LOGINนางรักเขามากเสียจนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามาครอบครอง แม้ต้องทำร้ายสตรีทุกคนที่เข้าใกล้เขาก็ตามที เพราะความร้ายกาจของนางทำให้บุรุษที่นางรักรังเกียจนางเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งเห็นชายหนุ่มมีใจให้แม่นางดอกบัวขาวใจของนางร้อนรนราวกับถูกไฟแผดเผาจนพลั้งมือทำให้หญิงสาวเกือบตาย สุดท้ายถึงได้รู้ว่าแม้ไม่มีสตรีนางนั้นเขาก็ไม่รักนางอยู่ดี ทว่าวันที่นางเลือกปล่อยเขาไป เขากลับไม่ยอมปล่อยนาง...
View Moreรถม้าคันงามนำขบวนเกวียนนับสิบได้เดินทางถึงเมืองหลวง ก่อนที่รถม้าจะหยุดลงที่หน้าจวนสกุลเฉินพร้อมกับการปรากฏตัวของจินซูซิน บุตรสาวคนโตของใต้เท้าจินฮุ่ยหมิ่นแห่งเมืองหนานจิง
“ฮูหยินให้บ่าวมารับท่านเข้าจวนขอรับ” เสียงพ่อบ้านหลีเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าเป็นใคร
“ท่านคือพ่อบ้านหลีใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ”
“ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของท่านมาบ้าง”
“เรื่องของบ่าวน่ะหรือจะคู่ควรให้แม่นางจินนำมาใส่ใจ” ชายวัยชราตอบอย่างนอบน้อม
“ท่านเป็นถึงพ่อบ้านของสกุลเฉิน อีกไม่นานข้าก็จะกลายเป็นฮูหยินน้อยแล้ว ข้าล้วนต้องใส่ใจ” ซูซินตอบกลับเสียงเรียบ
คำพูดทุกคำของหญิงสาวดังเข้าหูเฉินเฟยฉีทุกประโยค ยังก้าวเท้าเข้าจวนได้ไม่ทันไรก็คิดฝันอยากแต่งเป็นฮูหยินของเขาแล้วอย่างนั้นหรือ ช่างอวดดีเสียจริง ครั้นจ้องมองชุดที่นางสวมใส่อยู่ทุกอย่างล้วนมีราคาแพงลิบลิ่วชนิดที่ฮูหยินขุนนางบางคนยังไม่กล้าซื้อใส่เสียด้วยซ้ำ แล้วนางเป็นใครกันถึงได้ถือดีคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าผู้อื่น เขามองตามหลังร่างเล็กไปจนลับสายตาพร้อมกับคิดในใจว่าสตรีแซ่จินไม่เหมาะที่จะมาเป็นภรรยาของตัวเอง นางต่างจากสตรีทุกคนที่เขาเคยพบ พวกนางเหล่านั้นต่างอ่อนโยนและอ่อนหวานทั้งยังมารยาทงาม
“งดงามสมคำล่ำลือนะขอรับ” บ่าวรับใช้คนสนิทเอ่ยขึ้น
“หึ อย่างนางคงมีดีแค่นี้กระมัง ในเมืองหลวงมีหญิงงามมากมาย หากข้าต้องเลือกใครสักคนมาเป็นฮูหยิน คนผู้นั้นย่อมไม่ใช่นาง”
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้นล่ะขอรับ แม่นางจินอุตส่าห์เดินทางไกลเพื่อเข้าเมืองหลวงมาหาท่านเชียวนะขอรับ”
“นางมาหาข้าเสียที่ไหนกัน ที่นางต้องถ่อมาถึงที่นี่เป็นเพราะท่านแม่ต่างหาก” ท้ายประโยคเขากล่าวถึงมารดา ที่บัดนี้มีอำนาจเหนือทุกคนในจวน แม้แต่เขาที่เป็นถึงแม่ทัพยังต้องฟังคำสั่ง
เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับนางเขาล้วนรู้อยู่ก่อนแล้ว นอกจากใบหน้างดงามชวนให้บุรุษลุ่มหลงแล้วอย่างอื่นล้วนธรรมดาทั้งสิ้น ไหนจะเรื่องฉาวโฉ่ของนางที่เมืองหนานจิงนั่นอีก เมื่อหลายปีก่อนเป็นเพราะความไม่พอใจที่บิดาแต่งงานใหม่นางถึงกับกล้าแผงฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนในงาน แม้มิพอใจก็มิควรกระทำตัวเช่นนั้น ยิ่งได้ฟังเรื่องของนางเขายิ่งไม่อยากเข้าใกล้มากขึ้นเท่านั้น อย่าได้คิดได้ฝันว่าเขาจะยอมแต่งนางมาเป็นฮูหยิน!
ตกเย็นฮูหยินเฉินได้เชิญทุกคนมาร่วมกินข้าวเย็นพร้อมหน้ากัน ลูกชายเพียงคนเดียวของนางปฏิเสธทันควัน ทว่าบัดนี้กลับได้มานั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าถมึงทึง
“แม่นางจิน กินเยอะ ๆ เจ้าเพิ่งมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรกยังมีเรื่องที่ต้องปรับตัวอีกมาก” ว่าพลางตักอาหารให้นางด้วยความเอ็นดู นับตั้งแต่ได้เห็นหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่วันแรกที่นางลืมตาดูโลก นางก็ตัดสินใจทันทีว่าจะให้จินซูซินมาเป็นลูกสะใภ้ของนาง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ฮูหยิน”
“ฮูหยินอะไรกัน เรียกข้าว่าท่านแม่เถิด อีกไม่นานเจ้าก็จะแต่งเข้าตระกูลเฉินของเราแล้ว” สิ้นคำของสตรีวัยย่างวัยชรา นางถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะหันไปมองหน้าชายหนุ่มเพื่อถามความเห็น แต่เขากลับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“ว่ายังไง หรือว่าเจ้ารังเกียจที่จะเรียกข้าเช่นนี้”
“มะ...ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นลองเรียกข้าว่าท่านแม่ได้หรือไม่ ข้ามีบุตรชายคนเดียวคงดีไม่น้อยถ้าได้มีบุตรสาวเพิ่มมาอีกคน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” สุดท้ายนางก็ยอมเรียกตามคำขอ
“ข้าอิ่มแล้วขอรับ” เอ่ยจบก็ลุกขึ้นยืน แต่ถูกผู้เป็นมารดาขัดขึ้นเสียก่อน
“จะรีบไปที่ใดกัน”
“ข้ายังมีงานมากมายที่ต้องสะสางขอรับ”
“แต่เจ้าไม่ควรเสียมารยาทเช่นนี้ ไม่เห็นหรือว่าแม่นาง จินก็อยู่ด้วย”
“นางอยู่ด้วยแล้วอย่างไรล่ะขอรับ”
“เจ้าพูดเช่นนี้กับคนที่จะมาเป็นฮูหยินของเจ้าได้เช่นไร”
“ข้าไม่เคยพูดว่าจะแต่งนางมาเป็นฮูหยิน เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นท่านแม่ที่คิดเองฝ่ายเดียว”
“เฟยฉี!” นางเรียกชื่อบุตรชายเสียงดัง
“ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
เสิ่นเนี่ยนเจินถอนหายใจยาวเหยียดตามแผ่นหลังลูกชายที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ บุตรชายคนนี้ของนางนอกจากความฉลาดเฉลียวและความสามารถในการสู้รบแล้ว ยังมีนิสัยดื้อดึงหัวแข็งที่ได้สามีของนางมาเต็ม ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว คงต้องรอให้บิดาของเฟยฉีกลับจวนมาก่อนคนที่สามารถกำราบแม่ทัพหนุ่มได้คงมีเพียงเฉินต้าจงผู้เป็นบิดาที่ชายหนุ่มเกรงกลัว
“ข้าขอโทษแทนลูกชายของข้าด้วย เป็นความผิดข้าเองที่ตามใจเขาจนเสียคนเช่นนี้”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพคงตกใจที่จู่ ๆ ต้องแต่งงานออกเรือนกับสตรีแปลกหน้าเช่นข้า”
“ตกใจหรือ หึ หาได้เป็นเช่นนั้น เรื่องเกี่ยวดองระหว่างตระกูลเฉินและตระกูลจินเขาล้วนรู้อยู่เต็มอก สิบกว่าปีได้แล้วกระมัง”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ข้าเห็นนางถูกรังแกจึงได้ให้นางมาคอยรับใช้ข้าที่นี่” “แม่นางจินอย่าได้ใส่ใจ เดิมทีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ” “ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเฉินทราบเรื่องหรือไม่” นางถามกลับ ยามได้ยินว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดาผิดกับที่จวนของนางที่ไม
“ใครกัน! กล้ามาทำร้ายข้า” “จะใครเล่า ถ้าไม่ใช่ข้า” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมตอบกลับทันควัน ผิดกับใบหน้างดงามของนาง ถ้าหากผู้ใดได้พบเข้าคงลุ่มหลงไปตาม ๆ กัน “มะ...แม่นางจิน” “พวกเจ้ากล้ารังแกนางได้อย่างไรกัน มิรู้หรือว่านางเป็นสาวใช้ของข้า” “นางจะเป็นสาวใ
ทั้งสองคนเดินมาส่งฮูหยินเฉินขึ้นรถม้า ครั้นล่ำลากันเสร็จจินซูซินที่ยืนขนาบข้างกับชายหนุ่มยืนมองรถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกไปเรื่อย ๆ ได้เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพ” “มีอะไรก็ว่ามา” “ฮูหยินกับใต้เท้าเฉินดูรักใคร่กันยิ่งนัก” “ท่านพ่อกับท่านแม่รักกัน ไม่แปลกท
ฮูหยินเฉินทราบเรื่องทุกอย่างที่บุตรชายเอ่ยกับว่าที่ลูกสะใภ้ จินซูซินจะนำเรื่องนี้มาบอกแก่นางก็ย่อมได้ ทว่านางกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างนางย่อมดูออกว่าสตรีตรงหน้าเป็นคนเช่นไร อีกอย่างตระกูลเฉินเป็นตระกูลใหญ่ทั้งยังมีความสำคัญต่อราชสำนัก นางจะกล้าเลือกคนที่จะมาเ











