تسجيل الدخولจากปัจจุบันหวนคืนสู่อดีต จากอดีตกลับคืนสู่ปัจจุบัน และยังคงต้องอยู่ต่อไปกับอนาคต เมื่ออดีตส่งผลถึงอนาคต ปัจจุบันกลับยังผูกพันกับอดีต ลี่ฉิงซวง ที่เพิ่งสูญเสียพี่ชายเดินทางสู่ ‘เคหาสน์เฟิงเยี่ยน’ สถานที่ซึ่งผูกอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของหญิงสาวจนไม่อาจแยกแยะ ความรัก ความแค้น สิ่งที่เคยติดค้างผู้อื่น รวมไปถึงสิ่งที่ผู้อื่นติดค้าง ทำให้หญิงสาวถูกดึงให้หวนคืนสู่อดีต การพบกันกับเจ้าของคนเดิมของเคหาสน์เฟิงเยี่ยนอย่าง ฟู่เสวียน ทำให้ภาพในอดีตยิ่งชัดเจน บันทึกฟู่ฉินทำให้กงล้อแห่งอดีตหมุนวนอีกครั้ง และครั้งนี้ลี่ฉิงซวงในร่างหวังซวงซวงจึงได้ตระหนัก ชะตาทุกข์ตรมน่าเศร้า แท้ที่จริงแล้วขึ้นอยู่กับการเลือกของผู้คนทั้งสิ้น
عرض المزيدอำเภออู้หยวน เมืองซ่างเหลา มณฑลเจียงซี
ลี่ฉิงซวงก้าวลงจากรถบัสหลังจากที่เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง สถานีขนส่งอู้หยวนคึกคักกว่าที่คิด อาจเป็นเพราะช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นฤดูแห่งการท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา
ความจริงหญิงสาวอยากรวมตัวเธอเองเข้ากับกลุ่มนักท่องเที่ยว เนื่องจากได้ยินมานานแล้วว่าอู้หยวนนับเป็นเมืองชนบทที่สวยที่สุด ทั้งยังมีหมู่บ้านโบราณกว่าห้าสิบหมู่บ้านซึ่งชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสบายๆ ริมสายน้ำ ในพื้นที่สีเขียวโอบล้อมด้วยขุนเขา
ถึงอย่างนั้น...ตัวเธอในวันนี้แตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะสาเหตุที่เธอเดินทางมามายังมณฑลเจียงซี เกิดจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต อุบัติเหตุพรากพี่ชายและพี่สะใภ้ รวมไปถึงหลานสาวตัวน้อยๆ ของเธอไปอย่างน่าเศร้า
หญิงสาวเดินทางมาที่มลฑลเจียงซี เพียงเพื่อจัดการสิ่งที่พี่ชายและพี่สะใภ้ทิ้งเอาไว้ให้ ทั้งยังถือเอาโอกาสนี้ปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าและโศกเศร้า เพราะต่อจากนี้ไปชีวิตของเธอนับว่าโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตรจริงๆ แล้ว
‘เคหาสน์เฟิงเยี่ยน’
หนึ่งในมรดกที่พี่ชายและพี่สะใภ้ทิ้งเอาไว้ให้โดยที่เธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน หากไม่ใช่ทนายโจวติดต่อมาหา ลี่ฉิงซวงเองก็ไม่รู้ว่าที่นี่ถูกระบุเอาไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจนว่าเธอคือผู้เป็นเจ้าของ และมันมีผลทันทีที่พี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอเสียชีวิต
“คุณหนูลี่ใช่หรือเปล่าครับ”
ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ เขามองหญิงสาวด้วยท่าทีลังเล จากนั้นจึงเอ่ยถาม “ใช่ค่ะ คุณลุงคงจะเป็น...ลุงหวัง?”
“ใช่แล้วครับ เชิญทางนี้เลย ผมกำลังกังวลอยู่เลยว่าจะหาคุณหนูไม่พบ คนเยอะเหลือเกิน”
หญิงสาวเดินตามคุณลุงหวังไปด้วยท่าทีโล่งอก มองดูรูปถ่ายในมือของอีกฝ่าย หัวใจพลันรู้สึกเศร้าสร้อย รูปถ่ายใบนั้นเธอจำได้แม่น
...มันคือรูปถ่ายในวันแต่งงานของพี่ชาย
ลี่ฉิงซวงจดจำวันนั้นได้แม่น เพราะวันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบยี่สิบสองปี และเป็นช่วงที่เธอเองเรียนจบมหาวิทยาลัย วันนั้นเธอซึ่งยืนอยู่ข้างพี่ชายกับพี่สะใภ้มีรอยยิ้มสดใส จนพี่ชายเย้ากลั้วหัวเราะว่า...
‘มีความสุขมากเลยหรือที่พี่ชายขายออก’
ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปเพียงสองปี ทุกอย่างก็สูญสลายราวกับเป็นภาพลวงตา
ดูเหมือนลุงหวังจะสังเกตเห็นว่าหญิงสาวเอาแต่จดจ้องรูปถ่ายในมือ ดังนั้นผู้อาวุโสกว่าจึงรีบส่งรูปถ่ายให้ ลี่ฉิงซวงเงยหน้าสบตากับลุงหวัง จากนั้นจึงรับมาถือไว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณเสียงเบา
“คุณท่านทั้งสองเป็นคนดี คุณหนูเองก็กำลังน่ารัก เฮ้อ ใครจะนึกว่าจะเกิดเรื่องเศร้าแบบนี้ขึ้นได้” ลุงหวังถอนหายใจออกมา
“หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่ชายซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้”
“ครับ คุณท่านเพิ่งซื้อเอาไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า เพิ่งตบแต่งเสร็จแล้วก็มาค้างคืนแค่ไม่กี่ครั้ง แต่คนแถวนี้รู้จักเขากันทั้งนั้นนะครับ คุณท่านเป็นคนอัธยาศัยดี” ลุงหวังกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนแรกคนในหมู่บ้านเองก็ไม่เชื่อว่าเจ้าของคนเดิมจะยอมขาย แต่เห็นว่าเขาเป็นคนติดต่อไปหาคุณท่านโดยตรงเลย”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “พอจะทราบไหมคะว่าเพราะอะไร”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้มีคนติดต่อขอซื้อเคหาสน์เฟิงเยี่ยนมากมายเพื่อนำไปทำเป็นรีสอร์ท แต่เจ้าของคนเดิมไม่ต้องการให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เขาตั้งข้อแม้เอาไว้ว่าต้องคงสภาพเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด คุณท่านเองก็รับปากเพราะแต่แรกก็ซื้อเอาไว้เพื่อเป็นบ้านตากอากาศจึงเกิดการซื้อขายกันขึ้น หากลุงจำไม่ผิดคุณท่านซื้อมาในราคาเพียงครึ่งเดียวของราคาในท้องตลาด”
ยิ่งได้ฟังหญิงสาวก็ยิ่งประหลาดใจ แต่ลุงหวังบอกว่าเขาเองก็รู้เพียงเท่านี้ เนื่องจากว่าเพิ่งจะย้ายมาทำงานกับพี่ชายของเธอได้ไม่นาน เขารู้เรื่องนี้เข้าก็เพราะความบังเอิญ ดังนั้นข้อมูลจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ลี่ฉิงซวงมองดูรอยยิ้มสดใสของคนในรูปถ่าย อดีตไม่อาจหวนคืนมาอีกแล้ว เช่นกันกับชีวิตของพี่ชาย พี่สะใภ้ รวมไปถึงหลานสาวตัวน้อยๆ ซึ่งกำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าชัง
ลุงหวังชวนหญิงสาวพูดคุยถามไถ่ตลอดการเดินทาง ระหว่างนั้นเขาก็ขับรถไปตามถนนที่คดเคี้ยว ผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าเส้นทางหรือก็เริ่มตรงขึ้นไปบนเขา ลี่ฉิงซวงได้แต่ประหลาดใจเพราะตลอดเส้นทางนั้น ไม่ได้มีป้ายบอกว่าลุงหวังกำลังจะพาไปที่ใด
“เรากำลังจะไปที่ไหนหรือคะ เคหาสน์เฟิงเยี่ยนไม่ใช่ว่าอยู่ที่หมู่บ้านเจียงเวินหรอกหรือ”
“เคหาสน์เฟิงเยี่ยนอยู่ในหมู่บ้านหวงเซวียน ไม่ใช่หมู่บ้านเจียงเวินครับ”
“หมู่บ้านหวงเซวียน?” หญิงสาวทวนด้วยความประหลาดใจ มันที่ไหนกันละนั่น เธอไม่ยักกะคุ้นหู ทั้งยังไม่รู้ว่ามันอยู่ส่วนไหนของแผนที่เมืองซ่างเหลา
“เลยเนินเขาลูกนี้ไปก็ถึงแล้วละครับ”
ก่อนออกจากห้องหนังสือหญิงสาวได้ยินเสียงเศร้าสร้อยนั้นอีกครั้ง เธอถอนหายใจก่อนจะหันไปมองกล่องบันทึก“ไม่ต้องมาเรียก ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ ไม่ต้องมาหลอกมาหลอนด้วยนะคืนนี้ ฉัน...จะนอน ถ้าได้ยินเสียงเรียกหรือทำเสียงประหลาดให้กลัวอีกรับรองได้เห็นดีกัน ของเก่าแก่แค่ไหนก็ไม่มีทางทนไฟ ยิ่งเป็นกระดาษด้วยแล้วละก็”ข่มขู่เสร็จก่อนปิดประตูยังถลึงตาใส่กล่องใบนั้น ในใจสงสัยว่าเรื่องประหลาดๆ ทั้งหมดนี้ต้องเป็นเพราะเรื่องเศร้าของหวังซวงซวง กับบันทึกที่ฟู่ฉินเขียนทิ้งเอาไว้แน่ๆขณะเดียวกันนั้นร่างสูงที่ยืนอยู่อีกฟากของกำแพงหลุดหัวเราะออกมา ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวมองไปยังกำแพงสูงซึ่งกั้นขวางระหว่างคฤหาสน์ตระกูลหวังและเคหาสน์เฟิงเยี่ยน“ลี่ฉิงซวงคนนี้นิสัยต่างจากหวังซวงซวงโดยสิ้นเชิง”“นายท่าน เพราะอะไรไม่ให้คุณหนูลี่อ่านบันทึกเล่มนั้นให้จบ บางทีหากคุณหนูลี่ได้อ่าน ทุกอย่างอาจง่ายขึ้น”ฟู่เสวียนส่ายหน้าช้าๆ “นายไม่อยากรู้หรือว่า...หากมีสิทธิ์เลือกอีกครั้ง ซวงซวงยังจะเลือกในสิ่งที่เคยเลือกไปแล้วหรือเปล่า หากไม่...ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปจากเดิมตอนนี้มั้ย แล้วหากเปลี่ยนไป...ฉันจะยังเป็นฉันเช่นทุกวันนี้หรือเปล่า”
อีกอย่างในเมื่อมันอยู่ในห้องหนังสือของเคหาสน์เฟิงเยี่ยน อีกทั้งที่นั่นยังถูกยกให้เธอ ดังนั้นมันก็กลายเป็นของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว“ฉันมีเรื่องสงสัยค่ะ” เธอพูดออกมาในที่สุด“ว่ามาสิครับ”“คุณเป็นทายาทตระกูลฟู่ แต่กลับเลือกที่จะขายเคหาสน์เฟิงเยี่ยน แทนที่จะขายคฤหาสน์ตระกูลหวัง เพราะอะไรหรือคะ” เธอรู้ว่าคำถามนั้นเสียมารยาท แต่ไม่รู้ทำไมจึงรู้สึกว่าเขาไม่เพียงจะไม่โกรธ แต่ยังจะยอมตอบคำถามนั้นอย่างแน่นอน“การคงอยู่ของเคหาสน์เฟิงเยี่ยน แท้จริงแล้วก็เพื่อรอคอยการหวนคืนและการเปลี่ยนแปลง”“รอคอยการหวนคืนและการเปลี่ยนแปลง? รอใครหรือคะ?”เขาไม่ตอบแต่หันมาสบตากับเธอด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคมเปล่งประกายบางอย่าง ทำให้ลี่ฉิงซวงใจเต้นรัว ใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มนี้ดูคุ้นเคยเธอ...เคยพบเขาที่ไหนมาก่อนหรือเปล่านะ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งสับสนนับตั้งแต่กลับมาจากคฤหาสน์ตระกูลหวัง ลี่ฉิงซวงเอาแต่หมกมุ่นอยู่คนเดียวเงียบๆ แม้แต่ตอนกินมื้อค่ำก็ให้หมิ่นเอ๋อร์และซิ่งเอ๋อร์ยกอาหารเข้าไปในห้องในใจเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ ทำให้ตกดึกไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เธอเดินกลับไปที่ห้องหนังสือ เปิดบันทึกฟู่
หัวใจของลี่ฉิงซวงเต้นรัว พยายามดึงสายตาออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบนั้นอย่างยากเย็น เมื่อมือไม้เก้งก้างไปหมดที่ทำได้ก็คือลงมือเก็บกวาดเศษกระเบื้องที่กระจายไปทั่ว“จะตำหนิเขาก็ไม่ได้หรอกครับ เขาไปเพราะต้องไปซื้อยาให้ผม”“อ๋อ” เธอพยักหน้าก่อนจะมองหาผ้ามาเช็ดคราบน้ำชาเสียงฝีเท้าร้อนรนเดินเข้ามาก็ทำให้เธอชะงัก “คุณชาย!...”ผู้มาใหม่น่าจะเป็นคนสนิทของเขา ดูแล้วอายุน่าจะอ่อนกว่าเขาไม่กี่ปี แต่ที่แน่ๆ ก็ยังอายุมากกว่าหญิงสาวอยู่ดี เขาสวมชุดจงซันสีเทาซีดจางตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายเนื้อหนาก้มลงมองตัวเองในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อยืด บวกกับรองเท้าผ้าใบคู่เก่งมีโลโก้เป็นเครื่องหมายถูก ลี่ฉิงซวงรู้สึกว่าตัวเธออยู่ผิดที่ผิดทางชอบกลตอนที่มองเห็นว่ามีหญิงสาวแปลกหน้าอยู่กับผู้เป็นนาย จิ่วลู่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมองไปบนพื้นที่เปียกชุ่ม“ผมทำเองครับ” เขากระวีกระวาดหาผ้ามาเช็ด“พยุงฉันที ฉันจะพาคุณคนนี้ออกไปนั่งที่ศาลาด้านนอก”“ครับ”“เชิญทางนี้เถอะครับ เราไปคุยกันข้างนอกจะสะดวกกว่าเสี่ยวลู่จะได้ทำความสะอาดที่นี่”“อ้อ เอ่อ ก็ได้ค่ะ” เธอเดินตามเจ้าบ้านไปพร้อมกับมองสองนายบ่าวพยุงกันเดินออกไปยังสวนเล็กๆ ข้างเรือนจิ่
เสียงหนึ่งกระซิบบอกให้ลองเข้าไปดู แต่อีกเสียงกลับบอกให้เธอหันหลังแล้วเดินกลับไปที่ห้องหนังสือ อย่าได้สนใจประตูเชื่อมหลังแนวไผ่แห่งนี้อีกสมัยเรียนเพื่อนๆ เคยบอกหญิงสาวเสมอว่าความอยากรู้อยากเห็นอาจทำให้เธอเดือดร้อนในสักวัน แต่ใครบ้างไม่รู้ว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งเป็นการยั่วยุกว่าจะนึกขึ้นถึงคำเตือนนั้นลี่ฉิงซวงก็มุดเข้าไปยังแนวไผ่ทะลุเข้าไปยังอีกด้านของกำแพงเสียงไอยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันกับความเงียบสงบของคฤหาสน์ซึ่งอยู่ติดกับเคหาสน์เฟิงเยี่ยน บรรยากาศที่นับว่าไม่แตกต่างกัน ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทำให้ลี่ฉิงซวงรู้สึกว่ากำลังเดินอยู่ในเคหาสน์เฟิงเยี่ยนมากกว่าที่อื่นที่สำคัญไปกว่านั้นรูปแบบของที่นี่ ก็คือเรือนสี่ประสานเช่นกันกับเคหาสน์เฟิงเยี่ยน“คฤหาสน์ตระกูลหวัง??”หญิงสาวกระซิบกับตัวเอง พร้อมกับกวาดสายตามองไปโดยรอบ เมื่อเดินทะลุเรือนตะวันออกของเคหาสน์เฟิงเยี่ยน ดังนั้นแน่นอนว่าเรือนที่เธอยืนอยู่ ย่อมเป็นเรือนตะวันตกของคฤหาสน์ตระกูลหวังเสียงไอถี่ๆ พร้อมกับเสียงพูดทำให้ลี่ฉิงซวงค่อยๆ เดินใกล้เข้าไป เรือนระเบียงตรงหน้าเชื่อมจากตัวเรือนตะวันตกเข้าไปสู่เรือนหลัก เธอรู้ก็เ

















