로그인"เมื่อไอดอลดับแสง ตื่นอีกครั้งในร่างคนอื่นพร้อมพิษร้าย ทางรอดเดียวคือการสัมผัสจาก 'คู่หมั้น' ที่ผูกพันกันด้วยหน้าที่... สัมผัสที่เริ่มต้นเพื่อเอาชีวิตรอด กำลังจะปลุกความรู้สึกที่ทั้งสองไม่เคยคาดคิด" ----------------------------------------- ❄️ ลมหนาว (เมฆินทร์) ❄️ เมฆินทร์ - ไอดอลชื่อดังที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ กลับต้องเผชิญกับโชคชะตาพลิกผัน เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาในร่างของ "ลมหนาว" เป็นสถานการณ์ที่เหลือจะเชื่อ! แต่ที่น่าปวดหัวไปกว่านั้น.. เขาต้องมาเผชิญกับเพศรองที่ทำให้ร่างกายนี้มีความผิดปกติจนต้องหาหนทางในการรักษา หนีให้พ้นจากความเจ็บปวดและทรมาน ☁️ น่านฟ้า ☁️ เฟรชชี่สุดหล่อของคณะ ผู้ที่คาดเดาอารมณ์และความคิดได้ยาก ครอบครัวของเขาได้จัดแจงการหมั้นหมายที่มาพร้อมหน้าที่สำคัญในการรักษาพิษจากเวน่อมสเตเมนให้กับลมหนาว แม้จะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นดอกไม้พิษบนแผ่นหลังอีกฝ่าย แต่สัมผัสที่เริ่มต้นจากหน้าที่... กำลังจะปลดล็อกความรู้สึกที่ถูกเก็บงำไว้ในใจของเขาออกมาอีกครั้ง
더 보기Chapter 1: The Burn That Holds the Lie
Lyra pov
The door handle turned the rest of the way, and the physician stepped inside as if he had every right.
I was still seated on the edge of the bed, bindings half-unwrapped, the bruise on my wrist darkening into the clear shape of Ashford’s fingers. There was no time to cover it. The man closed the door behind him with the same soft click he always used, the one that sounded careful and kind. His smile was already in place, gentle, paternal, the exact expression that had kept me trusting him for years even while the rest of me learned not to trust anyone.
“You overexerted yourself again,” he said, voice low and warm. He set his medical case on the small table and began unpacking without waiting for permission. “I felt the spike from the spar all the way in the east wing. Stubborn boy. You know better.”
I kept my eyes down and let the meek gratitude settle over my face like a second skin. “I’m sorry. Ashford insisted.”
“He always does.” The physician’s hands were steady as he prepared the new dose. The liquid in the vial was darker than usual, thicker. “This one is stronger. It will hold longer, but the side effects will be sharper. Fever. Tremors. Possible nausea. You must rest after.”
He stepped closer. I forced myself not to flinch when his fingers brushed the inside of my elbow, searching for the vein. The needle slid in with practiced ease. The burn that followed was immediate and vicious, worse than any morning dose. It raced up my arm and spread under my ribs like liquid metal. I bit the inside of my cheek to keep the sound in.
“There,” he murmured, almost soothing. “Breathe through it. You’re safe now.”
Safe. The word sat wrong in the air. I watched his face while the drug took hold. Every line of concern looked real. Every soft word sounded sincere. Yet the informant’s list still burned in my memory, Kaelan’s name circled at the bottom, and this man’s questions about shipments sat behind those kind eyes. I catalogued the exact pitch of his voice, the way his gaze flicked once to the bruise on my wrist and then away, the faint scent of antiseptic and something older that clung to his coat.
“Thank you,” I said, exactly as I had said a hundred times before. Soft. Grateful. Harmless.
He lingered longer than necessary, adjusting the dose schedule, reminding me to send for him at the first sign of another spike. His hand rested briefly on my shoulder in a fatherly gesture that made my skin crawl beneath the performance. When he finally left, the lock clicked again from the outside. I waited until his footsteps faded completely before I let the mask drop.
My arm throbbed. The new suppressant sat heavy in my blood, already stirring a low, constant heat that promised a rough night. I rewrapped the bindings with shaking fingers, covering Ashford’s bruise, and pressed my forehead to my knees. The physician had given me exactly what I needed to keep the lie intact. He had also given me another reason to wonder how long he had been planning to take it away.
I did not sleep. Every time the fever climbed, I tasted the edge of my own scent and forced it back down with pure will. Somewhere past midnight, a different set of footsteps paused outside my door, heavier, restless, and then moved on. Ashford, or Ren. I no longer trusted myself to tell the difference in the dark.
By dawn the stronger dose had settled into a vicious equilibrium. My skin felt too tight. My thoughts ran sharp and slightly fevered. I dressed in the full uniform, practiced the limp until it looked natural again, and stepped into the corridor ready to face whatever the day demanded.
A junior officer waited near the main stairs with a sealed order in his hand. The royal party was departing for the forward outpost within the hour. Inspection of the eastern ridge defences. My presence was required; Kaelan’s signature sat at the bottom of the page in cold black ink.
I folded the order, slid it into my sleeve beside the hidden list, and felt the new suppressant pulse once under my skin like a warning.
“ถ้าพี่ไม่ใช่อย่างที่นายคิดล่ะ? ถ้าพี่ในตอนนี้ไม่ได้น่ารักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้อ่อนโยน ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แถมยังมีความลับเยอะแยะ... นายจะยังรู้สึกดีกับพี่อยู่ไหม?” “...” “ที่นายทำดีกับพี่ทุกวันนี้... เพราะนายผูกพันกับภาพจำของพี่ในอดีตหรือเปล่า?” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ เมฆินทร์ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา รอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่บีบรัด สัมผัสอุ่นวาบแตะลงที่ข้างแก้ม น่านฟ้าประคองใบหน้าสวยให้เงยขึ้นสบตา นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างเบามือ “พี่ลมหนาวฟังผมนะ...” น่านฟ้าเอ่ยเสียงนุ่มลึก สายตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีเทาคู่สวย “ผมยอมรับว่าอดีตมันสวยงาม... ผมอยากจะเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกับพี่ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะภาพจำในอดีต” น่านฟ้าขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย “ตอนที่กลับมาเจอพี่อีกครั้ง ผมสารภาพตรง ๆ ว่าพยายามจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างเราไว้ เพราะกลัวว่าผมจะผิดหวัง... แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้พี่ ยิ่งได้เห็นพี่ในมุมที่ผมไม่เคยเห็น”
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเข้าไปอย่างเบามือ เผยให้เห็นอาณาจักรส่วนตัวของน่านฟ้าที่ถูกซ่อนไว้หลังบานประตู ห้องนอนของน่านฟ้ากว้างขวางและคุมโทนด้วยสีน้ำเงินเข้มตัดกับสีเทา ให้ความรู้สึกสุขุมและเงียบสงบเหมือนเจ้าของห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของวางระเกะระกะแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าห้องนี้เป็นห้องตัวอย่างในโครงการหรูมากกว่าห้องที่มีคนอาศัยอยู่จริง “พี่ลมหนาวตามสบายเลยนะครับ คิดซะว่าเป็นห้องตัวเอง” น่านฟ้าเอ่ยบอกขณะวางกุญแจรถและกระเป๋าตังค์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เขาหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนพี่ที่ยังยืนกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเกร็ง “อยากอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวผมหาชุดเปลี่ยนให้ แต่ไซส์มันอาจจะใหญ่สักหน่อย” น่านฟ้าบอกก่อนจะเดินหายเข้าไปในโซนวอคอินโครเซท “ไม่เป็นไร ชุดไหนพี่ก็ใส่ได้หมดนะ” เมฆินทร์ตอบพลางถือวิสาสะก้าวเดินสำรวจห้องนอนของคนน้องอย่างสนใจ... สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับตู้โชว์กระจกใสที่มุมห้อง ภายในนั้นไม่ได้มีของสะสมราคาแพงอย่างโมเดลรถหรือนาฬิกาหรูอย่างที่ผู้ชายทั่วไปชอบสะสม แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘ความทรงจำ’ กร
“มากันแล้วเหรอจ๊ะ” คุณหญิงณิรดาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานเมื่อเห็นทุกคนมาถึงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านให้ขึ้นไปเชิญสามีของตนเองลงมารับประทานอาหาร ไม่นานนักกวินภพก็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีภูมิฐาน แม้จะอยู่ในชุดลำลองแต่รัศมีของนักธุรกิจใหญ่เจ้าของค่ายเพลงระดับประเทศก็ยังแผ่ออกมาให้คนแปลกหน้าอย่างสายหมอกต้องลอบกลืนน้ำลาย ‘อยากกลับบ้านชะมัด อยู่ท่ามกลางไฮโซ อยู่บ้านคนรวยแล้วมันโคตรจะเกร็งเลย ไอ้บ้าเอ้ย!’ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดดูหรูหราแต่ก็อบอุ่นอย่างน่าประหลาด แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบเครื่องเงินบนโต๊ะจนเป็นประกายวับวาว “ลมหนาวเป็นยังไงบ้างลูก? ไม่ได้เจอกันนาน ดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” ณิรดาเอ่ยทักทายว่าที่ลูกสะใภ้อนาคตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “น้องน่านฟ้าเขาดื้อหรือเปล่า? ทำอะไรให้หนูไม่สบายใจไหม ฟ้องแม่ได้เลยนะ” เมฆินทร์สบตากับผู้ใหญ่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจและน้ำเสียงเอ็นดู เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยเกร้งเท่าครั้งแรกที่เจอกัน ระบายรอยยิ้มบาง ๆ “สบายดีครับคุณน้า” เขาตอบ
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและอาหารไทยรสเลิศลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างเรียบหรู คุณหญิงณิรดากำลังง่วนอยู่กับการปรุงรสอาหารด้วยตัวเอง ท่าทางของเธอดูสง่างามและคล่องแคล่วสมกับเป็นแม่ศรีเรือน แม้ในยามสวมผ้ากันเปื้อนทับชุดอยู่บ้าน“คุณน้าครับ”เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้ณิรดาละมือจากหม้อแกง หันมามองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ตาคุณ มาแล้วเหรอจ๊ะ”สายหมอกที่เดินตัวลีบตามหลังมาติด ๆ รีบยกมือไหว้หญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างนอบน้อมโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา“มาช่วยครับ”ณคุณพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ครัว วางกุญแจรถลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง“ดีเลยจ้ะ น้ากำลังต้องการลูกมือพอดี”ณิรดาพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหลัง “แล้วนี่... ใครเหรอจ๊ะณคุณ?”“เพื่อนครับคุณน้า ชื่อสายหมอก”“กูเป็นรุ่นพี่มึง... ไม่ใช่เพื่อนมึง”สายหมอกกัดฟันกระซิบเสียงรอดไรฟั
‘28 กุมภาพันธ์ … วันนี้จู่ ๆ ภาสก็มาขอเลิก เขาบอกว่าครอบครัวของเขาบังคับให้เขาไปแต่งงานกับคนระดับเดียวกัน คนที่เหมาะสมกับบ้านเขา.. โลกทั้งใบของฉันพังทลายลงแล้ว ความรักที่มีให้กันมาหลายปี มันตัดกันง่าย ๆ แบบนี้จริงหรอ?’‘2 มีนาคม ... ฉันพยายามยื้อและคุยกับเขาเพราะวันนี้เขามาเก็บเสื้อผ้าออกจากคอนโดของ
สองวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าในห้องพักผู้ป่วยที่หรูหราแต่ไร้ชีวิตชีวา ในที่สุดเมฆินทร์ก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ร่างกายของเขาค่อนข้างอ่อนเพลีย เบาโหวงอย่างไม่คุ้นชิน แต่ก็ดีขึ้นมากหลังจากได้รับวิตามินและสารอาหารอย่างต่อเนื่องบรรยากาศในรถยนต์ระหว่างเดินทางกลับบ้านนั้นแสนสงบ มีเสียงเพลงบรรเลงเ
“อะไรครับ? แต่อะไร”“ลูกใจเย็น ๆ ก่อน” พราวฟ้าเห็นท่าทางเริ่มไม่สงบของลมหนาว เธอเริ่มกังวลมากขึ้น“การรับการรักษาผ่านทางโรงพยาบาลต้องรอคิวที่นาน และทั้งพิสทิลเอง แอนไทสเตเมนเองก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะตกลงรักษาให้กันหรือปฏิเสธที่จะไม่รับเคสนี้ก็ได้ มันเลยทำให้การรันระบบช้ามากกว่าที่ควรจะเป็น”“เอ้า.. แล้
หลังจากสายหมอกกลับไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบสงบลง พราวฟ้าเดินมานั่งข้างเตียงผู้ป่วยอีกครั้ง เธอจับมือของลูกชายมากุมเอาไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความรัก ความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นที่แน่วแน่กับสิ่งที่เธอกำลังจะพูดออกมาหลังจากนี้และเป็นจังหวะเดียวกันที่เมฆินทร์เห็นป้ายชื่อที่ถูกปักไว้บนเสื้อกาวน์