหยินซู บิดามารดาของซูหว่านหว่าน เดินทางมาขอเข้าพบไป๋อวี้เซวียนตั้งแต่ฟ้าสาง ใบหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าก้าวออกมาจากเรือน ทั้งคู่ก็แทบจะทรุดตัวลงคุกเข่า“คุณชายรอง... ได้โปรดเห็นแก่ไมตรีเก่าก่อน ละเว้นหว่านหว่านด้วยเถิด! นางทำไปเพราะความลุ่มหลงชั่ววูบ หากนางต้องอยู่ในคุกด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้น นางต้องตายแน่ๆ!” นายท่านซูเอ่ยปากอ้อนวอนทั้งน้ำตาไป๋อวี้เซวียนยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองอดีตผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคยเคารพด้วยสายตาเฉยชาไร้เสี้ยวความปรานี“ไมตรีเก่าก่อนงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเค้นเสียงหยัน“บุตรสาวของพวกท่านใช้วิธีสกปรกหมายจะเอาชีวิตฮูหยินของข้า บัดนี้ภรรยาของข้านอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง... พวกท่านยังมีหน้ามาทวงถามหาไมตรีอันใดอีก!”“แต่... แต่หว่านหว่านเคยบริจาคเงินช่วยเหลือคนไข้ของท่าน...” ฮูหยินซูพยายามยกเรื่องในอดีตขึ้นมาอ้าง“เรื่องนั้นตระกูลไป๋ขอจัดการเอง!”เสียงทรงอำนาจของฮูหยินใหญ่ดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋อวี้เซวียนรีบหลีกทางให้มารดาข
บทที่ 35ภายในห้องนอนอันเงียบสงัด เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของจิ่นอวิ๋นดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ร่างของผู้คุ้มกันหนุ่มคุกเข่าลงข้างเตียง ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณชายรองขอรับ... คนของเราจับตัวผู้บงการได้แล้วขอรับ!”ไป๋อวี้เซวียนที่กำลังกุมมืออันไร้ไออุ่นของภรรยาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยแดงก่ำและว่างเปล่าค่อยๆ ช้อนขึ้นมองลูกน้องคนสนิท“ว่ามา...” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ทว่าแฝงประกายโทสะอันน่าสะพรึงกลัวจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งชวนอึดอัด“เด็กขอทานที่วิ่งชนฮูหยินรองตกน้ำ ถูกมือสังหารลอบฆ่าปิดปาก โชคดีที่คนของเราดักซุ่มอยู่จึงช่วยเด็กไว้ได้ทันและรวบตัวมือสังหารได้ทั้งคู่ขอรับ... จากการเค้นคอสอบสวน เด็กขอทานสารภาพว่ามีสตรีผู้หนึ่งมอบเงินก้อนโตสั่งให้มันวิ่งชนฮูหยิน และป้ายหยกประจำตัวที่ริบได้จากอกเสื้อของมือสังหาร... เป็นคนของจวนตระกูลซูขอรับ!”เคร้ง!ป้ายหยกสลักอักษร ‘ซู’ ถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียงวิญญาณของหลินเซวียนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังสามีเบิกตากว้าง แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผู้นี้มารยาและร้ายกาจ แต่ไม่คิดว่าจะเหี้ยมโหดถึงขั้นจ้างวานฆ่าคนอย่างเปิดเผยเช่นนี้ไป๋อวี้เซวียนจ้องมอ







