Mag-log in"เมื่อไอดอลดับแสง ตื่นอีกครั้งในร่างคนอื่นพร้อมพิษร้าย ทางรอดเดียวคือการสัมผัสจาก 'คู่หมั้น' ที่ผูกพันกันด้วยหน้าที่... สัมผัสที่เริ่มต้นเพื่อเอาชีวิตรอด กำลังจะปลุกความรู้สึกที่ทั้งสองไม่เคยคาดคิด" ----------------------------------------- ❄️ ลมหนาว (เมฆินทร์) ❄️ เมฆินทร์ - ไอดอลชื่อดังที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ กลับต้องเผชิญกับโชคชะตาพลิกผัน เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาในร่างของ "ลมหนาว" เป็นสถานการณ์ที่เหลือจะเชื่อ! แต่ที่น่าปวดหัวไปกว่านั้น.. เขาต้องมาเผชิญกับเพศรองที่ทำให้ร่างกายนี้มีความผิดปกติจนต้องหาหนทางในการรักษา หนีให้พ้นจากความเจ็บปวดและทรมาน ☁️ น่านฟ้า ☁️ เฟรชชี่สุดหล่อของคณะ ผู้ที่คาดเดาอารมณ์และความคิดได้ยาก ครอบครัวของเขาได้จัดแจงการหมั้นหมายที่มาพร้อมหน้าที่สำคัญในการรักษาพิษจากเวน่อมสเตเมนให้กับลมหนาว แม้จะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นดอกไม้พิษบนแผ่นหลังอีกฝ่าย แต่สัมผัสที่เริ่มต้นจากหน้าที่... กำลังจะปลดล็อกความรู้สึกที่ถูกเก็บงำไว้ในใจของเขาออกมาอีกครั้ง
view moreIngay at halos puro daing ng babaeng kaniig ni Calex ang tanging maririnig sa silid na iyon—ang kwartong madalas niyang gawing pampalipas-oras.
Karaniwang routine na ito sa kanya: pagkagaling sa opisina, deretso agad sa hotel o kaya sa kanyang condo unit, laging may kasamang babaeng natipuhan o nakilala niya sa bar—kung saan madalas silang tumambay ng mga kaibigan. “You're so f*cking good, baby!” Anas ng kanyang kaniig na si Stacey. Halos maggigilan sila sa matinding pagbayo at paglabas-masok ng kanyang pagkalalaki sa babae. Umuuga ang kama, dahilan ng kanilang mabilis at marahas na banggaan ng katawan. Ibinuka niya ang mga hita nito. Saka, ubod-lakas at diin, ipinasok ang kanyang pagkalalaki sa loob nito. Pailalim nang pailalim ang bawat ulos, dahilan upang mapasigaw si Stacey nang isagad niya ito. Tulad ng inaasahan—maluwag na ito. Hindi katulad ng mga babaeng siya mismo ang nakauna. Si Stacey ay isang kilalang modelo. At hindi na lingid sa kanyang kaalaman na maraming lalaki na rin ang dumaan sa katawan nito. Nagkakilala sila noong nakaraang linggo, sa isang event sa BGC na kanyang dinaluhan. Hindi rin niya maitatangging maganda si Stacey, kaya agad niya itong pinatulan. Pinagsawaan niya ang babae—hanggang sa pareho silang mapagod at makatulog. --- Malalakas na tunog ng doorbell ang gumising sa kanya. Pupungas-pungas siyang bumangon at napatingin sa kaliwa ng kama. Wala na roon ang babaeng kaniig niya kagabi. Umiling-iling siyang pinulot ang kanyang pang-ibabang saplot at dali-daling isinuot iyon. Matapos makabihis, tinungo niya ang pintuan. “Mom?!” gulat niyang sambit nang bumungad sa kanya ang kanyang inang si Donya Alera. Hindi niya inasahan ang biglaan nitong pagdalaw. “Iho, hindi mo ba ako papatuluyin?” tanong ng ginang nang hindi siya agad pinapasok. Nang makabawi mula sa pagkabigla, binuksan niya nang maluwag ang pinto. “Kagigising mo lang?” tanong muli ng kanyang ina nang tuluyan na itong pumasok sa kanyang condo. “Yes, Mom. Where’s Dad?” balik-tanong niya. Ang kanyang mga magulang na nakatira sa Batangas ay paminsan-minsan lamang dumadalaw sa kanya sa Maynila. “Nasa Quezon ang ama mo. Hindi siya nakasama ngayon. Alam mo naman iyon, inaaasikaso pa niya ang pagpapatanim doon,” sagot ng ginang. Malaki ang kanilang lupain sa Quezon. Sila ang may-ari ng malawak na taniman ng coco lumber doon. Si Calex ang ipinalit ng kanyang ama sa puwesto nito sa Invest Cube Corp, ang kumpanyang pag-aari ng kanilang pamilya, upang maasikaso naman nito ang kanilang sakahan. Noong una ay tinutulan niya ito, ngunit wala siyang nagawa. Lalo pa't ni ayaw din ng kanyang nakababatang kapatid na si Ahlily na masangkot sa negosyo ng kanilang pamilya—ni ayaw nga nitong magtrabaho sa kumpanya. “So nasaan ang maganda kong kapatid?” nakangiting tanong niya sa ina, habang ang ginang ay iiling-iling dahil sa mga kalat sa paligid. “Kasama ng ama mo. Kilala mo naman ang kapatid mong ‘yon—mahilig sa mga gawain sa farm.” Napapalatak na lang siya. Kakaiba talaga ang trip ni Ahlily. Sa dinami-dami ng puwedeng gawin, pagtatanim pa talaga ang nahiligan nito. Kung tutuusin, matagal na rin nitong gustong kunin ang kursong Agrikultura, pero pinilit ito ng kanilang ama na kumuha ng kursong may kinalaman sa negosyo. Bandang huli, nanaig pa rin ang hilig ni Ahlily. Maya-maya, narinig niya ang malalim na buntong-hininga ng kanyang ina. Napatingin siya rito, at napatawa na lamang nang makita ang hawak-hawak ng ginang—tibak yata iyon ni Stacey. “Calex! Talaga bang hindi ka na magbabago? Hindi ka pa ba nagsasawa sa mga pinaggagagawa mo? Ilang babae pa ba ang susugod sa opisina mo at mag-aakusa na ikaw ang ama ng dinadala nila?!” umpisa na naman ng sermon ng kanyang ina. “Mom, that's not gonna happen. Alam n’yo namang maingat ako pagdating sa mga ginagawa ko sa kama,” sagot niya, sabay irap. Sanay na siyang masermonan ng kanyang mga magulang dahil sa pagiging babaero niya. “Calex, baka nakakalimutan mo, babae rin ang kapatid mo. Kaya umayos-ayos ka! Hindi ka na bata!” Napailing ang ginang, saka tumawag ng maglilinis ng condo. Nag-ring ang kanyang cellphone. Agad niya itong sinagot. “Yes, Luke?” “Bro, where the hell are you?! Kanina pa naghihintay ang board sa 'yo!” Napakamot siya ng ulo. Oo nga pala, may meeting siya ngayon. “Shit! I forgot. Sorry, bro. Papunta na ako diyan,” sagot niya, kahit ang totoo’y ni hindi pa siya naliligo. “Nagpakapuyat ka na naman ba sa babae, Calex?” “Bro, you know me. Hindi tumitigil hangga’t may lakas at hindi nagsasawa,” nakangising sagot niya. Alam niyang stress na stress na naman ang pinsan. --- Kararating lang niya sa opisina nang salubungin siya ni Luke. Tulad ng dati, nakakunot na naman ang noo nito. “God, Calex! Kailan ka ba hindi male-late sa meeting?” “Bro, relax. I’m here now,” sagot niya, saka dumiretso sa boardroom. Matapos ang ilang oras ng pagpupulong, tinungo niya ang sariling opisina at naupo sa swivel chair. Ilang minuto lang ang lumipas nang bumukas ang pinto—pumasok ang sekretaryang si Andrea. Napangisi siya. Napadako ang tingin niya sa dibdib nito na halos lumuwa na sa suot na damit. “Hi, Sir,” bati nito sa malambing at mapang-akit na boses. “Lock the door,” nakangising utos niya. Agad itong tumalima. At sa sumunod na sandali, muling nilamon si Calex ng init ng kanyang katawan.“ถ้าพี่ไม่ใช่อย่างที่นายคิดล่ะ? ถ้าพี่ในตอนนี้ไม่ได้น่ารักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้อ่อนโยน ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แถมยังมีความลับเยอะแยะ... นายจะยังรู้สึกดีกับพี่อยู่ไหม?” “...” “ที่นายทำดีกับพี่ทุกวันนี้... เพราะนายผูกพันกับภาพจำของพี่ในอดีตหรือเปล่า?” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ เมฆินทร์ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา รอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่บีบรัด สัมผัสอุ่นวาบแตะลงที่ข้างแก้ม น่านฟ้าประคองใบหน้าสวยให้เงยขึ้นสบตา นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างเบามือ “พี่ลมหนาวฟังผมนะ...” น่านฟ้าเอ่ยเสียงนุ่มลึก สายตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีเทาคู่สวย “ผมยอมรับว่าอดีตมันสวยงาม... ผมอยากจะเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกับพี่ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะภาพจำในอดีต” น่านฟ้าขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย “ตอนที่กลับมาเจอพี่อีกครั้ง ผมสารภาพตรง ๆ ว่าพยายามจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างเราไว้ เพราะกลัวว่าผมจะผิดหวัง... แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้พี่ ยิ่งได้เห็นพี่ในมุมที่ผมไม่เคยเห็น”
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเข้าไปอย่างเบามือ เผยให้เห็นอาณาจักรส่วนตัวของน่านฟ้าที่ถูกซ่อนไว้หลังบานประตู ห้องนอนของน่านฟ้ากว้างขวางและคุมโทนด้วยสีน้ำเงินเข้มตัดกับสีเทา ให้ความรู้สึกสุขุมและเงียบสงบเหมือนเจ้าของห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของวางระเกะระกะแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าห้องนี้เป็นห้องตัวอย่างในโครงการหรูมากกว่าห้องที่มีคนอาศัยอยู่จริง “พี่ลมหนาวตามสบายเลยนะครับ คิดซะว่าเป็นห้องตัวเอง” น่านฟ้าเอ่ยบอกขณะวางกุญแจรถและกระเป๋าตังค์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เขาหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนพี่ที่ยังยืนกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเกร็ง “อยากอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวผมหาชุดเปลี่ยนให้ แต่ไซส์มันอาจจะใหญ่สักหน่อย” น่านฟ้าบอกก่อนจะเดินหายเข้าไปในโซนวอคอินโครเซท “ไม่เป็นไร ชุดไหนพี่ก็ใส่ได้หมดนะ” เมฆินทร์ตอบพลางถือวิสาสะก้าวเดินสำรวจห้องนอนของคนน้องอย่างสนใจ... สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับตู้โชว์กระจกใสที่มุมห้อง ภายในนั้นไม่ได้มีของสะสมราคาแพงอย่างโมเดลรถหรือนาฬิกาหรูอย่างที่ผู้ชายทั่วไปชอบสะสม แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘ความทรงจำ’ กร
“มากันแล้วเหรอจ๊ะ” คุณหญิงณิรดาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานเมื่อเห็นทุกคนมาถึงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านให้ขึ้นไปเชิญสามีของตนเองลงมารับประทานอาหาร ไม่นานนักกวินภพก็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีภูมิฐาน แม้จะอยู่ในชุดลำลองแต่รัศมีของนักธุรกิจใหญ่เจ้าของค่ายเพลงระดับประเทศก็ยังแผ่ออกมาให้คนแปลกหน้าอย่างสายหมอกต้องลอบกลืนน้ำลาย ‘อยากกลับบ้านชะมัด อยู่ท่ามกลางไฮโซ อยู่บ้านคนรวยแล้วมันโคตรจะเกร็งเลย ไอ้บ้าเอ้ย!’ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดดูหรูหราแต่ก็อบอุ่นอย่างน่าประหลาด แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบเครื่องเงินบนโต๊ะจนเป็นประกายวับวาว “ลมหนาวเป็นยังไงบ้างลูก? ไม่ได้เจอกันนาน ดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” ณิรดาเอ่ยทักทายว่าที่ลูกสะใภ้อนาคตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “น้องน่านฟ้าเขาดื้อหรือเปล่า? ทำอะไรให้หนูไม่สบายใจไหม ฟ้องแม่ได้เลยนะ” เมฆินทร์สบตากับผู้ใหญ่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจและน้ำเสียงเอ็นดู เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยเกร้งเท่าครั้งแรกที่เจอกัน ระบายรอยยิ้มบาง ๆ “สบายดีครับคุณน้า” เขาตอบ
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและอาหารไทยรสเลิศลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างเรียบหรู คุณหญิงณิรดากำลังง่วนอยู่กับการปรุงรสอาหารด้วยตัวเอง ท่าทางของเธอดูสง่างามและคล่องแคล่วสมกับเป็นแม่ศรีเรือน แม้ในยามสวมผ้ากันเปื้อนทับชุดอยู่บ้าน“คุณน้าครับ”เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้ณิรดาละมือจากหม้อแกง หันมามองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ตาคุณ มาแล้วเหรอจ๊ะ”สายหมอกที่เดินตัวลีบตามหลังมาติด ๆ รีบยกมือไหว้หญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างนอบน้อมโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา“มาช่วยครับ”ณคุณพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ครัว วางกุญแจรถลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง“ดีเลยจ้ะ น้ากำลังต้องการลูกมือพอดี”ณิรดาพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหลัง “แล้วนี่... ใครเหรอจ๊ะณคุณ?”“เพื่อนครับคุณน้า ชื่อสายหมอก”“กูเป็นรุ่นพี่มึง... ไม่ใช่เพื่อนมึง”สายหมอกกัดฟันกระซิบเสียงรอดไรฟั
‘28 กุมภาพันธ์ … วันนี้จู่ ๆ ภาสก็มาขอเลิก เขาบอกว่าครอบครัวของเขาบังคับให้เขาไปแต่งงานกับคนระดับเดียวกัน คนที่เหมาะสมกับบ้านเขา.. โลกทั้งใบของฉันพังทลายลงแล้ว ความรักที่มีให้กันมาหลายปี มันตัดกันง่าย ๆ แบบนี้จริงหรอ?’‘2 มีนาคม ... ฉันพยายามยื้อและคุยกับเขาเพราะวันนี้เขามาเก็บเสื้อผ้าออกจากคอนโดของ
สองวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าในห้องพักผู้ป่วยที่หรูหราแต่ไร้ชีวิตชีวา ในที่สุดเมฆินทร์ก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ร่างกายของเขาค่อนข้างอ่อนเพลีย เบาโหวงอย่างไม่คุ้นชิน แต่ก็ดีขึ้นมากหลังจากได้รับวิตามินและสารอาหารอย่างต่อเนื่องบรรยากาศในรถยนต์ระหว่างเดินทางกลับบ้านนั้นแสนสงบ มีเสียงเพลงบรรเลงเ
“อะไรครับ? แต่อะไร”“ลูกใจเย็น ๆ ก่อน” พราวฟ้าเห็นท่าทางเริ่มไม่สงบของลมหนาว เธอเริ่มกังวลมากขึ้น“การรับการรักษาผ่านทางโรงพยาบาลต้องรอคิวที่นาน และทั้งพิสทิลเอง แอนไทสเตเมนเองก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะตกลงรักษาให้กันหรือปฏิเสธที่จะไม่รับเคสนี้ก็ได้ มันเลยทำให้การรันระบบช้ามากกว่าที่ควรจะเป็น”“เอ้า.. แล้
หลังจากสายหมอกกลับไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบสงบลง พราวฟ้าเดินมานั่งข้างเตียงผู้ป่วยอีกครั้ง เธอจับมือของลูกชายมากุมเอาไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความรัก ความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นที่แน่วแน่กับสิ่งที่เธอกำลังจะพูดออกมาหลังจากนี้และเป็นจังหวะเดียวกันที่เมฆินทร์เห็นป้ายชื่อที่ถูกปักไว้บนเสื้อกาวน์





