Masuk“คุณบ้าไปแล้ว ต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่”
เขาก้าวเข้ามาใกล้จนแทบชิด ลมหายใจร้อนกระทบแก้ม เขากระชับมือที่แตะแก้มเธอให้แน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาดำมืดจ้องลึก “มาอยู่กับฉัน แค่สามปี หลังจากนั้นเมย์จะไปไหนก็ได้ ฉันไม่ห้าม แต่ก่อนหน้านั้น เมย์ต้องเป็นของฉันคนเดียว”
หญิงสาวเบิกตากว้าง
“อะไรนะ”
เธอยืนนิ่งงันไปเพียงเสี้ยววินาทีหลังได้ยินประโยคจากชายตรงหน้า ดวงตาเธอสั่นไหว เหมือนหัวใจถูกกรีดด้วยน้ำมือของเขา “คุณคิดว่าฉันจะยอมขายตัวเองเพื่ออิสรภาพที่คุณกำหนดให้อย่างนั้นเหรอ” เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธปนเจ็บปวด ริมฝีปากที่เม้มแน่นเกร็งจนเผยรอยสั่นเล็กน้อย “คุณคิดว่าฉันเป็นอะไร ของเล่นที่คุณจะหยิบมาแล้วโยนทิ้งเมื่อเบื่อได้งั้นเหรอ”
ชายหนุ่มก้าวเข้าใกล้ สายตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เมย์ รู้ดีว่าฉันไม่เคยอยากให้มันเป็นแบบนี้” เสียงของเขาต่ำลง แต่หนักแน่นราวกับพยายามกดอารมณ์บางอย่างไว้ “เมื่อสิบปีก่อน เมย์เลือกที่จะทิ้งฉันไป ตอนนี้ฉันแค่ต้องการให้เมย์กลับมาไม่ใช่แค่ตัว แต่หัวใจของเมย์ด้วย”
“คุณรู้ไหมว่าสิบปีที่ผ่านมา ฉันต้องแบกความรู้สึกผิดไว้มากแค่ไหน” เธอสูดลมหายใจเข้าช้าๆและเยือกเย็นพยายามควบคุมตัวเอง “ประโยคเมื่อกี้นี้ เมย์จะคิดว่าคุณไม่ได้พูด” เสียงของเธอเรียบลง แต่แฝงความเจ็บลึก ดวงตาสั่นไหวก่อนเบือนหน้าหนี ซ่อนหัวใจที่กำลังแตกสลาย
“วันนี้คุณเมา เราคงพูดกันไม่รู้เรื่อง พรุ่งนี้เมย์จะมาใหม่อีกครั้ง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงพยายามระงับอารมณ์ ทว่าแววตานั้นบอกชัดว่ากำลังตัดใจ เธอหมุนตัว เตรียมเดินจากไป แต่ไม่ทันได้ก้าวพ้น มือแข็งแรงของเขาก็เอื้อมมาคว้าแขนเธอไว้แน่น ก่อนจะดึงร่างบางกลับเข้าหาอย่างรวดเร็วรัดร่างบางแนบชิด
“เมย์ก็รู้ว่าไม่มีทางเลือก แล้วจะดึงดันไปเพื่ออะไร” เขากระซิบโน้มลงปิดปากอิ่ม จูบเธอซ้ำๆ ตามแรงอารมณ์ที่มันอัดแน่น หัวใจเธอเต้นแรง เขาใช้ประสบการณ์ที่มากกว่าค่อยๆ ล่อลวงเธอด้วยจังหวะที่มั่นคงแต่ไม่เร่งเร้า จนร่างบางสั่นไหวในอ้อมแขน เธอกัดริมฝีปากเขาเบาๆ ก่อนยอมแพ้ ในที่สุดเธอก็เผลอปล่อยตัวปล่อยใจตอบรับจูบจากเขา ร่างบางเลื่อนแขนโอบรอบคอเขาเพื่อให้สามารถรับจูบถนัดมากขึ้น
กันต์กวีสอดแขนอุ้มเธอขึ้นอย่างง่ายดาย ก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องนอนโดยไม่พูดอะไร วางเธอลงบนเตียงนุ่ม แสงไฟสลัวสะท้อนดวงตาที่ร้อนระอุของเขา ร่างบางปรือตามองเขา “เราไม่ควรทำแบบนี้” เธอกระซิบเสียงเบา “ทำไมจะไม่ควร” เขาก้มลงใกล้ เสียงแหบต่ำ “ในเมื่อเมย์เป็นของฉัน” เขาก้มลงแตะริมฝีปากเธอเบาๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป และบอกเธอว่าเขาไม่ได้ต้องการครอบครองเธอด้วยแรงอารมณ์ แต่ครอบครองด้วยหัวใจ เธอหลับตาลงช้าๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลเงียบ ๆ ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะหัวใจเธอแพ้เขาไปแล้ว
แสงแดดอ่อนจางของเช้าตรู่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาแตะต้องผิวกายของเธอ ร่างบางลืมตาขึ้นช้าๆ รู้สึกถึงความอุ่นจากผ้าห่มและแรงกอดแน่นจากร่างสูงที่นอนอยู่ข้างๆ กลิ่นกายของเขายังติดอยู่ในอากาศ หัวใจของเธอเต้นแรงในอกเมื่อนึกถึงเมื่อคืน ภาพในอดีตผุดขึ้นในใจ สิบปีก่อน ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน เขาคุกเข่าลง สัญญาด้วยแววตาเปี่ยมฝัน “เมย์ หลังเรียนจบเราแต่งงานกันนะ” เธอพยักหน้ายิ้มทั้งน้ำตา แต่แล้วทุกอย่างพังทลายเมื่อเธอเลือกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อช่วยแม่ที่ป่วยหนัก น้ำตาร่วงพรูขณะหันหลังให้เขา ความรู้สึกผิดกลายเป็นโซ่ที่ล่ามเธอไว้ตลอดมา
หญิงสาวค่อยๆ ยกแขนเขาออกจากเอวตัวเองอย่างแผ่วเบา ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เธอลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว มือคว้าเสื้อผ้ามาสวมอย่างรีบเร่ง เดินเร็วๆ ออกจากห้องอย่างเงียบที่สุด เธอไม่อยากให้เขาตื่นขึ้นมาเห็นเธอในสภาพนี้ ไม่ใช่เพราะเสียใจจากคืนที่ผ่านมา แต่เพราะเธอยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับแววตาของเขา
ทันทีที่ประตูบ้านปิดลงเบาๆ เธอก้าวขึ้นรถหัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก มือที่วางบนพวงมาลัยสั่นเล็กน้อย เช้านี้เธอหนีอีกครั้ง เพราะรักเขามากเกินกว่าจะอยู่ต่อ
หลังจากเสร็จธุระสำคัญ เอกภพเดินเข้ามาในห้องพักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือยกโทรศัพท์แนบหู ฟังรายงานจากผู้ช่วยด้วยความไม่สบอารมณ์ “อือ ยกเลิกงานไปดื้อๆ ทั้งที่เราไม่อยู่” เขาทวนเสียงต่ำ เสียงจากปลายสายยังรายงานต่อ จนเมื่อเขาได้ยินว่าน้องสาวเป็นคนเคลียร์สถานการณ์จนทุกอย่างกลับมาเรียบร้อย เส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบขึ้นมา เขาวางสายก่อนสบถเสียงเครียด “แม่ง ดูก็รู้ว่าทำแบบนี้ต้องการอะไร”
จิรายุที่นั่งอยู่หันมามองเพื่อน “แล้วเลือกทำตอนที่เราไม่อยู่ด้วยนะ เหมือนเจตนาเลย” เอกภพพูดต่อ เสียงเข้มกรุ่นด้วยความไม่พอใจ
จิรายุเอนหลังพิงโซฟา ยกแขนกอดอก สีหน้าครุ่นคิดก่อนเอ่ยเสียงนิ่ง “เออ เขาฉลาด ไม่งั้นจะดูแลธุรกิจที่แม่ทิ้งไว้ได้ขนาดนี้เหรอ แถมยังลากตัวพวกที่ลอบทำร้ายแม่เขาเข้าคุกได้เรียบร้อย” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ลึกขึ้น “กูว่าคุณกันต์เขาก็ยังไม่ลืมเมย์หรอก แล้วอีกอย่างมีงอย่าลืมนะเมย์เป็นพรีเซนเตอร์ให้สินค้าบริษัทคุณกันต์มาตลอดนะ”
เอกภพหันขวับสายตาดุดัน “แล้วไงวะ ตั้งกี่ปีมาแล้ว ไม่เคยคิดจะเคลียร์ ไม่ยอมมาพูด มาเจอกับน้องกูสักครั้ง พอเห็นมีผู้ชายคนอื่นมาจีบ แถมโปรไฟล์ดี หน้าตาดี ดันมาทำตัวแบบนี้ มันใช่ไหมวะ” เขาเดินไปมาด้วยความกระวนกระวาย “กูรู้สึกผิดมาตลอดนะเว้ย”
จิรายุขมวดคิ้ว “มึงจะรู้สึกผิดไปถึงเมื่อไหร่วะ บางเรื่องมันจบไปแล้ว” เขามองเพื่อนด้วยสายตาที่เข้าใจ “กูรู้ มึงห่วงน้อง แต่ตอนนั้นมึงก็ทำเต็มที่แล้ว” เขาลุกขึ้น ดึงแขนเพื่อนให้หยุดเดิน “แต่ตอนนี้ มึงโวยไปก็ไม่ช่วยอะไร คุยกับน้องก่อนดีกว่า ทุกการตัดสินใจของน้อง มันต้องมีเหตุผล ไม่งั้นคงไม่ยื่นหน้าเข้าไปเคลียร์เรื่องงานแทนตอนเรายังไม่รู้เรื่อง”
เอกภพเบือนหน้าไปอีกทาง หายใจเข้าลึก สีหน้ายังไม่สบายใจ “กูแค่ไม่อยากเห็นน้องเสียใจอีกรอบ ตอนนั้นมันหนักมาก มึงก็เห็น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่เปราะบาง “กูสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะปกป้องน้องให้ได้ แต่ทำไมมันรู้สึกเหมือนกูทำไม่ได้สักที”
จิรายุวางมือบนไหล่เพื่อน “กูรู้ว่าน้องยังไม่ลืมคุณกันต์ มึงก็รู้ดีใช่ไหม แต่น้องแข็งแกร่งกว่าที่มึงคิด น้องเลือกทางนี้เพราะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนั้นหนักแน่นพอจะทำให้เพื่อนชะงัก เอกภพเม้มปากแน่น สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด “เออ งั้นกูจะคุยกับน้องก่อน”
เมื่อประตูห้องคอนโดปิดลงเบาๆ หญิงสาวยืนพิงประตูหลับตาอย่างเหนื่อยล้า หัวใจยังเต้นตึกตักจนรู้สึกจุกในอก เธอพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเอง ก่อนจะเดินช้าๆ เข้าไปในห้อง เปิดมือถือเช็กข้อความที่ส่งเข้ามาระหว่างที่เธอไม่อยู่
สายตาหยุดอยู่ที่ชื่อ “พี่ภัสสร” ผู้ช่วยของเอกภพ “งานของคุณภูบดินทร์กับคุณวินภัทรกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วนะคะ ฝั่งนั้นแจ้งว่ามีเรื่องเข้าใจผิดกัน ขอโทษมาด้วยค่ะ” หญิงสาวอ่านจบแล้วยิ้มจางๆ แม้ในใจจะรู้ดีว่าความเข้าใจผิดนั้นมีเบื้องหลังมากกว่าที่คำว่า “ขอโทษ” จะแก้ไขได้
ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากนั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น หญิงสาวกดปลายนิ้วแตะหน้าจออย่างลังเล ก่อนจะแนบโทรศัพท์ไว้ข้างหูโดยไม่ต้องเดาว่าจะได้ยินอะไรเป็นอย่างแรก เสียงของเอกภพ ดังขึ้นทันที ราบเรียบแต่แฝงความกังวลจนแทบกลายเป็นความกร้าว “เป็นไงมั่ง ตอนนี้อยู่ที่ไหน คอนโดตัวเอง หรือบ้านใคร” เธอตอบเสียงเรียบ “อยู่คอนโด” แม้จะสั้น แต่เธอก็รู้ว่าคำตอบนี้ไม่ทำให้เขาพอใจเลย “หมอนั่นให้กลับมาหรือไง” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนทันควัน แหลมขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่ระเบิดออก
“เมย์กลับมาก่อนที่เขาจะตื่น” คำตอบตรงไปตรงมาของเธอทำให้ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะมีคำถามที่หนักหนากว่าตามมา “เขามีเงื่อนไขอะไรหรือว่าแกจะกลับไปคบกับเขาเป็นเรื่องเป็นราว” น้ำเสียงขุ่นจัดถามมาอีกรอบ เธอนิ่งอยู่อีกครู่ สูดหายใจลึกก่อนจะเปล่งคำพูดอย่างมั่นคง แม้จะรู้ว่าทุกคำจะบาดใจพี่ชายแค่ไหน
“ไปอยู่กับเขา สามปี หลังจากนั้นไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” ความเงียบจากปลายสายยืดยาวออกไปกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะสัญญาณขาดหาย แต่เพราะคำพูดนั้น ฟังเหมือนการแลกเปลี่ยนตัวเองกับอิสรภาพ ในที่สุดเอกภพก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขานุ่มลงด้วยความเป็นห่วง
“เมย์ แกคิดดีแล้วใช่ไหม ยิ่งทำแบบนี้ แกจะยิ่งถลำลึกเข้าไปอีกนะเว้ย” เธอหลับตา ฟังทุกถ้อยคำอย่างเงียบงัน ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วย แต่เพราะเธอรู้ และยอมรับมันทั้งหมด “แกปฏิเสธผู้ชายดีๆ แล้วเลือกเดินเข้าไปในข้อตกลงที่ไม่เข้าท่าแบบนี้” เขาหยุดหายใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะพูดต่อ “ถ้าคุณอารู้ แกคิดว่าคุณอาจจะรู้สึกยังไง”
เธอกำโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อยเหมือนต้องยึดไว้ไม่ให้เสียงในใจดังไปกว่านั้น ก่อนตอบเสียงแผ่วแต่ชัดเจน “แม่ไม่รู้หรอก เพราะตลอดสามปีนี้จะไม่มีใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเมย์กับเขา” ประโยคนั้นหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นแค่ข้อสัญญา มันคือเส้นแบ่งเขตหัวใจที่เธอตั้งใจจะซ่อนให้ลึกที่สุด เธอเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ที่เผยรอยร้าวบางๆ ในใจ “อีกอย่าง เมย์แค่ไปใช้หนี้ที่ค้างเขาอยู่ ให้จบ ๆ กันสักที”
ชายหนุ่มถอนหายใจแรงจนปลายสายได้ยินชัด ราวกับพยายามจะระบายความขุ่นค้างทั้งหมดออกมาทีเดียว “เมื่อแกตัดสินใจแล้ว พี่ก็จะยอมรับ” เสียงของเขาเบาลง “แต่แกรู้ใช่ไหมว่า แกไม่ได้อยู่คนเดียว มีอะไรก็อย่าเก็บไว้” “พี่กับยุอยู่ตรงนี้เสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
คำพูดนั้นแม้จะไม่ใช่คำหวาน แต่กลับทำให้หญิงสาวน้ำตาซึมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “ขอบคุณพี่มาก ถ้าไม่มีพี่กับพี่ยุ บางเรื่องเมย์ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านมันมาได้ยังไง”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอกภพจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่เด็ดขาด “พี่ไม่เคยห้ามแก แต่พี่อยากให้แกปลอดภัย ไม่ใช่แค่ตัว แต่หัวใจด้วย เข้าใจไหม” หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ ทั้งที่รู้ว่าเขามองไม่เห็น“เข้าใจค่ะ ขอบคุณนะพี่ชาย” เธอกลั้นสะอื้น หัวใจอัดแน่นด้วยความรักและความเจ็บที่ไม่อาจพูดออกมา
หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและการรักษาตัวของกันต์กวีดีขึ้นตามลำดับ เขาก็กลับมาพักฟื้นที่บ้าน บ้านหลังใหญ่กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งเพราะเสียงหัวเราะและการดูแลเอาใจใส่ของเมธาวี เธอดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะมีงานถ่ายแบบและอีเวนต์ที่รับไว้ล่วงหน้า แต่เธอก็จัดสรรเวลาอย่างรัดกุม ทำงานเสร็จแล้วรีบกลับบ้านทุกครั้งกันต์กวีเองแม้จะยังไม่หายดีนัก แต่เมื่อเห็นว่าทั้งเลขาและอดิศักดิ์ต้องขนแฟ้มเอกสารมาตรวจถึงบ้านเกือบทุกวัน เขาก็อดรู้สึกเกรงใจไม่ได้ สุดท้ายก็ยืนยันจะกลับไปทำงานในช่วงเวลานั้นเอง หลายสิ่งที่เคยค้างคาในหัวใจของทั้งเขาและเธอก็ค่อย ๆ คลี่คลาย ทั้งสองคนเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ทุกบทสนทนา กลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมแต่สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน และไม่มีใครเคยบอกคือ “จุดเริ่มต้น” ของเส้นทางในวงการบันเทิงของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เธอไปพบคุณพรพรรณ อดีตผู้จัดการมือทอง ซึ่งกลับมาเมืองไทยชั่วคราวเพื่อจัดการธุระส่วนตัว ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตที่
ขณะนั้นเอง กันต์กวีก้าวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน ทุกย่างก้าวหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความระวัง แสงไฟจากโคมไฟฉุกเฉินส่องสลัว ทำให้เงาของเขาทอดยาวบนผนัง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของลูกน้องเสี่ยชาญจากด้านหน้า และรู้ว่าทุกวินาทีคือการแข่งกับเวลา “เมย์ ผมมาแล้ว” เขาพูดในใจ ขณะที่มือกำปืนแน่นขึ้นเมื่อเห็นเงาของชายติดอาวุธปรากฏขึ้นที่มุมโค้งเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาอีกครั้งจากอีกทางหนึ่งปัง! ปัง!เสียงปืนสองนัดดังถี่ยิบ ชายติดอาวุธที่กำลังจะยกปืนขึ้นยิงกลับ ทรุดลงทันที เลือดไหลรินจากหน้าผากและอก ร่างแน่นิ่งไร้ชีวิตกันต์กวีก้าวเข้ามาแสงไฟในห้องสะท้อนดวงตาเขาที่ไร้อารมณ์ แววตาที่เคยอ่อนโยนให้กับคนรัก กลับแข็งกระด้าง เย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี เขามองลงไปยังร่างของเขมิกา ที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ในแววตาเขา ไม่มีความเศร้า ไม่มีความเห็นใจ มีเพียงการไม่แยแส “เธอเลือกเอง” เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนพูดกับอากาศ แล้วเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวหลัง เสียงฝีเท้าของกันต์กวีดังสะท้อนในอุโมงค์
ห้องน้ำภายในสถานที่จัดงาน เสียงน้ำไหลจากก๊อกดังสม่ำเสมอ ขณะที่เมธาวีกำลังล้างมือหลังจากทำงานมาตลอดบ่ายถึงค่ำ ประตูห้องน้ำเปิดออกอย่างช้า ๆ และเขมิกาก้าวเข้ามาในชุดเดรสหรูหรา ใบหน้าสวยเฉียบแต่เต็มไปด้วยความเย็นชา เมธาวีหันไปมอง สายตาฉายแววระแวงทันที “คุณมาที่นี่ทำไม”เขมิกาไม่ตอบ แต่สายตานั้นจ้องเธอราวกับเหยื่อที่รอเวลาถูกสังหาร จากนั้นเธอก็ควักปืนพกเล็กจากกระเป๋าถืออย่างรวดเร็ว ปลายกระบอกสีดำหันตรงมาที่เมธาวี “คุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรอดเหรอ” เมธาวีเอ่ยออกมาแม้ใบหน้าจะเริ่มซีด“ทำไมล่ะ แกจะทำอะไรฉันได้ พ้นคืนนี้ไป แกไม่มีวันเชิดหน้าชูตาได้อีกแล้ว” เขมิกายิ้มเยาะ มือถือปืนสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น “แกคิดว่าผัวแกจะมาทันเหรอ คืนนี้แกจะถูกขายไปเมืองนอก ตัวแกจะสกปรกจนเขาไม่อยากแตะอีกตลอดชีวิต”เมธาวีกัดฟัน “ฉันไม่ยอมให้แกได้สมใจหรอกนังปีศาจ” เธอใช้ทั้งแรงทั้งหมดที่มี พุ่งตัวชนเข้าไปที่ลำตัวเขมิกาอย่างแรง ทำให้ทั้งสองล้มลงไปกับพื้น เสียงโก
ปัจจุบัน...ในช่วงเช้า อดิศักดิ์ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม ผู้ขวาของกันต์กวี ยืนตรงรอในห้องโถงของบ้านมือประสานไว้ด้านหน้า แม้สีหน้าจะเรียบเฉยและนิ่งขรึมเหมือนเคย แต่ในแววตานั้นแฝงด้วยแรงกดดัน เพราะเขารู้ว่าเจ้านายของเขา ไม่มีวันยอมให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนรักตัวเองผ่านไปง่าย ๆเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าแน่นหนักก็ดังขึ้นบนบันได กันต์กวีในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงผ้าตัดเย็บเนี้ยบ ก้าวลงมาช้า ๆ สีหน้าเคร่งขรึมและเฉียบขาด “ได้เรื่องว่ายังไง”“ผมตามดูทุกความเคลื่อนไหวของนทีตามที่นายสั่งครับ เขากับเพื่อนไปโรงพยาบาล แต่ตอนแจ้งกับโรงพยาบาล กลับบอกว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกันเอง ไม่มีการเอ่ยถึงชื่อของนายเลยแม้แต่นิดเดียวกันต์กวีหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “กลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอความยุติธรรม”“ครับ” อดิศักดิ์พยักหน้าเบา ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปส่งให้เจ้านายดู “นี่สภาพมันเมื่อคืนครับ”ภาพแรก ใบหน้าบวมช้ำจนจำไม่ได้ ตาข้างซ้ายปิดสนิท ปากแตกเลือดแห้งเกรอะ
แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านม่านสีครีมในห้องทำงาน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นบนโต๊ะทำงานอย่างแผ่วเบา เขาเหลือบตาไปมองหน้าจอ ชื่อของภานุวัฒน์ปรากฏอยู่“ว่าไง วัฒน์”“มึงรู้ยังว่ะ น้องเมย์เข้ารอบสุดท้าย Supermodel แล้วตอนนี้เป็นเต็งหนึ่งเลยนะ”“จริงดิ” เขายิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว“จริงสิวะ มึงต้องไปดูวันเสาร์นี้เลยนะ ไอ้ธรติดเข้าเวร ไปไม่ได้ กูเลยอยากชวนมึง”“ไปสิ” เขาตอบทันควัน จนตัวเองยังตกใจว่าทำไมถึงเร็วขนาดนั้น“เฮ้ย เร็วขนาดนี้เลยเหรอวะมึง” ภานุวัฒน์หัวเราะหึๆ “หรือมีอะไรในใจ”เขาเงียบไปนิดนึง “ไม่มี”“โกหกเก่งนะมึง”หลังวางสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด บริษัทของเขาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการประกวดนี้ ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า ผู้ที่ชนะการประกวด 3 อันดับแรกจะได้เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญใหม่ของ
กลับถึงห้องพักในต่างประเทศ กันต์กวีโยนตัวลงเก้าอี้ที่คุ้นเคย เขาทุ่มเทให้งานมากขึ้น ทุกคืนเขายังเปิดแชตเก่าของคนรักที่เงียบมานานหลายสัปดาห์ ทุกครั้งที่เขาอยากถาม “เมย์สบายดีไหม” นิ้วของเขาจะพิมพ์ลงไปช้าๆ แต่สุดท้ายก็ต้องลบทิ้งทุกครั้ง กลัวจะรบกวนชีวิตใหม่ของเธอในวันที่ผลสอบของเธอออก ธนาธรก็โทรมาแจ้งข่าวอย่างรวดเร็ว “น้องสอบติดแล้วนะ น้องดีใจมาก อาสุรีพรก็ยิ้มแก้มปริ” เสียงธนาธรดังขึ้นจากปลายสาย “ดีแล้ว อย่าบอกน้องว่าฉันถามนะ” เขาตอบกลับสั้นๆ แต่ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มจางๆ ตอนที่เห็นภาพเธอในชุดนักศึกษาที่เพื่อนส่งมา เธอดูแข็งแรงขึ้น โตขึ้นกว่าเดิม แววตาที่เคยหม่นหมองตอนนี้กลับมีประกายแห่งความหวัง “อย่างน้อยทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอสามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง” เขาพึมพำกับตัวเองอีเมลจากเลขานุการของแม่เด้งขึ้นมา ดึงเขาออกจากห้วงความคิด “คุณธิดาดูเครียดมากช่วงนี้ เรื่องโปรเจกต์ใหม่มีปัญหาใหญ่ มีคนในบริษัทไม่เห็นด้วย” กันต์กวีขมวดคิ้ว รู้สึกถึงลางร้ายที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ถึงแม้จะบอกตัวเองว่าแม่จัดการได้เสมอ แม่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาตลอดชีวิต แม่กับพ่อสร้างบริษัทขึ้นมาด้วยกัน







