เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง

เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-11-29
Bahasa: Thai
goodnovel4goodnovel
Belum ada penilaian
57Bab
3.1KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ซูเม่ยคุณหนูตระกูลเจียงจับพลัดจับผลูกลายมาเป็นสาวใช้ข้างกายเพ่ยอี้เฉิง คุณชายรองตระกูลแม่ทัพ สตรีอันดับหนึ่งเช่นนางกลับต้องเป็นแม่สื่อให้กับคุณชายเพ่ย ทว่าเพ่ยอีเฉิงกลับหวงแม่สื่อเสียยิ่งกว่าไข่ในหิน

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1 กวีล่องลอย

        ซานหลิน เมืองเล็กทางตอนใต้ของแคว้นเฟิงหยางตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาล้อมรอบ ชาวเมืองเริ่มเฉลิมฉลองผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวสิ้นสุด ท้องฟ้าบัดนี้ประดับด้วยดวงดารากระจ่างฟ้า ตัดกับความมืดมิดยามราตรี บทกวีจากความเมามายของบัณฑิตชราถูกเอื้อนเอ่ย

“บัลลังก์สูงเหนือเมฆา

ฮ่องเต้กลับอ่อนแอใจหม่นหมอง

ราชสำนักวุ่นขุนนางแบ่งอำนาจ

ประชาราษฎร์ทุกระทมไร้ความหวัง

        สิ้นเสียงบทกวีของอาจารย์ไร้ชื่อเสียงยามร่ำสุรากับสหายร่วมเมือง ความเงียบงันในเหล่าบัณฑิตผู้รู้อักษรพลันเกิดขึ้น หากแต่กระนั้นยังมีหลายคนชื่นชมบทกวีเย้ยหยันบัลลังก์มังกร จนเสียงร่ายกวีล่องลอยจากเมืองซานหลินเมืองเล็กท่ามกลางป่าเขาที่น้อยคนจะรู้จัก กลับโด่งดังในกลุ่มบัณฑิตรุ่นใหม่จนถูกกล่าวล้อเลียนฮ่องเต้ในงานเลี้ยงน้ำชาหลายครา ทำขุนนางน้อยใหญ่ทั่วราชสำนักไม่พอใจนำเรื่องทูลถวายฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่พึ่งครองราชย์เพียงครึ่งเดือน

        ภายในท้องพระโรงทองคำเหล่าขุนนางร่วมว่าราชกิจมิตกหล่น ฮ่องเต้เผิงเจิ้งหมิงยังคงอ่อนเยาว์ ประทับบัลลังก์ในชุดคลุมมังกรทอง

                “ทูลฝ่าบาท นอกเมืองมีบทกวีสั่นคลอนราชสำนักบทหนึ่งถูกราษฎรเชื่อว่าเป็นจริง จนมิเคารพราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงไม่พอใจของฉู่หม่าเฉิงเจ้ากรมคลังดังขึ้น

                “ใต้เท้าฉู่เป็นดั่งบทกวีที่กล่าวขานหรือ เหตุใดต้องถือสา” ฮ่องเต้เจิ้งหมิงยังคงเห็นเป็นเรื่องขบขัน

                “ทูลฝ่าบาท หากยังปล่อยเช่นนี้ต่อไปจะไม่มีผู้ใดเกรงกลัวพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ”

                “เจ้ากรมคลังกังวลเกินไปหรือไม่ เพียงกวีบทเดียวราชวงศ์แคว้นเฟิงหยางคงมิล่มสลายไปได้หรอก”

                “ถึงแม้จะเป็นเพียงกวีบทเดียวฮ่องเต้ก็มิควรปล่อยไป มิเช่นนั้นบัณฑิตทั่วแผ่นดินจะหาว่าราชสำนักอ่อนแอได้พ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวน มหาราชครูทูลด้วยใบหน้านิ่งขรึม

                “เช่นนั้นก็เอาแบบนี้เถิด นำตัวผู้แต่งบทกวีนี้มาคุมขังในคุกหลวง จำไว้อย่างพึ่งทำการสิ่งใดนำชายผู้นั้นมาอย่างปลอดภัย” ดำรัสฮ่องเต้ถือเป็นอาญาสิทธิ์

        เพียงสามวันม้าเร็วมุ่งตรงสู่เมืองเล็กชายแดนทางใต้ ขุนนางท้องถิ่นต้องรับราชโองการด่วน แม้ความรื่นเริงในฤดูเก็บเกี่ยวที่ถูกจัดขึ้นหนึ่งเดือนเต็มยังไม่สิ้นสุด ความโกลาหลกลับเกิดขึ้นกับคนในตระกูลเจียงด้วยกวีของผู้นำตระกูลเพียงบทเดียว ทหารจวนนายอำเภอล้อมรอบเรือนตระกูลเจียง ชาวบ้านต่างรุมล้อมมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก อาจารย์เจียงเป็นบัณฑิตผู้มีคุณธรรม เปิดสำนักศึกษาให้เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวในหมู่บ้านได้เรียนอักษรโดยไม่ต้องจ่ายแม้แต่ตำลึงเดียว

                “ใต้เท้าจง นี่มันเกิดสิ่งใดกันเหตุใดต้องล้อมเรือนอาจารย์เจียงด้วยเล่า” ผู้เฒ่าในหมู่บ้านเป็นกังวลแทนเจ้าของเรือน ยืนขวางหน้าประตูพร้อมชาวเมืองหลายสิบคน

                “ท่านผู้เฒ่าอย่าทำให้ข้าต้องลำบากใจเลย ราชโองการมาถึงแล้ว ยากที่จะช่วยอาจารย์เจียงไว้ได้” นายอำเภอจงกล่าวอย่างจนใจ

                “ช่วยเหลือไม่ได้เลยหรือ อาจารย์เจียงเป็นสุภาพชนช่วยเหลืองเมืองซานหลินไว้มากมาย เด็กหนุ่มในเมืองต่างรู้อักษรกันหมด กลายเป็นขุนนางได้ดิบได้ดีหลายคน ความดีนี้ช่วยลบล้างความผิดไม่ได้เลยหรือ”

ชาวเมืองยังคงยืนกรานขัดขวางการจับกุมของทางการ แม้แต่นายอำเภอเองก็ลำบากใจ คุณธรรมของเจียงเหลียนไห่เลื่องลือทั่วเมืองซานหลิน ทว่าราชโองการยากจะขัดอย่างไรจำต้องนำตัวผู้กระทำผิดเข้าเมืองหลวงในวันนี้

      “ขอบคุณทุกท่านที่มีน้ำใจช่วยเหลือในยามยาก ข้าเจียงเหลียนไห่ซาบซึ้งยิ่ง” ประตูเรือนเปิดอ้าพร้อมเจ้าบ้านที่ค่อมกายขอบคุณชาวเมืองที่คิดปกป้อง

      “อาจารย์เจียง” ใต้เท้าจงค่อมกายเคารพอย่างนับถือ

      “ลำบากท่านนายอำเภอแล้ว ข้าน้อยจัดการธุระจึงออกมาต้อนรับช้า ต้องขออภัยด้วย”

      “อาจารย์เจียงจัดการธุระเสร็จแล้วหรือไม่” ใต้เท้าจงถามด้วยห่วงใย

      “เรียบร้อยแล้ว ใต้เท้าจงอยากเข้าไปดื่มชาก่อนหรือไม่”

      “ระยะทางไปเมืองหลวงยังอีกไกล เกรงต้องลำบากอาจารย์ตามข้าไปตอนนี้แล้ว” นายอำเภอสีหน้าเป็นกังวลไม่น้อย เขาเองก็ไม่อยากจับกุมอาจารย์เจียงเช่นเดียวกับชาวเมือง

     “อาจารย์เจียงท่านอย่าไปเลย”

     “เราจะปกป้องท่านเอง”

     “นายอำเภอจับข้าไปแทนเถอะ”

ชาวเมืองหลายคนยังคิดขัดขวาง จนขบวนทหารมิอาจฝ่าฝูงชนออกไปได้ ใต้เท้าจงได้แต่ส่งสายตาของร้องเจียงเหลียนไห่ที่ยืนอยู่ข้างกาย

      “ทุกท่านโปรดใจเย็น ใต้เท้าจงกับเหล่าทหารต่างทำตามราชโองการ อย่าทำให้พวกเขาลำบากใจเลย ครั้งนี้ฮ่องเต้สั่งให้นำข้าเข้าเมืองหลวงโดยมิได้สั่งล่ามโซ่แต่อย่างใด ทุกท่านวางใจเถิดข้าต้องได้รับความเป็นธรรมแน่”

“ใช่ ๆ ข้าให้สัญญาว่าจะดูแลอาจารย์เจียงอย่างดี” นายอำเภอจงยืนกรานอีกเสียง ชาวเมืองจึงยอมหลีกทางให้

        ขบวนเหล่าทหารนำเหลียนไห่ขึ้นรถลากแม้จะไม่ถูกล่ามด้วยโซ่เช่นคนมีความผิดร้ายแรง ทว่าการนั่งในรถที่มีกรงขังก็ไม่ต่างกันเท่าใด

                “ท่านพ่อ!” เสียงใสดังถามขบวนทหารมาไม่ไกล

                “ใต้เท้าจงหยุดรถก่อนได้หรือไม่ เกรงว่าบุตรสาวข้าคงรู้เรื่องแล้ว หากไม่บอกกล่าวให้เข้าใจนางคงตามตอแยท่านถึงเมืองหลวงแน่” เหลียนไห่ที่รู้จักบุตรีตนเองเป็นอย่างดี กล่าวเตือนนายอำเภอ

                “หยุดรถ” นายอำเภอจงรู้จักเจียงซูเม่ย สตรีอันดับหนึ่งของซานหลินแม้งดงามหากแต่นิสัยดื้อรั้นไม่น้อยกว่าผู้ใด

        อาชาสีขาววิ่งบนถนนมุ่งสู่ขบวนทหาร สตรีในอาภรณ์ขาวแม้บัดนี้คิ้วขมวดแน่น หากแต่ใบหน้างดงามนั้นมิอาจปกปิด ดวงตากลมโตราวไข่มุกใต้ทะเลลึก ผิวขาวผ่องกว่าแสงจันทร์ยามค่ำคืน ริมฝีปากอวบอิ่มชมพูระเรื่อ ยากจะทำให้บุรุษใดไม่หลงใหล

                “ท่านพ่อ ท่านจะเข้าเมืองหลวงจริงหรือ” ซูเม่ยลงจากม้าทันทีที่ตามขบวนนักโทษทัน

                “อาเม่ย อย่างได้กังวลอยู่ดูแลแม่เจ้ารอพี่ชายเจ้ากลับมาจากต่างเมือง อย่าทำให้แม่เจ้าต้องเป็นห่วง พ่อไม่เป็นไรไปครั้งนี้เชื่อว่าฮ่องเต้เพียงอยากตักเตือน”

                “แต่ว่าเมืองหลวงเต็มไปด้วยพวกเสือซ่อน มังกรหลับ อันตรายยิ่งนัก”

                “ไว้ใจเถิดพ่อจะกลับมาแน่ อย่าทำให้นายอำเภอกับเหล่าทหารลำบากใจอีกเลย”  เจียงเหลียนไห่ย้ำสัญญากับซูเม่ยก่อนจะให้นายอำเภอออกเดินทางต่อ

        ซูเม่ยมองตามขบวนนักโทษจนลับสายตาไม่กล้าตามติดไปอีก ด้วยบิดากำชับไว้เด็ดขาด นางจำต้องทำตามคำสั่งของบิดาอยู่ดูแลมารดารอจนกว่าพี่ชายจะกลับมา พอถึงตอนนั้นคำสั่งของท่านพ่อก็ถือว่านางทำสำเร็จ ต่อจากนั้นอยู่นอกเหนือคำกำชับของบิดาแล้ว

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
57 Bab
บทที่ 1 กวีล่องลอย
ซานหลิน เมืองเล็กทางตอนใต้ของแคว้นเฟิงหยางตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาล้อมรอบ ชาวเมืองเริ่มเฉลิมฉลองผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวสิ้นสุด ท้องฟ้าบัดนี้ประดับด้วยดวงดารากระจ่างฟ้า ตัดกับความมืดมิดยามราตรี บทกวีจากความเมามายของบัณฑิตชราถูกเอื้อนเอ่ย“บัลลังก์สูงเหนือเมฆาฮ่องเต้กลับอ่อนแอใจหม่นหมองราชสำนักวุ่นขุนนางแบ่งอำนาจประชาราษฎร์ทุกระทมไร้ความหวัง” สิ้นเสียงบทกวีของอาจารย์ไร้ชื่อเสียงยามร่ำสุรากับสหายร่วมเมือง ความเงียบงันในเหล่าบัณฑิตผู้รู้อักษรพลันเกิดขึ้น หากแต่กระนั้นยังมีหลายคนชื่นชมบทกวีเย้ยหยันบัลลังก์มังกร จนเสียงร่ายกวีล่องลอยจากเมืองซานหลินเมืองเล็กท่ามกลางป่าเขาที่น้อยคนจะรู้จัก กลับโด่งดังในกลุ่มบัณฑิตรุ่นใหม่จนถูกกล่าวล้อเลียนฮ่องเต้ในงานเลี้ยงน้ำชาหลายครา ทำขุนนางน้อยใหญ่ทั่วราชสำนักไม่พอใจนำเรื่องทูลถวายฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่พึ่งครองราชย์เพียงครึ่งเดือน ภายในท้องพระโรงทองคำเหล่าขุนนางร่วมว่าราชกิจมิตกหล่น ฮ่องเต้เผิงเจิ้งหมิงยังคงอ่อนเยาว์ ประทับบัลลังก์ในชุดคลุมมังกรทอง “ทูลฝ่าบาท นอกเมืองมีบทกวีสั่นคลอนราชสำนักบทหนึ่งถูกราษฎรเชื่อว่าเป็
Baca selengkapnya
บทที่ 2 ดื้อรั้น
เรือนตระกูลเจียงยังคงวุ่นวาย เจียงซิงอีฮูหยินของเรือนแม้จะได้รับคำปลอบโยนจากสามีก่อนหน้านี้แล้ว หากแต่คล้อยหลังสามีกลับเป็นลมล้มพับหลายคราจนหมอยาต้องเหงื่อตก ซูเม่ยกลับถึงเรือนเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นแม้คาดการณ์ไว้แล้วแต่ยังอดเป็นห่วงมารดาไม่ได้ “ท่านหมอ ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง” สายตาซูเม่ยจับจ้องสตรีร่างกายผอมแห้งบนเตียงนอน โดยที่ยังมีเจียวเจียวสาวใช้ข้างกายดูแลอยู่ “ฮูหยินเจียงทุกข์ใจฉับพลัน จึงหมดสติหลายครั้งจากนี้คุณหนูเจียงจำต้องปลอบใจนางให้ดีขึ้น” “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านหมอ” ซูเม่ยถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า กวีบทเดียวทำให้บิดาที่ทำความดีทั้งชีวิตต้องรับโทษ มารดาซึ่งอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วต้องตรอมใจรับความเป็นจริงไม่ได้ ซูเม่ยได้แต่ตัดพ้อโชคชะตา “อาเม่ย” เสียงอ่อนแรงของมารดาดังขึ้นพร้อมมือสั่นเทายื่นมาคว้ามือซูเม่ย น้ำใสที่ไหลออกจากหางตาทำให้นางรู้ว่ามารดายังคงทำใจเรื่องบิดาถูกทางการนำตัวไปไม่ได้ “ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง” “พ่อเจ้าถูกนำตัวไปแล้ว เช่นนี้เราจะทำเช่นไรดี”
Baca selengkapnya
บทที่ 3 บากหน้า
ยามไฮ่เจียวเจียวงัวเงียตื่นเพราะถูกสาวใช้ที่เฝ้าหน้าห้องซูเม่ยปลุกให้ตื่นขึ้น บอกคุณหนูของนางต้องการดื่มชากลางดึก แม้จะงงงวยแต่เจียวเจียวก็ทำตามคำสั่งไม่บกพร่อง “คุณหนูน้ำชามาแล้วเจ้าค่ะ” เจียวเจียวที่ยังตื่นไม่เต็มที่เดินโซเซนำน้ำชาวางบนโต๊ะกลมกลางห้อง แต่กลับไม่เห็นหญิงสาวที่ร้องขอน้ำชาอยู่ภายในห้อง ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บบริเวณท้ายทอยพร้อมกับสติของนางค่อย ๆ ดับลง ซูเม่ยยังยกมือเรียวที่ฟาดสาวใช้ข้างกายให้หมดสติในครั้งเดียวค้างบนอากาศ “ขอโทษนะเจียวเจียว ไว้กลับมาจากช่วยท่านพ่อข้าจะให้เจ้าตีคืน” ซูเม่ยกล่าวอย่างรู้สึกผิด พลางลากสาวใช้ขึ้นไปนอนบนเตียงจัดการเปลี่ยนชุดคุณหนูแลชุดสาวใช้จนเรียบร้อย ก่อนจะวางจดหมายไว้บนโต๊ะแล้วออกจากเรือนเล็กไป บ่าวไพร่ที่เฝ้าเวรยามบัดนี้ดวงตาแทบเปิดไม่ขึ้นด้วยกลางดึกลมพัดเอื่อยชวนให้หลับใหล จนมิได้สนใจว่าสตรีที่ออกจากเรือนไปเมื่อครู่นั้นเป็นเจียวเจียวจริงหรือไม่ เพียงแต่เห็นชุดสาวใช้ก็ปล่อยออกไปโดยง่าย อาชาสีขาวคู่ใจถูกนำออกจากโรงเลี้ยงม้าอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่เสียงเกือกม้าจะดังไป
Baca selengkapnya
บทที่ 4 สาวใช้
หลี่หว่าแม้เห็นใจในความจำเป็นของซูเม่ย อีกทั้งบุญคุณของตระกูลไป๋ที่ชุบเลี้ยงตั้งแต่ห้าขวบในคราที่บิดาจะนำไปขายให้หอนางโลมนั้นหลี่หว่ามิเคยลืม ทว่าการขอตราอภัยโทษกลับหนักหนาเกินกำลังของนาง “แม่นางซูเม่ยเจ้าลุกขึ้นเถิด ใช่ว่าข้าจะไม่อยากช่วยเหลือทว่าเรื่องนี้เกินกำลังข้าจริง ๆ” หลี่หว่าพยุงนางขึ้น “ท่านแม่” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากประตูห้องโถงทำให้ซูเม่ยหันมองหาเจ้าของเสียง บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีขาว วงหน้าที่ล้อมรอบด้วยเส้นผมสีดำขลับ คิ้วเข้มขมวดแน่น ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้าวเวหายืนจ้องมองนางด้วยท่าทางสงสัย “เฉิงเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ” หลี่หว่ามองข้ามไหล่หญิงสาวเบื้องหน้าไปยังบุตรชายเพียงคนเดียว “ขอรับ” เพ่ยอี้เฉิงตอบกลับมารดาก่อนจะเดินผ่านซูเม่ยมาพยุงมารดานั่งลง “นางเป็นใครกัน?” บุรุษหนุ่มยังคงสงสัยสตรีในชุดสาวใช้ที่คุกเข่าขอร้องมารดาตน เขาเกรงว่าจะเป็นดั่งสตรีหลาย ๆ คนที่มักมาขอร้องให้มารดาช่วยไถ่ตัว ด้วยเห็นว่านางเคยเป็นสาวใช้เช่นพวกตนมาก่อน จึงนำความสงสารของนางมาใช้หาประโยชน์ “อ
Baca selengkapnya
บทที่ 5 คุณหนูตระกูลมู่
“พอแล้วปี้ซุน หยุดโถ้เถียงกับผู้อื่นเสียที” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำให้ซูเม่ยละสายตาจากสาวเจ้าตรงหน้าก่อนจับจ้องบุรุษหนุ่มที่จ้องมองนางอยู่ “เจ้าชื่ออะไร” หยางอี้สนใจในตัวซูเม่ยไม่น้อย เป็นเพียงสาวใช้ทว่าสายตาที่จ้องมองมายังตนกลับเปิดเผยไม่มีความหวาดกลัวหรือแม้แต่เอียงอายเช่นที่สตรีจ้องมองบุรุษแม้แต่น้อย “เรียนคุณชายใหญ่ ข้าน้อยชื่อซูเม่ย เจียงซูเม่ย เป็นสาวใช้คนใหม่ของฮูหยินเอกเจ้าค่ะ” ซูเม่ยยอบกายรายงานตัว “ซูเม่ย ข้าจะจำชื่อเจ้าไว้” “เจ้าไปได้แล้ว” “เจ้าค่ะ” นางมองหน้าบุรุษที่สนทนาด้วย แม้ไม่เข้าใจในคำพูดของหยางอี้ว่าเหตุใดต้องจำชื่อนางแต่ซูเม่ยก็ทำตามแต่โดยดี “หึ! ในที่สุดแม้ใหญ่ก็หาสาวใช้ที่มีปากมีเสียงเป็นแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำก่อนกลับไปนั่งท่องตำราของตนตามเดิม เรือนสาวใช้อยู่หลังจวน มีต้นไม้น้อยใหญ่คอยให้ร่มเงาโดยรอบมีอาภรณ์ผึ่งตากอยู่ทั่วทุกที่ บ่งบอกว่าจวนตระกูลเพ่ยมีสาวใช้อยู่จำนวนไม่น้อย ภายในห้องสาวใช้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ที่นอนพร้อมโต๊ะหนึ่งตัวคือ
Baca selengkapnya
บทที่ 6 สาวใช้ข้างกาย
ภายในเรือนตะกูลมู่ สตรีวัยใกล้ปักปิ่นนั่งปักผ้าเช็ดหน้าผืนงามด้วยท่าทางอ่อนช้อย ผิวกายขาวผ่องราวไข่มุกหุ่นบางชวนปกป้องอยู่ภายใต้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ คิ้วโก่งดั่งคันศรรับกับดวงตาหวานราวกวางป่า “เสี่ยวเอ๋อร์เจ้าดูผ้าไหมพวกนี้สิ หาใช่จะมีขายตามร้านผ้าในเมืองหลวงหรอกนะ” ฮูหยินมู่ก้าวเข้าห้องโถงพร้อมกับน้ำเสียงบ่นอุบบุตรี ที่กล้าปฏิเสธน้ำใจของบุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนัก “ข้าไม่ได้มีใจให้คุณชายรองเพ่ย เหตุใดท่านแม่ต้องรับของเขาด้วย” น้ำเสียงไร้เยื่อใยมิได้หันมามองมารดาเพียงนิด “นี่เสี่ยวเอ๋อร์เจ้าไม่คิดดูใหม่หรือ คุณชายเพ่ยคนนี้ก็มีดีไม่น้อย เป็นบุตรชายของฮูหยินเอกและยังเป็นที่รักของท่านแม่ทัพด้วยนะ อนาคตไม่แน่อาจจะได้เป็นผู้นำตระกูล หากแต่งกับเขาอนาคตของเจ้าคงได้เป็นฮูหยินใหญ่เพ่ยแน่” มู่เสวี่ยอินยังคงโน้มน้าวหยุนเสี่ยวไม่หยุด “ท่านแม่ ข้ายังไม่ปักปิ่นเลยจะคิดเรื่องแต่งงานได้อย่างไร” หญิงสาวจ้องมองอีกฝ่าย พลางตำหนิมารดาตนเอง “แล้วทีคุณชายใหญ่เพ่ย เพ่ยหยางอี้เหตุใดเจ้าถึงคิดลึกซึ้งกับเขาได้เล่า
Baca selengkapnya
บทที่ 7 อับอาย
ซูเม่ยที่บัดนี้ได้เลื่อนฐานะจากสาวใช้ในเรือนกลายเป็นสาวใช้ข้างกายคุณชายรอง หน้าที่ของนางคือตามเขาไปเรียนยังสำนักศึกษา ทว่ายามเฉินแล้วอี้เฉิงกลับยังไม่ยอมออกจากหอนอนของตนเสียที “ซิงเหว่ย ท่านตามคุณชายออกมาได้หรือไม่” ซูเม่ยที่ยืนรอหน้าประตูเรือนมาครึ่งชั่วยามแล้วเริ่มอดทนรอไม่ไหว “แม่นางเจียง ข้าปลุกเขาหลายรอบแล้วทว่ากลับยังไม่ยอมตื่นเสียที” องครักษ์ข้างกายส่ายหัวอย่างจนปัญญา ซูเม่ยได้แต่ยืนพ่นลมหายใจให้กับความไม่เอาไหนของคุณชายรองตระกูลเพ่ย ทั้งที่อีกฝ่ายพึ่งรับปากมารดาว่าจักตั้งใจศึกษาตำรา “เช่นนั้นข้าปลุกเอง” เมื่อเหลืออดนางมุ่งตรงเข้าหอนอนบุรุษโดยมิสนใจเสียงทัดทานของซิงเหว่ย เมื่อก้าวเข้าสู่หอนอนของอี้เฉิง นางกลับแปลกใจที่บุรุษไม่เอาไหนผู้นี้ ห้องนอนกลับดูสะอาดแลเป็นระเบียบไม่น้อยหากไม่รู้จักมาก่อนเกรงว่านางต้องคิดว่าเขาเป็นคุณชายที่เปี่ยมด้วยความสามารถทั้งบุ๋นบู๊แน่ ซูเม่ยจ้องมองบุรุษที่ยังหลับใหลอยู่บนเตียง “คุณชายรองเพ่ย ท่านต้องตื่นได้แล้วเจ้าค่ะหากช้ากว่านี้เกรงสำนักศึกษาคงเลิกเรียนก่อนพอดี
Baca selengkapnya
บทที่ 8 ผูกมิตร
หลังออกจากสำนักศึกษาอี้เฉิงกลับไม่คิดจะกลับจวนแม่ทัพ “คุณหนูเจียงข้าจะให้รถม้าไปส่งเจ้าที่จวนก่อน” “แล้วท่านเล่า หากไม่กลับพร้อมกันจะให้ข้าตอบแม่ท่านว่าอย่างไร” ซูเม่ยเงยหน้าถามคนเบื้องหน้า “ข้าทำหน้าที่ของตัวเองวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว ท่านแม่ไม่ถามเจ้าหรอก” “อย่างไรก็ควรจะกลับพร้อมกันหรือไม่ หน้าที่ข้าคืออยู่ข้างกายท่านเวลาที่ออกมาสำนักศึกษา หากกลับไปคนเดียวถือว่าข้าบกพร่องต่อหน้าที่” ซูเม่ยไม่ยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่าย “เช่นนั้นก็ตามแต่เจ้า ทว่าที่ที่ข้าจะไปสตรีไม่เหมาะที่จะไป” อี้เฉิงกล่าวจบ กลับเดินตรงไปยังหอนางโลมทำให้ซูเม่ยได้แต่มองตาม “ไม่เอาไหนจริง ๆ” นางพึมพำก่อนเดินเข้าโรงน้ำชาข้างสำนักศึกษา เมืองหลงเฉิงในยามนี้ผู้คนพลุกพล่านไม่น้อย หากแต่กลับมองเห็นการแบ่งชนชั้นได้อย่างชัดเจน ชาวเมืองไม่กล้าแม้แต่เดินเข้าใกล้ชนชั้นขุนนาง แม้แต่เหล่าบัณฑิตยังแบ่งเป็นบัณฑิตยากจนกับบัณฑิตตระกูลขุนนาง ชาวบ้านยากจนต้องก้มหน้าเมื่อเดินผ่านเหล่าขุนนาง แม้ไม่มีกฎหมายห้ามหากทว่ามันกลายเป็นธรรมเนี
Baca selengkapnya
บทที่ 9 ความรู้ตื้นเขิน
อี้เฉิงจ้องมองหยุนเสี่ยวด้วยความเป็นห่วง เขาเป็นบุตรแม่ทัพใหญ่จึงไม่เคยนึกถึงความลำบากของเหล่าขุนนางลำดับล่างมาก่อน “หากมีอะไรให้ข้าช่วย คุณหนูมู่ไปหาข้าที่จวนได้” อี้เฉิงคิดอยากช่วยเหลือ “เอ่อคือ.........” หยุนเสี่ยวมองหน้าอีกฝ่ายสลับกับมองซูเม่ย “หากท่านไม่สบายใจมาหาข้าได้ ตอนนี้ข้ายังพักอยู่จวนตระกูลเพ่ย” ซูเม่ยรู้ว่าหยุนเสี่ยวคงลำบากใจหากต้องขอความช่วยเหลือจากบุรุษอื่น “ตอนนี้? แม่นางซูเม่ยไม่ได้จะอยู่จวนท่านแม่ทัพตลอดไปหรือ” หยุ่นเสี่ยวอดสงสัยไม่ได้ “ข้าเพียงมาจัดการธุระที่เมืองหลวง หากเสร็จธุระแล้วก็คงต้องกลับตระกูลเจียง” “ขออภัย ข้านึกว่าเจ้าเป็นสาวใช้ของของคุณชายรอง” “ข้าไม่คิดเป็นสาวใช้ของบุรุษที่มีความรู้ตื้นเขินเช่นนี้หรอก” คำพูดของซูเม่ยทำให้อี้เฉิงหน้าชาในทันที ไม่ต่างจากหยุนเสี่ยวที่มองเขาด้วยแววตาเห็นใจ “หมดธุระข้าแล้ว ขอตัวก่อน” ซูเม่ยไม่ได้สนใจไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างบุรุษข้างกาย นางกล่าวจบก็หันหลังจากไปปล่อยให้คุณชายเพ่ยส่งสายตาคาดโท
Baca selengkapnya
บทที่ 10 ห่วงใย
ยามโหย่วระหว่างที่ซูเม่ยเตรียมพักผ่อนจากความเหนื่อยล้า ติงซียงกลับเข้ามาตามไปพบฮูหยินเอกในยามค่ำคืน “ฮูหยินเอกให้ติงเซียงไปตามข้ามีอะไรหรือไม่เจ้าคะ” “ข้าจะพาเจ้าไปพบอาจารย์เจียง กลางวันไม่สะดวกเวลานี้ผู้คุมไม่เข้มงวดจะทำการใดก็สะดวกกว่า” หลี่หว่าที่ยืนรออยู่หน้าเรือนกล่าวอย่างรีบร้อน รถม้าตระกูลเพ่ยวิ่งย่ำไปตามท้องถนนยามราตรี ปลายทางคือคุกหลวงที่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเมือง หากจากจวนตระกูลเพ่ยไม่น้อย “จำไว้ว่าอย่าบอกผู้ใดว่าเจ้ามาจากจวนตระกูลเพ่ย” ฮูหยินเอกย้ำกับซูเม่ยก่อนที่จะลงจากรถม้า หลี่หว่านำทางไปยังทางเข้าคุกหลวงก่อนจะยื่นถุงเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้คุมที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว “พบได้ไม่นานนะขอรับ ไม่เช่นนั้นพวกข้าจะลำบากเอาได้” ผู้คุมเปิดดูถุงเงินก่อนกล่าวอย่างนอบน้อม “อือ” หลี่หว่าพยักหน้ารับก่อนเดินตามทหารยามเข้าไปโดยซูเม่ยเดินรั้งท้าย ภายในคุกหลวงเต็มไปด้วยความมืดมิด อากาศภายในเหน็บหนาวกว่าด้านนอกไม่น้อย เสียงร้องไห้ เสียงด่าทอสาปแช่ง แม้กระทั่งเสียงขอร้องอ้อนวอนดังปะปนจนมิอ
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status