LOGINบรรยากาศภายในห้องครัวเล็กๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่นทว่ากลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งในใจ ตรีอัปสรเดินเข้าไปยืนเคียงข้างมารดาที่กำลังล้างจานอยู่เงียบๆ เธอหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาช่วยเช็ดจานพลางทอดถอนใจยาวจนมารดาต้องหันมามอง
“คุณแม่!!!... หนูไม่อยากไปญี่ปุ่นกับพี่วายุเลยค่ะ” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือแฝงไปด้วยความอึดอัดใจอย่างปิดไม่มิด ผู้เป็นมารดาชะงักมือที่กำลังถูวนบนจานกระเบื้อง ก่อนจะหันมาสบตาบุตรสาวด้วยความเห็นใจ
“ทำไมล่ะลูก? ในเมื่อคุณลุงวาทิตท่านอุตส่าห์ไว้วางใจให้หนูไปช่วยงานเชียวนะ”
“คุณแม่ช่วยยกเลิกสัญญาบ้าๆ บอๆ ระหว่างสองครอบครัวเราเถอะนะคะ ไหน ๆ คุณพ่อก็ไม่อยู่แล้ว... หนูไม่อยากเอาตัวเองไปผูกติดกับคนใจร้ายแบบนั้น” มารดาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
“แม่ก็เห็นใจหนูนะลูก แต่หนูอย่าลืมว่าคุณลุงวาทิตมีพระคุณกับครอบครัวเรา ตั้งแต่พ่อหนูเสียไป ก็ได้ท่านคอยส่งเสียหนูจนเรียนจบมาได้ ลำพังแม่คนเดียวคงไม่มีปัญญาพาส่งหนูไปได้ไกลขนาดนั้นหรอก”
“เฮ้อ!!!... นี่หนูต้องทนรองรับอารมณ์เขาไปถึงเมื่อไหร่กันนะ” ตรีอัปสรพึมพำ ใบหน้าหมองเศร้า
“เอาเถอะลูก... ถ้าพี่เขาเบื่อขี้หน้าหนูจริงๆ เขาก็คงอยู่ห่างๆ หนูไปเองแหละ อีกอย่างแม่ว่ามันก็ปลอดภัยดีนะ เขาจะได้ไม่ทำรุ่มร่ามกันหนูไง” มารดาส่งยิ้มปลอบโยนพลางตบไหล่เบาๆ
“โบราณเขาว่าไว้... เกลียดสิ่งไหนมักได้สิ่งนั้นนะลูก”
ตรีอัปสรยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เก็บงำความเสียใจและหวาดหวั่นไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่จงใจแต่งให้จืดชืดที่สุด ใบหน้าขาวใสไร้การตกแต่งถูกทาด้วยลิปสติกสีซีดจนดูไร้ชีวิตชีวา ดวงตากลมโตสวยซึ้งถูกซ่อนไว้หลังกรอบแว่นหนาเตอะที่ทำให้เธอดูเป็นยัยเชยในสายตาคนรอบข้าง แถมยังมีผมม้าตัดตรงปกคลุมหน้าผาก ยิ่งทำให้เธอดูเหมือนยายเพิ้งที่วายุสุดแสนจะรังเกียจ
“ท่องเอาไว้นะลูก... ทำเพื่อคุณลุงวาทิต” มารดาย้ำเตือนสติ
หญิงสาวถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแค่ทำงานร่วมกับเขาไม่ถึงเดือน หัวใจเธอก็ห่อเหี่ยวจนแทบไร้เรี่ยวแรง และหากต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไกลถึงญี่ปุ่นตั้งสามสัปดาห์... ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ในห้องนอนที่อาจจะต้องใช้ลมหายใจร่วมกัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลุงคือผู้มีพระคุณ... อัปสรจะไม่มีวันเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับคาสโนวาอย่างพี่วายุเด็ดขาด!” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะจ้องมองภาพตัวเองในเงาสะท้อนของแก้วน้ำ พลางนึกถึงสัมผัสคุกคามที่เขาฝากไว้ชิดซอกคอเมื่อกลางวัน ความวาบหวามที่แฝงมากับความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจทีละน้อย ทริปญี่ปุ่นครั้งนี้คงไม่ต่างจากการเดินเข้ากรงขังเสน่หาที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า... คาสโนวาอย่างเขาจะตะปบเหยื่อจืดชืดอย่างเธอให้จมเขี้ยวในคืนไหน
ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาแจ่มชัดในมโนนึกของวิภาวรรณ... วันที่ท้องฟ้าเหนือไร่ชามืดครึ้มด้วยเมฆฝนและหยาดน้ำตาแห่งการสูญเสีย คมสันสามีผู้เป็นที่รักจากไปอย่างกะทันหัน ทิ้งให้เธอและลูกสาวต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตเพียงลำพัง หากไม่ได้วาทิตเพื่อนรักของสามีเข้ามาประคองไว้ในวันที่ล้มลง ครอบครัวของเธอคงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
ในศาลาไม้กลางไร่ชาที่รายล้อมไปด้วยความเงียบเหงา วาทิตจ้องมองเพื่อนรุ่นน้องอย่างวิภาวรรณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาและมุ่งมั่น เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่สั่นเทาของเธอเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
“พี่ยินดีช่วยเหลือวรรณทุกอย่างนะ มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้เสมอ อย่าเกรงใจกันเลย”
“วรรณขอบคุณพี่วาทิตมากนะคะ... แต่วรรณไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเลย แล้วตอนนี้เราก็เหลือกันแค่สองแม่ลูก อัปสรเองก็ยังเรียนอยู่ไกลถึงญี่ปุ่น วรรณมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลยค่ะพี่” วิภาวรรณสะอื้นพลางเช็ดหยาดน้ำตา
“พี่สัญญากับคมสันเอาไว้ก่อนเขาจะสิ้นใจแล้ว ว่าพี่จะดูแลวรรณกับลูกให้ดีที่สุด” วาทิตสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยถึงพันธสัญญาที่สำคัญที่สุด
“พี่ตั้งใจไว้ว่า... ทันทีที่หนูอัปสรเรียนจบกลับมา พี่จะให้ลูกชายของพี่แต่งงานกับหนูอัปสรทันที พี่อยากให้เราสองครอบครัวกลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน”
“พี่วาทิต!!...”
“ส่วนเรื่องกิจการในไร่ชา วรรณไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่จะบริหารให้เอง ปลูกชาได้เท่าไหร่ ก็ส่งเข้าโรงงานผลิตของพี่ได้ทั้งหมด พี่จะรับซื้อไว้เองในราคาสูงที่สุด”
“ถ้าพี่อยากซื้อไร่... วรรณก็ยินดีขายนะคะ วรรณไม่อยากให้พี่ต้องลำบากมาแบกภาระเพิ่ม”
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องขายเลยวรรณ ไปคุยกับหนูอัปสรก่อนเถอะ พินัยกรรมคมสันยกไร่นี้ให้อัปสรไม่ใช่เหรอ? ให้ลูกตัดสินใจเองดีกว่า” วาทิตส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“พี่จะช่วยบริหารไร่ให้ก่อน ส่วนค่าเล่าเรียนของอัปสรที่ญี่ปุ่น พี่จะเป็นคนจ่ายให้ทั้งหมดนะ อย่าห่วงเลย... พี่แค่หวังว่า เมื่อลูกของเราทั้งสองกลับมา พี่จะมาขอหนูอัปสรให้เจ้าวายุลูกชายของพี่ตามที่ตกลงกันไว้”
“ลูกชายพี่ก็มีคนเดียว ลูกสาววรรณก็มีคนเดียว...” วิภาวรรณพึมพำพลางมองออกไปยังแนวเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอก
“ถ้าเขากลับมาอยู่ที่นี่ แล้วทั้งสองรักกันได้อย่างที่เราหวังไว้... มันคงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของวรรณเลยค่ะ”
ภาพในอดีตเลือนหายไป แทนที่ด้วยภาพของตรีอัปสรในปัจจุบันที่นั่งหน้าเศร้าอยู่ตรงหน้า วิภาวรรณมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกผิดแกมเวทนา เธอรู้ดีว่าหนี้บุญคุณนี้ช่างยิ่งใหญ่และหนักอึ้ง แต่ในใจลึกๆ เธอยังแอบหวังว่า... เสน่ห์ที่ซ่อนเร้นภายใต้อาภรณ์จืดชืดของบุตรสาว และความเร่าร้อนป่าเถื่อนของพยัคฆ์หนุ่มอย่างวายุ จะสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นความรักที่แท้จริงได้ในที่สุด
พายุร้ายเพิ่งจะสงบลง ทิ้งไว้เพียงความบอบช้ำที่ต้องการการเยียวยา วายุพาตรีอัปสรกลับมาถึงบ้านพักด้วยความรักและห่วงใย หลังจากฝากฝังให้ทรงกลตดูแลวิภาวรรณที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เขาก็ต้องการเพียงสิ่งเดียวคือการทำให้ภรรยาตัวน้อยของเขารู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายที่สุด“อัปสรรีบไปอาบน้ำสิ” วายุเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่ดูอิดโรยแต่ยังคงความเย้ายวนไม่เปลี่ยนเมื่อตรีอัปสรก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวในสภาพที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนบางพันกายหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องล้อแสงไฟในห้องนอนจนสามีหนุ่มถึงกับลอบกลืนน้ำลาย“มีอะไรหรือเปล่า...ที่รัก” วายุถามพลางเดินเข้าไปโอบเอวบาง“พี่ไปอาบด้วยกันสิคะ จะได้ไม่เสียเวลา” เธอช้อนตาขึ้นมอง แววตาคู่นั้นดูฉ่ำหวานกว่าปกติจนวายุเริ่มเอะใจ“สงสัยว่าฤทธิ์ยาของไอ้แก่นั่นคงยังไม่หมดใช่ไหม” เขาหยอกเย้า แฝงไปด้วยความหึงหวงเล็กๆ ที่มุมปาก“พูดอะไรอย่างนั้นคะ อัปสรก็แค่... อยากอาบน้ำกับสามี” เธอพยายามบ่ายเบี่ยง ทั้งที่ความจริงมวลความซ่านสยิวที่ตกค้างจากฤทธิ์ยาที่วาทิตใช้ลมแอร์เป่ารดเธอนั้น กำลังเริ่มทำงานอีกครั้งในยามที่ร่างกายได้ผ่อนคลาย“ว๊ายย!.. พี่วายุ!” ตรี
ไฟราคะดำมืดในใจของวาทิตพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด เขาผละจากทรวงอกลากลิ้นที่สากและร้อนชื้นลงไปตามซอกหลืบที่อ่อนไหวอย่างรักแร้เนียนกริบ สัมผัสน่ารังเกียจนั้นทำให้ตรีอัปสรเสียวจนแทบอ่อนระทวย ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านภายใต้การควบคุมของยานรกที่เริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเธอทีละน้อยประธานหื่นปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ ก่อนจะเลื่อนมือหนาหยาบกร้านผ่านหน้าท้องแบนราบลงไปบดคลึงเนินเนื้ออวบอูมภายใต้ผ้าเนื้อบางเบาที่บัดนี้เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำหวานแห่งความกำหนัด“ใหญ่ไม่เบาเลยหนู... แถมตอดดีซะด้วย ถึงว่าไอ้วายุมันถึงได้หลงหนูจนโงหัวไม่ขึ้น” เขาพึมพำเสียงพร่า แววตาฉายความหิวกระหายขณะจงใจสอดนิ้วร้ายเข้าไปในจุดอ่อนไหว บดเบียดรุกรานอย่างย่ามใจจนตรีอัปสรต้องขบเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงครางอันอัปยศหญิงสาวพยายามดึงชายกระโปรงปิดบังร่างกายด้วยมือที่สั่นเทา แต่วาทิตกลับคำรามในลำคอด้วยความขัดใจ เขากระชากมือเธอออกแล้วดึงแผ่นซิลิโคนที่ปิดหัวนมจนหลุดติดมือ ยอดอกสีหวานชูชันอวดสายตาเฒ่าตัณหาในทันที“นมหนูสวยเหลือเกิน... ลุงขอดูดให้ชื่นใจหน่อยเถอะนะ” จากนั้นเต้านมอวบเต่งตึงถูกดูดกลืนอย่างเมามัน แรงดูดดึงที่จาบจ้วงทำให้ตรีอ
บรรยากาศที่หนักอึ้งภายในห้องรับแขกกำลังระอุเดือดด้วยเพลิงราคะที่วาทิตเป็นคนจุดขึ้นมาอย่างเลือดเย็น และตอนนี้ตรีอัปสรก็รู้สึกถึงร่างกายที่กำลังเริ่มทรยศต่อเจตนารมณ์ของตัวเอง“หนูตัวร้อนนี่...ให้ลุงเช็ดตัวให้มั้ย” วาทิตนั่งลงข้าง ๆ และสัมผัสตัวเธอไปตามพวงแก้ม ลำคอระหง“หนูจะออกไปรอข้างนอกค่ะ!” ตรีอัปสรตอบเสียงสั่นจนคนฟังรับรู้ได้ แต่ระหว่างที่เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว วาทิตก็รีบดึงมือเรียวบางของลูกสะใภ้เอาไว้ได้ทัน“ได้โปรดปล่อยหนูเถอะค่ะ...คุณลุง หนูไม่อยากมีปัญหากับพี่วายุ!”เธอพยายามอ้างถึงวายุเพื่อเรียกสติชายสูงวัย แต่เมื่อยิ่งเขาสัมผัสตัวเธอ ตรีอัปสรกลับรู้สึกถึงกระแสความร้อนวูบวาบที่แล่นพล่านไปตามกระแสเลือด ทุกปลายนิ้วหยาบที่กรีดกรายลงบนผิวเนื้อนวลกลับทำให้เธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกขยะแขยงตีรวนอยู่กับความกำหนัดที่ถูกกระตุ้นด้วยยาสวาทที่เธอไม่รู้ตัวว่าพลาดท่าไปตอนไหน ทั้ง ๆ ที่แม่ของเธอก็เตือนแล้วเตือนอีก“ลุงช่วยให้หนูสมหวังกับเจ้าวายุแล้ว หนูก็ควรจะตอบแทนน้ำใจลุงบ้างสิ...” วาทิตลุกขึ้นกระซิบพร่าชิดใบหู“หนูก็กำลังจะโอนที่ดินให้เป็นของคุณลุงอยู่แล้วไงคะ!” เธอเถียงกลับ
บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสลัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา สวนทางกับกระแสความต้องการที่พลุ่งพล่านในใจของชายสูงวัย“พร้อมแล้วใช่ไหมหนูอัปสร ” วาทิตเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นพร่าด้วยเล่ห์กลที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากผู้ใหญ่ใจดี“พร้อมแล้วค่ะ ไหนละคะเอกสารที่คุณลุงจะให้หนูเซ็น” ตรีอัปสรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอจงใจนั่งไขว่ห้างจนชายเดรสสั้นกุดเลิกขึ้นโชว์เรียวขาขาวผ่อง แสร้งทำเป็นนอบน้อมเพื่อรอจังหวะตลบหลังชายตรงหน้า“ใจเย็นสิหนู... เดี๋ยวไปถึงกรมที่ดินค่อยเซ็นให้ลุงก็ได้”วาทิตขยับลุกขึ้นช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่มาหยุดยืนซ้อนหลังหญิงสาว กลิ่นน้ำหอมบุรุษรุ่นใหญ่ที่ฉีดมาหนาเตอะปะทะเข้าจมูกจนตรีอัปสรรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความรังเกียจ มือหนาของเขาแสร้งวางลงบนบ่ามน แต่กลับค่อยๆ เคลื่อนปลายนิ้วลูบไล้ลงมาตามลำคอระหงอย่างถือวิสาสะ“คุณลุงจะไปตอนพักกลางวันเหรอคะ?” เธอถามพลางเอียงคอหลบและขยับตัวออกห่างอย่างแนบเนียน ทว่า...การเคลื่อนไหวของเธอกลับทำให้ทรวงอกอวบหยุ่นภายใต้เชื้อเชิญนั้นกระเพื่อมไหวจนวาทิตต้องลอบกลืนน้ำลาย“ไปตอนนี้เลยก็ได้... ว่าแต่เจ้าวายุมันมาทำงานหรือยั
หนึ่งเดือนผ่านไป... บรรยากาศยามเช้า ณ โรงแรมหรูใจกลางกรุงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้สดสีขาวละมุน งานมงคลสมรสระหว่าง วายุ และ ตรีอัปสร ถูกจัดขึ้นอย่างสง่างามท่ามกลางแขกเหรื่อผู้มีเกียรติและเหล่าคนดังในแวดวงสังคม รวมถึงคุณหญิงรมณีย์ที่ควงคู่มากับลูกชาย ทว่า...ท่ามกลางความหรูหรานั้น พิธีการกลับถูกจัดอย่างเรียบง่ายทว่าศักดิ์สิทธิ์ตามความต้องการของบ่าวสาวทันทีที่เสียงดนตรีไทยบรรเลงแผ่วเบาเพื่อเปิดตัวเจ้าสาว แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัวก็รัวระยิบระยับดุจแสงดาว ตรีอัปสร ก้าวเดินลงมาด้วยความสง่างามที่ทำให้ทุกคนในงานต้องหยุดหายใจ ผมสีเข้มถูกถักเปียประณีตรอบศีรษะเปิดโชว์ใบหน้านวลเนียน ดวงตากลมโตเป็นประกายฉ่ำวาวถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างระดับมือโปร เรียวปากบางได้รูปเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนดูเป็นธรรมชาติและน่าหลงใหลในคราวเดียวกันวายุ ในชุดไทยประยุกต์สีขาวสะอาดตา หล่อเนี้ยบราวกับคุณชายในซีรีส์ยืนนิ่งค้าง สายตาคมกริบจ้องมองเจ้าสาวของเขาด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ในใจของเขาเต้นรัวแรง... แม้จะเห็นหน้าเธอทุกวัน แต่ในชุดเจ้าสาวที่ขับเน้นสัดส่วนอ้อนแอ้นและผิวพรรณผุดผ่องเช่นนี้ เธอกลับสวยหยาดเยิ้มขึ้นเป็
ณ ห้องทำงาน บรรยากาศแฝงไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น วาทิต นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สายตาจดจ้องไปยังร่างอ้อนแอ้นของ ตรีอัปสร ที่ก้าวเข้ามาในห้อง วันนี้เขามีเป้าหมายชัดเจน... ในเมื่อหมากที่เขาวางไว้เดินเกมจนได้เสียกับลูกชายเขาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะทวงถามถึงที่ดินไร่ชาผืนงามที่หมายปอง“สวัสดีค่ะคุณลุง” ตรีอัปสรยกมือไหว้ นอบน้อมเหมือนเดิมทุกประการ แต่ในใจกลับเย็นเยียบเมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของมารดา“สวัสดีจ้ะหนูอัปสร เป็นไงบ้าง เที่ยวญี่ปุ่นสนุกไหมลูก... คงจะประทับใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะสิ” ชายชรายิ้มกว้าง แววตาเจ้าเล่ห์สื่อความหมายลึกซึ้งถึงยาปลุกสวาทที่เขาเคยมอบให้เธอ“เอาเรื่องงานก่อนก็ได้มั้งคะคุณลุง เรื่องอื่นหนูว่าเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ” ตรีอัปสรฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความขยะแขยงที่เริ่มก่อตัว“ปวดหัวเปล่าๆ น่า! เรื่องงานน่ะหายห่วง คุณคาเทชิโทรมาแจ้งลุงเรียบร้อยแล้วว่าสินค้าล็อตหน้าเตรียมส่งได้เลย...” วาทิตโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้เพื่อขยับหมากตัวสำคัญ “ว่าแต่เรื่องงานแต่งเถอะ... จะให้แม่เราหาฤกษ์ให้จริงๆ เหรอ ลุงว่าให้ลุงจัดการให้ดีกว่ามั้ง ลุงมีซินแสเก่งๆ เยอะ รับรองว่าหนูจะได
เธอทิ้งตัวลงกับหมอน ร้องครางกระเส่าเรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมาเมื่อปากร้อนและลิ้นร้ายปรนเปรอความเป็นหญิงของเธออย่างไม่ลดละ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวบีบคั้นอยู่กึ่งกลางกาย สะโพกมนเริ่มส่ายวนตามอารมณ์ที่พุ่งสู่จุดเดือด สองมือจิกผ้าปูที่นอนแน่นเพื่อระบายความเสียวซ่านที่รุนแรงจนร่างกายสั่นสะท้าน ปลายเท้าเหยี
เมื่อร่างกายเริ่มชินกับความร้อน เธอจึงรวบรวมความกล้าปลดปมผ้าเช็ดตัวออกแล้วก้าวลงสู่น้ำอุ่นอย่างรวดเร็ว ทว่าสายตาคมกริบของเสือร้ายกลับไม่ยอมหันไปตามคำขอ เขาจ้องมองเรือนร่างอรชรที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำขุ่นมัวด้วยความหิวกระหาย“คนขี้โกง แอบดูทำไมคะ”“ก็พี่อยากเห็นนี่ครับ...จะเป็นเมียพี่อยู่แล้วจะอายทำไมหื
บรรยากาศภายในรถยุโรปคันหรูเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างนุ่มนวล ทว่าหัวใจของคนขับกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะตรีอัปสร ลอบถอนหายใจยาวขณะบังคับพวงมาลัยเข้าสู่ที่จอดรถของคอนโดมิเนียมหรูระดับไฮเอนด์ เธอหันไปมองคนข้างกายที่ดูเหมือนจะหมดสติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่รอยหยักที่มุมปากเขากลับฟ้องว่า
หลายวันต่อมาการเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นก็มาถึง ตรีอัปสรยืนอยู่ท่ามกลางกองเสื้อผ้าที่แผ่หลากสีอยู่บนเตียงกว้าง หัวใจของเธอกระตุกไหวด้วยความตื่นเต้นผสมปนเปกับความประหม่า เพราะนี่คือการเดินทางครั้งสำคัญที่จะทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับวายุชายหนุ่มที่ครอบครองหัวใจเธอมาเนิ่นนานในขณะที่มือเรียวหยิบจับเสื้อผ้าล







