มารดาเลี้ยงจับนางแต่งงานกับอ๋องพิการแทนน้องสาวนางก็ยอม สามียังประกาศรักมั่นสตรีอีกคนนางก็ยอม แต่ใครให้ความกล้าพวกเขามารังแกนางกัน? แค้นนี้ย่อมส่งมอบคืน ในเมื่ออยู่กันดีๆไม่ได้ ก็ต้องย่อยยับกันไปข้าง!
View Moreบทนำ
ภายในห้องอันมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีเงินจากภายนอกสาดส่องเข้ามากระทบลงบนเงาร่างของคนสองคนที่อยู่กลางห้อง
คนผู้หนึ่งยืนสูงตระหง่าน เพียงแค่แผ่นหลังก็ดูสง่างาม
หากแต่อีกคนกลับนั่งอยู่กับพื้น แขนขาล้วนถูกพันธนาการไว้ทั้งหมด กอปรกับผมที่หลุดลุ่ยปกปิดหน้าตา ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
ปลายดาบแผ่ไอเย็นจรดลงข้างแก้มของนักโทษ ปาดปอยผมบางส่วนที่ปรกใบหน้าของคนเบื้องล่างอยู่ให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างไม่สนใจ ตามติดมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจสายธารในเหมันต์ฤดูเอ่ยถามออกไปว่า
"เจ้าเป็นใคร" เงาวาววับของดาบที่สะท้อนอยู่ในความมืดยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงกว่าเดิม
"แม้แต่ยามนี้ ความจำของท่านอ๋องก็เลอะเลือนเสียแล้ว" สิ้นเสียงที่ตอบกลับมา ปลายประโยคก็ยังเจือด้วยการหัวเราะแผ่วเบาตบท้าย ประหนึ่งว่าไอเย็นจากดาบที่นาบอยู่ข้างแก้มมิได้ทำให้นางรู้สึกรู้สาอันใด
"บอกมา" การเอื้อนเอ่ยของอีกฝ่ายยังคงเชื่องช้าเหมือนเคย หากแต่ปลายดาบกลับยิ่งแนบสนิทชิดผิวขาวราวหิมะของนางมากขึ้นกว่าเก่า
มิรู้ว่าผู้ถูกถามมองเห็นถึงเจตนาในการวางดาบอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือไม่ รึไม่คิดเกรงกลัวกันแน่ นางถึงได้เอ่ยตอบเขาไปว่า
"ท่านอ๋อง... ผู้อื่นกล่าวว่าท่านช่างน่าสงสาร เป็นถึงเทพแห่งสงครามแต่กลับโชคร้ายขาพิการ มิหนำซ้ำส่วนนั้นก็มิทำงาน เรื่องนี้ถูกพูดถึงในวงสนทนากี่รอบต่อกี่รอบ ข้าฟังจนหูแทบไร้ความรู้สึกไปแล้ว ยามนี้ หากเรื่องที่ท่านหลง ๆ ลืม ๆ ถูกเปิดเผยออกไปอีก ชาวบ้านจะมิเวทนาอาดูรท่านกว่าเดิมหรือไร" ความกระจ่างในน้ำเสียงของนางยังคงเด่นชัด ชัดเสียยิ่งกว่าการมองเห็นสภาพภายในห้องมืด ๆ แห่งนี้เสียอีก
"เจ้า!" สุดท้ายคนที่ใจเย็นอย่างเขาก็มิอาจทนไหว เผลอตวาดออกมา ตัวเขาสั่งคนมัดนางไว้ก็แล้ว ล่ามโซ่ก็แล้ว แต่ก็มิวายมีเรื่องให้หงุดหงิดใจอีก เพียงเพราะต้องเหลือปากให้นางตอบคำถาม ยามนี้ถึงได้หัวเสียเพราะคำพูดของนางเข้าให้แล้ว
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด คำตอบที่มอบกลับมาอีกคราก็ทำให้สรรพสิ่งรอบกายเงียบงันลงกว่าเดิม
"พี่ลี่หยาง ข้าก็คือ 'เจียงเยี่ยนฟาง' ชายารองของท่านอย่างไรเล่าเพคะ บุตรสาวคนโตของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย..."
"..." มือที่ถือดาบอยู่พลันกำแน่นขึ้นอีกนิด หวังว่าสัมผัสในมือจะย้ำเตือนสติ มิให้เขาใช้อารมณ์ชั่ววูบสังหารนางทิ้งไปเสียตอนนี้ "เจ้าไม่ใช่!"
แม้ดวงหน้าของนางที่ถูกแสงจันทร์ลอดผ่านเส้นผมไปกระทบ มองดูอย่างไรก็รู้ว่ากำลังเยาะเย้ยเขาอย่างออกนอกหน้า แถมยังดูไม่สนแม้ว่าตนกำลังจะตายก็ตาม ทว่าสตรีที่บอกว่าตนคือเจียงเยี่ยนฟางกลับเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเว้าวอน "ท่านพี่... ท่านลืมข้าได้อย่างไรเพ..."
แต่ไม่ทันได้ให้ผู้อื่นหยอกเย้าเล่นจนจบ ปลายดาบก็เปลี่ยนมาเชยคางของเจียงเยี่ยนฟางขึ้น จนนางต้องจำยอม เชิดหน้าตามขึ้นไป นำพาให้ปากที่กำลังเอ่ยวาจาต้องหุบลงทันที
จังหวะนั้น รอยยิ้มเย้ยหยันพลันปรากฏบนมุมปากของท่านอ๋องผู้อยู่เหนือกว่าสตรีใต้เท้าของตน เพียงแต่มันก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะสิ่งที่นางกระทำต่อมากลับยิ่งเหนือความคาดหมาย
เมื่อรอยยิ้มของสตรีที่นั่งอยู่พลันกระตุกขึ้นตามคนที่ยืนกดตาลงต่ำมองดูตนเอง นางเบี่ยงหน้าหลบไม่ให้คมของดาบสัมผัสโดนใบหน้า อย่างไรเสียสตรีก็รักใบหน้ายิ่งชีพ นางเองก็ไม่ต่าง แต่พอหลบพ้นแล้วเจียงเยี่ยนฟางก็เอาคอพาดลงไปบนดาบอีกรอบ เพื่อให้ดาบบาดผิวบนลำคอของตนแทน
ตายเพราะดาบปาดคอนางรับได้ แต่ตายศพไม่สวย... นางรับไม่ได้!
มือใหญ่แทบจะดึงดาบออกมาเกือบไม่ทัน เซียวลี่หยางเซถอยหลังไปถึงสองก้าวด้วยความตกใจในความบ้าบิ่นของนาง เขารู้ว่านางประหลาด รู้ว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเสียสติ หรือคนที่ส่งนางมา ก็หวังให้นางสละชีพตนเองอยู่แล้วหากทำงานมิสำเร็จ นางเลยไม่สู้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ดีกว่าถูกเขาจับทรมานสอบปากคำให้คลายความจริงออกมา
จังหวะนั้น เสียงหัวเราะก็ดังออกมาจากร่างบางที่ถูกมัดมือไขว้หลังนั่งอยู่บนพื้น ผมยาวสยายตกลงมาราวกับภูตผี
ความหนาวเย็นรอบกายกอปรกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดก็ทำให้อีกคนในห้องที่หลบอยู่ในเงามืดถึงขั้นขมวดคิ้ว ก่อนเดินเข้ามาประชิดเจ้านายของตนเพื่อหวังจะถามว่าจะเอายังไงต่อ
ฉับพลันนั้นที่เจียงเยี่ยนฟางเงยหน้าขี้นมา นางก็ยกยิ้มหวานยียวนจ้องมองท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ หยาดเลือดสีแดงสดค่อย ๆ แทรกซึมออกมาจากบาดแผลบนลำคอ สีชาดของเลือดช่างตัดกับผิวขาวซีดนั้นอย่างชัดเจน เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาไม่พอใจของสามี นางก็หัวเราะเสียงเย็นออกมาอีกระลอกหนึ่ง
ตัวท่านอ๋องที่สบตากับนางอยู่ก็จ้องมองนางด้วยใบหน้าสงสัย 'เจ็บขนาดนั้นแต่กลับยังหัวเราะออกมาได้ นาง... เสียสติไปแล้วหรือไร!'
ครั้นเมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว เจียงเยี่ยนฟางก็หอบหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เอ่ยกับเขาด้วยเสียงหวานอย่างที่ไม่เคยเอ่ยมาก่อน แต่คนฟังย่อมรู้แน่ว่านางกำลังกวนประสาทเขาอยู่
"ตัดใจสังหารมิลงหรือเพคะ หรือทรงมีใจให้หม่อมฉันไปแล้ว"
"ประสาท!" เขาสบถอย่างหาได้ยาก สะบัดกายเตรียมจะจากไป "ทรมานนาง เค้นคำตอบมาให้ข้า!"
ประตูห้องมืดถูกเปิดออกแล้ว แสงจากด้านนอกที่ลอดผ่านเข้ามา ก็นำพาให้เห็นดวงตาไร้ความรู้สึกของนักโทษบนพื้นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่กำลังยิ้มให้สวามีของตนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ยิ่งบวกกับสภาพผมเผ้าที่ดูไม่ต่างจากขอทานของนาง ผู้ใดที่ได้พบเห็น หากไม่รู้เรื่องราวมาก่อนก็คงคิดว่านางคือวิญญาณร้ายที่ถูกจับขังก็ไม่ปาน
"พ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าองครักษ์ด้านนอกรับคำ แต่มิทันได้เดินเข้ามาด้านในก็ต้องรีบหันกลับไปสนใจร่างของเจ้านายที่ทรุดลงกะทันหันแทน
"ท่านอ๋อง!"
มือของเซียวลี่หยางที่ยังคงถือดาบอยู่ก็พลันปักดาบทิ่มลงดิน ใช้ประคองร่างที่เจ็บปวดอย่างกะทันหันไว้ได้ทันพอดี ทำให้เขาไม่ล้มลงไป หากแต่เลือดคลั่งที่กลั้นไว้ได้ในตอนแรก สุดท้ายก็ไหลออกมาที่มุมปาก ขับเน้นให้ดวงตาที่แผ่ไอสังหารออกมาวาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิม ราวกับมีเปลวเพลิงสุมอยู่ด้านใน มือใหญ่อีกข้างที่ยังว่าง ก็ยกห้ามคนของตนไว้ ไม่ให้มาประคองตัวเอง
ทว่าความเจ็บปวดกลับรุนแรงขึ้นอีกทบเท่าพันทวี จนแขนขาอ่อนแรง ร่างพลันทรุดลงไปกับพื้นในท่าคุกเข่าด้วยการฝืนทนอย่างสุดความสามารถแล้ว
"ท่านอ๋อง!" เหล่าองครักษ์ต่างร้องเรียกด้วยความตกใจอีกระรอก
ชินอ๋องแห่งแคว้นเฉิงที่กำลังจะไร้สติก็หันกลับไปมองด้านหลัง หวังใช้แรงเฮือกสุดท้ายก่อนจะทนไม่ไหวเพื่อบอกถึงต้นเหตุของเรื่อง
ทว่า... ด้านหลังที่เคยมีสตรีเสียสติผู้นั้นนั่งคุกเข่าอยู่พร้อมกับเชือกที่มัดตัวและโซ่ตรวนที่ขา บัดนี้กลับว่างเปล่า ร้างไร้คน! ภายในห้องหลงเหลือเพียงกลิ่นเลือดเจือจางในอากาศบ่งบอกว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง เรื่องที่เมื่อครู่นางยังอยู่ตรงนั้น และหากไม่เห็นว่า ยังคงมีโซ่ที่ถูกถอดออกวางไว้อยู่ข้างปอยผมที่ถูกตัดขาดของนาง บัดนี้คงพานคิดไปแล้วว่าสตรีนางนั้นอาจเป็นผีสางจริง!
"นักโทษหายไปไหนแล้ว!" เติ้งอู๋ที่เดินตามเซียวลี่หยางออกมาตะโกนเสียงดังลั่น พลางนั่งลงประคองเจ้านายไว้ "ค้นหาให้ทั่ว อย่าให้นางหนีได้!"
อันนี้เป็นแค่บทเปิดเรื่อง ไม่มีความเกี่ยวข้อกับต้นเรื่องนะคะ
เซียวลี่หยางมองเห็นเติ้งอู๋ที่แอบอยู่ในมุมมืดรอคำสั่ง เขากลับส่ายหน้าไม่ให้ตามไป เผื่อสตรีนางนี้นึกอยากเล่นอะไรไม่รู้จักอายฟ้าอายดินกลางแจ้งขึ้นมา!"ท่านอ๋อง หม่อมฉันขอถามท่านอีกครั้ง จะไม่โกรธ?""อืม" การส่งเสียงในลำคอนั้น ติดจะยานคางเล็กน้อย พร้อมกับมุมปากที่ขยับไหวขึ้นมานิดหนึ่ง"เชื้อพระวงศ์ พูดแล้วไม่คืนคำ"เซียวลี่หยางกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของคนด้านหลังดูอารมณ์ดีขึ้นมาแปลก ๆ ทั้งที่ปกติต่อให้นางจะพูดยียวนเขาเช่นไร น้ำเสียงนั้นก็ฟังชัดไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยามนี้กลับเหมือนกลั้วหัวเราะผสมมาเพราะอารมณ์ดี"ไปที่ใด""เรือนไม้ที่ท่านเคยมอบให้หม่อมฉัน""..." ที่แท้แล้วนางต้องการพาเขาไปทำในที่ที่นางคุ้นชิน?ผ่านไปหนึ่งก้านธูปกว่า เจียงเยี่ยนฟางเพิ่งจะพาคนมาถึงเพราะต้องออกแรงดันรถเข็นไปด้วย จึงทำให้เวลาคลาดเคลื่อนออกไปกว่าที่นางเดินทางเพียงคนเดียวนางผลักเปิดประตูให้เปิดออก เสียงของบานประตูพลันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดออกมาด้วยไม่เคยถูกซ่อมแซมมานาน หลังจากนั้นเจียงเยี่ยนฟางก็พาคนไปนั่งกลางเรือนไม้ที่ผุพัง ก่อนจะเดินกลับไปปิดประตูจนเกิดเสียงดังหนวกหูแบบเดิมขึ้นอีกรอบเซียวลี่หยางรู้สึกว่าอากาศรอบเรือ
บทที่ 15เข้าหอในเรือนไม้ผุพังดวงจันทร์วันนี้กลมโตทอประกาย เมฆหมอกบางเบา แม้ไม่ต้องจุดคบไฟก็ยังสามารถเห็นทางเดินรอบตัวได้กระจ่างชัดเวลานี้หงเปากำลังยืนเป็นกังวลในเรือนอี้ของชินอ๋อง มือบีบแน่นเข้าหากัน "ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่เจียงจะมาจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ""เจียงเยี่ยนฟางก็แค่มาทดสอบ คงไม่กล้าลงมือจริง" เซียวลี่หยางทั้งที่เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ดูไม่รอคอย แต่กลับสวมอาภรณ์เหลือแค่ตัวใน "นางอาลัยอาวรณ์รักกั่วหลีหมิ่นขนาดนั้น จะมาเปลืองตัวเองก็คงไม่ใช่ เพียงแค่อยากหลอกล่อข้าให้เข้าไปติดอยู่ในแผนของตนเองเท่นั้น ก็ลองเดินตามนางดูสักครา เผื่อจะได้อะไรคืบหน้าขึ้นมาบ้าง" แต่ใจหนึ่งเขาก็กำลังคิดว่าหากนางชมชอบกั่วหลีหมิ่นขนาดนั้น แล้วฮ่องเต้เล่า มิใช่ว่านางอยากเป็นอย่างสนมอี๋หรือไรรึว่านางกับพี่ชายของเขาตกลงกันเรื่องนี้แทน ว่าหากเจียงเยี่ยนฟางสามารถเปิดโปงเขาได้ นางจะได้กลับไปตบแต่งเป็นภรรยาของกั่วหลีหมิ่นอีกที เท่าที่เขาให้เติ้งอู๋ตามสืบเรื่องกั่วหลีหมิ่นก็ได้รู้เหตุผลว่าทำไมอีกฝ่ายไม่ไปขอเจียงเยี่ยนฟางแต่งงานสักที ด้วยเพราะบิดาของตนคัดค้าน ดังนั้นบางทีฮ่องเต้ก็อาจจะสืบทราบเรื่องนี้ตั้งแต่ที่เจียงเจี
"ฮ่องเต้เสด็จ..."เซียวลี่หยางจึงปล่อยคนให้เป็นอิสระเจียงเยี่ยนฟางเองก็ขยับตัวยืนขึ้น เตรียมรอรับเสด็จ นางเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ โดยไม่หันไปมองเซียวลี่หยาง "ไม่ต้องห่วง หมอพิษพเนจรผู้นี้ ก็แค่คนไร้ค่า!" เพียงแค่มองทะลุผ่านไปเบื้องหลังของเซียวมู่หยาง นางก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องของชินอ๋องไม่มีทางถูกเปิดเผยแน่ ยังคงเป็นนางที่ได้เปรียบ เพราะกุมความลับของอีกฝ่ายไว้เพียงผู้เดียวในระหว่างที่เซียวลี่หยางกำลังดูตรวจอาการ เจียงเยี่ยนฟางก็ถูกพาถอยไปที่หลังฉากกั้นของห้องกลาง เซียวมู่หยางที่ออกมารอด้วยกันกับนางก็เอ่ยขึ้นมาว่า"หมึกที่เจ้ามอบให้มาครานั้นใช้ดียิ่งนัก นอกจากสีจะติดเนื้อกระดาษดีแล้วก็ยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ พาให้ผ่อนคลายยิ่งนัก ตอนนี้เราก็ใช้หมดแล้ว""ฝ่าบาททรงงานหนักทุกวัน หมึกทำออกมาตลับเล็กเพียงนั้น ไม่แปลกที่จะหมดในเร็ววันเพคะ หากพระองค์ทรงชอบ ไว้หาของที่ใช้ทำได้ครบแล้ว หม่อมฉันจะทำมาถวายอีกเพคะ""รบกวนเจ้าแล้ว""ไม่รบกวนเลยเพคะ คราวหน้าหม่อมฉันจะทำให้ใหญ่กว่าเดิมด้วย!" แม้นไม่อาจมองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ได้ แต่นางก็แสร้งยิ้มเพียงดวงตาอย่างแนบเนียน แถมน้ำเสียงที่เอ่ยออกไปก็เป็นจังหวะ
บทที่ 14หมอพิษพเนจรผู้นี้ หม่อมฉันไม่รู้จักเช้าวันต่อมาเจียงเยี่ยนฟางกลับถูกคนมาแจ้งข่าวให้เข้าวังทันที ดีที่นางให้เจินเจินออกไปสั่งตัดชุดไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ออกมาจากวังหลวงคราวนั้น รอบนี้จึงสวมชุดแบบสตรีแคว้นเฉิงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แทนระหว่างที่เจินเจินกำลังช่วยเจ้านายแต่งตัว นางก็เล่าเรื่องที่ไปแอบดูมาเมื่อวานให้พระชายาฟัง ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่ใส่ใจก็ตาม แต่เจินเจินก็อยากรู้จริง ๆ ว่าท่านอ๋องจะทำโทษคนที่ตนบอกว่ารักมากได้ลงคอหรือไม่ ผลปรากฏว่าครั้งนี้ทำจริง "เมื่อคืนดูเหมือนท่านอ๋องจะพิโรธจริงเพคะ อนุกู่ถูกตีจนสลบไป หลังของนางคงต้องรักษาไปอีกนาน"เรื่องการใส่ร้ายคนแถมถึงขั้นทำตุ๊กตาอูกู่ขึ้นมา หลอมรวมกับเรื่องที่ผ่านมาซึ่งเคยปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ครั้งนี้หากไม่ทำโทษอีกก็คงไม่ได้ เมื่อวานตอนเจินเจินไปแอบดูยังต้องปิดหูเพราะเสียงร้องของสตรีผู้นั้นที่เพิ่งถูกลดขั้นไปอยู่เลย เสียงร้องของอนุกู่ทั้งโหยหวนและหนวกหู ปากยังพร่ำอ้อนวอนท่านอ๋องไม่หยุด แต่หงเปาที่ไปคอยยืนดูกลับไม่ใจอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย"..." เจียงเยี่ยนฟางเพียงฟังผ่าน ๆ อย่างไรเสียนางก็แก้แค้นในทางอื่นไปแล้ว อีกฝ่ายจะถูกลงโทษหรือไม่ ย่อ
"เจียงเยี่ยนฟาง เจ้าอยู่ก่อน"เท้าที่ก้าวเดินพลันชะงัก หันกลับไปมองทางด้านหลัง หากแต่ว่าต่อให้นางจ้องจนตาแทบจะหลุดออกมาเพียงใด ก็ไม่อาจมองทะลุฉากกั้นห้องได้ สุดท้ายจึงเดินกลับเข้าไปใหม่อีกรอบ "ท่านอ๋องต้องการรับสั่งสิ่งใดเพคะ""..." เซียวลี่หยางกลับโยนรับสั่งม้วนนั้นให้นางอย่างแรงแทนคำตอบเจียงเยี่ยนฟางรับของที่ถูกโยนใส่อกไว้ได้ทัน แต่ตุ๊กตาในมือกลับร่วงหล่นกลิ้งไปไกล แม้นางไม่พอใจแต่ก็พยายามเก็บอาการ ลอบสูดหายใจเข้าลึกเมื่อเปิดออกดูก็พบว่าในนั้นไม่ได้กล่าวสิ่งใดมาก แต่บอกให้นางกับเขาเข้าไปในวังในเร็ววันนี้ ให้เตรียมตัวไว้ แล้วก็ไม่ได้ระบุวันที่ที่ชัดเจนคิ้วเรียวยาวของเจียงเยี่ยนฟางพลันเลิกขึ้น "ท่านอ๋องทราบหรือไม่ว่าเรื่องอันใดเพคะ""..." เซียวลี่หยางเงียบไปในตอนแรก แต่เขาเองก็ได้ข่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว และมั่นใจว่าน่าจะเรื่องนี้ไม่ผิดแน่ "เต๋อเฟยเดินไม่ได้มาหลายวันแล้ว""เต๋อเฟย?" เจียงเยี่ยนฟางมีสีหน้าสงสัย ทำราวกับกำลังนึกหาคนผู้นั้นในหัว "ท่านอ๋องเป็นหมอ?""เจียงเยี่ยนฟาง" อีกฝ่ายหาได้ใส่อารมณ์ในน้ำเสียง แต่ดูจากสีหน้าบึ้งตึงแล้วก็คงไม่พอใจ"เพคะ" นางก็ยังคงทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ร
"..." กู่เยว่ชิงถึงกับสะดุ้งตกใจกับแววตาเย็นชาประหนึ่งวิญญาณร้ายของเจียงเยี่ยนฟาง นัยน์ตาเรียวที่จดจ้องนางอยู่ดูไม่มีความหวาดกลัวในคำพูดของตนเองแม้แต่น้อย ทำให้กู่เยว่ชิงตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายพูดจริงทำจริงแน่ ไม่ใช่เพียงข่มขู่! และที่นางตกใจยิ่งกว่าก็คือสตรีนางนี้เป็นเพียงคุณหนูที่โดนทอดทิ้ง ไร้การศึกษา ไร้การอบรม บิดามารดาไม่สนใจ ส่งมาแต่งเข้าจวนชินอ๋องที่พิการและไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักแล้ว แต่ยามนี้คนตรงหน้าไหนเลยจะมีนิสัยเช่นที่ผู้คนได้รู้มาว่าอ่อนแอด้อยปัญญา!"พระชายา..." สาวใช้นางนั้นอยู่ไม่ไกลจึงได้ยินเต็มสองหู รีบเงยหน้ามองกู่เยว่ชิงด้วยความตื่นตระหนก เรื่องราวของจูเหลียงพลันวาบผ่านเข้ามาในหัว ทำให้ขาที่นั่งทับกันอยู่พลันหมดแรงพับไปกับพื้นถึงก่อนหน้านี้พระชายาเจียงอยู่อย่างเงียบสงบมานาน ท่านอ๋องรังแกอย่างไรก็ไม่ปริปากบ่น จนพวกนางหลงนึกไปแล้วว่าตนเองก็สามารถข่มเหงอีกฝ่ายได้เช่นกัน ด้วยเพราะทะนงว่าตนเป็นคนฝั่งของพระชายากู่ที่ท่านอ๋องทรงโปรดปรานเพียงหนึ่งเดียวด้วยมัวแต่ลุ่มหลงในคำเยินยอที่หาใช่ของตนเองแต่เป็นของเจ้านาย พวกนางกลับหลงลืมไปแล้วว่า สตรีผู้นี้มาจากตระกูลใด ต่อให้อีกฝ
Comments