Mag-log inบรรยากาศภายในห้องครัวเล็กๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่นทว่ากลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งในใจ ตรีอัปสรเดินเข้าไปยืนเคียงข้างมารดาที่กำลังล้างจานอยู่เงียบๆ เธอหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาช่วยเช็ดจานพลางทอดถอนใจยาวจนมารดาต้องหันมามอง
“คุณแม่!!!... หนูไม่อยากไปญี่ปุ่นกับพี่วายุเลยค่ะ” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือแฝงไปด้วยความอึดอัดใจอย่างปิดไม่มิด ผู้เป็นมารดาชะงักมือที่กำลังถูวนบนจานกระเบื้อง ก่อนจะหันมาสบตาบุตรสาวด้วยความเห็นใจ
“ทำไมล่ะลูก? ในเมื่อคุณลุงวาทิตท่านอุตส่าห์ไว้วางใจให้หนูไปช่วยงานเชียวนะ”
“คุณแม่ช่วยยกเลิกสัญญาบ้าๆ บอๆ ระหว่างสองครอบครัวเราเถอะนะคะ ไหน ๆ คุณพ่อก็ไม่อยู่แล้ว... หนูไม่อยากเอาตัวเองไปผูกติดกับคนใจร้ายแบบนั้น” มารดาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
“แม่ก็เห็นใจหนูนะลูก แต่หนูอย่าลืมว่าคุณลุงวาทิตมีพระคุณกับครอบครัวเรา ตั้งแต่พ่อหนูเสียไป ก็ได้ท่านคอยส่งเสียหนูจนเรียนจบมาได้ ลำพังแม่คนเดียวคงไม่มีปัญญาพาส่งหนูไปได้ไกลขนาดนั้นหรอก”
“เฮ้อ!!!... นี่หนูต้องทนรองรับอารมณ์เขาไปถึงเมื่อไหร่กันนะ” ตรีอัปสรพึมพำ ใบหน้าหมองเศร้า
“เอาเถอะลูก... ถ้าพี่เขาเบื่อขี้หน้าหนูจริงๆ เขาก็คงอยู่ห่างๆ หนูไปเองแหละ อีกอย่างแม่ว่ามันก็ปลอดภัยดีนะ เขาจะได้ไม่ทำรุ่มร่ามกันหนูไง” มารดาส่งยิ้มปลอบโยนพลางตบไหล่เบาๆ
“โบราณเขาว่าไว้... เกลียดสิ่งไหนมักได้สิ่งนั้นนะลูก”
ตรีอัปสรยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เก็บงำความเสียใจและหวาดหวั่นไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่จงใจแต่งให้จืดชืดที่สุด ใบหน้าขาวใสไร้การตกแต่งถูกทาด้วยลิปสติกสีซีดจนดูไร้ชีวิตชีวา ดวงตากลมโตสวยซึ้งถูกซ่อนไว้หลังกรอบแว่นหนาเตอะที่ทำให้เธอดูเป็นยัยเชยในสายตาคนรอบข้าง แถมยังมีผมม้าตัดตรงปกคลุมหน้าผาก ยิ่งทำให้เธอดูเหมือนยายเพิ้งที่วายุสุดแสนจะรังเกียจ
“ท่องเอาไว้นะลูก... ทำเพื่อคุณลุงวาทิต” มารดาย้ำเตือนสติ
หญิงสาวถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแค่ทำงานร่วมกับเขาไม่ถึงเดือน หัวใจเธอก็ห่อเหี่ยวจนแทบไร้เรี่ยวแรง และหากต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไกลถึงญี่ปุ่นตั้งสามสัปดาห์... ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ในห้องนอนที่อาจจะต้องใช้ลมหายใจร่วมกัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลุงคือผู้มีพระคุณ... อัปสรจะไม่มีวันเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับคาสโนวาอย่างพี่วายุเด็ดขาด!” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะจ้องมองภาพตัวเองในเงาสะท้อนของแก้วน้ำ พลางนึกถึงสัมผัสคุกคามที่เขาฝากไว้ชิดซอกคอเมื่อกลางวัน ความวาบหวามที่แฝงมากับความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจทีละน้อย ทริปญี่ปุ่นครั้งนี้คงไม่ต่างจากการเดินเข้ากรงขังเสน่หาที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า... คาสโนวาอย่างเขาจะตะปบเหยื่อจืดชืดอย่างเธอให้จมเขี้ยวในคืนไหน
ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาแจ่มชัดในมโนนึกของวิภาวรรณ... วันที่ท้องฟ้าเหนือไร่ชามืดครึ้มด้วยเมฆฝนและหยาดน้ำตาแห่งการสูญเสีย คมสันสามีผู้เป็นที่รักจากไปอย่างกะทันหัน ทิ้งให้เธอและลูกสาวต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตเพียงลำพัง หากไม่ได้วาทิตเพื่อนรักของสามีเข้ามาประคองไว้ในวันที่ล้มลง ครอบครัวของเธอคงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
ในศาลาไม้กลางไร่ชาที่รายล้อมไปด้วยความเงียบเหงา วาทิตจ้องมองเพื่อนรุ่นน้องอย่างวิภาวรรณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาและมุ่งมั่น เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่สั่นเทาของเธอเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
“พี่ยินดีช่วยเหลือวรรณทุกอย่างนะ มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้เสมอ อย่าเกรงใจกันเลย”
“วรรณขอบคุณพี่วาทิตมากนะคะ... แต่วรรณไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเลย แล้วตอนนี้เราก็เหลือกันแค่สองแม่ลูก อัปสรเองก็ยังเรียนอยู่ไกลถึงญี่ปุ่น วรรณมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลยค่ะพี่” วิภาวรรณสะอื้นพลางเช็ดหยาดน้ำตา
“พี่สัญญากับคมสันเอาไว้ก่อนเขาจะสิ้นใจแล้ว ว่าพี่จะดูแลวรรณกับลูกให้ดีที่สุด” วาทิตสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยถึงพันธสัญญาที่สำคัญที่สุด
“พี่ตั้งใจไว้ว่า... ทันทีที่หนูอัปสรเรียนจบกลับมา พี่จะให้ลูกชายของพี่แต่งงานกับหนูอัปสรทันที พี่อยากให้เราสองครอบครัวกลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน”
“พี่วาทิต!!...”
“ส่วนเรื่องกิจการในไร่ชา วรรณไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่จะบริหารให้เอง ปลูกชาได้เท่าไหร่ ก็ส่งเข้าโรงงานผลิตของพี่ได้ทั้งหมด พี่จะรับซื้อไว้เองในราคาสูงที่สุด”
“ถ้าพี่อยากซื้อไร่... วรรณก็ยินดีขายนะคะ วรรณไม่อยากให้พี่ต้องลำบากมาแบกภาระเพิ่ม”
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องขายเลยวรรณ ไปคุยกับหนูอัปสรก่อนเถอะ พินัยกรรมคมสันยกไร่นี้ให้อัปสรไม่ใช่เหรอ? ให้ลูกตัดสินใจเองดีกว่า” วาทิตส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“พี่จะช่วยบริหารไร่ให้ก่อน ส่วนค่าเล่าเรียนของอัปสรที่ญี่ปุ่น พี่จะเป็นคนจ่ายให้ทั้งหมดนะ อย่าห่วงเลย... พี่แค่หวังว่า เมื่อลูกของเราทั้งสองกลับมา พี่จะมาขอหนูอัปสรให้เจ้าวายุลูกชายของพี่ตามที่ตกลงกันไว้”
“ลูกชายพี่ก็มีคนเดียว ลูกสาววรรณก็มีคนเดียว...” วิภาวรรณพึมพำพลางมองออกไปยังแนวเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอก
“ถ้าเขากลับมาอยู่ที่นี่ แล้วทั้งสองรักกันได้อย่างที่เราหวังไว้... มันคงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของวรรณเลยค่ะ”
ภาพในอดีตเลือนหายไป แทนที่ด้วยภาพของตรีอัปสรในปัจจุบันที่นั่งหน้าเศร้าอยู่ตรงหน้า วิภาวรรณมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกผิดแกมเวทนา เธอรู้ดีว่าหนี้บุญคุณนี้ช่างยิ่งใหญ่และหนักอึ้ง แต่ในใจลึกๆ เธอยังแอบหวังว่า... เสน่ห์ที่ซ่อนเร้นภายใต้อาภรณ์จืดชืดของบุตรสาว และความเร่าร้อนป่าเถื่อนของพยัคฆ์หนุ่มอย่างวายุ จะสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นความรักที่แท้จริงได้ในที่สุด
เธอทิ้งตัวลงกับหมอน ร้องครางกระเส่าเรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมาเมื่อปากร้อนและลิ้นร้ายปรนเปรอความเป็นหญิงของเธออย่างไม่ลดละ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวบีบคั้นอยู่กึ่งกลางกาย สะโพกมนเริ่มส่ายวนตามอารมณ์ที่พุ่งสู่จุดเดือด สองมือจิกผ้าปูที่นอนแน่นเพื่อระบายความเสียวซ่านที่รุนแรงจนร่างกายสั่นสะท้าน ปลายเท้าเหยียดเกร็ง ลมหายใจหอบกระชั้น“พี่วายุขา... อัปสรใจจะขาดอยู่แล้ว... อ๊ะ!!!...”“เสียวใช่ไหมที่รัก... ไม่ต้องเกรง แล้วก็ไม่ต้องอาย... มีความสุขไปกับพี่นะจ๊ะ” วายุวายุเงยหน้าบอกก่อนจะเร่งจังหวะรัวเร็ว ลิ้นร้ายทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์จนตรีอัปสรแทบทนไม่ไหว ร่างกายบิดเร่าพยายามจะหนีแต่ก็กลับโจนทะยานเข้าหา“พี่วายุ อย่าทำแบบนั้น... อัปสรไม่ไหว... มันจะ... อื้อออ พี่วายุ!!!... กรี๊ดดดด!” ร่างบางเกร็งสะท้านไปทั้งตัวเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ร่างกายเบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ทุกความอัดอั้นระเบิดออกมาเป็นความหฤหรรษ์ครั้งแรกในชีวิต น้ำหวานใสหลั่งไหลออกมาจนวายุได้ลิ้มรสอย่างจุใจ เขาดูดซับความหวานล้ำนั้นราวกับกลัวมันจะเหือดแห้งไป“ขอพี่กินให้ชื่นใจก่อนนะที่รัก...” วายุกระซิบชิดใบหูของคนที่นอนหอบเหนื่อย ก่อ
เมื่อร่างกายเริ่มชินกับความร้อน เธอจึงรวบรวมความกล้าปลดปมผ้าเช็ดตัวออกแล้วก้าวลงสู่น้ำอุ่นอย่างรวดเร็ว ทว่าสายตาคมกริบของเสือร้ายกลับไม่ยอมหันไปตามคำขอ เขาจ้องมองเรือนร่างอรชรที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำขุ่นมัวด้วยความหิวกระหาย“คนขี้โกง แอบดูทำไมคะ”“ก็พี่อยากเห็นนี่ครับ...จะเป็นเมียพี่อยู่แล้วจะอายทำไมหืม์!!” วายุขยับกายเข้ามาใกล้จนน้ำในบ่อกระเพื่อมไหวไหววนรอบกายเธอ เขาเริ่มชวนคุยเรื่องเที่ยวต่อเพื่อให้อัปสรผ่อนคลาย แต่สุดท้ายมือหนากลับคว้าเอวคอดกิ่วแล้วรั้งให้เธอขึ้นมานั่งบนตักแกร่งกลางอ่างน้ำร้อน“ว้าย!!!...พี่วายุ! จะทำอะไรคะ” ตรีอัปสรตื่นตระหนก สัมผัสจากผิวเนื้อที่แนบชิดกันโดยไร้สิ่งกีดขวางทำให้อารมณ์รักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว“ในเมื่อคุณพ่ออยากให้เรารักกัน งั้นเราก็มาสานฝันให้ท่านกันเถอะนะ”“แต่อัปสร... อัปสรง่วงแล้วค่ะ” เธออ้างทั้งที่ใจสั่นสะท้าน“พี่ไม่เชื่อ!!” ไม่รอคำอนุญาตสิ้นเสียงวายุก็โน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตที่ริมฝีปากบาง มือแกร่งที่โอบทางด้านหลังเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังสะโพกกลมกลึงและบีบเค้นเบาๆ จนหญิงสาวหลุดเสียงครางอื้ออึงในลำคอลิ้นร้อนแทรก
หลายวันต่อมาการเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นก็มาถึง ตรีอัปสรยืนอยู่ท่ามกลางกองเสื้อผ้าที่แผ่หลากสีอยู่บนเตียงกว้าง หัวใจของเธอกระตุกไหวด้วยความตื่นเต้นผสมปนเปกับความประหม่า เพราะนี่คือการเดินทางครั้งสำคัญที่จะทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับวายุชายหนุ่มที่ครอบครองหัวใจเธอมาเนิ่นนานในขณะที่มือเรียวหยิบจับเสื้อผ้าลงกระเป๋า หน้าจอสมาร์ทโฟนก็สว่างวาบพร้อมเสียงวิดีโอคอลจากจริยา เพื่อนรักตัวแสบที่เป็นคนปฏิวัติลุคให้เธอจนวายุเกือบตบะแตกมาหลายครั้งหลายหน“ยังไงแกก็ต้องใส่ชุดนี้ลงไปในกระเป๋า!” จริยาโพล่งขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนสาวโชว์ชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีแดง บางเบาจนแทบมองเห็นทะลุผ่าน“เชื่อฉันสิอัปสร ถ้าแกใส่ชุดนี้ ยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณวาทิตแอบให้แกพกไว้น่ะ... ตกกระป๋องไปเลย ไม่ต้องใช้ให้เสียเวลาหรอก”“คิดไปคิดมาฉันก็ไม่อยากทำเลยว่ะแก... ฉันกลัว” ตรีอัปสรพึมพำ ใบหน้าสวยสลดลงเล็กน้อย“กลัวว่าถ้าพี่วายุจับได้ว่าฉันกับคุณลุงวางแผนกัน เขาจะยิ่งเกลียดฉันไปกันใหญ่”“อย่าคิดมากสิเพื่อน เชื่อใจตัวเองหน่อย!” จริยาจีบปากจีบคอผ่านกล้อง“แกน่ะมีของดีตั้งเยอะ ทั้งหน้าอกหน้าใจ ทั้งผิวพรรณ ที่ผ่านมาพี่วายุเขาก็แค่ต่อต้านเพ
บรรยากาศภายในรถยุโรปคันหรูเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างนุ่มนวล ทว่าหัวใจของคนขับกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะตรีอัปสร ลอบถอนหายใจยาวขณะบังคับพวงมาลัยเข้าสู่ที่จอดรถของคอนโดมิเนียมหรูระดับไฮเอนด์ เธอหันไปมองคนข้างกายที่ดูเหมือนจะหมดสติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่รอยหยักที่มุมปากเขากลับฟ้องว่าเขากำลังสนุกที่ได้แกล้งเธอ“ถึงคอนโดแล้วค่ะ พี่วายุ” เธอเอ่ยพลางเอื้อมมือไปเขย่าแขนแกร่งเบาๆ“ขึ้นไปส่งพี่ก่อนสิ...” วายุลืมตาขึ้นทันควัน แววตาคมกริบที่จ้องมองมานั้นพราวระยับด้วยเล่ห์กล ผสมกับรังสีคุกคามอันตรายที่ทำให้อุณหภูมิในรถร้อนฉ่าขึ้นมาทันที ตรีอัปสรพยายามรวบรวมสติ นึกถึงคำเตือนของมารดาที่ว่าอย่าใจง่าย แต่ท่าทางซวนเซที่ดูเหมือนจงใจของเขาก็ทำให้เธอลืมคำเตือนนั้นไปเสียสนิท“พี่เดินไม่ไหวเหรอคะ? งั้นเดี๋ยวอัปสรจะไปตาม รปภ. ให้”“ไม่ต้องหรอก อัปสรขึ้นไปส่งพี่หน่อยได้มั้ย” เขาต้อนเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ แฝงอำนาจที่ทำให้คนฟังใจสั่นระรัว จนสุดท้ายเธอก็ต้องยอมประคองร่างหนาขึ้นไปยังห้องพักส่วนตัว ทันทีที่เสียงสแกนคีย์การ์ดดังขึ้นและประตูปิดสนิทลงกลอน ความเงียบสงัดภายในห้องกลับถูกแทนที่ด้วยบรรยา
เส้นความอดทนสุดท้ายของคาสโนวาขาดผึง เขาไม่สนคำถากถางของบิดาอีกต่อไป ร่างสูงใหญ่สาวเท้าฉับ ๆ มุ่งตรงไปยังเป้าหมายทันที“ท่านรอง! มาตั้งเมื่อไหร่คะ” ตรีอัปสรสะดุ้งสุดตัว กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่เข้มข้นและคุ้นเคยโชยเข้าจมูก พร้อมกับสัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือหนาที่แนบชิดสะโพกมนจนเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว“สวัสดีครับ... ขอตัวเลขาฯ ผมสักครู่นะครับ!” วายุเอ่ยเสียงเรียบแต่แววตาดุดัน จนชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าพลางถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว วายุไม่รอช้า เขาบังคับประคองร่างบางให้เดินเลี่ยงออกมายังมุมระเบียงที่เงียบสงัดและลับตาคน“ใครให้เธอมางานนี้!” เขากระซิบชิดใบหูสะอาด น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งทะลุจุดเดือด ความโกรธผสมปนเปไปกับความต้องการที่พลุ่งพล่านยามได้กลิ่นกายสาวในระยะประชิด“ก็คุณลุงสิคะ ท่านบอกว่าอยากให้อัปสรมาเปิดหูเปิดตาบ้าง” เธอตอบพลางพยายามเบี่ยงตัวออก แต่วงแขนแกร่งกลับรัดแน่นขึ้นจนทรวงอกอวบอัดบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างของเขา“แล้วดูแต่งตัวสิ... กะจะให้ผู้ชายทั้งงานหัวใจวายตายรึไง!”“ชุดราตรีมันก็แบบนี้แหละค่ะ ใครๆ เค้าก็ใส่กัน” ตรีอัปสรช้อนสายตาหวานหยดย้อยที่ไร้กรอบแว่นมองเขาอย่างท้าทาย
ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางแผ่ว วายุไม่อาจละสายตาจากร่างระหงที่นั่งหันหลังให้เขาได้เลย แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านปรับแสงตกกระทบลงบนแผ่นหลังเนียนละเอียด ที่เปิดเปลือยรำไรจากดีไซน์ชุดเดรส ทุกครั้งที่เธอขยับตัว สะโพกมนกลมกลึงที่เบียดชิดอยู่บนเก้าอี้ทำงานก็ดูจะเน้นสัดส่วนจนเขารู้สึกร้อนรุ่ม คอแห้งผากราวกับเดินอยู่กลางทะเลทรายเมื่อเข็มนาฬิกาชี้เลขสิบสอง วายุไม่รอช้า เขาผุดลุกขึ้นแล้วก้าวตรงไปยังโต๊ะทำงานของเลขาฯ สาวด้วยท่าทีคุกคามทรงอำนาจ“เที่ยงแล้ว... ไปทานข้าวกันเถอะ”“เอ่อ... แต่ว่าอัปสร...”“นัดใครไว้เหรอ?” วายุเลิกคิ้ว เสียงเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“นัดเพื่อนไว้ค่ะ”“ผู้ชายหรือผู้หญิง?” เขาถามสวนกลับทันควัน แววตาคมกริบจ้องเขม็งจนตรีอัปสรต้องรีบตอบ“ผู้หญิงค่ะ... จริยาไงคะ ถ้าท่านรองไม่รังเกียจ จะไปทานด้วยกันก็ได้ค่ะ”“ไปสิ” เขาตอบสั้นๆ ทว่าแววตามุ่งมั่นระหว่างทางบนรถหรู เสียงโทรศัพท์ของตรีอัปสรดังขึ้น เธอรับสายเพื่อนรักที่มารออยู่ก่อนแล้ว โดยมีวายุเป็นสารถีขับรถให้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่กำพวงมาลัยกลับเกร็งแน่นเมื่อเห็นเธอคุยโทรศัพท์อย่







