Masukสองวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าในห้องพักผู้ป่วยที่หรูหราแต่ไร้ชีวิตชีวา ในที่สุดเมฆินทร์ก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ร่างกายของเขาค่อนข้างอ่อนเพลีย เบาโหวงอย่างไม่คุ้นชิน แต่ก็ดีขึ้นมากหลังจากได้รับวิตามินและสารอาหารอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศในรถยนต์ระหว่างเดินทางกลับบ้านนั้นแสนสงบ มีเสียงเพลงบรรเลงเปียโนเบา ๆ ชวนให้ผ่อนคลาย พราวฟ้าดูคลายความกังวลมากกว่าเมื่อหลายวันก่อนที่เข้ามาคุยกับเขา เธอขับรถด้วยท่วงท่าเรียบนิ่ง ไม่ได้ชวนคุยอะไรมากนัก คงเพราะอยากให้เขาได้พักผ่อนและชื่นชมบรรยากาศนอกโรงพยาบาลอย่างเต็มที่ ซึ่งเมฆินทร์เองก็รู้สึกขอบคุณในใจสำหรับความเงียบนั้น ทำให้มีเวลาจมอยู่กับตัวเอง พิจารณาและทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่างที่แทบจะตลอดเวลาตั้งแต่เขาฟื้นมาก็เอาแต่คิดวนซ้ำ ๆ ไม่เลิก
ดวงตาสีเทาเข้มทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ มันไม่ใช่ความตื่นตระหนกเหมือนครั้งแรกที่สัมผัสกับที่แห่งนี้ แต่เป็นการเฝ้ามองด้วยสายตาของนักสำรวจ ในการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม ทำความเข้าใจโลกใบใหม่ที่เขาถูกเหวี่ยงเข้ามา...
สถาปัตยกรรมของตึกระฟ้าดูเน้นความทันสมัยและสวยงามแปลกตา ไม่มีแม้แต่เสาไฟหรือสายไฟฟ้าให้เห็นรกหูรกตา การใช้โทนสีเทาเงินและกระจก ทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาและเป็นระเบียบมากกว่ากรุงเทพฯที่เขาเคยอยู่ สภาพแวดล้อมดูน่าตื่นตาตื่นใจจนทำให้เมฆินทร์รู้สึกตื่นเต้นและอยากลงไปสำรวจโลกใบนี้ให้มากขึ้น
เมื่อรถเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์หรูหราในย่านที่เงียบสงบ เมฆินทร์รู้สึกได้ถึงความโอ่อ่าและงดงามของอาคารสไตล์วิกตอเรียนที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น สนามหญ้ากว้างใหญ่ เขารู้สึกทึ่งกับความงามและขนาดของบ้านหลังนี้อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะก้าวลงจากรถพร้อมกับพราวฟ้าที่เดินนำหน้า
“คิดถึงบ้านเราไหมลูก ไปอยู่โรงพยาบาลมาตั้งหลายเดือน”
พราวฟ้าหันมาถามด้วยรอยยิ้ม
“คิดถึงครับ”
เมฆินทร์พยักหน้าตอบรับด้วยแววตาเป็นประกาย
‘คิดถึงสิ คิดถึงโลกเดิมด้วย แต่บ้านแม่พราวฟ้า มันใหญ่เกินไปไหมเนี่ย รวยระดับไหนกัน?’
ในโลกเดิมของเขาถึงแม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีรายได้มหาศาล แต่เขาก็เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในคอนโดหรูย่านใจกลางเมือง แม้จะมีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่เช่นนี้ได้ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะทำเลยสักครั้ง เพราะการใช้ชีวิตคนเดียวทำให้เขาไม่ได้รู้สึกอยากมีบ้านหลังใหญ่ การอยู่คนเดียวในคอนโดขนาดพอเหมาะก็เพียงพอแล้ว แต่บ้านหลังนี้... มันทำให้เขาเห็นภาพตัวเองในอนาคต หากมีครอบครัวอบอุ่น ก็น่าจะเหมาะกับการได้มาอยู่รวมกัน
“เข้าบ้านกันเถอะ ตากแดดตามลมนาน ๆ ยังไม่ดีต่อร่างการลูก”
พราวฟ้าบอกก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านใน เมฆินทร์เองก็เดินตามเข้าไปในตัวบ้านเช่นกัน
แต่ความรู้สึกบางอย่างก่อเกิดขึ้น ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นบ้าน... มันเหมือนการล่วงล้ำเข้าไปในชีวิตของคนอื่น ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นขโมยที่กำลังจะเข้าไปสำรวจร่องรอยของเจ้าของบ้านที่จากไปแล้ว
‘นี่คือชีวิตที่เราต้องสวมบทบาทต่อไปจริง ๆ อย่างนั้นสินะ?’
“ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องก่อนนะน้องหนาว”
พราวฟ้าบอกด้วยรอยยิ้มพลางตบบ่าลูกชายของตนเบา ๆ “เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเสร็จจะเรียกนะ”
“ครับ..”
เมฆินทร์ตอบรับแบบไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่ แล้วทอดสายตามองไปยังบันไดที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะเดินขึ้นไปด้านบนบ้านอย่างเชื่องช้า พร้อมกับความคิด ความสับสนมากมายในหัว จนถึงตอนนี้เขายังทบทวนมาตลอดจริง ๆ ว่าหลังจากนี้ต้องใช้ชีวิตแบบลมหนาวงั้นหรือ จะสามารถใช้ชีวิตแบบเมฆินทร์ได้ไหม อยากเป็นตัวของตัวเองมากกว่า…
เมื่อเดินมาถึงด้านบนเขาพบว่ามีประตูอยู่สามบาน เขารู้สึกโล่งใจเล็ก ๆ เมื่อพบว่าบนบานประตูแต่ละห้องนั้นมีป้ายชื่อเจ้าของห้องแขวนเอาไว้อยู่ เขามาหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่มีชื่อว่า น้องหนาว มือยื่นออกไปจับที่ลูกบิดประตู สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปภายในห้อง
ห้องนอนของลมหนาวเป็นห้องที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโทนสีฟ้าเทาและขาว ดูสะอาดตาสะท้อนรสนิยมของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี… ผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยชั้นหนังสือ มีนิยายมากมายเรียงรายอยู่กินพื้นที่ไปมากกว่าสามส่วน
อีกส่วนหนึ่งเป็นตำราเรียนที่ทำให้เมฆินทร์รับรู้ได้ว่าลมหนาวนั้นเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ สาขาศิลปะการแสดง บริเวณใกล้กันมีกีตาร์โปร่งวางพิงมุมห้อง แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่คงจะชื่อชอบทางด้านศิลปะความบันเทิงไม่ต่างจากตัวเขาเอง
เมฆินทร์เดินไปยังโต๊ะทำงาน เขาไล้มือสัมผัสขอบโต๊ะไม้โอ๊คช้า ๆ ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับตารางเรียนชั้นปีสาม นั่นทำให้เขาสามารถรับรู้ข้อมูลพื้นฐานของลมหนาวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง...
ขาเรียวยาวก้าวเดินสำรวจห้องไปเรื่อย ๆ เก็บรายละเอียดทุกอย่างเท่าที่ตัวเขาจะสามารถทำความเข้าใจเจ้าของร่างนี้ได้ ก่อนจะหยุดลงที่อัลบั้มรูปเล่มหนา เขาตัดสินใจหยิบมันขึ้นมานั่งเปิดดูบนเตียง
หน้าแรก ๆ ของอัลบั้มเป็นรูปของเด็กชายหน้าตาน่ารักที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาตอนเด็กแบบไม่ผิดเพี้ยนเลยจริง ๆ กำลังยิ้มอย่างมีความสุขกับพราวฟ้า และผู้ชายที่ดูอบอุ่นใจดีอีกคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นพ่อของลมหนาว
เมื่อไล่เปิดไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีเด็กผู้ชายอีกคนปรากฏตัวขึ้นภายในรูป เด็กคนนั้นดูอายุน้อยกว่าลมหนาวเล็กน้อย ตัวก็เล็กกว่า มักจะยืนอยู่ข้างลมหนาวเสมอ บางรูปก็เกาะแขน บางรูปก็เหมือนจะแกล้งกัน มีตั้งแต่ช่วงวัยเด็กจนกระทั่งค่อย ๆ เติบโตขึ้น ก็ยังมีเด็กคนนี้อยู่ในรูปอยู่บ่อยครั้ง
สายตาของเขาไม่เคยเปลี่ยนไป จนเมฆินทร์สามารถจับความรู้สึกนั้นได้ แล้วมันก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า... เด็กผู้ชายในภาพเป็นใครกันแน่? มีความสำคัญยังไงกับลมหนาวถึงได้เหมือนกับจะอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ดูจากชุดแล้วน่าจะถึงแค่ระยะเวลาช่วงมัธยมละมั้ง แล้วจู่ ๆ ช่วงหลังของอัลบั้มก็เหลือเพียงแค่ลมหนาวกับแม่พราวฟ้าในรูป ช่วงวัยที่น่าจะโตมากขึ้นหรือปัจจุบัน
เมื่อเมฆินทร์เปิดดูรูปในอัลบั้มของลมหนาวจนหมด ก็พอจะทำให้เข้าใจในวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง ก่อนจะเอนตัวลงนอนขวางเตียงกลิ้งไปมาให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมือไปโดนเข้ากับอะไรบางอย่างที่อยู่ใต้หมอน เขาจึงยกหมอนออกพบกับไดอารี่ที่ถูกซ่อนเอาไว้
“ไดอารี่? ถ้าเปิดดู… จะเป็นอะไรไหมนะ”
เมฆินทร์พูดขึ้นมาลอย ๆ กับตัวเอง เขาชั่งใจอยู่สักพัก เพราะถ้าลมหนาวรู้ว่ามีใครมาเสียมรายาทแบบนี้อาจจะโกรธก็ได้ แต่อีกใจก็ฉุกคิดได้ว่าตอนนี้ตัวเขากำลังอยู่ในร่างลมหนาวไม่ใช่หรอ?
ปลายนิ้วสอดเข้าไปในหน้าที่ถูกขั้นด้วยที่ขั้นหนังสือ… หรือว่าบางทีการเปิดอ่านมันอาจจะช่วงให้เขารู้จักเจ้าของร่างมากขึ้นจนเขาใช้ชีวิตแบบลมหนาวได้แนบเนียนก็ได้
ไม่ได้มีทางเลือกอะไรให้ตัวเขามากนัก..
‘ขออนุญาตเปิดอ่านสักหน่อยแล้วกันนะครับคุณลมหนาว... ไม่ต้องโผล่มาตอบกันนะ ถือซะว่าขอและผมตัดสินใจด้วยตัวเองนี่แหละ!’
“ถ้าพี่ไม่ใช่อย่างที่นายคิดล่ะ? ถ้าพี่ในตอนนี้ไม่ได้น่ารักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้อ่อนโยน ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แถมยังมีความลับเยอะแยะ... นายจะยังรู้สึกดีกับพี่อยู่ไหม?” “...” “ที่นายทำดีกับพี่ทุกวันนี้... เพราะนายผูกพันกับภาพจำของพี่ในอดีตหรือเปล่า?” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ เมฆินทร์ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา รอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่บีบรัด สัมผัสอุ่นวาบแตะลงที่ข้างแก้ม น่านฟ้าประคองใบหน้าสวยให้เงยขึ้นสบตา นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างเบามือ “พี่ลมหนาวฟังผมนะ...” น่านฟ้าเอ่ยเสียงนุ่มลึก สายตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีเทาคู่สวย “ผมยอมรับว่าอดีตมันสวยงาม... ผมอยากจะเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกับพี่ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะภาพจำในอดีต” น่านฟ้าขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย “ตอนที่กลับมาเจอพี่อีกครั้ง ผมสารภาพตรง ๆ ว่าพยายามจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างเราไว้ เพราะกลัวว่าผมจะผิดหวัง... แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้พี่ ยิ่งได้เห็นพี่ในมุมที่ผมไม่เคยเห็น”
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเข้าไปอย่างเบามือ เผยให้เห็นอาณาจักรส่วนตัวของน่านฟ้าที่ถูกซ่อนไว้หลังบานประตู ห้องนอนของน่านฟ้ากว้างขวางและคุมโทนด้วยสีน้ำเงินเข้มตัดกับสีเทา ให้ความรู้สึกสุขุมและเงียบสงบเหมือนเจ้าของห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของวางระเกะระกะแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าห้องนี้เป็นห้องตัวอย่างในโครงการหรูมากกว่าห้องที่มีคนอาศัยอยู่จริง “พี่ลมหนาวตามสบายเลยนะครับ คิดซะว่าเป็นห้องตัวเอง” น่านฟ้าเอ่ยบอกขณะวางกุญแจรถและกระเป๋าตังค์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เขาหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนพี่ที่ยังยืนกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเกร็ง “อยากอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวผมหาชุดเปลี่ยนให้ แต่ไซส์มันอาจจะใหญ่สักหน่อย” น่านฟ้าบอกก่อนจะเดินหายเข้าไปในโซนวอคอินโครเซท “ไม่เป็นไร ชุดไหนพี่ก็ใส่ได้หมดนะ” เมฆินทร์ตอบพลางถือวิสาสะก้าวเดินสำรวจห้องนอนของคนน้องอย่างสนใจ... สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับตู้โชว์กระจกใสที่มุมห้อง ภายในนั้นไม่ได้มีของสะสมราคาแพงอย่างโมเดลรถหรือนาฬิกาหรูอย่างที่ผู้ชายทั่วไปชอบสะสม แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘ความทรงจำ’ กร
“มากันแล้วเหรอจ๊ะ” คุณหญิงณิรดาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานเมื่อเห็นทุกคนมาถึงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านให้ขึ้นไปเชิญสามีของตนเองลงมารับประทานอาหาร ไม่นานนักกวินภพก็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีภูมิฐาน แม้จะอยู่ในชุดลำลองแต่รัศมีของนักธุรกิจใหญ่เจ้าของค่ายเพลงระดับประเทศก็ยังแผ่ออกมาให้คนแปลกหน้าอย่างสายหมอกต้องลอบกลืนน้ำลาย ‘อยากกลับบ้านชะมัด อยู่ท่ามกลางไฮโซ อยู่บ้านคนรวยแล้วมันโคตรจะเกร็งเลย ไอ้บ้าเอ้ย!’ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดดูหรูหราแต่ก็อบอุ่นอย่างน่าประหลาด แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบเครื่องเงินบนโต๊ะจนเป็นประกายวับวาว “ลมหนาวเป็นยังไงบ้างลูก? ไม่ได้เจอกันนาน ดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” ณิรดาเอ่ยทักทายว่าที่ลูกสะใภ้อนาคตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “น้องน่านฟ้าเขาดื้อหรือเปล่า? ทำอะไรให้หนูไม่สบายใจไหม ฟ้องแม่ได้เลยนะ” เมฆินทร์สบตากับผู้ใหญ่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจและน้ำเสียงเอ็นดู เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยเกร้งเท่าครั้งแรกที่เจอกัน ระบายรอยยิ้มบาง ๆ “สบายดีครับคุณน้า” เขาตอบ
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและอาหารไทยรสเลิศลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างเรียบหรู คุณหญิงณิรดากำลังง่วนอยู่กับการปรุงรสอาหารด้วยตัวเอง ท่าทางของเธอดูสง่างามและคล่องแคล่วสมกับเป็นแม่ศรีเรือน แม้ในยามสวมผ้ากันเปื้อนทับชุดอยู่บ้าน“คุณน้าครับ”เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้ณิรดาละมือจากหม้อแกง หันมามองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ตาคุณ มาแล้วเหรอจ๊ะ”สายหมอกที่เดินตัวลีบตามหลังมาติด ๆ รีบยกมือไหว้หญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างนอบน้อมโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา“มาช่วยครับ”ณคุณพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ครัว วางกุญแจรถลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง“ดีเลยจ้ะ น้ากำลังต้องการลูกมือพอดี”ณิรดาพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหลัง “แล้วนี่... ใครเหรอจ๊ะณคุณ?”“เพื่อนครับคุณน้า ชื่อสายหมอก”“กูเป็นรุ่นพี่มึง... ไม่ใช่เพื่อนมึง”สายหมอกกัดฟันกระซิบเสียงรอดไรฟั
“น่านฟ้าคะ ตกลงเรื่องที่ไปกินข้าว...”แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดจบประโยค ร่างสูงของเดือนคณะบริหารก็ก้าวเท้ายาว ๆ เดินตรงผ่าวงล้อมออกไป... จุดหมายของเขามีเพียงที่เดียว คือจุดที่คนพี่ยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อนข้างเวทีทิ้งให้มิลกี้ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นราวกับธาตุอากาศ“พี่ลมหนาว คุณแม่ชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน...” น่านฟ้าเอ่ยบอกเมฆินทร์ทันทีที่เดินมาถึง ไม่มีการเกริ่นนำ ไม่มีความอ้อมค้อม สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างรอคอยคำตอบ“พี่ต้องอยู่คุยกับสตาฟฟ์ต่อหรือเปล่า?”ริวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตาโต หันมามองเพื่อนสลับกับรุ่นน้องตัวสูงด้วยสายตาแซว ๆ"โหยยย... พ่อแม่สามีตามตัวซะแล้ว ไม่ต้องมาทำหน้าคิดเยอะ มึงก็รอกลับพร้อมน้องเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ”ริวตบหลังเพื่อนเบา ๆ เป็นเชิงเร่ง“พ่อแม่สามีอะไร! ยังไม่ใช่”เมฆินทร์หันไปกัดฟันพูดใส่เพื่อนตัวดีที่ตั้งแต่รู้เรื่องราวของเขาก็มักจะแซวทุกครั้งที่มีโอกาส ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างกระทันหัน“วันนี้ยังไม่ใช่ อนาคตไม่แน่ป่าวว้าา&hell
หลังจากแยกย้ายกันที่หลังเวที เมฆินทร์กลับมาประจำตำแหน่งพิธีกรข้างเวที คอยรันคิวการซ้อมช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนน่านฟ้าก็กลับเข้าไปยืนประจำจุดในแถวเดือนคณะ... แม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตาที่ลอบมองกันเป็นระยะนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม...เป็นความอุ่นวาบที่รู้กันอยู่แค่สองคนบรรยากาศภายในหอประชุมมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายคล้อยอบอวลไปด้วยความร้อนจากแสงไฟสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมายังเวทีเบื้องล่าง ผสมปนเปไปกับกลิ่นอายของการแข่งขันที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เสียงประกาศจากทีมงาน เสียงรองเท้าคัตชูที่กระทบพื้นเวที และเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานที่คลอเบา ๆ สร้างความฮึกเหิมให้กับผู้เข้าประกวดทุกคนยกเว้นเพียงคนเดียว...น่านฟ้าในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนสงบนิ่งอยู่ในแถวรอซ้อม รัศมีความเย็นชาแผ่ออกมารอบตัวจนเพื่อนต่างคณะแทบไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จะมีก็แต่มิลกี้ ดาวคณะบริหารธุรกิจที่ยังคงยืนเกาะติดอยู่ข้างกายไม่ห่าง“น่านฟ้าคะ พรุ่งนี้มิลกี้ว่าเราน่าจะนัดซ้อมกันเพิ่มอีกนิดนะ มิลกี้กลัวคิวเดินยังไม่เป๊ะ แล้วก็เพลงที่ต้องร้องตอนประกวด มิลกี้ว่ามั





![[Mpreg] เร้นรักพันธนาการหัวใจ](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

