Masukมารดาเลี้ยงจับนางแต่งงานกับอ๋องพิการแทนน้องสาวนางก็ยอม สามียังประกาศรักมั่นสตรีอีกคนนางก็ยอม แต่ใครให้ความกล้าพวกเขามารังแกนางกัน? แค้นนี้ย่อมส่งมอบคืน ในเมื่ออยู่กันดีๆไม่ได้ ก็ต้องย่อยยับกันไปข้าง!
Lihat lebih banyakบทนำ
ภายในห้องอันมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีเงินจากภายนอกสาดส่องเข้ามากระทบลงบนเงาร่างของคนสองคนที่อยู่กลางห้อง
คนผู้หนึ่งยืนสูงตระหง่าน เพียงแค่แผ่นหลังก็ดูสง่างาม
หากแต่อีกคนกลับนั่งอยู่กับพื้น แขนขาล้วนถูกพันธนาการไว้ทั้งหมด กอปรกับผมที่หลุดลุ่ยปกปิดหน้าตา ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
ปลายดาบแผ่ไอเย็นจรดลงข้างแก้มของนักโทษ ปาดปอยผมบางส่วนที่ปรกใบหน้าของคนเบื้องล่างอยู่ให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างไม่สนใจ ตามติดมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจสายธารในเหมันต์ฤดูเอ่ยถามออกไปว่า
"เจ้าเป็นใคร" เงาวาววับของดาบที่สะท้อนอยู่ในความมืดยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงกว่าเดิม
"แม้แต่ยามนี้ ความจำของท่านอ๋องก็เลอะเลือนเสียแล้ว" สิ้นเสียงที่ตอบกลับมา ปลายประโยคก็ยังเจือด้วยการหัวเราะแผ่วเบาตบท้าย ประหนึ่งว่าไอเย็นจากดาบที่นาบอยู่ข้างแก้มมิได้ทำให้นางรู้สึกรู้สาอันใด
"บอกมา" การเอื้อนเอ่ยของอีกฝ่ายยังคงเชื่องช้าเหมือนเคย หากแต่ปลายดาบกลับยิ่งแนบสนิทชิดผิวขาวราวหิมะของนางมากขึ้นกว่าเก่า
มิรู้ว่าผู้ถูกถามมองเห็นถึงเจตนาในการวางดาบอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือไม่ รึไม่คิดเกรงกลัวกันแน่ นางถึงได้เอ่ยตอบเขาไปว่า
"ท่านอ๋อง... ผู้อื่นกล่าวว่าท่านช่างน่าสงสาร เป็นถึงเทพแห่งสงครามแต่กลับโชคร้ายขาพิการ มิหนำซ้ำส่วนนั้นก็มิทำงาน เรื่องนี้ถูกพูดถึงในวงสนทนากี่รอบต่อกี่รอบ ข้าฟังจนหูแทบไร้ความรู้สึกไปแล้ว ยามนี้ หากเรื่องที่ท่านหลง ๆ ลืม ๆ ถูกเปิดเผยออกไปอีก ชาวบ้านจะมิเวทนาอาดูรท่านกว่าเดิมหรือไร" ความกระจ่างในน้ำเสียงของนางยังคงเด่นชัด ชัดเสียยิ่งกว่าการมองเห็นสภาพภายในห้องมืด ๆ แห่งนี้เสียอีก
"เจ้า!" สุดท้ายคนที่ใจเย็นอย่างเขาก็มิอาจทนไหว เผลอตวาดออกมา ตัวเขาสั่งคนมัดนางไว้ก็แล้ว ล่ามโซ่ก็แล้ว แต่ก็มิวายมีเรื่องให้หงุดหงิดใจอีก เพียงเพราะต้องเหลือปากให้นางตอบคำถาม ยามนี้ถึงได้หัวเสียเพราะคำพูดของนางเข้าให้แล้ว
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด คำตอบที่มอบกลับมาอีกคราก็ทำให้สรรพสิ่งรอบกายเงียบงันลงกว่าเดิม
"พี่ลี่หยาง ข้าก็คือ 'เจียงเยี่ยนฟาง' ชายารองของท่านอย่างไรเล่าเพคะ บุตรสาวคนโตของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย..."
"..." มือที่ถือดาบอยู่พลันกำแน่นขึ้นอีกนิด หวังว่าสัมผัสในมือจะย้ำเตือนสติ มิให้เขาใช้อารมณ์ชั่ววูบสังหารนางทิ้งไปเสียตอนนี้ "เจ้าไม่ใช่!"
แม้ดวงหน้าของนางที่ถูกแสงจันทร์ลอดผ่านเส้นผมไปกระทบ มองดูอย่างไรก็รู้ว่ากำลังเยาะเย้ยเขาอย่างออกนอกหน้า แถมยังดูไม่สนแม้ว่าตนกำลังจะตายก็ตาม ทว่าสตรีที่บอกว่าตนคือเจียงเยี่ยนฟางกลับเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเว้าวอน "ท่านพี่... ท่านลืมข้าได้อย่างไรเพ..."
แต่ไม่ทันได้ให้ผู้อื่นหยอกเย้าเล่นจนจบ ปลายดาบก็เปลี่ยนมาเชยคางของเจียงเยี่ยนฟางขึ้น จนนางต้องจำยอม เชิดหน้าตามขึ้นไป นำพาให้ปากที่กำลังเอ่ยวาจาต้องหุบลงทันที
จังหวะนั้น รอยยิ้มเย้ยหยันพลันปรากฏบนมุมปากของท่านอ๋องผู้อยู่เหนือกว่าสตรีใต้เท้าของตน เพียงแต่มันก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะสิ่งที่นางกระทำต่อมากลับยิ่งเหนือความคาดหมาย
เมื่อรอยยิ้มของสตรีที่นั่งอยู่พลันกระตุกขึ้นตามคนที่ยืนกดตาลงต่ำมองดูตนเอง นางเบี่ยงหน้าหลบไม่ให้คมของดาบสัมผัสโดนใบหน้า อย่างไรเสียสตรีก็รักใบหน้ายิ่งชีพ นางเองก็ไม่ต่าง แต่พอหลบพ้นแล้วเจียงเยี่ยนฟางก็เอาคอพาดลงไปบนดาบอีกรอบ เพื่อให้ดาบบาดผิวบนลำคอของตนแทน
ตายเพราะดาบปาดคอนางรับได้ แต่ตายศพไม่สวย... นางรับไม่ได้!
มือใหญ่แทบจะดึงดาบออกมาเกือบไม่ทัน เซียวลี่หยางเซถอยหลังไปถึงสองก้าวด้วยความตกใจในความบ้าบิ่นของนาง เขารู้ว่านางประหลาด รู้ว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเสียสติ หรือคนที่ส่งนางมา ก็หวังให้นางสละชีพตนเองอยู่แล้วหากทำงานมิสำเร็จ นางเลยไม่สู้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ดีกว่าถูกเขาจับทรมานสอบปากคำให้คลายความจริงออกมา
จังหวะนั้น เสียงหัวเราะก็ดังออกมาจากร่างบางที่ถูกมัดมือไขว้หลังนั่งอยู่บนพื้น ผมยาวสยายตกลงมาราวกับภูตผี
ความหนาวเย็นรอบกายกอปรกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดก็ทำให้อีกคนในห้องที่หลบอยู่ในเงามืดถึงขั้นขมวดคิ้ว ก่อนเดินเข้ามาประชิดเจ้านายของตนเพื่อหวังจะถามว่าจะเอายังไงต่อ
ฉับพลันนั้นที่เจียงเยี่ยนฟางเงยหน้าขี้นมา นางก็ยกยิ้มหวานยียวนจ้องมองท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ หยาดเลือดสีแดงสดค่อย ๆ แทรกซึมออกมาจากบาดแผลบนลำคอ สีชาดของเลือดช่างตัดกับผิวขาวซีดนั้นอย่างชัดเจน เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาไม่พอใจของสามี นางก็หัวเราะเสียงเย็นออกมาอีกระลอกหนึ่ง
ตัวท่านอ๋องที่สบตากับนางอยู่ก็จ้องมองนางด้วยใบหน้าสงสัย 'เจ็บขนาดนั้นแต่กลับยังหัวเราะออกมาได้ นาง... เสียสติไปแล้วหรือไร!'
ครั้นเมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว เจียงเยี่ยนฟางก็หอบหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เอ่ยกับเขาด้วยเสียงหวานอย่างที่ไม่เคยเอ่ยมาก่อน แต่คนฟังย่อมรู้แน่ว่านางกำลังกวนประสาทเขาอยู่
"ตัดใจสังหารมิลงหรือเพคะ หรือทรงมีใจให้หม่อมฉันไปแล้ว"
"ประสาท!" เขาสบถอย่างหาได้ยาก สะบัดกายเตรียมจะจากไป "ทรมานนาง เค้นคำตอบมาให้ข้า!"
ประตูห้องมืดถูกเปิดออกแล้ว แสงจากด้านนอกที่ลอดผ่านเข้ามา ก็นำพาให้เห็นดวงตาไร้ความรู้สึกของนักโทษบนพื้นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่กำลังยิ้มให้สวามีของตนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ยิ่งบวกกับสภาพผมเผ้าที่ดูไม่ต่างจากขอทานของนาง ผู้ใดที่ได้พบเห็น หากไม่รู้เรื่องราวมาก่อนก็คงคิดว่านางคือวิญญาณร้ายที่ถูกจับขังก็ไม่ปาน
"พ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าองครักษ์ด้านนอกรับคำ แต่มิทันได้เดินเข้ามาด้านในก็ต้องรีบหันกลับไปสนใจร่างของเจ้านายที่ทรุดลงกะทันหันแทน
"ท่านอ๋อง!"
มือของเซียวลี่หยางที่ยังคงถือดาบอยู่ก็พลันปักดาบทิ่มลงดิน ใช้ประคองร่างที่เจ็บปวดอย่างกะทันหันไว้ได้ทันพอดี ทำให้เขาไม่ล้มลงไป หากแต่เลือดคลั่งที่กลั้นไว้ได้ในตอนแรก สุดท้ายก็ไหลออกมาที่มุมปาก ขับเน้นให้ดวงตาที่แผ่ไอสังหารออกมาวาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิม ราวกับมีเปลวเพลิงสุมอยู่ด้านใน มือใหญ่อีกข้างที่ยังว่าง ก็ยกห้ามคนของตนไว้ ไม่ให้มาประคองตัวเอง
ทว่าความเจ็บปวดกลับรุนแรงขึ้นอีกทบเท่าพันทวี จนแขนขาอ่อนแรง ร่างพลันทรุดลงไปกับพื้นในท่าคุกเข่าด้วยการฝืนทนอย่างสุดความสามารถแล้ว
"ท่านอ๋อง!" เหล่าองครักษ์ต่างร้องเรียกด้วยความตกใจอีกระรอก
ชินอ๋องแห่งแคว้นเฉิงที่กำลังจะไร้สติก็หันกลับไปมองด้านหลัง หวังใช้แรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะทนไม่ไหวเพื่อบอกถึงต้นเหตุของเรื่อง
ทว่า... ด้านหลังที่เคยมีสตรีเสียสติผู้นั้นนั่งคุกเข่าอยู่พร้อมกับเชือกที่มัดตัวและโซ่ตรวนที่ขา บัดนี้กลับว่างเปล่า ร้างไร้คน! ภายในห้องหลงเหลือเพียงกลิ่นเลือดเจือจางในอากาศบ่งบอกว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง เรื่องที่เมื่อครู่นางยังอยู่ตรงนั้น และหากไม่เห็นว่า ยังคงมีโซ่ที่ถูกถอดออกวางไว้อยู่ข้างปอยผมที่ถูกตัดขาดของนาง บัดนี้คงพานคิดไปแล้วว่าสตรีนางนั้นอาจเป็นผีสางจริง!
"นักโทษหายไปไหนแล้ว!" เติ้งอู๋ที่เดินตามเซียวลี่หยางออกมาตะโกนเสียงดังลั่น พลางนั่งลงประคองเจ้านายไว้ "ค้นหาให้ทั่ว อย่าให้นางหนีได้!"
อันนี้เป็นแค่บทเปิดเรื่อง ไม่มีความเกี่ยวข้อกับต้นเรื่องนะคะ
เมื่อมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม เซียวลี่หยางเห็นเจียงเยี่ยนฟางรีบลงจากรถม้าไปทันที เขาก็ให้หงเปาที่เพิ่งพาเขาลงมาตามนางไปแทน เพราะเหมือนนางจะวนไปที่รถม้าอีกคัน โผล่มาอีกทีด้วยท่าทางที่ถืออะไรบางอย่างไว้ในมือ คราวนี้นางดูไม่เร่งรีบ ไม่เหมือนเมื่อครู่ที่อยากจะหนีหน้าเขาเพราะเรื่องในรถม้าก่อนหน้านี้ไม่นานหงเปาก็กลับมารายงานว่า "พระชายาเอานกในกรงที่ได้มาจากพี่หยางซวี่ไปปล่อยพ่ะย่ะค่ะ""นางส่งจดหมายหาใครหรือไม่" นกพิราบส่วนมากมักใช้ในการส่งจดหมายทางไกล แต่เหล่านกที่พี่ชายเขามอบให้นางกลับค่อนข้างเหมือนนกเลี้ยงไว้ดูเล่นมากกว่า เพราะตัวของมันมีสีขาวเกลี้ยงเกลาทั้งตัว ต่างก็เป็นนกพิราบที่หาได้ยาก"ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมองได้ไม่ชัด" หงเปาก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจทำงานได้ดีแต่ในตอนนั้นเติ้งอู๋ก็เข้ามาในห้องพัก พร้อมกับนกในมือสีขาวที่ตามตัวเต็มไปด้วยเลือดคราแรกเซียวลี่หยางสั่งเติ้งอู๋ให้อยู่ห่างจากเจียงเยี่ยนฟาง เพราะอีกฝ่ายตามติดเจียงเยี่ยนฟางมากเกินไปในตอนที่อยู่จวนเจ้าเมือง จนเขารู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่คิดว่าคราวนี้กลับต้องพึ่งพาเติ้งอู๋อีกรอบ "มีจดหมายอยู่ที่ขานกหรือไม่""ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ"
บทที่ 42ไม่มีเวลาได้ว่างเว้นห้าวันในการเดินทาง แม้นสองคนในรถม้าจะพูดคุยกันปกติแต่ต่างก็รับรู้ได้ว่ามีเส้นบาง ๆ ขวางกั้นพวกเขาไว้ตลอดเวลากระทั่งกลางป่าที่ใกล้จะถึงเมืองหลวงอีกเพียงหนึ่งวัน เซียวลี่หยางก็ได้รับจดหมายลับผ่านหน่วยข่าวกรองที่แฝงไว้ในวังหลวง"เจียงเจียวเหม่ยถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นเสียนเฟยเมื่อห้าวันก่อน"เจียงเยี่ยนฟางสบตากับเขา "สตรีที่หมายปองท่าน หลุดมือไปเสียแล้ว""เจ้าพูดอย่างนี้ไม่ถูก เรื่องนางหมายปองข้าน่ะใช่ แต่คำว่าหลุดมือไปควรใช้ในตอนที่ข้าชอบนางด้วย แต่นี่ไม่ใช่เสียหน่อย" ตั้งแต่กลับจากจวนตระกูลเจียงในวันนั้น เจียงเจียวเหม่ยก็มักจะส่งจดหมายมาสารภาพรักกับเขา เขียนกลอนให้เขา แต่ก็ถูกเขาปัดตกไปหมด ทั้งยังสั่งไม่ให้คนนำมามอบให้ หากนางส่งมาอีก ก็เอาทิ้งได้เลยไม่ต้องรายงาน ภายหลังนางจึงใช้อำนาจของบิดาส่งเทียบเชิญมาแทน ครั้นเขาไม่ตอบรับ ก็ถึงขั้นมาเฝ้าอยู่หน้าจวนจะขอเข้ามาให้ได้ แต่เขาก็ไม่เคยให้นางเข้ามาในจวนสักครั้ง มีเพียงครั้งเดียวที่เจียงเยี่ยนฟางสั่งให้คนเปิดประตูให้นางเข้ามาไม่คิดว่าคนที่ตามราวีเขาไม่เลิก เพียงไม่กี่วันก็ไปเข้ารับตำแหน่งพระสนมแล้ว "หรือนางและเจียง
"ร้องไห้ให้ผู้ได้ใจอ่อนกัน น่ารำคาญยิ่งนัก" แม้น้ำเสียงจะไม่ได้กระแทกกระทั้น แต่ฟังอย่างไรก็ดูเย้ยหยัน ยิ่งบวกกับสายตากระจ่างที่แสนเย็นชาของเจียงเยี่ยนฟาง ยิ่งดูรุนแรงขึ้นกว่าเดิมทว่าคนถูกตำหนิก็เพียงหัวเราะแผ่วเบา ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตาเบา ๆ มองส่งรถม้าจากไปด้านเซียวหยางซวี่เองก็ไม่ได้ตอบโต้แทนฮูหยินของตน เพราะชินชากับคำพูดเสียดแทงจิตใจผู้คนของเจียงเยี่ยนฟางไปแล้ว ในจวนของเขา จะมีใครต่อปากกับนางได้อีก ขนาดน้องสี่ของเขายังเหมือนลูกไก่ในกำมือของนางสองสามีภรรยาโอบกอดกัน ยืนมองจนขบวนรถม้าลาลับสายตาไป ทิ้งไว้เพียงรอยลากยาวจากล้อรถและรอยเท้าของม้าให้ได้ยลมองเหมันต์ฤดูที่ผ่านมาหลายปี จวบจนคราวนี้ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงเสียทีภายในรถม้า เซียวลี่หยางก็เอ่ยถามขึ้นมา"เจ้าบอกว่าไม่เคยมาที่เมืองถงเซียงมาก่อน แล้วเหตุใดพี่สามถึงบอกว่าเจ้าดูคุ้นหน้า"เจียงเยี่ยนฟางเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้ก็หันมองคนข้างกายที่ดูเหมือนกระต่ายขนฟู เพราะถูกนางห่อตัวเขาด้วยผ้าคลุมขนฟูสีขาว "คงเป็นเพราะนั่งดูรูปเทพเซียนในภาพวาดนานเกินไปกระมัง"เซียวลี่หยางรู้ว่านางชอบพูดเล่น ทว่าทุกครั้งที่ถูกนางตอบโต้กลับมาแบบนี
"หากไม่ทำตอนนี้ ก็ไม่รู้จะมีเวลาไหนอีกแล้ว""เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ" เจียงเยี่ยนฟางเองก็เข้าใจในความหมาย นางดึงมือกลับคืนมา ก่อนจะเดินไปซ้อนอยู่ด้านหลังรถเข็น พาคนออกไปเข้าสู่เหมันต์ฤดูมาได้ครึ่งทางแล้ว แม้ข้างนอกยามนี้จะไม่มีหิมะโปรยอย่างสองสามวันที่ผ่านมา แต่ก็ค่อนข้างหนาว เซียวลี่หยางจึงถูกเจียงเยี่ยนฟางห่อตัวไว้ด้วยผ้าคลุมที่หนาถึงสองชั้น ตัวเขานั่งอยู่ด้านหลัง โดยมีเจียงเยี่ยนฟางนั่งอยู่ด้านหน้าบนหลังอาชาตัวเดียวกันเซียวลี่หยางควบม้าไปตามเส้นทาง มือข้างหนึ่งกุมมือเจียงเยี่ยนฟางที่กำบังเหียนไว้ อีกมือก็โอบเอวนางไว้เบา ๆ อธิบายการขี่ม้าให้นางทีละขั้นตอน เจ้าตัวก็รับฟังอย่างตั้งใจ เหมือนตอนที่เขาสอนเล่นหมากล้อมไม่มีผิดภายหลังที่เหลือเพียงการฝึกซ้อมให้เคยชินแล้ว พวกเขาก็เริ่มพูดคุยเรื่องทั่วไปแทน"เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่ปิดบังใบหน้าของเจ้ากัน"เจียงเยี่ยนฟางฟังจากน้ำเสียงที่ถูกลมหอบไปด้วยส่วนหนึ่งก็ยังฟังออกว่าเขาไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ได้แค่ตอบเขาไปว่า "จะซื้อใจคน ก็ต้องมอบความจริงใจก่อน"ใบหน้าคนฟังปรากฏความประหลาดใจ นางมีความคิดเช่นนี้เป็นด้วย? หึ ทว่าน้ำเสียงนั้น












Ulasan-ulasan