เข้าสู่ระบบ
“อะไรครับ? แต่อะไร”
“ลูกใจเย็น ๆ ก่อน” พราวฟ้าเห็นท่าทางเริ่มไม่สงบของลมหนาว เธอเริ่มกังวลมากขึ้น “การรับการรักษาผ่านทางโรงพยาบาลต้องรอคิวที่นาน และทั้งพิสทิลเอง แอนไทเองก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะตกลงรักษาให้กันหรือปฏิเสธที่จะไม่รับเคสนี้ก็ได้ มันเลยทำให้การรันระบบช้ามากกว่าที่ควรจะเป็น”
“เอ้า.. แล้วแบบนี้จะมาลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครเพื่อ?” เมฆินทร์ทั้งไม่เข้าใจ และงงหนักกว่าเก่า
“เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายจ้ะ มันมีระบบกฎหมายเข้ามาคุ้มครองด้วยสำหรับแอนไทที่ลงทะเบียน เอาเป็นว่า… เราอย่าสนใจเลย เพราะที่แม่จะบอกคือแม่มีทางรักษาให้น้องหนาวแบบที่ไม่ต้องรอคิวอะไรทั้งนั้น อย่าที่แม่บอกไปพิษค่อนข้างรุนแรงจะมัวแต่ยืดเวลานานมากไม่ได้” พราวฟ้าพูดพลางลูบหัวลูกชายตนเบา ๆ เมื่อเห็นว่ามีการถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่คล้ายโล่งอก
“งั้นดีเลยครับ แม่บอกวิธีมาเลย ผมจะทำตาม.. ผมไม่อยากจบชีวิตอีกรอบแล้วจริง ๆ”
“ลูกยอมรับได้ใช่ไหม ถ้าลูกต้องมีอะไรกับแอนไทเพื่อการรักษาพิษ... มันอาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หรือสองครั้ง”
“ห้ะ!! ด…เดี๋ยวนะ มีอะไรกับแอนไทหรอครับ? หมายถึง?” เมฆินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ วิธีพิเศษที่แม่ของเขาพูดถึงหมายถึงวิธีอย่างว่านี่หรอ?
‘อยากจะบ้า ให้ไปนอนกับคนที่ไม่รู้จักอะไรเลยเนี่ยนะ’
นี่มันคือการลดทอนศักดิ์ศรีกันชัด ๆ ความรู้สึกต่อต้านพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง จากคนที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุด ต้องมาตกอยู่ในสถานะที่ต้องใช้ร่างกายของตัวเองเพื่อแลกกับความอยู่รอด... มันน่าสมเพชเกินไปแล้ว
“มันต้องรักษาด้วยวิธีแบบนี้วิธีเดียว เพราะร่างกายลูกรับยาเข้าไปแล้วก็สลายหมด ไม่สามารถลดหรือถอนพิษได้ การรักษาด้วยวิธีการโดยตรงเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การมีสัมพันธ์ทางกายกับแอนไทจะช่วยให้สารคัดหลั่งที่มีฤทธิ์เป็นยาถอนพิษซึมซับเข้าร่างกายจนลูกหายจากความทรมาน”
พราวฟ้าอยากจะพูดและอธิบายให้มากกว่านี้ แต่กลัวลมหนาวจะไม่ยอมรับ ลูกชายเธอเพิ่งผิดหวังกับความรักมาและสภาพจิตใจน่าจะยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องพวกนี้ การได้รับสัมผัสจากคนอื่นที่ไม่ใช่คนรักของตัวเองคงยากที่จะทำใจให้ทำลง แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ เรียกได้ว่าลองทุกวิธีทางการแพทย์ไม่ได้ผลกับร่างกายนี้ เหลือแค่ใช้วิธีดั้งเดิมและวิธีต้นกำเนิดเท่านั้น
“…”
“แม่รู้ว่ามันน่าตกใจและยอมรับได้ยาก แต่แอนไทที่แม่จะให้เขามาช่วยลูก ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนเลย เมื่อก่อนพวกลูกก็สนิทกันมาก น้องน่านฟ้า ลูกจำได้ไหม?”
‘ใครในตอนนี้ก็จำไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ผมจำได้แค่ตัวเองในตอนที่ฟื้นมาในโลกนี้ก็บุญหัวแล้ว..’
“แม่คุยกับน้ารดาเรื่องลูก บ้านนั้นเลยอยากจะช่วยเรา เป็นฝ่ายเสนอมาเองเลยว่าควรให้ลูกกับน่านฟ้าหมั้นกันด้วย แล้วก็ให้น่านฟ้ารักษาลูกจนกว่าจะหายดี”
“ห้ะ!? … หมั้น?” เมฆินทร์ทวนคำเสียงหลง สมองใกล้ระเบิดตู้มเต็มที่แล้ว เขาแทบอยากจะมุดดินหนีไปที่สงบ ๆ จริง ๆ เรื่องนั้นเรื่องนี้ยัดใส่หัวเขาจนต้องพยายามตั้งสติให้ดีครั้งแล้วครั้งเล่า “เดี๋ยวครับแม่ ผมตามไม่ทันแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน? พิษ แอนไท … แล้วยังหมั้นอีก มันจะต้องอะไรขนาดนั้น แค่ให้รักษาพิษด้วยการไปมีอะไรกับคนอื่นที่เป็นแอนไทอะไรนั่นก็เยอะแล้วนะครับ นี่ยังต้องหมั้นอีกหรอ?”
ปฏิกิริยาของลมหนาวตอนนี้ทำเอาพราวฟ้าหัวใจหล่นวูบ สิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดคือการที่ลมหนาวปฏิเสธในทางเลือกสุดท้ายที่เธอมีให้ ในฐานะของคนเป็นแม่ ตลอดระยะเวลาที่เธอเฝ้ามองลูกชายที่ทรมานจากความรัก ทรมานจากพิษ ช่วงนั้นแสนจะเจ็บปวดไม่ต่างกัน เธอไม่อยากให้เขาไม่ทำตามเธอในเรื่องนี้ แม้ว่าจะต้องบังคับเธออาจจะจำเป็นต้องทำ
“แม่รู้ว่ามันกระทันหัน แม่รู้ว่ามันอาจจะดูมากไปสำหรับลูกที่เพิ่งผ่านเรื่องแย่ ๆ มา แต่จะให้แม่ทำยังไง!? การที่แม่ต้องมาคอยดูรายชื่อพิสทิลที่รอคิวการรักษากว่าจะผ่านพ้นไปแต่ละรายแล้วกว่าจะถึงคิวลูก เผลอ ๆ รอนานเป็นปี แล้วคอยมองตอนลูกต้องทรมานกับอาการรอบพิษกำเริบ หรือลูกจะไปขอร้องอ้อนวอนให้ไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นกลับมารักลูกอีกครั้งงั้นหรอ!? … พอเถอะนะลมหนาว อย่าทรมานตัวเอง แค่นี้แม่ก็เจ็บปวดไปพร้อม ๆ กับลูกแล้วนะ”
ความเข้มแข็งของพราวฟ้าที่พยายามจะพูดคุยกับลมหนาว และพยายามจะเก็บกั้นความรู้สึกทั้งหมดได้ถูกพังทลายลงในพริบตา ถึงเธอจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพศรองนี้โดยเฉพาะ แต่เธอก็ไม่สามารถผิดจรรยาบรรณหรือทำอะไรกับระบบของโรงพยาบาลได้เลย ต่อให้มันทำได้สามารถลัดคิวเพื่อลูกของตัวเอง แต่ถ้าลัดคิวแล้วแอนไทเกิดปฏิเสธอีกเพราะพิษของลมหนาวอยู่ในระดับสูง มันก็จะทำให้เสียโอกาสของคิวที่ควรจะได้ อีกทั้งยังเกิดการต่อคิววนซ้ำอีก ความผิดถูกหลายอย่างที่ตลอดระยะเวลามานี้ตีกันมั่วไปหมดในหัวเธอ
“แม่เกือบจะเสียลูกไปครั้งนึงแล้วนะลมหนาว” เธอบอกด้วยเสียงสั่นเครือพลางโอบกอดลูกชายตน น้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลอาบแก้มลงมาเมื่อนึกถึงวันที่เธอคิดว่ามันเลวร้ายที่สุดในชีวิต “การหมั้นครั้งนี้ อาจจะดูเป็นการบังคับ แต่มันคือหลักประกันเดียวที่ทำให้แม่มั่นใจได้ว่าลูกจะปลอดภัย ทำให้แม่สบายใจขึ้นมาได้หน่อยว่าจะไม่เสียลูกไปเป็นครั้งที่สอง... ขอร้องล่ะลมหนาว ทำเพื่อแม่ได้ไหม”
ภาพของแม่ที่กำลังร้องไห้และน้ำเสียงที่แสนจะอ้อนวอนของเธอ ทำเอาเมฆินทร์น้ำตาไหลตาม มันบีบคั้นหัวใจ แม้ในหัวของเมฆินทร์จะต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง ด้วยความที่เขาไม่รู้อะไรมากนัก มีแค่พราวฟ้าคอยเล่าและบอกทุกอย่าง ถ้าโดยปกติแล้วเขาจะต้องปฏิเสธวิธีการบ้า ๆ นี่อย่างแน่นอน คนอย่างเมฆินทร์... ทำไมต้องไปนอนอ้าขาให้ใครที่ไม่รู้จักด้วย!
แต่แล้ว ภาพของแม่เนตรนภาที่นอนป่วยอยู่บนเตียงในวาระสุดท้ายของชีวิตก็ฉายชัดขึ้นมาให้เขาหวนนึกถึง ภาพของความเจ็บปวดที่เขาไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้รักษาแม่ให้หายแล้วกลับมามีชีวิตดูความสำเร็จของเขา การจากลาที่ทำให้คนที่ยังอยู่ทรมานเพราะคนที่รักสุดหัวใจได้จากไป...
นั่นสินะ แม่พราวฟ้าในตอนนี้ อาจจะเปราะบางและพร้อมจะแหลกสลายเหมือนเขาในตอนนั้นก็เป็นได้ สำหรับเขายังถือว่ามีโอกาสที่จะรักษาและใช้ชีวิตอยู่ต่อกับผู้หญิงคนนี้ แม้จะคนละโลก หรือเธออยู่ในโลกคู่ขนานก็ยังคงเป็นแม่ของเขาอยู่เหมือนเดิม
ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจในครานั้น เขาขอโอกาสในการได้มีชีวิตอีกครั้ง... อยากใช้ชีวิตให้ดีกว่าเดิม อยากทำในสิ่งที่อยากทำเพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง และที่สำคัญที่สุดเขาได้โอกาสนั้นมาแล้ว พร้อมกับการได้เจอแม่คนที่เขารักสุดหัวใจ แล้วทำไมถึงไม่คว้าทุกโอกาสเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองขอเอาไว้ล่ะ?
‘เอาเถอะ.. แม้ฉันจะยังไม่เข้าใจโลกใบนี้ และยังไม่รู้จักคนที่ชื่อน่านฟ้า หรือแม้กระทั่งแฟนเก่าเฮงซวยที่สร้างพิษบ้าบออะไรนี่ไว้... แต่อนาคตไม่ว่าจะเป็นยังไง ชะตาถูกกำหนดให้ฉันต้องมาอยู่ที่นี่ มาลองดูกันสักตั้งแล้วกัน!’
“ผม... จะทำครับ” เมฆินทร์ตัดสินใจเอ่ยบอกออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เขาเห็นรอยยิ้มของผู้เป็นแม่ที่คลี่ออกมาอย่างโล่งอก และนั่นทำให้เขารู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ผิดพลาดอะไรเลย
“ดีใจจัง... แม่รู้ว่าลูกต้องเข้าใจ และแม่มั่นใจว่าน่านฟ้าจะดูแลลูกได้เป็นอย่างดี เขาจะช่วยให้ลูกหายแล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ไม่ต้องทนทรมานกับพิษร้าย” พราวฟ้าบอก ก่อนจะสวมกอดลูกชายแน่นอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตันใจ
ค่ำคืนอันหนักหน่วงผ่านพ้นไป... แทนที่ด้วยแสงแรกของรุ่งอรุณที่ค่อย ๆ สาดส่องเข้ามาทางช่องว่างของผ้าม่าน เสียงคลื่นลมที่เคยบ้าคลั่งในความรู้สึก บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเสียงขับกล่อมที่แผ่วเบาและสม่ำเสมอ แสงสีทองอ่อนละมุนอาบไล้ไปทั่วห้อง ขับไล่ความมืดมิดและความสับสนของราตรีกาลให้เลือนหาย เหลือทิ้งไว้เพียงความสงบและบรรยากาศของการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง น่านฟ้าลืมตาขึ้นช้า ๆ เป็นคนแรก เขามองเห็นเพียงกลุ่มผมสีบลอนด์ทองที่ซบอยู่บนตัวเขาอย่างอ่อนแรง ลมหายใจที่สม่ำเสมอของคนในอ้อมกอดบ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังหลับสนิทและไม่เจ็บปวดอีกต่อไป มือหนาค่อย ๆ ยกขึ้นไปลูบกลุ่มผมนั้นอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด ในใจของเขาเต็มไปด้วยความโล่งใจที่สามารถช่วยคนรักของเขาได้ เขารู้แล้วว่าการรักษาได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น... เมื่อเห็นว่าทุก
เมฆินทร์นอนหอบตัวโยน ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสแห่งความสุข ความเจ็บปวดจากพิษทุเลาลงไปวูบหนึ่ง... แต่แล้วมันก็กลับคืนมาพร้อมกับความต้องการที่มากกว่าเดิม คล้ายยังไม่ได้รับการเติมเต็มหรือการรดน้ำให้เติบโตอย่างเหมาะสม เขารู้แล้ว... การปลดปล่อยเพียงภายนอกมันไม่เพียงพออีกต่อไป ร่างกายต้องการการเยียวยาที่ 'ลึกซึ้ง' ยิ่งกว่านี้ ด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เมฆินทร์ใช้แขนยันตัวเองขึ้น ดึงน่านฟ้าเข้ามาบดจูบอย่างดูดดื่มและเร่าร้อน ก่อนจะพลิกร่างสูงของคนน้องที่กำลังตกใจกับการกระทำนั้นให้นอนลงบนเตียงแทนที่ตัวเอง สองมือของเขาสอดประสานเข้ากับฝ่ามือของน่านฟ้าแล้วยึดไว้กับเตียง ก่อนจะเป็นฝ่ายกดจูบไปตามลำคอแกร่ง เคลื่อนกายไล้ริมฝีปากลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ไหปลาร้า แผ่นอกกว้าง และกล้ามท้องที่แน่นไปด้วยมัดกล้ามจนน่าหลงใหล
เพียงเท่านั้น น่านฟ้าก็ดันร่างของลมหนาวให้นอนหงายราบไปกับพื้นเตียงอย่างนุ่มนวล เขาขึ้นไปคร่อมทับร่างนั้นไว้ ปลายนิ้วลากไล้ตั้งแต่ข้อมือบางจวบจนฝ่ามือทาบทับสอดประสานกันแน่น มืออีกข้างประคองใบหน้าที่เห่อร้อนพลางเกลี่ยไล้อย่างอ่อนโยน แล้วประทับจูบลงไปอีกครั้ง... จูบที่เต็มไปด้วยความรัก, ความปรารถนาที่จะปกป้อง, และคำสัญญาที่ไม่มีเสียง เมฆินทร์ค่อย ๆ หลับตาลงเผยอริมฝีปากรับจูบจากน่านฟ้าอย่างเต็มใจ ซึมซับทุกสัมผัสที่เขารับรู้ได้ว่ามันทั้งอ่อนโยนและลึกซึ้ง แต่ความหอมหวานก็คงอยู่ได้ไม่นาน เขาวาดวงแขนขึ้นโอบรอบลำคอของน่านฟ้าพลางสอดมือเข้าใต้กลุ่มผม กดคนด้านบนให้จูบแนบแน่นมากขึ้น ในขณะเดียวกันเป็นฝ่ายสอดเรียวลิ้นร้อนเกี่ยวตวัดในโพรงปากอุ่น เร่งเร้าจังหวะจูบให้รุนแรงตามความต้องการของร่างกาย ยิ่งได้รับสัมผัสที่แนบแน่นและอุ่นร้อนจากคนน้องเหมือนเป็นยารักษาที่ช่วยบรรเทาความเจ็บป
เสียงของพราวฟ้าดังก้องในความทรงจำ ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว... 'นี่คือโซ่ตรวนเส้นใหม่ที่หนักอึ้งกว่าเดิม และเราก็เป็นคนลากน่านฟ้าเข้ามาเจ็บปวดกับมันด้วย' "ทำไม..." เสียงแหบพร่าของเมฆินทร์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขายังคงซบหน้าอยู่กับหมอน ไม่ได้หันกลับมา ถึงจะรู้สึกผิดที่น่านฟ้าจะต้องมาลำบาก แต่ก็อยากรู้เหตุผลที่น่านฟ้าเลือกกระทำลงไปในแบบนั้น เขารู้ว่าตัวเองทั้งการกระทำและความรู้สึกกำลังย้อนแย้งไปหมด "ทำไมนายไม่ไล่เธอไปตั้งแต่แรก" น่านฟ้ากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ซบใบหน้าลงกับกลุ่มผมสีบลอนด์ทองประกายเบจนั้นหวังปลอบประโลม ก่อนจะสารภาพความจริงที่หนักอึ้งอยู่ในใจออกม
'บ้าน่า... ไม่ใช่ตอนนี้สิ...' เขาข่มความเจ็บปวดไว้ พยายามหายใจให้เป็นปกติที่สุด จนน่านฟ้าที่กำลังฟังมิลกี้พูดอยู่ จู่ ๆ จมูกของเขาก็ได้กลิ่นบางอย่าง... มันคือกลิ่นหอมเย็นที่แฝงความอันตรายของดอกอะโคไนต์... กลิ่นที่เขาจำได้ขึ้นใจ! สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ร่างกายเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ แววตาที่เคยเรียบนิ่งฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่ง เขารีบหันขวับไปมองทางเตียงนอนที่บัดนี้เงียบกริบ 'พิษอะโคไนต์ของพี่ลมหนาวกลับมาแล้ว' สัญชาตญาณแรกสั่งให้เขาลุกขึ้นแล้วพุ่งไปท
อาหารเลิศรสที่วางอยู่ตรงหน้าพลันหมดความหมาย ความอยากอาหารที่เคยมีเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตึงเครียดที่เข้าปกคลุมบรรยากาศบนโต๊ะ น่านฟ้าโกรธจนขบกรามแน่น ดวงตาของเขาแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งขั้วโลก เขาโกรธที่อลิสากล้ามาคุกคามคนที่อยู่ในความดูแลของเขาถึงตรงนี้ ในจังหวะที่ความโกรธของน่านฟ้ากำลังจะปะทุขึ้นมานั้นเอง เมฆินทร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ เลื่อนมือของตัวเองไปวางลงบนท่อนแขนของน่านฟ้าที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้ออกแรงบีบ เป็นเพียงสัมผัสที่นิ่งและหนักแน่น เพื่อจะบอกว่า... ‘ไม่เป็นไร ฉันโอเค... ไม่ต้องโกรธแทนฉันขนาดนี้ก็ได้’ น่านฟ้ารู้สึกได้ถึงสัมผัสนั้น ความเกร็งที่แขนของเขาคลายลงวูบหนึ่ง เขาเหลือบมอง







