Masukบ่ายวันหยุด ภีมพาทรายนั่งรถยนต์ส่วนตัวออกไปยังหมู่บ้านคฤหาสน์หรูระดับอัลตร้าลักชัวรี่แถวเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ชายหนุ่มจูงมือเธอเดินเข้าไปในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคที่เพิ่งสร้างเสร็จ มีสระว่ายน้ำส่วนตัวและสวนร่มรื่นอันงดงาม ทรายมองความโออ่าตรงหน้าด้วยความงุนงง “พี่ภีมพาทรายมาตรวจไซต์งานของลูกค้าเหรอคะ” ทรายหันไปถามคนข้างกาย ภีมไม่ได้ตอบเป็นคำพูด ชายหนุ่มเพียงแค่คลี่ยิ้มอบอุ่นละมุน ดวงตาคู่คมทอดมองเธอด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนจะหยิบโฉนดที่ดินทำเลทองพร้อมกุญแจบ้านและคีย์การ์ดรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์ป้ายแดงที่จอดตระหง่านอยู่ในโรงรถกระจกติดแอร์ ซึ่งรถคันนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่มีไม่กี่คนในโลก และมูลค่าสูงกว่ารถซุปเปอร์คาร์ทั่วไปหลายเท่าตัว “นี่บ้านและรถของเราครับทราย พี่ซื้อและตกแต่งทุกอย่างตามแบบที่ทรายชอบ และพี่ลงชื่อทรายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวทั้งหมด” ทรายเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พี่ภีม…มันมากเกินไปค่ะ ทั้งคฤหาสน์ ทั้งไฮเปอร์คาร์นี้มูลค่ารวมกันหลายร้อยล้านเลยนะคะ ทรายรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” ภีมขยับเข้าไปประชิดรวบเอวบางเข้ามากอดไว้หลวมๆพลางก้มลงหอมแก้มเ
หลังจากพูดคุยกับคุณป้าเรียบร้อย ภีมจูงมือทรายออกมานั่งรับลมที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านโชห่วย บรรยากาศยามค่ำคืนในต่างจังหวัดเงียบสงบและเต็มไปด้วยแสงดาว ร่างสูงนั่งชิดจนไหล่เกยกัน ก่อนจะถือวิสาสะคว้ามือบางขึ้นมาประสานเรียวนิ้วเข้าด้วยกันแน่น ภีมยกมือของทรายขึ้นมาพรมจูบลงบนหลังมือบางแผ่วเบาด้วยความทะนุถนอม แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉ่ำเยิ้มและเต็มไปด้วยความโหยหา ชายหนุ่มก้มลงซบฝ่ามือเธอราวกับอยากจะชดเชยทุกวินาทีที่เคยละเลยไป จนทำเอาทรายขัดเขินจนใบหน้าซับสีเลือด “พี่ภีมคะ ปล่อยก่อนค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็น” “พี่ไม่ปล่อย” ภีมกระซิบเสียงทุ้มพร่า สายตาจับจ้องริมฝีปากบางไม่วางตา “สามเดือนที่พี่ต้องนั่งมองทรายอยู่ตรงนี้โดยไม่ได้กอด ไม่ได้จับมือ พี่จะลงแดงตายอยู่แล้ว ขอพี่กอดให้หายคิดถึงหน่อยนะครับ” ไม่พูดเปล่า ภีมรวบตัวทรายเข้ามานั่งบนตักกว้าง กดจมูกโด่งคมลงบนแก้มเนียนฟอดใหญ่ซ้ายขวาจนเกิดเสียงซ้ำๆ ทรายทำได้เพียงซุกหน้าลงกับอกแกร่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกายที่คุ้นเคย ยอมปล่อยให้เขาแสดงความคลั่งรักจนหัวใจดวงน้อยเต้นรัว กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่ลานจอดรถส่วนตัวของเพ้นท์เฮ้าส์สวีทสุ
ผ่านไปสามเดือน จากประธานบริหารหนุ่มผู้สูงส่งในออฟฟิศหรู บัดนี้ภีมกลายเป็นภาพที่ชินตาของชาวบ้านในฐานะชายหนุ่มที่คอยช่วยงานร้านโชห่วยอย่างแข็งขัน ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มสลัดคราบความเย่อหยิ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น เขายกลังน้ำหนักๆ จัดชั้นวางของ ซ่อมแซมหลังคาร้านที่ทรุดโทรม และช่วยคุณป้ากวาดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนผิวเริ่มคร้ามแดด ใบหน้าหล่อเหลาที่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่เสมอแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นลึกซึ้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภีมไม่เคยล่วงเกินหรือทำตัวรุ่มร่ามให้ทรายต้องเสียหาย เขารักษาสัญญาที่ว่าจะศึกษาและพิสูจน์ตัวเองอยู่ห่างๆอย่างให้เกียรติและถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ค่ำวันหนึ่ง หลังจากปิดร้านเรียบร้อยแล้ว ทรายเดินถือแก้วน้ำขยับเข้าไปหยุดอยู่หน้าร้าน มองดูภีมที่กำลังเช็ดถูเคาน์เตอร์ไม้เก่าๆด้วยความตั้งใจ ใบหน้าสวยที่เคยนิ่งสนิทและราบเรียบมาตลอดหลายเดือน ตอนนี้แววตาคู่สวยสั่นไหวและเริ่มอ่อนแสงลง ความเด็ดเดี่ยวรักศักดิ์ศรีที่เคยเป็นกำแพงหนา ถูกความอดทนและเนื้อแท้ที่แสนดีซื่อสัตย์ของเขาค่อยๆทลายลงจนหัวใจของเธอเริ่มใจอ่อน ทรายสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำไปตรงหน้าเขา “ดื่มน้ำก่อน
ช่วงค่ำวันนั้น หลังจากปิดร้านโชห่วยและคุณป้าแยกไปพักผ่อนแล้ว ทรายยังคงยืนเช็คสต๊อกสินค้าอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เพียงลำพัง แสงไฟนีออนดวงเก่าส่องกระทบใบหน้าสวยที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ก้าวเข้ามาในความมืดทำให้เธอเตรียมจะหันไปมอง ทว่ายังไม่ทันได้หมุนตัว ร่างสูงใหญ่ของภีมก็ขยับเข้ามาประชิด ก่อนที่วงแขนแกร่งจะยื่นมาโอบล้อมและสวมกอดทรายจากด้านหลังอย่างนุ่มนวลและหนักแน่น หมับ ทรายชะค้างไปทันที แผ่นหลังบางสัมผัสได้ถึงแผงอกกว้างที่กำลังสั่นสะท้านและหยาดน้ำตาอุ่นร้อนของภีมที่ไหลร่วงกระทบลงบนลาดไหล่จนรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้น ร่างสูงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมละมุนที่เขาเคยละเลย พร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดและโหยหาทั้งหมดในชีวิต “พี่ขอโทษ…ทราย พี่ขอโทษจริงๆ” ภีมกระซิบเสียงสั่นพร่าระคนสะอื้น ชายหนุ่มยอมทิ้งมาดประธานบริหารผู้เย่อหยิ่งและอีโก้ทั้งหมดกอดรัดเธอไว้แน่น “อย่าผลักไสพี่ด้วยคำว่าท่านประธานอีกเลยนะ พี่รู้แล้วว่าพี่มันโง่และใจร้ายกับทรายมาตลอดตั้งแต่มหาลัย พี่ขอร้อง…กลับไปอยู่ข้างพี่เถอะนะทราย” ความอบอุ่นในอ้อมกอดที่เธอเ
รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าร้านขายของชำในต่างจังหวัดช่วงโพล้เพล้ ภีมก้าวลงมาจากรถ ชายหนุ่มดูแปลกตาในชุดเสื้อเชิ๊ตธรรมดาที่ไม่ได้เนี้ยบกริบเหมือนเก่า ใบหน้าหล่อเหลาซูบลงเล็กน้อยและฉายแววเหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกล ทว่าแววตาคู่คมกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและร้อนรน เขาก้าวเข้าไปในร้านชำอันเงียบสงบ ทรายที่กำลังก้มหน้าเก็บของอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าสวยยังคงราบเรียบ ไร้ร่องรอยของความตกใจ “รับอะไรดีคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม ราวกับคนตรงหน้าเป็นเพียงลูกค้า ภีมเดินไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ มองสบตากับผู้หญิงตรงหน้าที่เขาเคยผลักไสอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มล้วงหยิบสายคล้องบัตรหนังแท้สลักชื่อพิมพ์ทองคำว่าPEEM ขึ้นมาวางลงบนเคาน์เตอร์เบาๆด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่า “ทราย…พี่ลงมาหาทรายด้วยตัวเองอีกครั้ง” ภีมสารภาพ แววตาคมกริบสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิด “…” “คุณไม้กลับไปรายงานพี่หมดแล้ว พี่รู้ว่าเงินและอำนาจในมือมันซื้อความทุ่มเทและศักดิ์ศรีของทรายไม่ได้ และพี่ก็รู้ตัวแล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่มหาลัยจนถึงในออฟฟิศ พี่มันใจ
ณ ร้านของชำเล็กๆในต่างจังหวัด บรรยากาศยังคงเงียบสงบและเรียบง่าย ทรายในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดากำลังนั่งเช็คยอดรายรับรายจ่ายของร้านอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ ใบหน้าสวยดูนิ่งสงบและผ่อนคลายขึ้นมาก สายตาคู่สวยจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขในสมุดบัญชีเล่มเล็กอย่างตั้งใจ หลังจากตัดขาดจากโลกวุ่นวายและก้าวเดินจากกรุงเทพมาได้สองเดือน ทรายไม่ได้ดิ้นรนหางานออฟฟิศหรูหราทำอีก เธอเลือกที่จะใช้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ดาต้าที่มี ติดต่อรับงานฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ยอดขายออนไลน์ให้พาร์ทเนอร์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการช่วยป้าดูแลร้านชำ “ทราย กินข้าวเหนียวมะม่วงหน่อยไหมลูก ป้าเพิ่งทำเสร็จ” คุณป้าเดินยิ้มถือจานขนมเข้ามาทักทาย “ขอบคุณค่ะป้า วางไว้ตรงนี้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวทรายเคลียร์สรุปยอดตรงนี้อีกนิดแล้วจะทานค่ะ” ทรายเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆให้ผู้ใหญ่ด้วยความสบายใจ หัวใจของเธอในตอนนี้กลับมานิ่งสงบและเข้มแข็งอย่างแท้จริง ความรู้สึกหน่วงหนักในอกที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งวันที่เขาปล่อยกล่องของขวัญร่วงลงพื้นในวันเขารับปริญญา รวมถึงความเย็นชาที่ได้รับในออฟฟิศตลอดหลายเดือน ได้กลายเป็นเพียงเศษเสี







