เข้าสู่ระบบเสียงไซเรนดังสะท้อนอยู่ด้านล่างอาคาร ขณะที่แสงไฟสีแดงและสีน้ำเงินกะพริบลอดผ่านม่านฝนขึ้นมาถึงชั้นเจ็ด ต้นยืนตัวแข็งอยู่หน้าห้องเก็บเอกสาร มือยังสั่นไม่หยุด โทรศัพท์ในมือเปียกไปด้วยเหงื่อ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง แต่สมองกลับเหมือนปฏิเสธสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นจากทางเดิน “ตำรวจครับ! อยู่ตรงไหน!” ต้นรีบตะโกนตอบ “ทางนี้ครับ!” เจ้าหน้าที่หลายนายวิ่งเข้ามาพร้อมไฟฉายกำลังแรง คนแรกที่มาถึงก้มตรวจชีพจรของกิตติ ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ ให้เพื่อนร่วมทีม อีกสองคนรีบกั้นพื้นที่และเริ่มถ่ายภาพหลักฐานทันที ชายวัยประมาณสี่สิบปลาย ๆ ในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาช้า ๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกอย่างเพียงครั้งเดียวก็เหมือนจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้ “ผมสารวัตรภาคิน”เขาแสดงบัตรประจำตัวก่อนมองตรงมายังต้น “คุณเป็นคนแจ้งเหตุใช่ไหม”ต้นพยักหน้าช้า ๆครับ”ชื่อ” ต้น…ณัฐวุฒิครับ เป็นพนักงานฝ่ายบัญชี” สารวัตรภาคินพยักหน้า ก่อนมองไปยังร่างของผู้เสียชีวิต คุณเป็นคนพบศพ”ครับ”แล้วแตะต้องร่างหรือเปล่า”คำถามนั้นทำให้ต้นนิ่งไป เขาพยายามย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ “…ผมพลิกตัวเขา แล้วก็จับชีพจรครับ”ภาคินไม่แสดงสีหน้าใด ๆ เพียงพยักหน้าสั้น ๆ แล้วหันไปบอกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เก็บลายนิ้วมือบนร่างผู้ตายและอาวุธทุกจุด”ต้นรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในอก เขาไม่ได้คิดเลยว่าการพยายามช่วยชีวิตคนจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดี เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถุงซิปใส ขอเก็บโทรศัพท์และเสื้อผ้าของคุณไว้ตรวจคราบเลือดนะคะ”ต้นมองเธออย่างตกใจ ผม…ต้องถูกตรวจด้วยเหรอครับ” “เป็นขั้นตอนปกติค่ะ”แม้จะรู้ว่าเป็นหน้าที่ แต่คำว่า “ตรวจ” ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม ไม่นาน พื้นที่ทั้งชั้นก็เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แสงแฟลชจากกล้องส่องวาบไม่หยุด มีการวัดระยะเลือด เก็บเศษกระจก ตรวจรอยรองเท้า และค้นหาลายนิ้วมือทุกพื้นผิว ต้นถูกพาไปนั่งที่ห้องประชุมเล็กข้างแผนกบัญชี ตรงหน้าเขามีเพียงแก้วน้ำหนึ่งใบกับเครื่องบันทึกเสียง สารวัตรภาคินนั่งลงฝั่งตรงข้าม ผมจะถามทุกอย่างตั้งแต่คุณมาทำงานวันนี้”ต้นสูดหายใจลึกก่อนเริ่มเล่าตั้งแต่เช้า เรื่องเอกสารด่วน งานที่ต้องเร่งส่ง ผู้จัดการที่สั่งให้ทำโอที ฝนที่ตกหนัก และพนักงานที่ทยอยกลับบ้าน ภาคินฟังเงียบ ๆ แทบไม่ขัดจังหวะ จนกระทั่งต้นพูดถึงโทรศัพท์สำนักงานที่ดังขึ้น ปลายสายไม่พูดอะไรเลยครับ”ได้ยินเสียงอะไร”…เหมือนเสียงหายใจ”สารวัตรหยุดจดทันที แน่ใจ” ครับ”ผู้ชายหรือผู้หญิง”ต้นนิ่งคิด แยกไม่ออกครับ” ภาคินพยักหน้าอีกครั้ง หลังจากนั้น”ต้นเล่าถึงเสียงลิฟต์เปิดเอง ห้องเก็บเอกสารที่เปิดอยู่ เสียงของตก และภาพศพของกิตติ เมื่อเล่าถึงเงาคนหน้าประตู สีหน้าของสารวัตรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เห็นหน้าไหม”ไม่ครับ”ส่วนสูง”ประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่า”ผู้หญิง” น่าจะผู้ชายครับ”ทำไมคิดอย่างนั้น”รองเท้าหนังผู้ชาย”ภาคินจดทุกคำ ก่อนถามคำถามที่ทำให้ต้นถึงกับชะงัก คุณมีปัญหากับผู้ตายไหม” ไม่มีครับ”เรื่องเงิน”ไม่มี” เรื่องงาน”ไม่มี”เรื่องผู้หญิง”ต้นรีบส่ายหน้า ไม่เคยเลยครับ”ภาคินมองเขาอยู่หลายวินาที สายตานั้นเหมือนพยายามอ่านความคิดของอีกฝ่าย จากนั้นประตูก็เปิดออก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร สารวัตรครับ”ภาคินรับแฟ้มมาเปิดดู เพียงไม่กี่วินาที สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดกว่าเดิม ต้นมองอย่างหวาดหวั่น “มีอะไรหรือครับ” ภาคินปิดแฟ้มช้า ๆ พบลายนิ้วมือของคุณบนด้ามมีด”คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง ต้นเบิกตากว้าง เป็นไปไม่ได้!”คุณยืนยันว่าไม่ได้จับมีด”ผมจับแค่ตัวคุณกิตติครับ!”แต่ผลเบื้องต้นพบลายนิ้วมือคุณบนด้ามอาวุธ” ต้นรีบลุกขึ้นยืน ผมไม่ได้ฆ่าเขา!” ตำรวจสองนายที่ยืนอยู่ด้านหลังขยับเข้ามาทันที ภาคินยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนใจเย็น ผมยังไม่ได้บอกว่าคุณเป็นฆาตกร”ต้นค่อย ๆ นั่งลงอีกครั้ง เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงมาตามขมับ เขาพยายามนึกซ้ำแล้วซ้ำอีก ตอนพลิกตัวกิตติ มือของเขาแตะโดนด้ามมีดหรือเปล่า หรือว่า…มีใครจงใจทำให้เป็นแบบนี้ ความคิดนั้นทำให้เขาขนลุกไปทั้งตัว ถ้ามีคนวางแผนไว้ตั้งแต่แรก แสดงว่า…ฆาตกรอาจกำลังมองดูทุกอย่างอยู่ตั้งแต่ต้นและเลือกให้เขากลายเป็นแพะรับบาป สารวัตรภาคินลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองสายฝนที่ยังตกไม่หยุด ก่อนพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา คุณต้น”ครับ”คืนนี้คุณยังกลับบ้านไม่ได้” ต้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆทำไมครับ”ภาคินหันกลับมา สีหน้าเรียบนิ่ง ตั้งแต่วินาทีนี้ คุณคือพยานคนสำคัญ…”เขาหยุดไปชั่วครู่ และอาจเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งของคดีนี้”เสียงฟ้าร้องดังสนั่นเหนืออาคาร ราวกับเป็นสัญญาณเปิดฉากของคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อนกว่าที่ใครคาดคิดปัง!เสียงปืนดังขึ้นในความมืดต้นยืนแข็งอยู่กลางทางเดิน ร่างกายไม่ตอบสนองต่อคำสั่งของสมอง เสียงปืนยังคงสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาราวกับไม่มีวันจางหาย“สารวัตร!”ไม่มีเสียงตอบ ต้นยกปืนขึ้นช้า ๆ“สารวัตรภาคิน!”ความมืดเงียบสนิทจากนั้นไฟฉุกเฉินสีแดงก็ติดขึ้น วูบ…วูบ…วูบ…ทางเดินยาวตรงหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีภาคิน ไม่มีชายปริศนา ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของกระสุนต้นหันกลับไปมองหน้าจอที่ติดอยู่บนผนังภาพบ้านหลังเดิมยังค้างอยู่ เด็กสามคนยืนอยู่หน้าบ้านแต่ตอนนี้มีเพียงสองคนต้นกับธีร์ เด็กคนที่สามหายไปแล้วต้นขมวดคิ้ว“เมื่อกี้มีสามคน…”เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง “ใช่”ต้นหันกลับทันทีชายคนนั้นยืนอยู่ตรงปลายทางเดินแสงสีแดงส่องกระทบใบหน้าต้นมองเขาอย่างไม่กะพริบ ใบหน้าของชายคนนั้นคล้ายเขาแต่ไม่เหมือน T-01ไม่เหมือนธีร์ ไม่เหมือนต้น ดวงตาของเขามีบางอย่างที่ต้นไม่เคยเห็นในตัวใครความว่างเปล่า“นายคือใคร?”ชายคนนั้นยิ้ม“คำถามนี้พี่เคยถามผมแล้ว” ต้นกำปืนแน่น“ฉันไม่เคยเห็นนาย” “พี่เห็น” “ไม่เคย”“ทุกคืน”ต้นชะงัก ชายคนนั้นเดินเข้ามาช้า ๆ“ทุกครั้งที่พี่ฝันว่าตัวเองยืนอยู่ริมสระ”ต้นหน้าซีด“หยุด…”“ทุกครั้งที่พี่ได้ยินเ
ปัง!เสียงปืนจากนอกห้องดังขึ้นอีกครั้งต้นสะดุ้งสุดตัว เขาหันกลับไปมองประตูเหล็กที่ปิดสนิท หัวใจเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น“สารวัตร!”ไม่มีคำตอบ ต้นรีบวิ่งไปที่ประตู ใช้สองมือผลักมันเต็มแรง แต่ประตูไม่ขยับแม้แต่น้อย“เปิด!”เขาทุบประตูซ้ำ“สารวัตรภาคิน!” ความเงียบตอบกลับมา มีเพียงเสียงเครื่องจักรเบา ๆ ที่ดังอยู่ใต้พื้น ต้นค่อย ๆ ถอยออกมา หน้าจอขนาดใหญ่ตรงหน้ากะพริบอีกครั้ง ต้นจ้องข้อความนั้นด้วยความสับสน“ผมคือ T-02…”เสียงของเขาเองยังคงดังออกมาจากลำโพง “ถ้านายกำลังได้ยินเสียงนี้ แปลว่าฉันตายไปแล้ว” ต้นยกมือขึ้นกุมขมับ“นี่มันอะไรกัน…”ศักดิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้อง สีหน้าเรียบเฉยราวกับกำลังรอให้เขานึกอะไรบางอย่างออก“แกถามว่าความจริงคืออะไร” ต้นหันไปมอง“ผมอยากรู้ทุกอย่าง”ศักดิ์ชัยเงียบไปครู่หนึ่ง“แน่ใจหรือ”“ผมเสียเวลาอยู่ที่นี่มามากพอแล้ว”“ถ้ารู้แล้ว แกอาจอยากลืมมันอีกครั้ง”“ผมไม่สน” ศักดิ์ชัยหัวเราะเบา ๆ“เหมือนเดิมจริง ๆ” ต้นชะงัก“เหมือนเดิม?”“ดื้อ และคิดว่าตัวเองรับความจริงได้ทุกอย่าง”“พ่อรู้จักผมจริง ๆ หรือเปล่า?”คำถามนั้นทำให้ศักดิ์ชัยนิ่ง“รู้จักมากกว่าที่แกรู้จั
ปัง!เสียงปืนจากชั้น 47 ดังสนั่นจนพื้นใต้เท้าของต้นสั่นสะเทือน ความมืดกลืนกินทุกสิ่งในชั่วพริบตาต้นยืนแข็งอยู่กลางทางเดิน หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก มือที่ถือปืนกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“สารวัตร!” ไม่มีเสียงตอบ“สารวัตรภาคิน!”ยังคงเงียบ ต้นหันกลับไปทางชายสูงวัยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเมื่อครู่ แต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีชายชราไม่มีรูปถ่าย ไม่มีแม้แต่ร่องรอยว่าเคยมีใครยืนอยู่ มีเพียงความมืดและเสียงหายใจของตัวเองต้นยกปืนขึ้นช้า ๆ“ภาคิน…”ทันใดนั้นแสงไฟฉุกเฉินสีแดงก็ติดขึ้นทีละดวง วูบ…วูบ…วูบ…แสงสีแดงส่องทางเดินเป็นช่วง ๆ เผยให้เห็นภาพที่ทำให้ต้นต้องกลั้นหายใจ พื้นเต็มไปด้วยรอยเลือดแต่ไม่มีศพไม่มีปลอกกระสุน ไม่มีแม้แต่รอยกระสุนบนผนัง ต้นค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า “สารวัตร?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “อย่าขยับ”ต้นชะงักทันทีเขาจำเสียงนั้นได้ภาคินต้นค่อย ๆ หันกลับไปสารวัตรยืนอยู่ปลายทางเดิน ปืนถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังเขา“วางปืนลง”ต้นมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ“เมื่อกี้คุณหายไปไหน?”“วางปืนลงก่อน”“ผมถามว่าคุณหายไปไหน!”ภาคินไม่ตอบ ต้นมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเสื้อเชิ้ตยังขาดเป็นริ้ว แขนข้างเ
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของต้น“ครั้งนี้…อย่าฆ่าผิดคน”ต้นยืนตัวแข็งอยู่กลางห้องบัญชี ปืนในมือสั่นเล็กน้อย สายตาจับจ้องชายสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคนแรกคือสารวัตรภาคิน เสื้อเชิ้ตของเขาขาดเป็นริ้ว ใบหน้าด้านหนึ่งเปื้อนเลือดจนแทบมองไม่เห็นสีผิว แขนข้างหนึ่งห้อยลงอย่างผิดธรรมชาติ แต่เขายังคงยืนอยู่และในอ้อมแขนของเขา…คือร่างของกิตติดวงตาของกิตติปิดสนิท ใบหน้าซีดขาว รอยเลือดไหลลงมาตามขมับ ก่อนหยดลงบนพื้นทีละหยด หยด…หยด…หยด…แต่คนที่ทำให้ต้นไม่สามารถขยับได้คือชายที่ยืนอยู่ด้านหลังภาคินเขามีใบหน้าเหมือนต้นทุกประการเหมือนกับชายที่เพิ่งหายตัวไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนต้นยกปืนขึ้น“แก…” ชายอีกคนไม่ตอบเขาเพียงยืนมองต้นผ่านศูนย์เล็งของปืนในมือภาคินค่อย ๆ วางร่างกิตติลงกับพื้น“ต้น” เสียงของภาคินแหบพร่า“อย่ายิง”ต้นไม่ลดปืน“สารวัตรเป็นอะไร?”ภาคินก้มมองแขนตัวเอง“ฉันไม่รู้”“เลือดนั่น…”“ไม่ใช่เลือดของฉัน” ต้นชะงักภาคินเงยหน้าขึ้น“และไม่ใช่เลือดของกิตติ” อะไรนะ?”ภาคินเดินเข้ามาช้า ๆ“มันเป็นเลือดที่ระบบสร้างขึ้นมา” ต้นมองร่างกิตติบนพื้น“แล้วเขาตายหรือยัง?”ภาคินไม่ตอบต้นกำปืนแน่นขึ้น“ผมถา
ปัง!เสียงปืนดังสนั่นจนต้นสะดุ้งสุดตัว ควันสีขาวลอยออกจากปลายกระบอกปืนในมือของชายตรงหน้า แต่ไม่มีเลือด ไม่มีร่างใครล้มลง และไม่มีแม้แต่รอยกระสุนบนผนังต้นยืนแข็งอยู่กับที่ชายที่มีใบหน้าเหมือนเขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้า“ตกใจเหรอ?”ต้นยกปืนขึ้นเล็งตรงกลางหน้าผากของอีกฝ่าย“เมื่อกี้แกยิงอะไร?”“ความทรงจำ”“หมายความว่าอะไร?”ชายคนนั้นถอนหายใจ ก่อนวางปืนลงบนโต๊ะ กระสุนที่นายเห็นเมื่อกี้ไม่ใช่กระสุนจริง มันเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ระบบต้องการให้นายเชื่อว่าเกิดขึ้น”ต้นไม่ลดปืน“แกเป็นใคร?”ฉันบอกไปแล้ว”“ฉันไม่เชื่อ”“นายไม่เคยเชื่อฉันอยู่แล้ว”คำตอบนั้นทำให้ต้นชะงัก ชายตรงหน้าค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาดูเหมือนต้นทุกอย่าง ทั้งใบหน้า รูปร่าง น้ำเสียง แม้กระทั่งรอยแผลเล็ก ๆ บริเวณข้อมือซ้าย แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือดวงตา ดวงตาคู่นั้นเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาหลายปี“ฉันคือต้นจากครั้งที่สาม”“ครั้งที่สาม?”“ใช่”ชายคนนั้นเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา“และนายคือต้นจากครั้งแรก”ต้นขมวดคิ้ว“ฉันไม่เข้าใจ”“เพราะความทรงจำของนายถูกตัดออก”แฟ้มถูกเปิดออกด้านในเต็มไปด้วยรูป
“พี่เปิดประตู แล้วทุกคนตายหมด”ต้นจ้องเด็กชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ มือของเด็กกำปืนแน่นจนปลายนิ้วซีด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่อาวุธในมือเล็ก ๆ นั้นมันคือสายตา สายตาของเด็กชายไม่ได้เหมือนเด็กวัยเจ็ดขวบเลย มันเต็มไปด้วยความรู้เหมือนเด็กคนนี้เคยเห็นสิ่งที่ต้นกำลังจะเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน“นายรู้ได้ยังไง…”เด็กชายไม่ตอบ นายเป็นใคร?”เด็กชายก้มมองปืนในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง“ผมบอกพี่แล้ว”อะไร?”ผมคือพี่”ต้นนิ่งไป ไม่ใช่…”พี่จำไม่ได้หรอก”เด็กชายเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวกึก…กึก…กึก…ทุกครั้งที่เท้าของเด็กแตะพื้น เสียงรอบตัวกลับเงียบลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดต้นไม่ได้ยินแม้แต่เสียงระบบที่กำลังทำงานอยู่คืนนี้พี่เคยเปิดประตูมาแล้ว”ต้นส่ายหน้าฉันไม่เคย…”เคย”เด็กชายยกปืนขึ้นชี้ไปที่ประตูห้องบัญชี แล้วพี่ก็เสียทุกคนไป”ต้นหันไปมองประตู ประตูไม้สีเทายังคงปิดสนิทแต่คราวนี้มันไม่ได้มีเพียงเสียงโทรศัพท์ดังออกมา มีเสียงบางอย่างดังมาจากด้านในเสียงคนเดินหลายคน กึก…กึก…กึก…จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นต้น…”ต้นจำได้ทันที กิตติ ช่วยฉันด้วย…”ต้นกำกระดาษที่อยู่ในมือแน่นขึ้น เสียงเมย์ตามมา ต้น เปิดประตูสิ…”จ







