Share

บทที่ 6 สาวใช้ข้างกาย

last update Dernière mise à jour: 2025-11-10 10:19:46

        ภายในเรือนตะกูลมู่ สตรีวัยใกล้ปักปิ่นนั่งปักผ้าเช็ดหน้าผืนงามด้วยท่าทางอ่อนช้อย ผิวกายขาวผ่องราวไข่มุกหุ่นบางชวนปกป้องอยู่ภายใต้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ คิ้วโก่งดั่งคันศรรับกับดวงตาหวานราวกวางป่า

                “เสี่ยวเอ๋อร์เจ้าดูผ้าไหมพวกนี้สิ หาใช่จะมีขายตามร้านผ้าในเมืองหลวงหรอกนะ” ฮูหยินมู่ก้าวเข้าห้องโถงพร้อมกับน้ำเสียงบ่นอุบบุตรี ที่กล้าปฏิเสธน้ำใจของบุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนัก

                “ข้าไม่ได้มีใจให้คุณชายรองเพ่ย เหตุใดท่านแม่ต้องรับของเขาด้วย” น้ำเสียงไร้เยื่อใยมิได้หันมามองมารดาเพียงนิด

                “นี่เสี่ยวเอ๋อร์เจ้าไม่คิดดูใหม่หรือ คุณชายเพ่ยคนนี้ก็มีดีไม่น้อย เป็นบุตรชายของฮูหยินเอกและยังเป็นที่รักของท่านแม่ทัพด้วยนะ อนาคตไม่แน่อาจจะได้เป็นผู้นำตระกูล หากแต่งกับเขาอนาคตของเจ้าคงได้เป็นฮูหยินใหญ่เพ่ยแน่” มู่เสวี่ยอินยังคงโน้มน้าวหยุนเสี่ยวไม่หยุด

                “ท่านแม่ ข้ายังไม่ปักปิ่นเลยจะคิดเรื่องแต่งงานได้อย่างไร” หญิงสาวจ้องมองอีกฝ่าย พลางตำหนิมารดาตนเอง

                “แล้วทีคุณชายใหญ่เพ่ย เพ่ยหยางอี้เหตุใดเจ้าถึงคิดลึกซึ้งกับเขาได้เล่า” ฮูหยินมู่มีหรือจะไม่รู้ความในใจของบุตรที่นางเลี้ยงมากับมือ

                “ข้า!” หยุ่นเสี่ยวถูกถามความในใจโดยมิทันเตรียมตัวใบหน้างามจึงแดงระเรื่อในทันที

                “นั้นเหมือนกันที่ไหน คุณชายใหญ่เพ่ยช่วยข้าจากการถูกพวกคุณชายอันธพาลพูดจาล่วงเกิน ข้าจึงรู้สึกขอบคุณเขาเรื่อยมา” หยุ่นเสี่ยวรีบหาข้อแก้ต่าง

                “ให้มันจริงอย่างเจ้าว่าอย่าได้คิดเกินเอื้อม คนทั้งเมืองต่างรู้ดีว่าราชครูโจวหมายมั่นให้หลานชายเพียงคนเดียวได้แต่งกับตระกูลเสนาบดีฝ่ายซ้าย”

        เสวี่ยอินคร้านจะเถียงกับเด็กสาวที่ดื้อรั้นปักใจกับบัณฑิตหนุ่มเพียงผู้เดียวจึงลุกจากไป

        เรือนฮูหยินเอกตระกูลเพ่ยบัดนี้ไม่รอช้าให้อี้เฉิงคิดอยากเล่าเรียนเอง หลี่หว่าเชิญอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการสอนตำราที่สุดในเมืองมาช่วยสอนบุตรชายด้วยตัวเอง

                “ท่านแม่เรียกข้ามีอะไรหรือไม่”

        อี้เฉิงที่พึ่งกลับมาจากจวนตระกูลมู่ด้วยสีหน้าผิดหวังไม่ทันได้สังเกตว่ามีผู้อื่นอยู่ในห้องโถงกับมารดาด้วย

                “เฉิงเอ๋อร์เจ้ามานี่สิ รีบมาคารวะอาจารย์อู๋ต่อไปนี้เขาจะมาเป็นอาจารย์สอนตำราเจ้า”

        อี้เฉิงมองตามสายตามารดาเห็นบุรุษวัยชราที่ยังนั่งหลับตาอยู่ อายุของท่านผู้เฒ่านี้น่าจะถึงแปดสิบปี การที่เห็นเขาสามารถเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเองได้ถือว่าน่าอัศจรรย์มากแล้ว หากจะให้สอนตำราสอบขุนนางเขาอีก เกรงว่าอาจารย์อู๋ผู้นี้จะต้องสิ้นใจคาห้องอักษรเป็นแน่

                “เหตุใดอาจารย์ของข้าถึงชราภาพเช่นนี้” อี้เฉิงเผลออุทานเสียงดังแม้แต่อาจารย์อู๋ที่เมื่อครู่ท่าทางสงบตอนนี้กลับจ้องมองเขาตาเขม็ง

                “อาจารย์อู๋อย่าได้ถือสาเลย บุตรชายข้ายังเด็กพูดจาไม่รู้ความ” หลี่หว่าหน้าซีดรีบแก้ต่างให้บุตรชาย

                “ฮูหยินเพ่ยบุตรชายท่านอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว หากแต่งงานคงมีลูกเต็มบ้านไปแล้วไม่เด็กแล้วล่ะ แต่เอาเถอะข้าอายุมากแล้วไม่ถือสาคำพูดไม่รู้จักคิดของบุรุษไม่มีความรู้หรอก”

        แม้อายุจะมากแล้ว แต่คำพูดของอาจารย์อู๋กลับเย้ยหยันคนฟังได้เจ็บปวดยิ่ง ทำให้อี้เฉิงต้องรีบค่อมกายขออภัย

                “ผู้น้อยไม่รู้ความขออาจารย์อย่าได้ถือสา”

                “เอาเถิด พรุ่งนี้เจ้าเริ่มเรียนตำรากับข้าที่สำนักเป็นการส่วนตัวแล้วกัน ฮูหยินเพ่ยวันนี้ข้าขอตัวก่อน” อาจารย์อู๋กล่าวจบก็เดินผ่านศิษย์ที่ตนพึ่งรับมาใหม่ไป

        อี้เฉิงมองตามหลังอาจารย์ของตนอย่างงงงวย เขาไม่อยากเชื่อว่าชายชรายังคงเดินเหินเองได้

                “เหตุใดท่านแม่ไม่หาอาจารย์ที่อ่อนวัยกว่านี้หน่อย หากข้าทำเขาโมโหจนสิ้นใจจะไม่กลายเป็นต้องรับโทษหรอกหรือ”

                “ยิ่งแก่ความรู้ยิ่งแตกฉาน” หลี่หว่ากล่าวพลางดื่มน้ำชาดับความโมโหที่บุตรชายกล้าดูแคลนอาจารย์ต่อหน้า

                “ท่านแม่คนที่มีความรู้มากไม่ได้วัดกันที่ความชราภาพหรอก”

        คำพูดที่ไม่ทันระวัง ทำให้หลี่หว่านึกถึงอดีตของตนที่มิให้มีภูมิหลังสวยงามเช่นฮูหยินรอง

                “แม่ขอโทษนะอี้เฉิง เพราะแม่เป็นเพียงสาวใช้จึงมิได้มีความรู้ในการคัดเลือกอาจารย์ที่ดีให้เจ้า” น้ำเสียงน้อยใจของมารดาทำให้อี้เฉิงฟังออกอย่างชัดเจน

                “ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ลูกไม่ดีเองทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า” อี้เฉิงรู้ว่าคราวนี้ตนเองทำให้มารดานึกถึงข้อบกพร่องของนางเสียแล้ว จึงรีบคุกเข่าพลางใช้มือนวดขาให้มารดาอย่างอ้อนวอน

                “ท่านแม่วางใจข้าจะตั้งใจเรียนกับอาจารย์อู๋ ไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวัง แม้จะเก่งได้ไม่เท่าพี่ใหญ่แต่ข้าก็จะพยายามดีหรือไม่” คำพูดเอาใจนี้ทำให้หลี่หว่ายิ้มออกมาได้อีกครั้ง

                “เช่นนั้นก็ดีแล้ว อีกอย่างแม่จะให้ซูเม่ยเป็นสาวใช้ข้างกายเจ้า”

        อี้เฉิงมองหน้ามารดาในทันที เขาเป็นบุรุษไม่อยากมีสตรีที่ไม่ได้รักอยู่ข้างกาย แม้จะเป็นสาวใช้ก็ตาม

                “ท่านแม่ข้าไม่รับนางได้หรือไม่ข้ามีซิงเหว่ยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสาวใช้หรอก” อี้เฉิงลุกขึ้นปฏิเสธเสียงแข็ง

                “ซิงเหว่ยเป็นบุรุษเรื่องละเอียดอ่อนบางเรื่องเขาจะเข้าใจได้อย่างไร อีกอย่างคุณชายมีสาวใช้ข้างกายในแคว้นเฟิงหยางก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร” 

                “แต่ข้าไม่ยินดีไม่ได้หรือ”

                “รับนางไปเถอะ ซูเม่ยเป็นบุตรสาวบัณฑิตเจียงมีความรู้ไม่น้อย อีกอย่างหากเจ้าเรียนไม่เข้าใจนางยังจะช่วยทบทวนตำราให้กับเจ้าได้อีกแรง” หลี่หว่าไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธอีก

                “หากเจ้ากังวลว่านางจะตามตอแยเจ้าดังเช่นสาวใช้คนอื่น ๆ ที่ตามตอแยหยางอี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ซูเม่ยนางเป็นคุณหนูตระกูลเจียงไม่คิดทำเช่นนั้นแน่” ฮูหยินเอกออกหน้ารับแทนสาวใช้คนใหม่อย่างมั่นใจ

                “เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านแม่เถิดขอรับ” เมื่อจนใจจะเอาชนะมารดาอี้เฉิงก็ได้แต่ปล่อยให้เลยตามเลย

                “เช่นนั้นก็ดี ไปเรียกซูเม่ยมา” หลี่หว่าสั่งการสาวใช้ด้านนอกอย่างอารมณ์ดี

        ซูเม่ยที่กำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดห้องนอนของฮูหยินเอกจำต้องวางมือจากงานที่ทำ เมื่อติงเซียงบอกว่าฮูหยินต้องการพบตัว

                “คารวะฮูหยินเอก คุณชายรอง” ทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตูซูเม่ยก็ยอบกายเคารพเจ้านายทั้งสอง

                “ซูเม่ยต่อจากนี้ข้าจะให้เจ้าดูแลอี้เฉิง” น้ำเสียงที่ยังคงเบิกบานของหลี่หว่ากลับทำให้ซูเม่ยขวมดคิ้วแน่น นางไม่พอใจเท่า ๆ กับที่อี้เฉิงไม่พอใจ

                “ฮูหยินรองหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อทำงานในเรือนท่านแค่นั้นหรอกหรือ” ซูเม่ยรั้งอยู่ที่นี่เพียงเพื่อเรื่องของบิดา มิได้มาเป็นสาวใช้ของใครจริงจัง

                “ถือว่าข้าขอร้องแล้วกัน เจ้าวางใจข้าเพียงให้เจ้าช่วยทบทวนตำราระหว่างที่เขาไปศึกษาตำรากับอาจารย์อู๋เท่านั้น มิได้ใช้งานอื่นเจ้าแน่นอน แลเรื่องของอาจารย์เจียงข้าจะช่วยเหลือให้เต็มกำลัง”

        ซูเม่ยหันมองอี้เฉิงเพื่อขอความเห็น แต่อีกฝ่ายก็อยู่ในภาวะจำยอมไม่ต่างกัน

                “เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับโดยไม่คิดขัดขืนอีก

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 57 ตอนพิเศษ

    จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 56 พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

    “ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 55 ความโหยหาของแม่ทัพหนุ่ม

    อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 54 เจ็บปวดเพราะสตรีที่รัก

    “เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 53 ลอบสังหารรัชทายาท

    “ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 52 กวาดล้างคนชั่ว

    ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status