LOGINภายในห้องนอนที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าและเครื่องสำอางแบรนด์ ตรีอัปสรนั่งตัวลีบอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนที่เห็นคือหญิงสาวในลุคยายเพิ้งเต็มขั้น ใบหน้าขาวใสตามธรรมชาติกลับดูซีดเซียวไร้ชีวิตชีวาเพราะขาดการบำรุง ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับถูกฉาบด้วยลิปสติกสีนู้ดจนกลืนไปกับผิว ส่วนดวงตากลมโตสุกใสที่ควรจะเป็นจุดเด่นที่สุด กลับถูกจองจำอยู่หลังเลนส์แว่นหนาเตอะและหน้าม้าที่ตัดตรงลงมาปิดบังหน้าผากจนมิด
‘ฉันไม่มีวันพิศวาสผู้หญิงอย่างเธอหรอก’
ถ้อยคำสบประมาทที่แสนเย็นชานั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในมโนนึกของตรีอัปสรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำความรู้สึกด้อยค่าให้ยิ่งจมลึกลงไปในอก เธอเฝ้าถามตัวเองว่าเธอไม่ดีตรงไหน? ทั้งที่เรียนเก่งจนคว้าเกียรตินิยม ทำงานก็ไม่เคยบกพร่อง แต่ในสายตาของของเขาเธอกลับเป็นได้แค่ผู้หญิงจืดชืดที่แสนน่าเบื่อ ไร้ซึ่งเสน่ห์ดึงดูดทางเพศอย่างที่เขาปรารถนา
เมื่อความอัดอั้นถึงขีดสุด ตรีอัปสรจึงตัดสินใจพาตัวเองนั่งรถแท็กซี่มุ่งหน้ามาหาจริยาเพื่อนรักเพียงคนเดียวที่เธอไว้วางใจที่สุดเพื่อขอคำปรึกษา
“แกเป็นอะไรไป... หน้าตาซีดเซียวเชียวอัปสร เหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน” จริยามองเพื่อนรักด้วยสายตาคาดคั้น ขณะที่ยื่นแก้วน้ำให้
“จริยา... ฉันจะทำยังไงดี” ตรีอัปสรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาหลังเลนส์แว่นวูบไหวด้วยความเจ็บปวด
“มีอะไรก็พูดมา คุณหนูวายุเค้ารังแกอะไรแกอีก” จริยาเว้นวรรคพลางทำตาโต
“หรือว่า....แกไปเห็นเขาทำอะไรแบบเมื่อวันก่อนอีก?”
“ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ”
“เอ่อ!...นั่นสิ ไม่เห็นเป็นตากุ้งยิงแฮะ” มือเรียวของจริยาเชยคางเพื่อนขึ้นสำรวจใบหน้าจืดชืดนั้นอย่างพิจารณา จนในที่สุดตรีอัปสรก็ยอมเปิดปากเล่าความจริงทุกอย่างให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่แผนการของคุณลุงวาทิต จนถึงสัมผัสคุกคามและคำพูดทำร้ายจิตใจของวายุที่คอนโดวันนั้น
“เขาบอกว่า... ต่อให้เหลือฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในโลก เขาก็ไม่มีวันชายตามอง” ตรีอัปสรแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง
“ฉันมันจืดชืดขนาดนั้นเลยเหรอแก” จริยานิ่งฟัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“จืดน่ะมันจืดจริงอยู่หรอก... แต่ไม่ใช่เพราะแกไม่มีของดีหรอกนะ แต่เป็นเพราะแกตั้งใจซ่อนมันไว้ต่างหาก”
จริยานิ่งฟังพลางลอบสังเกตอาการของเพื่อน เธอรู้ดีว่าวายุคือรักแรกของตรีอัปสร เธอเคยแอบเห็นรูปถ่ายใบเก่าที่อัปสรแอบเก็บไว้ในลิ้นชักอย่างดี แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี และอัปสรจะเคยออกเดตกับชายหนุ่มคนอื่นบ้าง แต่เธอก็ไม่เคยเห็นเพื่อนคนนี้เปิดใจให้ใครได้จริงๆ สักครั้ง
“สรุปว่าแกยังรักพี่เขาอยู่” จริยายิงคำถามตรงประเด็นใส่เพื่อนทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม
“อืม... ก็ประมาณนั้นแหละ” ตรีอัปสรพึมพำยอมรับด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“ถ้างั้นก็จะกลัวอะไรล่ะ โอกาสทองรอแกอยู่ตรงหน้าแล้วไง!”
“แต่ฉันมองว่ามันไม่ใช่โอกาสน่ะสิ” หญิงสาวหันมาบอกเพื่อนด้วยสีหน้าหม่นลง
“ฉันกลัว... กลัวไปหมด”
“กลัวหรือไม่มั่นใจ เอาให้แน่?” จริยาจ้องหน้าเพื่อน
“ไม่มั่นใจด้วย กลัวด้วย... ฉันยังเวอร์จิ้นนะแก!” ประโยคนี้ทำให้จริยาถึงกับหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู
“โถ่เอ๊ย!!!... แกไปอ่านทฤษฎีก่อนเลย ส่วนปฏิบัติน่ะมันไม่ยากเท่าไหร่หรอก ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ”
“แกพูดเหมือนรู้ดีเลยนะ หรือว่าแอบมีแฟนแล้วไม่บอกฉัน!” ตรีอัปสรหันมาคาดคั้นเพื่อนกลับบ้าง
“จะบ้าเหรอ! ฉันก็เวอร์จิ้นเหมือนแกนั่นแหละ แก๊งเรามีแค่ยัยภัคคนเดียวที่สละโสดไปแล้ว” จริยารีบแก้ตัวก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องสำคัญ
“แล้วจะไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่”
“อาทิตย์หน้านี้แล้ว... ฉันกลัวจังเลยจริยา กลัวว่าถ้าพี่วายุรู้ความจริงว่าฉันร่วมมือกับคุณลุง แล้วเขาจะโกรธฉันขึ้นมา”
“แกก็มัวแต่คิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิด! แกอย่าลืมสิว่าโอกาสที่จะได้อยู่กับเขาสองต่อสองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ นะ” จริยาเตือนสติ
“หรือแกกลัวความเจ้าชู้ของเขา?”
“ก็เขาควงแต่ระดับนางแบบ พริตตี้ทั้งนั้น... แล้วอย่างฉันล่ะจริยา”
“แกก็สู้พวกนั้นได้!” จริยาประกาศกร้าวพลางยิ้มกริ่ม
“อ๋อ!!...ฉันรู้ล่ะ...ที่แกมาหาฉันวันนี้ ก็เพราะเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม”
“อือ!!!...” ตรีอัปสรพยักหน้ายอมรับ
“โอเค! ฉันรับรองว่าต่อไปนี้แกจะไม่ใช่อีเพิ้งคนเดิมอีกต่อไป แต่ก่อนจะเริ่ม... ฉันถามแกคำเดียว แกรักเขามากพอที่จะเสี่ยงไหม?” จริยาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเพื่อนด้วยความจริงจัง
“เสี่ยงที่จะต้องพลาดท่า... หรือท้องไส้ขึ้นมาน่ะ” ตรีอัปสรนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างตัดสินใจ
“ฉันยอมเสี่ยง เพราะฉันรักเขา ถึงแม้สุดท้ายจะต้องเสียใจ แต่อย่างน้อยฉันก็อยากจะลองสู้เพื่อความรักดูสักครั้ง”
“งั้นวันนี้แกพร้อมไหม?”
“พร้อมสิ!”
“ดีมาก! ถ้าพร้อมแล้ว วันนี้ฉันจะพาแกไปเปลี่ยนลุค ถอดคราบยายเพิ้งนี่ออกให้หมด เอาให้พี่วายุตะลึงจนตาค้างไปเลย!”
ปฏิบัติการกระชากหน้ากาก ยัยแว่นหน้าจืด เริ่มต้นขึ้นที่ซาลอนหรูใจกลางเมือง จริยาจัดการจองคิวช่างฝีมือดีที่สุดเพื่อชำระล้างลุคเด็กเนิร์ดให้หมดสิ้นไป ตรีอัปสรนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ ปล่อยให้กรรไกรคมกริบฉับไล่ไปตามเส้นผมที่เคยถูกตัดตรงอย่างไร้ทรง
“เอาทรงนี้เลยค่ะช่าง หน้าม้าซีทรูแบบสไลซ์ข้างบางๆ เวลาไปอยู่ญี่ปุ่นอากาศหนาวๆ ลมแรงๆ จะได้จัดทรงง่าย” จริยาสั่งการอย่างคล่องแคล่ว ตรีอัปสรมองปอยผมที่ร่วงหล่นด้วยใจระทึก จนกระทั่งช่างไดร์จัดทรงเสร็จสิ้น ภาพในกระจกก็เริ่มเปลี่ยนไป... ใบหน้าที่เคยถูกปิดบังดูสว่างสดใสและโฉบเฉี่ยวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
จากนั้นเพื่อนสาวก็ลากเธอเข้าสู่โซนแฟชั่นที่เปรียบเสมือนสมรภูมิรบ
“ขอดูชุดทำงานที่เน้นทรวดทรงหน่อยค่ะ” ตรีอัปสรถูกยัดเข้าห้องลองชุดคนแล้วชุดเล่า เธอเดินออกมาด้วยท่าทางประหม่า แต่จริยากลับตาโตเท่าไข่ห่าน เมื่อเห็นเพื่อนรักในชุดเดรสรัดรูปสีนู้ดที่ขับเน้นความอวบอิ่มซึ่งเคยถูกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อลูกไม้ตัวโคร่ง
“แบบนี้แหละ! ฉันรับรองว่าพี่วายุของแกหนีไม่รอดแน่ๆ” จริยาประกาศชัยชนะ พลางกวาดสายตาสำรวจส่วนโค้งเว้าที่น่าหลงใหล
“เลิกใส่ไปเลยนะพวกเสื้อคอปิดมิดชิดถึงคางน่ะ มันดูแก่! ใส่เป็นเดรสสั้นเข้ารูปสลับกับเดรสยาวผ่าหน้าขาแบบนี้สิ ฉันรับรองพี่วายุของแกได้นั่งไม่ติดเก้าอี้แน่ ๆ”
“แต่ฉันว่ามัน... มันโป๊ไปหน่อยนะแก” ตรีอัปสรบอกอย่างอายๆ พยายามดึงชายกระโปรงที่สั้นเหนือเข่าลงมาปิดต้นขาขาเนียน
“มันก็ต้องมีเปิดบ้างสิแก หนังดี ๆ ยังต้องมีตัวอย่างให้ดูเลย” จริยาหัวเราะร่า ก่อนจะหยิบไม้ตายสุดท้ายออกมา
“มา... ถึงขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดแล้ว” จริยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางก้าวเข้ามาประชิดตัวเพื่อนรัก
“อะไรเหรอ?” ตรีอัปสรเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย มือเรียวยังคงลูบไล้ไปตามเส้นผมทรงใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จ
“ถอดแว่นออกซะ!”
พายุร้ายเพิ่งจะสงบลง ทิ้งไว้เพียงความบอบช้ำที่ต้องการการเยียวยา วายุพาตรีอัปสรกลับมาถึงบ้านพักด้วยความรักและห่วงใย หลังจากฝากฝังให้ทรงกลตดูแลวิภาวรรณที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เขาก็ต้องการเพียงสิ่งเดียวคือการทำให้ภรรยาตัวน้อยของเขารู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายที่สุด“อัปสรรีบไปอาบน้ำสิ” วายุเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่ดูอิดโรยแต่ยังคงความเย้ายวนไม่เปลี่ยนเมื่อตรีอัปสรก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวในสภาพที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนบางพันกายหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องล้อแสงไฟในห้องนอนจนสามีหนุ่มถึงกับลอบกลืนน้ำลาย“มีอะไรหรือเปล่า...ที่รัก” วายุถามพลางเดินเข้าไปโอบเอวบาง“พี่ไปอาบด้วยกันสิคะ จะได้ไม่เสียเวลา” เธอช้อนตาขึ้นมอง แววตาคู่นั้นดูฉ่ำหวานกว่าปกติจนวายุเริ่มเอะใจ“สงสัยว่าฤทธิ์ยาของไอ้แก่นั่นคงยังไม่หมดใช่ไหม” เขาหยอกเย้า แฝงไปด้วยความหึงหวงเล็กๆ ที่มุมปาก“พูดอะไรอย่างนั้นคะ อัปสรก็แค่... อยากอาบน้ำกับสามี” เธอพยายามบ่ายเบี่ยง ทั้งที่ความจริงมวลความซ่านสยิวที่ตกค้างจากฤทธิ์ยาที่วาทิตใช้ลมแอร์เป่ารดเธอนั้น กำลังเริ่มทำงานอีกครั้งในยามที่ร่างกายได้ผ่อนคลาย“ว๊ายย!.. พี่วายุ!” ตรี
ไฟราคะดำมืดในใจของวาทิตพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด เขาผละจากทรวงอกลากลิ้นที่สากและร้อนชื้นลงไปตามซอกหลืบที่อ่อนไหวอย่างรักแร้เนียนกริบ สัมผัสน่ารังเกียจนั้นทำให้ตรีอัปสรเสียวจนแทบอ่อนระทวย ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านภายใต้การควบคุมของยานรกที่เริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเธอทีละน้อยประธานหื่นปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ ก่อนจะเลื่อนมือหนาหยาบกร้านผ่านหน้าท้องแบนราบลงไปบดคลึงเนินเนื้ออวบอูมภายใต้ผ้าเนื้อบางเบาที่บัดนี้เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำหวานแห่งความกำหนัด“ใหญ่ไม่เบาเลยหนู... แถมตอดดีซะด้วย ถึงว่าไอ้วายุมันถึงได้หลงหนูจนโงหัวไม่ขึ้น” เขาพึมพำเสียงพร่า แววตาฉายความหิวกระหายขณะจงใจสอดนิ้วร้ายเข้าไปในจุดอ่อนไหว บดเบียดรุกรานอย่างย่ามใจจนตรีอัปสรต้องขบเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงครางอันอัปยศหญิงสาวพยายามดึงชายกระโปรงปิดบังร่างกายด้วยมือที่สั่นเทา แต่วาทิตกลับคำรามในลำคอด้วยความขัดใจ เขากระชากมือเธอออกแล้วดึงแผ่นซิลิโคนที่ปิดหัวนมจนหลุดติดมือ ยอดอกสีหวานชูชันอวดสายตาเฒ่าตัณหาในทันที“นมหนูสวยเหลือเกิน... ลุงขอดูดให้ชื่นใจหน่อยเถอะนะ” จากนั้นเต้านมอวบเต่งตึงถูกดูดกลืนอย่างเมามัน แรงดูดดึงที่จาบจ้วงทำให้ตรีอ
บรรยากาศที่หนักอึ้งภายในห้องรับแขกกำลังระอุเดือดด้วยเพลิงราคะที่วาทิตเป็นคนจุดขึ้นมาอย่างเลือดเย็น และตอนนี้ตรีอัปสรก็รู้สึกถึงร่างกายที่กำลังเริ่มทรยศต่อเจตนารมณ์ของตัวเอง“หนูตัวร้อนนี่...ให้ลุงเช็ดตัวให้มั้ย” วาทิตนั่งลงข้าง ๆ และสัมผัสตัวเธอไปตามพวงแก้ม ลำคอระหง“หนูจะออกไปรอข้างนอกค่ะ!” ตรีอัปสรตอบเสียงสั่นจนคนฟังรับรู้ได้ แต่ระหว่างที่เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว วาทิตก็รีบดึงมือเรียวบางของลูกสะใภ้เอาไว้ได้ทัน“ได้โปรดปล่อยหนูเถอะค่ะ...คุณลุง หนูไม่อยากมีปัญหากับพี่วายุ!”เธอพยายามอ้างถึงวายุเพื่อเรียกสติชายสูงวัย แต่เมื่อยิ่งเขาสัมผัสตัวเธอ ตรีอัปสรกลับรู้สึกถึงกระแสความร้อนวูบวาบที่แล่นพล่านไปตามกระแสเลือด ทุกปลายนิ้วหยาบที่กรีดกรายลงบนผิวเนื้อนวลกลับทำให้เธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกขยะแขยงตีรวนอยู่กับความกำหนัดที่ถูกกระตุ้นด้วยยาสวาทที่เธอไม่รู้ตัวว่าพลาดท่าไปตอนไหน ทั้ง ๆ ที่แม่ของเธอก็เตือนแล้วเตือนอีก“ลุงช่วยให้หนูสมหวังกับเจ้าวายุแล้ว หนูก็ควรจะตอบแทนน้ำใจลุงบ้างสิ...” วาทิตลุกขึ้นกระซิบพร่าชิดใบหู“หนูก็กำลังจะโอนที่ดินให้เป็นของคุณลุงอยู่แล้วไงคะ!” เธอเถียงกลับ
บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสลัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา สวนทางกับกระแสความต้องการที่พลุ่งพล่านในใจของชายสูงวัย“พร้อมแล้วใช่ไหมหนูอัปสร ” วาทิตเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นพร่าด้วยเล่ห์กลที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากผู้ใหญ่ใจดี“พร้อมแล้วค่ะ ไหนละคะเอกสารที่คุณลุงจะให้หนูเซ็น” ตรีอัปสรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอจงใจนั่งไขว่ห้างจนชายเดรสสั้นกุดเลิกขึ้นโชว์เรียวขาขาวผ่อง แสร้งทำเป็นนอบน้อมเพื่อรอจังหวะตลบหลังชายตรงหน้า“ใจเย็นสิหนู... เดี๋ยวไปถึงกรมที่ดินค่อยเซ็นให้ลุงก็ได้”วาทิตขยับลุกขึ้นช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่มาหยุดยืนซ้อนหลังหญิงสาว กลิ่นน้ำหอมบุรุษรุ่นใหญ่ที่ฉีดมาหนาเตอะปะทะเข้าจมูกจนตรีอัปสรรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความรังเกียจ มือหนาของเขาแสร้งวางลงบนบ่ามน แต่กลับค่อยๆ เคลื่อนปลายนิ้วลูบไล้ลงมาตามลำคอระหงอย่างถือวิสาสะ“คุณลุงจะไปตอนพักกลางวันเหรอคะ?” เธอถามพลางเอียงคอหลบและขยับตัวออกห่างอย่างแนบเนียน ทว่า...การเคลื่อนไหวของเธอกลับทำให้ทรวงอกอวบหยุ่นภายใต้เชื้อเชิญนั้นกระเพื่อมไหวจนวาทิตต้องลอบกลืนน้ำลาย“ไปตอนนี้เลยก็ได้... ว่าแต่เจ้าวายุมันมาทำงานหรือยั
หนึ่งเดือนผ่านไป... บรรยากาศยามเช้า ณ โรงแรมหรูใจกลางกรุงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้สดสีขาวละมุน งานมงคลสมรสระหว่าง วายุ และ ตรีอัปสร ถูกจัดขึ้นอย่างสง่างามท่ามกลางแขกเหรื่อผู้มีเกียรติและเหล่าคนดังในแวดวงสังคม รวมถึงคุณหญิงรมณีย์ที่ควงคู่มากับลูกชาย ทว่า...ท่ามกลางความหรูหรานั้น พิธีการกลับถูกจัดอย่างเรียบง่ายทว่าศักดิ์สิทธิ์ตามความต้องการของบ่าวสาวทันทีที่เสียงดนตรีไทยบรรเลงแผ่วเบาเพื่อเปิดตัวเจ้าสาว แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัวก็รัวระยิบระยับดุจแสงดาว ตรีอัปสร ก้าวเดินลงมาด้วยความสง่างามที่ทำให้ทุกคนในงานต้องหยุดหายใจ ผมสีเข้มถูกถักเปียประณีตรอบศีรษะเปิดโชว์ใบหน้านวลเนียน ดวงตากลมโตเป็นประกายฉ่ำวาวถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างระดับมือโปร เรียวปากบางได้รูปเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนดูเป็นธรรมชาติและน่าหลงใหลในคราวเดียวกันวายุ ในชุดไทยประยุกต์สีขาวสะอาดตา หล่อเนี้ยบราวกับคุณชายในซีรีส์ยืนนิ่งค้าง สายตาคมกริบจ้องมองเจ้าสาวของเขาด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ในใจของเขาเต้นรัวแรง... แม้จะเห็นหน้าเธอทุกวัน แต่ในชุดเจ้าสาวที่ขับเน้นสัดส่วนอ้อนแอ้นและผิวพรรณผุดผ่องเช่นนี้ เธอกลับสวยหยาดเยิ้มขึ้นเป็
ณ ห้องทำงาน บรรยากาศแฝงไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น วาทิต นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สายตาจดจ้องไปยังร่างอ้อนแอ้นของ ตรีอัปสร ที่ก้าวเข้ามาในห้อง วันนี้เขามีเป้าหมายชัดเจน... ในเมื่อหมากที่เขาวางไว้เดินเกมจนได้เสียกับลูกชายเขาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะทวงถามถึงที่ดินไร่ชาผืนงามที่หมายปอง“สวัสดีค่ะคุณลุง” ตรีอัปสรยกมือไหว้ นอบน้อมเหมือนเดิมทุกประการ แต่ในใจกลับเย็นเยียบเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของมารดา“สวัสดีจ้ะหนูอัปสร เป็นไงบ้าง เที่ยวญี่ปุ่นสนุกไหมลูก... คงจะประทับใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะสิ” ชายชรายิ้มกว้าง แววตาเจ้าเล่ห์สื่อความหมายลึกซึ้งถึงยาปลุกสวาทที่เขาเคยมอบให้เธอ“เอาเรื่องงานก่อนก็ได้มั้งคะคุณลุง เรื่องอื่นหนูว่าเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ” ตรีอัปสรฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความขยะแขยงที่เริ่มก่อตัว“ปวดหัวเปล่าๆ น่า! เรื่องงานน่ะหายห่วง คุณคาเทชิโทรมาแจ้งลุงเรียบร้อยแล้วว่าสินค้าล็อตหน้าเตรียมส่งได้เลย...” วาทิตโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้เพื่อขยับหมากตัวสำคัญ “ว่าแต่เรื่องงานแต่งเถอะ... จะให้แม่เราหาฤกษ์ให้จริงๆ เหรอ ลุงว่าให้ลุงจัดการให้ดีกว่ามั้ง ลุงมีซินแสเก่งๆ เยอะ รับรองว่าหนูจะได
ร่างกายของหญิงสาวสั่นคลอนไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งทะยาน ความเสียวซ่านมารวมตัวกันที่จุดกึ่งกลางกายจนเริ่มบีบรัดตัวตนของเขาถี่กระชั้น วายุเองก็เร่งจังหวะจนถึงขีดสุด เขาโจนจ้วงเข้าหาเธอราวกับพายุที่บ้าคลั่ง หวังจะพาคนใต้ร่างไปให้ถึงสรวงสวรรค์พร้อมๆ กันในค่ำคืนที่หิมะโปรยปรายนอกหน้าต่างแห่งนี้วายุไม่ทำเธอ
แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าของฤดูหนาวสะท้อนกับเกล็ดหิมะที่เริ่มละลาย กลายเป็นประกายระยิบระยับล้อไปกับดวงตาเปี่ยมสุขของตรีอัปสร หลังจากค่ำคืนที่แสนเร่าร้อนผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับวายุก็ดูจะแปรเปลี่ยนเป็นความแนบชิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นวายุเลือกที่จะทำตามคำแนะนำของเลขาฯ สาว ด้วยการเช่ารถขับท่องเที่
“ไม่ได้! ฉันสายตาสั้นนะแก ถ้าถอดออกฉันก็มองอะไรไม่เห็นกันพอดี” หญิงสาวรีบท้วงละล่ำละลัก มือเรียวพยายามจะคว้าเกราะกำบังด่านสุดท้ายขึ้นมาสวมใส่ตามความคุ้นชินจริยาส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวสวยคีบขาแว่นออกอย่างแผ่วเบา ทันทีที่พันธนาการหนาหนักหลุดพ้นจากใบหน้า ความงดงามที่เคยซ่อนอยู่ใต้เงาเลนส์ก็ฉา
เช้าวันใหม่วันนี้ที่บริษัทช่างแตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ ทันทีที่ประตูกระจกอัตโนมัติเปิดออก บรรยากาศภายในออฟฟิศที่เคยคึกคักกลับเงียบกริบลงในพริบตา ราวกับใครบางคนกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้ตรีอัปสรก้าวเข้ามาในลุคที่ไม่มีใครคาดคิด ชุดเดรสสีครีมรัดรึงเน้นสัดส่ว







