Compartilhar

บทที่ 5 คุณหนูตระกูลมู่

last update Última atualização: 2025-11-10 10:18:50

                “พอแล้วปี้ซุน หยุดโถ้เถียงกับผู้อื่นเสียที”

        เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำให้ซูเม่ยละสายตาจากสาวเจ้าตรงหน้าก่อนจับจ้องบุรุษหนุ่มที่จ้องมองนางอยู่

                “เจ้าชื่ออะไร”

        หยางอี้สนใจในตัวซูเม่ยไม่น้อย เป็นเพียงสาวใช้ทว่าสายตาที่จ้องมองมายังตนกลับเปิดเผยไม่มีความหวาดกลัวหรือแม้แต่เอียงอายเช่นที่สตรีจ้องมองบุรุษแม้แต่น้อย

                “เรียนคุณชายใหญ่ ข้าน้อยชื่อซูเม่ย เจียงซูเม่ย เป็นสาวใช้คนใหม่ของฮูหยินเอกเจ้าค่ะ” ซูเม่ยยอบกายรายงานตัว

                “ซูเม่ย ข้าจะจำชื่อเจ้าไว้”

                “เจ้าไปได้แล้ว”

                “เจ้าค่ะ” นางมองหน้าบุรุษที่สนทนาด้วย แม้ไม่เข้าใจในคำพูดของหยางอี้ว่าเหตุใดต้องจำชื่อนางแต่ซูเม่ยก็ทำตามแต่โดยดี

                “หึ! ในที่สุดแม้ใหญ่ก็หาสาวใช้ที่มีปากมีเสียงเป็นแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำก่อนกลับไปนั่งท่องตำราของตนตามเดิม

        เรือนสาวใช้อยู่หลังจวน มีต้นไม้น้อยใหญ่คอยให้ร่มเงาโดยรอบมีอาภรณ์ผึ่งตากอยู่ทั่วทุกที่ บ่งบอกว่าจวนตระกูลเพ่ยมีสาวใช้อยู่จำนวนไม่น้อย ภายในห้องสาวใช้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ที่นอนพร้อมโต๊ะหนึ่งตัวคือสิ่งที่จวนตระกูลเพ่ยมีให้ ซูเม่ยมองโดยรอบแม้จะไม่สะดวกสบายเช่นเรือนเล็กของนางที่ตระกูลเจียง แต่ในฐานะสาวใช้นับว่าจวนแม่ทัพดูแลสาวใช้ได้ดีไม่น้อย

                “เจ้าเปลี่ยนชุด แล้วตามข้าไปเก็บกวาดเรือนฮูหยิน” สาวใช้ที่นำทางมากล่าวก่อนเดินออกจากห้องไป

                “อือ” ซูเม่ยรับคำก่อนเปลี่ยนจากชุดของเจียวเจียวที่ตนขโมยมา เป็นอาภรณ์สีชมพูอ่อนแม้เนื้อผ้าที่ใส่จะไม่ดีเช่นเนื้อผ้าของตน แต่นับว่าเป็นชุดใหม่แลสะอาดไปน้อย

                “เจ้าชื่ออะไร” เมื่อออกมาจากห้องซูเม่ยจึงถามสาวใช้ที่นำทางนาง

                “ข้าชื่อติงเซียง เหตุใดเจ้าถึงกล้าโต้แย้งปี้ซุนสาวใช้ของคุณชายใหญ่” ติงเซียงที่อยากรู้มานานถามกลับซูเม่ยทันที

                “ทำไมถึงต้องใช้ความกล้า นางน่ากลัวมากหรือ”

                “ใช่น่ะสิ ปี้ซุนเป็นสาวใช้ข้างกายฮูหยินรองนางคอยขัดขวางสาวใช้ที่พยายามเข้าใกล้คุณชายใหญ่เพ่ยหยางอี้ หากใครกล้ายั่วยวนคุณชายต้องโดนโบยจนตายเลยก็มี” ติงเซียงกระซิบเสียงเบา

                “เหตุใดถึงโหดร้ายนัก เพียงแค่บุรุษคนเดียวต้องถึงขั้นฆ่าสาวใช้เลยหรือ” ซูเม่ยเห็นว่าเรื่องนี้ทำเกินกว่าเหตุไปมาก

                “เจ้าอาจจะยังไม่รู้เห็นว่ามาใหม่ข้าจะช่วยบอก คุณชายใหญ่เป็นหลานชายคนเดียวของมหาราชครูโจว ตระกูลโจวภายภาคหน้าขึ้นอยู่กับเขา และหากท่านแม่ทัพใหญ่ยกตำแหน่งผู้นำตระกูลเพ่ยให้คุณชายใหญ่อีก คิดดูเถิดว่าเขาจะยิ่งใหญ่แค่ไหน” ติงเซียงกล่าวด้วยดวงตาเป็นประกาย

                “ตำแหน่งต่างเป็นสิ่งจอมปลอม เหตุใดต้องยึดติดถึงเพียงนั้น สงสารแต่สาวใช้ที่ต้องการปีนป่ายหาสิ่งที่ไม่ยั่งยืนนั่นจนต้องตายไปอย่างไร้ค่า” ซูเม่ยพึมพำเสียงเบา ก่อนเดินนำไปไม่สนใจติงเซียงอีก

        เรือนฮูหยินรองแม้มีขนาดเล็กกว่าเรือนฮูหยินใหญ่ ทว่าเครื่องใช้ภายในเรือนกลับโออ่ากว่าเรือนใด ๆ แม้แต่ตำหนักพระสนมยังมิอาจตกแต่งได้โออ่าเช่นนี้ สตรีสูงศักดิ์นั่งอ่านตำราด้วยท่าทางสง่างามข้างกายยังมีปี้ซุนคอยพัดวีให้ไม่ขาด

                “ท่านแม่เรียกหาลูก ต้องการกำชับเรื่องใด” หยางอี้จ้องมองสาวใช้ข้างกายด้วยสายตาคาดโทษ

                “เปล่าหรอก แม่เห็นว่าเจ้าสนใจสาวใช้คนใหม่ของฮูหยินเอกไม่น้อย” เพ่ยฉิงอันกล่าวอย่างใจเย็น

                “ปี้ซุนคงกล่าวเกินจริงกับท่านแม่เช่นเคย” เสียงเยือกเย็นกล่าวขึ้นทำสาวใช้ต้นเรื่องกลัวจนตัวสั่น

                “เจ้าไม่ต้องกล่าวโทษนาง นั่นเป็นหน้าที่ของนางที่ต้องรายงานว่าแต่เจ้าเถอะเหตุใดต้องสนทนากับสาวใช้ชั้นต่ำ”

                “ลูกไม่ได้สนใจในตัวนาง เพียงแต่เห็นว่าสาวใช้นางนี้มีปากมีเสียงกว่าสาวใช้คนอื่น ๆ ของฮูหยินเอก กล้าตักเตือนสาวใช้ที่ไม่รู้ความของท่านแม่ก็เท่านั้น” ประโยคสุดท้ายหยางอี้ตั้งใจตำหนิสาวใช้ผู้โอหังของตน

                “นี่เจ้าถึงขั้นออกตัวปกป้องนางเลยหรือ” ฉิงอันละสายตาจากตำราแล้วหันมาจ้องมองบุตรชายคนเดียว น้อยครั้งนักที่นางจะเห็นเขาโต้แย้ง

                “ลูกมิได้ปกป้องนาง แต่การกระทำของปี้ซุนทำให้ผู้อื่นเข้าใจในตัวลูกผิด การจ้องมองหน้าอีกฝ่ายไม่ใช่ความผิดใด ทว่านางกลับใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่น หากผู้ใดไม่รู้เกรงจะคิดว่าท่านแม่เลือกใช้คนเขลาทำงานให้ เช่นนี้ท่านแม่เองก็ต้องเสื่อมเสียไปด้วย”

        ฉิงอันไตร่ตรองตามคำพูดของหยางอี้จนคล้อยตามกับหตุผลของบุตรชาย ก่อนจะหันมองสาวใช้ตัวก่อเหตุด้วยสายตาเยือกเย็น

                “เจ้านี่ช่างโง่เขลานัก อยู่มานานจนป่านนี้กลับให้สาวใช้ที่พึ่งรับมากล่าวตำหนิได้ ทำให้ข้าพลอยเสื่อมเสียไปด้วยไปรับโทษโบยจากแม่นมกุ้ย”

        สิ้นคำพูดของฮูหยิน ปี้ซุนรีบคุกเข่าอย่างลนลานนางรู้ดีแม่นมกุ้ยมือหนักแค่ไหน

                “ฮูหยินโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ! คุณชายช่วยบ่าวด้วย!”

        หยางอี้กลับไม่สนใจที่จะช่วยเหลือสาวใช้ข้างกายเพียงน้อย เขาไม่ชอบที่ต้องมีสาวใช้ที่เก่งแต่วางอำนาจอยู่ข้างกาย หากแต่ขัดมารดาของตนเองไม่ได้จึงได้แต่ยอมรับไป

                “หากท่านแม่หมดธุระแล้ว ลูกขอตัว” เมื่ออธิบายสิ่งที่มารดาสงสัยจนหมดสิ้นแล้ว เขาก็ไม่คิดอยู่ต่อ

                “เดี๋ยวก่อนอี้เอ๋อร์”

                “ท่านแม่ยังมีอะไรจะกำชับอีกหรือ” หยางอี้หันกลับมารอรับคำสั่งแต่โดยดี ทว่าใบหน้ากลับไร้ความรู้สึกใด ๆ

                 “อีกสามเดือนพ่อเจ้าจะกลับมาแล้ว อีกทั้งท่านย่าก็จะกลับมาด้วย เจ้าควรเร่งอ่านตำราเพิ่มอีกนิดเพื่อการสอบขุนนางในอีกสามเดือนข้างหน้าจะได้ทำให้ท่านพ่อกับท่านย่าดีใจ”

                “ท่านแม่เลิกใช้ข้าเป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจากท่านพ่อเสียที หากเขาจะหันมองเราการอยู่นิ่งเฉยเขาก็มองเห็น หากท่านพ่อจะไม่สนใจแม้ทำตัวโดดเด่นเพียงใดเขาก็ไม่ชายตามอง” หยางอี้ที่เหนื่อยหน่ายกับการฟังคำสั่งของมารดาในการทำทุกสิ่งเพื่อเอาใจบิดาเต็มทีรีบเดินออกจากเรือน โดยไม่สนใจสีหน้าของมารดาอีก

                “เจ้าจับตาดูสาวใช้คนนั้นให้ดี อนาคตนางอาจจะเป็นเครื่องมือของหลี่หว่ามาทำร้ายลูกข้าก็ได้” ฉิงอันกำชับสาวใช้ที่ยังคงนั่งสั่นเทาอยู่

        หน้าจวนตระกูลมู่ อี้เฉิงยืนถือห่อผ้าไหมหลายพับอยู่เกินหนึ่งชั่วยามแล้ว หากแต่ยังไม่มีวี่แววของคนที่เขาต้องการพบเลย

                “คุณชายเพ่ยโปรดอภัย คุณหนูของข้ารู้สึกไม่สบายจึงไม่อาจออกมาต้อนรับคุณชายได้ คุณชายโปรดกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ” สาวใช้จวนมู่เป็นฝ่ายออกมารับหน้าเขาอีกเช่นเคย

                “เช่นนั้นข้าฝากผ้าไหมพวกนี้ให้คุณหนูมู่ด้วย หากนางนำไปตัดเป็นอาภรณ์คงงดงามไม่น้อย” แม้จะเป็นเช่นนั้นใบหน้าของอี้เฉิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการสนทนาด้วยทว่าเขายังคงเต็มใจไปมาหาสู่นางเช่นนี้

        สาวใช้มีสีหน้าลำบากใจ นางถูกคุณหนูของตนกำชับไม่ให้รับของจากคุณชายรองเพ่ย ทว่าฮูหยินมู่กลับกำชับให้นางรับของทุกชิ้นกลับเข้าจวน

                “บ่าวจะแจ้งคุณหนูให้เจ้าค่ะ”

        อี้เฉิงให้องครักษ์คนสนิทนำผ้ามอบให้อีกฝ่าย ก่อนจะหันกายเดินกลับออกมาโดยไม่คิดรั้งอยู่ต่ออีก

                “เหตุใดคุณชายยังคงมาพบนางทุกวัน ทั้งที่รู้ว่านางไม่ได้มีใจให้คุณชาย” ซิงเหว่ยองครักษ์ฝีมือดีที่ถูกแม่ทัพใหญ่เลือกมาปกป้องบุตรชายคนรอง ด้วยเกรงว่าเขาที่ไม่มีอำนาจฝ่ายมารดาปกป้องจะได้รับอันตรายในสักวันเอ่ยถามอย่างสงสัยระหว่างทางเดินกลับจวน

                “ข้าก็บอกเจ้าแล้ว นางเคยให้อาหารข้าตอนที่ข้าพลัดหลงกับขบวนท่านพ่อตอนออกตรวจชายแดนทางเหนือ”

                “นั่นก็เพราะตระกูลของนางได้รับราชโองการจากอดีตฮ่องเต้ให้ตระกูลขุนนางออกช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยแล้งนะขอรับ”

                “แล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรนางก็มีบุญคุณต่อข้า”

                “เช่นนั้นนางก็มีบุญคุณต่อขอทานมากมายที่ได้อาหารในวันนั้นเช่นกัน” ซิงเหว่ยโต้แย้ง

                “แต่นางยิ้มให้ข้าด้วย” อี้เฉิงไม่คิดยอมแพ้

                “คุณหนูมู่หยุนเสี่ยวนางก็มักมีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เป็นประจำ”

                “ช่างเถิด อย่างไรข้าก็รักนาง” อี้เฉิงกล่าวอย่างหนักแน่น

                “คุณชายรู้หรือว่าความรักเป็นเช่นไร หากความรู้สึกที่มีเป็นเพียงความรู้สึกขอบคุณเล่า” ซิงเหว่ยกล่าวทัดทานอย่างอดไม่ได้

        คำพูดของซิงเหว่ยกลับทำให้เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสลัดมันออกจากหัวแม้ว่าความรู้สึกที่มีมันคืออะไร แต่การทำดีต่ออีกฝ่ายคือสิ่งที่เขาปรารถนาไม่ผิดแน่

Continue a ler este livro gratuitamente
Escaneie o código para baixar o App

Último capítulo

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 57 ตอนพิเศษ

    จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 56 พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

    “ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 55 ความโหยหาของแม่ทัพหนุ่ม

    อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 54 เจ็บปวดเพราะสตรีที่รัก

    “เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 53 ลอบสังหารรัชทายาท

    “ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 52 กวาดล้างคนชั่ว

    ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี

Mais capítulos
Explore e leia bons romances gratuitamente
Acesso gratuito a um vasto número de bons romances no app GoodNovel. Baixe os livros que você gosta e leia em qualquer lugar e a qualquer hora.
Leia livros gratuitamente no app
ESCANEIE O CÓDIGO PARA LER NO APP
DMCA.com Protection Status