FAZER LOGINตอนแรกที่มองเห็นกำแพงสูงล้อมรอบ หญิงสาวยังมองไม่ออกถึงความใหญ่โตโอ่อ่าของตัวเคหาสน์ แต่ตอนนี้เห็นชัดว่าเธอประเมินที่นี่ต่ำไป
เฉลียงทางเดินทั้งสองฝั่งเป็นเรือนระเบียงที่ทำจากไม้แกะสลัก ทอดยาวซ้ายขวาไปสู่เรือนหลัก เรือนตะวันตก และเรือนตะวันออก ทางเดินตบแต่งด้วยราวไม้แกะสลักอันงดงามตามแบบโบราณ ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของความเก่าแก่ที่ดูมีมนต์ขลัง ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเยือกเย็นและน่าเกรงขาม ตรงกลางมีสวนที่มีน้ำตกจำลองและต้นไม้ร่มรื่นทำให้ผู้ที่มองผ่านรู้สึกสงบใจ
“ที่นี่มีส่วนของที่พักสามเรือนครับ คุณท่านทั้งสองอยู่ที่เรือนหลักเสียเป็นส่วนใหญ่ เรือนตะวันออกเคยคิดจะยกให้คุณหนูเล็กแต่...”
ลุงหวังหยุดพูดเมื่อมองเห็นสีหน้าของลี่ฉิงซวง เธอเพียงยิ้มน้อยๆ ดวงตาแดงก่ำเช่นทุกครั้งที่คิดถึงความสูญเสีย ผู้อาวุโสกว่ากระแอมทีหนึ่งจากนั้นจึงพูดต่อ
“ไปที่เรือนหลักก่อนก็แล้วกันนะครับ ดูว่าขาดเหลืออะไรผมจะได้จัดหามาให้”
“ค่ะ” หญิงสาวส่งเสียงเห็นด้วย จากนั้นจึงเดินตามลุงหวังไปอย่างว่าง่าย ระหว่างเดินไปตามโค้งทางเดิน สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ
บรรยากาศอันสงบเงียบทำให้หญิงสาวรู้สึกเยือกเย็นมากขึ้น เคหาสน์เฟิงเยี่ยนมีกลิ่นอายโบราณ ความเงียบจึงยิ่งส่งผลให้สถานที่แห่งนี้ดูวังเวง
ถึงอย่างนั้นลี่ฉิงซวงกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจ เธอกลับรู้สึกว่าทุกตารางนิ้วของที่นี่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
‘ซวงซวง’
เสียงทุ้มเศร้าสร้อยดังขึ้นแผ่วเบา ลี่ฉิงซวงหันไปมองยังต้นเสียง ด้านหลังภูเขาจำลองริมกำแพงสูงข้างเรือนหลัก เงาร่างสูงของชายคนนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดตัวยาวสีเขียวยืนหันหลังมายังจุดที่เธอยืนอยู่ เรือนผมยาวสยายคลุมลงมาเต็มแผ่นหลังผึ่งผาย
‘เจ้ากลับมาแล้วหรือ’
เสียงนั้นดังขึ้นราวกับเขายืนอยู่ไกลแสนไกล เสี้ยวหน้าด้านข้างค่อยๆ หันกลับมา
ลี่ฉิงซวงขมวดคิ้ว “นั่นใครหรือคะ”
ลุงหวังชะงัก “อะไรนะครับ”
เมื่อละสายตามามองลุงหวังเพียงครู่ ชายคนนั้นก็หายตัวไปแล้ว ลี่ฉิงซวงก้าวเดินไปตามเรือนระเบียง จากนั้นจึงเดินเร็วๆ ไปยังจุดที่ร่างสูงยืนอยู่ แต่เมื่อไปถึงรอบๆ กลับว่างเปล่า ชายคนนั้นหายไปแล้ว
สายตาล่อกแล่กของลุงหวังกวาดมองไปรอบๆ ในดวงตาฉายแววหวั่นหวาด แต่กลับพยายามซ่อนเอาไว้สุดความสามารถ เขาบังคับน้ำเสียงให้นิ่งที่สุด จากนั้นเพียงบอกว่าหญิงสาวคงจะตาฝาด เพราะภายใต้กำแพงสูงนี้ไม่มีคนอื่นนอกจากคนในเคหาสน์
“นั่นสินะ...” ชั่วพริบตาคนกลับหายวับไปทันที ที่โล่งๆ จะหายตัวไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้เลยหรือ นอกเสียจากว่าเขาไม่ใช่คน...
ลี่ฉิงซวงส่ายหน้าหัวเราะให้กับความเหลวไหลของตัวเอง เธอไม่เคยเชื่อเรื่องผีวิญญาณ ตลอดมาก็เชื่อเฉพาะเรื่องที่พิสูจน์ได้เท่านั้น หญิงสาวเชื่อว่าคนตายจะน่ากลัวเท่าคนเป็นด้วยกันได้ยังไง...
เมื่อไปถึงเรือนหลักลี่ฉิงซวงให้ลุงหวังกลับไป จากนั้นหญิงสาวเพียงเดินดูรอบๆ ด้วยตัวเอง ลุงหวังรับปากว่าจะมาอีกตอนเช้า ทั้งนี้ก็เพื่อส่งมอบสมุดบัญชีและรายละเอียดค่าใช้
ทันทีที่ได้อยู่คนเดียวลี่ฉิงซวงก็นั่งลงกลางห้อง ทุกอย่างในห้องมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของที่คงอยู่แต่เดิมในเคหาสน์ แม้สภาพเก่าแก่แต่เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงสามารถคงสภาพเอาไว้ได้นานขนาดนี้
‘ซวงซวง’
“เสียงนี้อีกแล้ว” ลี่ฉิงซวงขมวดคิ้วเดินไปเปิดหน้าต่าง มองไปรอบๆ ที่นี่เงียบสงบมีเพียงเสียงนกและสรรพสัตว์ตัวน้อยๆ ที่ดังข้ามกำแพงมา นัยว่าด้านหลังคงจะเป็นเขาสูงลดหลั่นกันขึ้นไป เพราะเธอสามารถมองเห็นต้นไม้สูงใหญ่กับเนินเขาเล็กๆ
ด้านหลังเรือนหลักเป็นส่วนของโฮ้วจ้าวฝาง เพราะที่นี่เงียบมากดังนั้นจึงได้ยินเสียงพูดคุยของลุงหม่าและป้าหลิวแว่วมาเป็นระยะ
เสียงกวาดลานแกรกๆ ดับสลับกันไปมาจากลานด้านหน้า ลี่ฉิงซวงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอน เดินตามทางเดินออกมาสู่ห้องโถงรับแขก
หมิ่นเอ๋อร์กำลังยกชาเข้ามาพอดี “คุณหนู”
ลี่ฉิงซวงยิ้ม “ยังดีที่ไม่ใช่ป้านชาแบบโบราณ ไม่อย่างนั้นฉันคงฝันร้ายแน่ๆ”
หมิ่นเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ก้มลงมองแก้วชาเซรามิคมีหูจับวาดลวดลายดอกวิสเทอเรียสีม่วง
ของใช้ประจำวันบางอย่างเพิ่งจะถูกนำเข้ามาเพิ่มเติม หลังจากที่เคหาสน์เฟิงเยี่ยนแห่งนี้เปลี่ยนเจ้าของ เพราะเห็นว่าข้าวของบางอย่างในนี้เป็นของหายากที่มีเพียงคนสมัยโบราณเท่านั้นที่ใช้
“นี่เป็นชาผลไม้ คุณหนูลองดื่มหน่อยนะคะ จริงสินี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้วเดี๋ยวฟ้าก็มืด มื้อค่ำมีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวส่ายหน้า “ทำอะไรง่ายๆ มาสักสองสามอย่างก็พอ อ้อจริงสิ” เธอเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ปกติกินอยู่กันยังไงเหรอคะ เราอยู่ที่นี่แค่เจ็ดคน กินข้าวพร้อมกันหรือเปล่า”
“แต่ฉันก็ยังประหม่าอยู่ดี คุณแม่ของคุณใจดีมั้ยคะ”“ครับ ท่านใจดีมาก”เธอก็ยังมีสีหน้าไม่อยากเชื่ออยู่ดี “ตระกูลฟู่นี่เคยมีเรื่องผิดใจระหว่างพี่น้องมั้ยคะ อย่างเช่นธุรกิจมากมายพวกคุณแย่งกันบริหารงี้”ฟู่เสวียนหัวเราะ “คุณอ่านนิยายให้น้อยๆ หน่อยดีมั้ยครับ”เธอมองค้อนเขา เห็นรถของเขา ธุรกิจครอบครัวก็เป็นถึงเจ้าแห่งอสังหาริมทรัพย์ของซูโจว ร้านกาแฟเล็กๆ ของเธอดูกระจอกไปเลยตอนไปที่ห้องชุดของเขาซึ่งอยู่ชั้นสามสิบบ้านตระกูลฟู่...อันที่จริงเธออยากจะเรียกมันว่าคฤหาสน์สุดหรูกลางเมืองซูโจว ด้วยราคาที่ดินตอนนี้หากให้เธอลองเดา บ้านหลังนี้น่าจะมีมูลค่ามากกว่าสองร้อยล้านหยวน?!“มากันแล้ว!” น้ำเสียงดีอกดีใจทำให้หญิงสาวยิ่งประหม่า หญิงวัยกลางคนในชุดกี่เพ้าสีน้ำเงินเดินเข้ามาหาทันทีที่เดินเข้าไปในประตู อีกฝ่ายชะงักจากนั้นอ้าปากค้าง“เหมือนจริงๆ ด้วย”“แม่ครับ” ฟู่เสวียนกลอกตา“อ้อ เอ่อ...แม่หมายความว่าสวยจริงๆ ด้วย หนูแซ่ลี่ใช่มั้ยเข้ามาก่อนๆ”“เรียกซวงซวงก็ได้ค่ะ”“ดีๆ เรียกซวงซวงก็ได้ ชื่อเป็นมงคล หนูชอบกินอะไรจ้ะ ป้าเข้าครัวทำตั้งหลายอย่าง”“ผมชอบเป็ดอบ!”“ผมชอบเนื้อตุ๋น!”สองเสียงประสานดังมาจากสองท
ไม่นานกาแฟสองแก้วกับมาการองก็ถูกนำมาวาง ลี่ฉิงซวงประหม่าเล็กน้อยตอนนั่งลงข้างๆ เขา หัวใจเต้นแรงมากไม่คิดว่าเขาจะมาหาที่ร้านกาแฟเล็กๆ ของตน“ผมมีเรื่องอยากเล่าให้คุณฟัง”“ค่ะ”“ตั้งแต่จำความได้ผมเริ่มฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ...หวังซวงซวง”ลี่ฉิงซวงเผลอวางแก้วกาแฟลงกระแทกจานรอง เธอกล่าวขอโทษจากนั้นบอกให้เขาเล่าต่อ“ทุกคนในตระกูลฟู่บอกผมว่ายิ่งโตขึ้นผมก็ยิ่งหน้าตาเหมือนกับบรรพบุรุษคนหนึ่ง ตอนแรกผมไม่เชื่อจนได้เห็นรูปวาดของพวกเขา ฟู่อวี้กับหวังซวงซวง เรื่องราวของพวกเขาผมคงไม่ต้องเล่าให้คุณฟังเพราะบันทึกฟู่ฉินเล่มนั้นผมได้มอบให้คุณไปแล้ว”หญิงสาวก้มหน้าลงมองถ้วยกาแฟของตัวเอง ไม่ได้พูดขัด“ในทุกๆ สองถึงสามเดือนผมมักจะไปที่บ้านหลังนั้น” เขาหมายถึงบ้านตระกูลฟู่ที่หมู่บ้านหวงเซวียน “ตอนอยู่ที่นั่นผมรู้สึกตลอดเวลาว่าผมกำลังรอ...มันทรมานมากเลยครับ เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังรออะไร รอ...ใคร”ลี่ฉิงซวงกุมถ้วยกาแฟของตัวเองแน่น“ตอนผมได้พบคุณที่หน้าบ้าน ผมตกใจมากนึกว่าตัวเองตาฝาด แต่ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว ในที่สุดคุณก็มา...ซวงซวง”เธอสะอื้นออกมาเพราะน้ำเสียงของเขาที่เรียกชื่อนั้น
“ผมเรียกคุณแบบนั้นได้ใช่มั้ยครับ”หญิงสาวจ้องเขานิ่งด้วยความสงสัย “ก็...คงได้ค่ะ”ฝนตกนานมากลี่ฉิงซวงนั่งจิบชาหอมกรุ่นและพูดคุยอยู่กับเจ้าบ้านตั้งแต่เที่ยง กระทั่งบ่ายสามโมงในที่สุดฝนก็หยุดตกคนของฟู่เสวียนเข้ามาแจ้งว่ารถเปลี่ยนยางเสร็จแล้ว หญิงสาวลุกขึ้นอยากกล่าวคำลา แม้ในใจยังรู้สึกแปลกๆ แต่นี่เป็นการพบกันครั้งแรก เธอก็ไม่ได้อยากเสียมารยาทด้วยการอยู่ต่อให้นานอีกหน่อยเธอมองไปยังหินแกะสลักนั้น“ผมพาไปดูมั้นครับ”เธออยากเดินไปดูใกล้ๆ จึงไม่ปฏิเสธ ดังนั้นจึงแทบไม่อยากเชื่อ เพราะนอกจากอักษร ‘เคหาสน์คืนใจ’ ที่มองเห็นไกลๆ แล้ว ยังมีอักษรเล็กๆ ที่แกะสลักกำกับต่อเอาไว้‘เคหาสน์ในความทรงจำนำพาผู้เป็นที่รัก หวนคืนกลับสู่ดวงใจ’“ทำไมต้องใช้อักษรสลับเล็กใหญ่ละคะ อ่านจากที่ไกลๆ ยิ่งทำให้ที่นี่รู้สึกเศร้า”“ครับผมผิดไปแล้ว”“เอ๋ คุณเป็นคน...”“ครับผมเอง ผมไม่ได้ตั้งใจ วันนั้นผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป” เขาฝันและในความฝันมันก็เต็มไปด้วยการรอคอย ความเจ็บปวด โหยหา และสิ้นหวัง รู้สึกตัวอีกทีหินก้อนนี้ก็มีอักษรแกะสลักแล้ว“รอสักครู่นะครับ ผมมีบางอยากจะมอบให้” เขามองหญิงสาวด้วยท่าทีลังเล“มอบให้?
ชายร่างสูงในชุดฉางซานเดินใกล้เข้ามา ลี่ฉิงซวงอ้าปากค้าง “ฟู่...เสวียน?!”ชายสองคนที่เพิ่งลงมาจากรถเองก็มีท่าทีตกตะลึง เขาจ้องหญิงสาวเขม็งในขณะที่ลี่ฉิงซวงเองก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเธอจำไม่ผิดแน่ นี่คือฟู่เสวียน...อีกคนก็คือจิ่วลู่ คนสนิทของเขา“รถยางแบนครับคุณชาย”ทั้งสามได้สติเพราะประโยคของคนขับรถคนนั้น “คุณ...หลงทางหรือครับ บนเขานั่นไม่มีบ้านหลังอื่น เป็นทางตัน” ฟู่เสวียนยังคงจ้องใบหน้าสับสนของหญิงสาว“อ้อ...เอ่อ...ค่ะ” เธอตอบทั้งที่หัวใจเต้นแรงมาก ตอนที่เขาก้าวเข้ามาใกล้เผลอเดินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ดังนั้นจึงหลบตาแกล้งมองไปที่ป้ายหน้าบ้านหลังใหญ่“ฝนตกหนักมา รถคุณเองก็ยางแบน เอาเป็นว่าหากไม่รังเกียจเชิญด้านในก่อนดีมั้ยครับ ฝนหยุดแล้วจะให้คนช่วยเปลี่ยนยางรถให้” เขาเสนออย่างใจดี‘ซวงซวง’ เสียงเว้าวอนเหมือนกระซิบเรียกจากด้านใน ลี่ฉิงซวงหันกลับมามองเขาด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะ”รอยยิ้มของเธอดูเหมือนจะทำให้เขาดูเหม่อลอยไปชั่วขณะ จิ่วลู่เข้ามาสะกิดเขาจึงได้สติ“ผมแซ่ฟู่ครับ ฟู่เสวียน”“ค่ะ ฉันแซ่ลี่ ลี่ฉิงซวง” ฟู่อวี้...“เชิญด้านในเถอะครับ ฝนตกอากาศเย็นดื่มชาร้อนๆ จ
“ฟู่อวี้!!!”หญิงสาวผุดลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยความตื่นตระหนก ข้างกายมีเสียงร้อนรนของผู้เป็นพี่ชาย “เสี่ยวซวงเอ๋อร์?! รู้สึกตัวแล้ว?”“พะ...พี่” หญิงสาวกะพริบตามองเขา ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา“ใช่พี่เอง รู้สึกยังไงบ้าง เธอยังจำได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ตายเถอะเธอทำให้พี่ตกใจจนแทบบ้า คิดยังไงถึงไปที่นั่นทั้งยังตกน้ำตกท่าอีก”อา...พี่ชายของเธอยังอยู่ เขายังไม่ตาย!!! ลี่หวงชวนยังไม่ตาย!!เสียงประตูห้องพยาบาลถูกเปิดออก “อ้าว ฟื้นแล้วเหรอ เสี่ยวหลันหลันดูสิว่าคุณน้าฟื้นแล้ว คุณน้าไม่เป็นอะไรแล้ว”“พี่สะใภ้? เสี่ยวหลันหลัน?” พี่สะใภ้เองก็ยังอยู่ หลานสาวตัวน้อยเองก็เหมือนกัน พวกเขาไม่ได้จากไปไหน และเธอเองก็กลับมายังที่ของตัวเองแล้ว ลี่ฉิงซวง...หลังจมน้ำและหมดสติไปกว่าสองวัน ลี่ฉิงซวงรู้สึกตัวขึ้นมาบนเตียงของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หญิงสาวยังคงมีท่าทีเหม่อลอยครุ่นคิด ไม่อาจแยกแยะได้ว่าความฝันอันยาวนานนั้น เพราะอะไรถึงได้เหมือนจริงจนยากจะแยกแยะความรัก ความผูกพัน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ทุกอย่างเหมือนจริงมากจนเธอไม่อยากลืมเลือน ไม่อยากคิดว่ามันเป็นแค่ความฝันวันเดือนปี...แตกต่าง ปีที่พี่ชาย พี่สะใภ้ รวมไปถึงหล
“เข้ามาสิ ท่านลองก้าวเข้ามา หากกล้าข้าจะเชือดคอนางเสีย!” ฮั่วลี่หลันใช้มือหนึ่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเม็ดยากลมๆ สองเม็ดออกมา บีบบังคับให้หวังซวงซวงกลืนมันเม็ดหนึ่ง ส่วนนาง...กลืนเองเสียเม็ดหนึ่ง“ท่านก็รู้ว่าข้ารักท่าน...” นางสะอื้น “ข้าไม่กล้าทำร้ายท่านด้วยซ้ำ...ดังนั้นข้าจะพานางไปเป็นเพื่อนข้า!” ฮั่วลี่หลันหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ให้นางตายต่อหน้าท่าน!”น้ำเริ่มซึมเข้ามาในห้องใต้ท้องเรือแล้ว ดูเหมือนนี่เป็นความตั้งใจของสตรีวิปลาสผู้นี้ที่คิดจะจมเรือไปพร้อมกับพวกเขาสามคนในอกคล้ายมีไฟขุมหนึ่งแล่นพล่าน หวังซวงซวงเจ็บร้าวไปทั้งร่าง ในกายคล้ายมีบางอย่างกำลังกัดกินจนนางหน้าซีดยาเม็ดนั้น...ยาพิษ!!!ฮั่วลี่หลันเองก็สภาพไม่ต่างจากนาง สตรีวิปลาสผู้นั้นทรุดฮวบลงไปกับพื้นเรือที่มีน้ำไหลเข้ามาถึงเข่า น้ำเข้ามาเร็วถึงเพียงนี้เพราะพวกเขาเจาะรูหมายจมเรือฟู่อวี้ปราดเข้ามาแย่งมีดสั้นจากมือฮั่วลี่หลัน มือของเขาถูกบาดเป็นทางยาวเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอม ทว่าเรี่ยวแรงของฮั่วลี่หลันที่ถูกพิษไม่มีทางสู้แรงบุรุษนางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นชายหนุ่มพยายามเข้าไปปลดโซ่ของหวังซวงซวง ทิ้งนางเอาไว้มุมห้อง







