مشاركة

บทที่ 4

last update تاريخ النشر: 2025-12-30 12:10:38

ร่างสูงยังคงก้าวเดินออกไปช้าๆ และนั่นทำให้โจวจินเซวียนก้าวตามเขาไปอย่างไม่มีทางเลือก แม้ว่าไม่รู้ว่าเขาเป็นใครและกำลังไปที่แห่งใด

กระนั้นนางกลับรู้สึกว่าอยู่กับเขานางคงปลอดภัยกว่าอยู่ที่ศาลเจ้าร้างที่เต็มไปด้วยศพคนตาย หรืออีกทางเลือกหากนางเดินทางคนเดียวนั่นยิ่งอันตรายกว่า...

เดินเท้าตั้งแต่เช้าตรู่กระทั่งตะวันบ่ายคล้อย โจวจินเซวียนเริ่มเหน็ดเหนื่อยจนก้าวเท้าไม่ออก เท้าของนางเจ็บจนชาแทบไม่มีความรู้สึก แผ่นหลังของบุรุษที่เดินอยู่ด้านหน้าทิ้งห่างไปเรื่อยๆ แต่กลับไม่กล้าเปล่งเสียงเรียกเขา เนื่องจากกลัวว่าเขาจะปฏิเสธที่จะให้นางร่วมทาง หญิงสาวจึงได้แต่เร่งฝีเท้าตามเขาอยู่ห่างๆ กระทั่งในที่สุดนางก็ตามเขาไม่ทัน

โจวจินเซวียนเคว้งคว้างเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงของสายลมพัดยอดไม้และเสียงเหล่าสกุณาที่กำลังบินกลับรัง ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีส้มเป็นสัญญาณสุดท้ายว่ากำลังจะค่ำลง นางเดินไปข้างหน้าด้วยใบหน้าซีดขาว ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำจิตใจช้าๆ จนไม่อาจกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ น้ำตาที่เพียรห้ามไม่ให้หลั่งริน

ความอ่อนแอที่เพียรกดข่ม บัดนี้ทุกอย่างกลับพังครืน...ได้แต่ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นกอดห่อผ้าเอาไว้กับอกก่อนร้องไห้ออกมาเสียงเบา

ร่างเล็กสั่นสะท้านในยามที่น้ำตาหลั่งไหลลงเป็นสาย ดวงตาคู่งามเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยความความสิ้นหวังและหวาดหวั่น ความจริงที่ว่าเหลือตัวคนเดียวไม่อาจปกป้องตัวเองได้ทำให้นางหวาดกลัว

โจวจินเซวียนก้มหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวรอบข้างกระทั่งคลองสายตาของนางมองเห็นรองเท้าหุ้มแข็งคู่หนึ่ง

หญิงสาวหวีดร้องด้วยความตกใจตื่น จากนั้นก็ถดกายถอยหลังแล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรองเท้าบุรุษคู่นั้น

ดวงตาคมดุคุ้นเคยจ้องมองนางอย่างเฉยชา วูบหนึ่งฉายแววไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะละสายตาแล้วหันหลังออกเดินจากไปอีกครั้ง ในมือของเขามีกระต่ายน่าสงสารสองตัวที่เพิ่งถูกสังหาร

แม้กำลังตกตะลึงกระนั้นนางไม่รอช้ารีบลุกขึ้นแล้วออกวิ่งตามเขาไป ไม่นำพาว่าเท้าของนางในยามนี้แทบจะไร้ความรู้สึกแล้ว

เดินตามเงาร่างสูงท่ามกลางความมืดสลัวไม่นาน แสงสว่างสลัวไม่ชัดเจนที่อยู่ไม่ไกล ทำให้หญิงสาวเผยท่าทีหวาดระแวง นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษตรงหน้า ก่อนกวาดสายตามองไปยังกองไฟที่อยู่ริมลำธาร

บุรุษผู้นั้นนั่งลงหันหลังให้ลำธารก่อนลงมือถลกหนังกระต่ายสองตัวในมือ เขาเงยหน้ามองหญิงสาวคราหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย แสงจากกองไฟกระทบบาดแผลน่ากลัวข้างแก้ม ทำให้ใบหน้าของเขายิ่งดุดัน

โจวจินเซวียนก้าวเข้าไปช้าๆ ก่อนจะเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามเขาอีกด้านของกองไฟ จากนั้นก็มองไปรอบกายเพราะยังคงไม่คลายความหวาดระแวง

“เท้าเจ้าเป็นแผล ไปล้างแล้วทำแผลซะ” เขาสั่งทั้งยังชี้ไปยังลำธาร

น้ำเสียงของเขาทำให้นางไม่อาจปฏิเสธ ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังลำธารจนกระทั่งนั่งลงจึงรู้สึกได้ว่าเท้าของนางเจ็บมาก

ล้างเนื้อล้างตัวอยู่นานกลิ่นกระต่ายย่างเรียกร้องให้หญิงสาวเดินกลับไปยังกองไฟ นางยังคงเลือกที่จะนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา ก่อนมองเนื้อกระต่ายเหลือชุ่มน้ำมันที่อยู่บนกองไฟ กลิ่นของเนื้อกระต่ายย่างหอมกรุ่นทำให้นางนึกขึ้นได้ว่านางไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวาน ความหวาดกลัวทำให้นางลืมสิ้นกระทั่งตอนนี้จึงรู้ว่านางหิวจนมือไม้สั่นเทา

“เหตุใดไม่ล้างหน้า”

โจวจินเซวียนสะดุ้งเมื่อได้ยิน นางไม่กล้าล้างคราบผงถ่านออกจากใบหน้า เพียงล้างมือล้างเท้าแล้วใช้ผ้าห่อเท้าเอาไว้หลังใส่ยา บางอย่างกระทบแสงไฟแล้วส่องสะท้อนมายังคลองสายตา

หญิงสาวหันไปมองกระทั่งพบว่ามันคือมีดสั้นในมือของบุรุษผู้นั้น นางมองเขาอย่างหวาดระแวง

คิ้วเข้มของเขาขมวดมุ่นแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เขากลับไปง่วนกับกระต่ายย่างโดยใช้มีดสั้นหั่นเนื้อกระต่ายออก จากนั้นก็ยื่นออกมาข้างหน้า “หิวหรือไม่”

หญิงสาวพยักหน้าแล้วค่อยๆ ขยับกายออกไปแล้วยื่นมือไปรับ “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ”

เขาไม่เอ่ยอะไรเพียงหันไปสนใจกระต่ายย่าง ทั้งสองต่างคนต่างกินเงียบๆ ไม่สนทนากันอีก เขาหั่นเนื้อกระต่ายให้นางเพิ่มซึ่งนางก็รับเอาไว้ อิ่มหนำสำราญแล้วเขาจึงลุกขึ้นไปล้างมือที่ลำธาร หลังจากเขากลับมานั่งนางจึงลุกไปล้างมือบ้าง

“เดินเท้าอีกเพียงวันเดียวก็จะถึงจุดพักม้าเขตเมืองลั่วหยาง ที่นั่นมีโรงเตี๊ยมเจ้ากับข้าแยกทางกันที่นั่น” เขาเอ่ยจบก็โยนท่อนฟืนลงไปยังกองไฟก่อนทิ้งตัวลงนอน

โจวจินเซวียนใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น หวาดกลัวแต่ก็อธิบายไม่ถูกว่าหวาดกลัวเขาหรือหวาดกลัวการลาจาก ทั้งที่เพิ่งพบเขาแต่กลับกลัวเขาทอดทิ้งนาง นางอดตำหนิตัวเองที่คิดแบบนั้นเพราะนางไม่ใช่ภาระที่เขาต้องแบกรับ

“ท่าน...ท่านมิใช่จะเดินทางไปเมืองหลวงหรอกหรือ หากท่าน...”

“ข้าจะไปชายแดน”

เขาตอบเสียงห้วนนางจึงได้แต่อ้าปากค้าง ในเวลานี้ที่ชายแดนกำลังมีข่าวสงคราม เขาจะไปชายแดนนั่นมิเท่ากับไปสู้รบหรอกหรือ หรือว่าเขาเป็นทหาร นางได้แต่สงสัยไม่กล้าถามออกมาก่อนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนกอดห่อผ้าแน่น ราวกับว่ามันช่วยให้นางรู้สึกปลอดภัยขึ้น

ฟ้าสางเขายังคงตื่นก่อนนาง เมื่อพบว่านางล้างหน้าล้างตาแล้วก็ออกเดินทาง ทั้งสองเดินเท้าเงียบๆ ต่างคนต่างไม่พูดไม่ส่งเสียง กระทั่งตะวันตรงศีรษะครั้งนี้เขาหันมามองนางก่อนพยักหน้าแล้วชี้ไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ เป็นอันว่าเขาให้นางพักเหนื่อย กระนั้นตัวเขาเองกลับหายไปจนนางเริ่มใจคอไม่ดี

เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของคนหลายคนทำให้โจวจินเซวียนสะดุ้ง นางมองไปรอบกายก่อนหมุนตัวเข้าไปซุกในพุ่มไม้ข้างต้นไม้ใหญ่ ร่างเล็กสั่นสะท้านเพียงแค่คิดว่าคนเหล่านั้นคือกลุ่มโจรเมื่อวันก่อน

หญิงสาวเอามือปิดปากตัวเองเอาไว้เพราะเกรงว่าจะส่งเสียงออกมา ทั้งยังพยายามหดกายเพื่อหวังว่านางจะสามารถซ่อนตัวไม่ให้กลุ่มคนผู้มาใหม่เห็น แต่นางไหนเลยจะรู้ว่าชายชุดของนางโผล่ออกมาจากที่ซ่อน ไม่นานร่างเล็กก็ถูกคว้าเอาไว้แล้วโยนออกมา

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 71 จบ

    มือเล็กยกขึ้นลูบใบหน้าของเบาแผ่วเบา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตสันจมูกได้รูปก่อนผละออก เขายังคงหลับสนิทแต่มือทั้งสองข้างกลับยังคงกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน“เซวียนเอ๋อร์ ...ตัดเล็บ ข้าต้องตัดเล็บ”นางหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงเขาละเมอออกมา เพราะมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเกรงว่าเล็บของตนจะครูดผิวของลูกๆ ดังนั้นเขาจึงย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องตัดเล็บให้สั้นกุด อีกทั้งต้องล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มเสียงเอ๋อร์และอวี้เอ๋อร์เมื่อเห็นใบหน้าที่หลับอย่างเป็นสุขนั้น หญิงสาวพลันนึกถึงใบหน้าเจ็บปวดของเขาในอดีต ทุกวันนี้ดวงตาของเขาไม่เคยปรากฏแววตาเช่นนั้นอีก เขาแทบจะหายใจเข้าออกเป็นนางและบุตรทั้งสองรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของนางและบุตร คือสิ่งที่เขาปรารถนาที่จะได้เห็นทุกวัน เขาต้องการมีส่วนร่วมในทุกๆ โอกาส เป็นบิดาที่รักใคร่และทำทุกอย่างเต็มความสามารถ เป็นสามีที่ให้เกียรติฮูหยินของตนอย่างที่นางไม่คาดว่าเขาจะทำความสุขทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา นางกับบุตรคืออันดับหนึ่ง ความทุกข์หรือเรื่องร้อนใจทุกเรื่องเขาเป็นคนแบกรับ และไม่ยอมให้ภัยใดเข้ามาแพ้วพานรอยยิ้มอ่อนโยนของโจวจินเซวียนคือสิ่งแรกที่มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งลืมตาขึ้นมาเห็น

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 70

    “ท่าน...เหตุใดแต่งตัวเช่นนี้เล่า”“ข้าไปแจ้งข่าวพี่ใหญ่ที่ตระกูลมู่หรง คนของซู่เฟยพยายามรวบรวมขุนนางเพื่อกล่าวหาองค์ชายห้าว่าลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ พี่ใหญ่คือหนึ่งในขุนนางที่มีผู้พยายามดึงเข้าร่วม เขาจะช่วยข้ากับองค์ชายห้ารวบรวมรายชื่อคนเหล่านั้นเงียบๆ”“เรื่องนี้...อันตรายหรือไม่” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งยังถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเดินกลับมานั่งที่เตียง อ้อมแขนอบอุ่นยังคงตวัดนางเข้าสู่อ้อมกอด “ข้าจะดูแลตัวเองดีๆ ไม่ทำอันใดเสี่ยงอันตรายเป็นอันขาด เจ้าวางใจได้”“ข้ารู้ว่าท่านจะทำตามที่รับปากข้า” นางเอ่ยจบก็ยกมือขึ้นวางบนครรภ์ของตัวเอง ตอนนั้นเองที่มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งก้มลงไปมอง มือใหญ่วางทาบลงไปยังหลังมือของนางบนครรภ์นูนป่อง รอยยิ้มอ่อนโยนของเขากว้างขึ้นในยามที่กระซิบกับบุตรในครรภ์ของนาง“เจ้าเป็นเด็กดีห้ามกวนมารดาของเจ้าเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่”โจวจินเซวียนหัวเราะคิกกับกิริยานั้น มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งมองนางนิ่ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขที่เห็นรอยยิ้มของนาง ทั้งยังได้ยินเสียงหัวเราะสดใสนั้น“ข้ามีความสุขมาก”ไม่ต้องเอ่ยอะไรมาก เพราะนางเองก็เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการบอก“เรื่อง

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 69

    ใบหน้างงงันของนางทำให้เขายิ้มออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน “ตอนแรกข้าคงถูกย้ายออกไปแล้ว หากไม่ได้ท่านแม่ทัพทำให้ข้าได้ย้ายเข้าไปในกรมพิธีการ ข้าไหนเลยจะยังมีจุดยืนในราชสำนักอีกเล่า”นี่คงเป็นสาเหตุของชุดขุนนางที่ต่างไปจากเดิมกระมังโจวจินเซวียนพยักหน้ารับรู้ เรื่องราวของบุรุษและเหล่าขุนนาง นางเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่อยากออกความเห็น แต่การที่พี่ชายของสามีเอาแต่เรียกน้องชายว่าแม่ทัพ ทำให้นางรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง“ใต้เท้าเกรงใจไปแล้ว เราหาใช่คนอื่นไกล อย่างไรเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ท่านแม่ทัพเองก็คงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี ดังนั้นจึงช่วยให้ท่านยังคงรั้งตำแหน่งในเมืองหลวง ตระกูลมู่หรงไม่อาจขาดผู้นำ วันหน้ายังคงต้องไปมาหาสู่”มู่หรงเฟยอวี่ได้ยินดังนั้นแม้คาดไม่ถึงอยู่บ้างแต่ก็มองนางด้วยความซาบซึ้งใจ เขาไม่คิดว่ามู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจะปิดบังฮูหยินของตน เรื่องที่คนตระกูลมู่หรงพยายามยัดเยียดบุตรีของมหาเสนาบดีคนใหม่ให้แต่งกับผู้เป็นน้องชาย ทั้งนี้เพื่อให้ฐานอำนาจของตระกูลมู่หรงแข็งแกร่งขึ้นตระกูลมู่หรงกำลังเสื่อมโทรมเพราะทายาทอย่างสายบู๊อย่างมู่หรงซานซื่อ นำพาคนออกมาเข้ากับจวนหย่งเซวียน ตัวเขาเองก็ไม่อาจส่งเสริ

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 68

    “ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจ ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด วันนี้ข้าจะปล่อยให้ทรงรั้งอยู่นอกวังนานสักหน่อย เพราะอีกไม่นานคงยากที่จะให้องค์ชายทรงออกมางานมงคลด้วยพระองค์เองเช่นนี้”“ข้าเห็นใจพระองค์ยิ่ง” นางพยักหน้าก่อนเงยหน้ามองเขา “เช่นนี้ยิ่งไม่ต้องอยู่กับพระองค์ให้นานอีกหน่อยหรือเหตุใดจึงหนีเข้ามาเสียแล้ว ข้าไม่หนีไปไหนเสียหน่อ”มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งหัวเราะ นิ้วชี้ยื่นมาเคาะหัวคิ้วที่กำลังมุ่นของนางเบาๆ “เจ้าช่างใจร้ายกับข้าเสียจริง ข้าหรืออุตส่าห์เป็นห่วงว่าเจ้าจะเหนื่อยล้าจึงเข้ามาดูแล...”พูดยังไม่ทันจบเสียงฝีเท้าของคนหลายคนหน้าประตูกลับทำให้มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งขมวดคิ้ว เขารั้งหญิงสาวให้ยืนขึ้นก่อนดันตัวนางให้ไปยืนด้านหลังอย่างเบามือ“เกิดอะไรขึ้น” โจวจินเซวียนชะโงกหน้าไปมองประตูห้องหอที่ถูกผลักเข้ามาอย่างเร่งร้อน“ท่านแม่ทัพ” เป็นจื่อซานนั่นเอง“เกิดอะไรขึ้นหรือ”“มีข่าวไม่สู้ดีจากวังหลวงขอรับ ตอนนี้คนของเราอารักขาองค์ชายห้ากลับวังหลวงแล้ว”“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้ารั้งอยู่ที่นี่กับฮูหยิน”“ขอรับ”โจวจินเซวียนรั้งมือใหญ่เอาไว้ด้วยความกังวล “พาเขาไปกับท่าน ข้าไม่เป็นไร”“เซวียนเอ๋อร์ ข้าไม่ไว้ใจผู้อื่น”“พี

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 67

    ขอบตาของนางร้อนผ่าวยามที่มองมือใหญ่ของเขาคว้ามือนางไปกุมไว้ด้วยความลังเล ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบไล้เบาๆ ลงไปยังหลังมือเนียนนุ่ม นางก้มลงมองเงียบๆ ซึมซับความหวาดหวั่นของเขาผ่านปลายนิ้วที่สั่นเทาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้“อวิ๋น” โจวจินเซวียนเรียกเขาเสียงเบาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาตรงๆ ต่อหน้า ทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตาดุดันที่ฉายแววหวั่นใจจนไม่อาจปิดบัง “ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน” ทุกประโยคนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สบตากับเขาเพื่อมอบความมั่นใจ“ไม่ว่าก่อนหน้านี้เพราะความบังเอิญหรือโชคชะตาทำให้ข้ากับท่านได้พบกัน แต่นับจากนี้ข้าจะพยายามเพื่อให้เราได้อยู่ร่วมกัน ข้าจะไม่ทอดทิ้งท่านให้โดดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวเพียงเพราะใครก็ตามที่ต้องการแยกเราออกจากกัน หากสิ่งใดที่สามารถทำให้ท่านมั่นใจว่าข้าจะมั่นคง หนักแน่น และทำทุกอย่างให้คู่ควรยืนอยู่ข้างท่าน ข้าจะทำ”มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจ้องลึกลงไปในดวงตาของนางโจวจินเซวียนไม่หลบ กระทั่งรอยยิ้มของเขาปรากฏแต่นางทันได้เห็นครู่เดียวเพราะโดนคนตัวโตรั้งเข้าไปกอด หญิงสาวสัมผัสได้ว่าเขาตัวสั่นเล็กน้อยจึงยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังแกร่งนั้น คางเล็กเกยลงบนไหล่ของ

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 66

    ใกล้จะถึงบ้านแล้วโจวจินเซวียนยกมือรั้งม่านรถม้าขึ้น ยามที่มองออกไปนอกม่านรถม้าไปยังบ้านหลังเล็ก ร่างสูงซึ่งยืนหันหลังอยู่ที่รั้วด้านนอกนั้นหญิงสาวจดจำได้ในทันทีว่านั่นคือมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเขาอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเขียวเข้ม ผมยาวรวบมวยทรงสูงยึดเอาไว้ด้วยเกี้ยวหยกสีขาว อาจเพราะเสียงตะโกนของเสี่ยวไป๋ ทำให้เขาค่อยๆ หันมายังทิศทางที่รถม้ากำลังจอดลงใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงมีเค้าดุดันหันกลับมาช้าๆ ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นตึกตัก รอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนเผยออกมา ทันทีที่มองมายังหน้าต่างรถม้าโจวจินเซวียนมองสบตากับมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งอย่างเหม่อลอย หัวใจที่คล้ายเพิ่งจะได้รับการปลดปล่อยจากความกังวลเต็มตื้นขึ้นครั้งนี้นางรู้สึกเหมือนตัวเองมองเขาได้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง ก่อนหน้านี้เคยมองเขาผ่านม่านหมอกแห่งความสับสน ความกังวล และความหวาดระแวง แต่ทุกสิ่งนั้นพลันถูกปลดเปลื้อง หลังจากการกระทำของเขาที่ทำให้หลายๆ เริ่มชัดเจนขึ้นใบหน้าที่ฉายแววห่วงหาอาทรของเขา ทำให้ดวงตาของนางเปล่งประกายแห่งความยินดีไม่ว่าจะเพราะสิ่งใดที่นำพาให้นางกับเขามาพบกัน จะโชคชะตาหรือเหตุบังเอิญ แต่นับจากวันนี้ไปนางจะประคับประคองให้ทั้ง

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 13

    เมื่อยามที่หวังจื่อถงนั่งลงเขาผายมือให้หญิงสาวนั่งฝั่งตรงข้าม ก่อนเรียกเด็กน้อยเอาไว้ในยามที่เขาวางป้านชาลงแล้วกำลังจะปลีกตัวออกไปอย่างรู้มารยาท“เสี่ยวไป๋ เจ้ามาคารวะแม่นางโจว นางเป็นบุตรสาวของสหายรักของอาจารย์”“ขอรับ” ค่อยๆ ค้อมกายก่อนนั่งลงคารวะนางอย่างสุภาพสง่างามเต็มขั้นตอน จากนั้นเงยหน้าขึ้น

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 16

    “ตอนนี้ข้าทำได้เพียงเล่นไปตามบทบาทที่เสด็จพ่อทรงกำหนด แต่ทางหนึ่งเจ้าว่าข้าสมควรขัดขวางเหวินอู่โหวดีหรือไม่ หาไม่เรื่องนี้คงไม่สมจริงเท่าไหร่”เห็นชัดว่าอีกฝ่ายมีแผนอยู่ในใจ กระนั้นเมื่อมองดวงตาไม่มั่นคงของเว่ยหย่วนฉี ไม่รู้เพราะสาเหตุใดมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจึงรู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนัก“เจ้าว่าจะเกิดอะไร

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 15

    เสี่ยวไป๋กระแอมออกมาด้วยความขัดเขิน เขาเดินนำเข้าไปภายในตัวบ้านชั้นเดียวที่ทำจากไม้ชั้นดี ด้านในมีห้องนอนสองห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีห้องโถงสำหรับรับแขกตรงกลางมีโต๊ะและเก้าอี้พร้อมสรรพข้าวของหรือก็ไร้ซึ่งฝุ่นเกาะ ทุกสิ่งมีครบราวกับว่าเตรียมพร้อมให้คนเข้าอยู่ได้ตลอดเวลา“ก่อนหน้านี้ข้าเข้ามาทำความส

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 14

    “ล่อองค์ชายห้าออกไปจากเมืองหลวง” หวังจื่อถงขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวล “ข้าพอจะเดาออกแล้วว่าเจ้าหมายถึงสิ่งใด หากโชคดีทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอาจล่อลวงเหวินอู่โหวให้ถึงแก่ความตาย ในยามนี้องค์ชายห้ายังคงมีศึกติดพันที่ชายแดน แม่ทัพมู่หรงบาดเจ็บสาหัสยังไม่อาจลุกจากเตียง บุตรชายคนเล็กผู้ซึ่งเป็นรองแม่ทัพหาย

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status