Masukซูเม่ยที่บัดนี้ได้เลื่อนฐานะจากสาวใช้ในเรือนกลายเป็นสาวใช้ข้างกายคุณชายรอง หน้าที่ของนางคือตามเขาไปเรียนยังสำนักศึกษา ทว่ายามเฉินแล้วอี้เฉิงกลับยังไม่ยอมออกจากหอนอนของตนเสียที
“ซิงเหว่ย ท่านตามคุณชายออกมาได้หรือไม่” ซูเม่ยที่ยืนรอหน้าประตูเรือนมาครึ่งชั่วยามแล้วเริ่มอดทนรอไม่ไหว
“แม่นางเจียง ข้าปลุกเขาหลายรอบแล้วทว่ากลับยังไม่ยอมตื่นเสียที” องครักษ์ข้างกายส่ายหัวอย่างจนปัญญา
ซูเม่ยได้แต่ยืนพ่นลมหายใจให้กับความไม่เอาไหนของคุณชายรองตระกูลเพ่ย ทั้งที่อีกฝ่ายพึ่งรับปากมารดาว่าจักตั้งใจศึกษาตำรา
“เช่นนั้นข้าปลุกเอง” เมื่อเหลืออดนางมุ่งตรงเข้าหอนอนบุรุษโดยมิสนใจเสียงทัดทานของซิงเหว่ย
เมื่อก้าวเข้าสู่หอนอนของอี้เฉิง นางกลับแปลกใจที่บุรุษไม่เอาไหนผู้นี้ ห้องนอนกลับดูสะอาดแลเป็นระเบียบไม่น้อยหากไม่รู้จักมาก่อนเกรงว่านางต้องคิดว่าเขาเป็นคุณชายที่เปี่ยมด้วยความสามารถทั้งบุ๋นบู๊แน่ ซูเม่ยจ้องมองบุรุษที่ยังหลับใหลอยู่บนเตียง
“คุณชายรองเพ่ย ท่านต้องตื่นได้แล้วเจ้าค่ะหากช้ากว่านี้เกรงสำนักศึกษาคงเลิกเรียนก่อนพอดี”
เสียงหวานไม่คุ้นหูทำบุรุษที่หลับใหลปรือตาตื่น ดวงตาที่ยังพร่ามัวมองเห็นสตรีร่างบางยืนกอดอกจ้องเขาตาเขม็ง หากทว่าเมื่อขยี้ตาอีกครั้งสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นภาพลวงตากลับเด่นชัดขึ้น
“นี่! เจ้า เจ้าเข้ามายังห้องข้าได้อย่างไร” อี้เฉิงตกใจรีบดึงอาภรณ์คลุมกายให้แน่นหนาขึ้น คล้ายกลัวโดนอีกฝ่ายลวนลาม
ซูเม่ยขมวดคิ้วกับท่าทางเช่นสตรีเกรงกลัวบุรุษของอีกฝ่าย
“คุณชายรองนี่ท่าทางอะไรของท่าน ข้าไม่คิดใช้กำลังขืนใจท่านหรอกนะ รีบแต่งกายเข้านี่ยามเฉินแล้วเกรงว่าการไปเรียนครั้งแรกของท่านจะสร้างความประทับใจให้อาจารย์ไม่น้อย” นางกล่าวประชดประชันก่อนเดินย่ำเท้าออกไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
อี้เฉิงตกใจที่ได้รู้ว่าตนเองตื่นสายเพียงนี้ เมื่อคืนเขาอ่านตำราจนดึกดื่นจนเผลอหลับ ไม่คิดว่าวันนี้จะตื่นไม่ทันเข้าเรียนเสียแล้ว
รถม้าตระกูลเพ่ยวิ่งเต็มกำลังเพื่อส่งอี้เฉิงไปยังสำนักศึกษาอย่างเร็วที่สุด กระนั้นก็ยังช้ากว่าบัณฑิตคนอื่นที่ร่ำเรียนล่วงหน้าไปแล้ว แม้เขาต้องเรียนเป็นการส่วนตัวกับอาจารย์อู๋แต่การมาช้าของเขาก็บ่งบอกถึงการขาดความรับผิดชอบได้เช่นกัน
อาจารย์อู๋ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขามองอี้เฉิงพลางส่ายหน้าด้วยความระอา ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกละอายจนไม่กล้าสู้หน้า
“คารวะอาจารย์อู๋ ข้าน้อยเจียงซูเม่ยได้รับคำสั่งจากฮูหยินเอกให้เข้าเรียนเป็นเพื่อนคุณชายเจ้าค่ะ” ซูเม่ยแจ้งจุดประสงค์ที่ตนยังคงอยู่ในห้องเรียน
“เช่นนั้นเจ้าก็นั่งอย่างเงียบ ๆ เถอะ อย่ารบกวนการสอนของข้า”
“เจ้าค่ะ” ซูเม่ยรับคำก่อนเดินไปนั่งมุมห้องโดยไม่รบกวนการสอนตำราอีก
“คุณชายรองเช่นนั้นวันนี้ท่านลองต่อกวีนี้ดูที เมืองสงบใต้ฟ้าสีครามสด หมู่คนจรยิ้มรับปรับทุกข์หวน....”
“อาจารย์อู๋ข้าไม่สันทัดการแต่งกวีขอรับ” เขากล่าวกับอาจารย์เสียงเรียบ ใบหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไร
“กวีบทนี้สามารถต่อได้มากมาย แม้แต่สาวใช้ของท่านยังต่อได้กระมัง” อาจารย์อู๋ถอนหายใจให้กับความเขลาของคุณชายรองตระกูลเพ่ย
“อาจารย์กล่าวเกินจริงแล้ว แม้บทกวีจะง่ายก็ไม่ถึงกลับสาวใช้ต่อได้กระมัง”
“ดินแดนดั่งสวรรค์รวมดวงดารา ผู้มาเยือนต่างสุขปลอดทุกข์ชั่วนิรันดร์”
ยังไม่ทันที่อี้เฉิงจะกล่าวจบ ซูเม่ยกลับต่อบทกวีของอาจารย์อู๋เสร็จสรรพ
“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าบทกวีนี้ง่ายไม่มีคำตอบเจาะจง” สีหน้าชื่นชมของอาจารย์อู๋ถูกส่งไปยังซูเม่ย แตกต่างจากสีแววตาคาดโทษของผู้เป็นนายที่ส่งไปยังนางคล้ายจะหักกระดูกของสาวใช้ให้แหลกสลายเสียตรงนี้
“หากคิดจะสอบขุนนาง แม้จะเป็นตำแหน่งเล็ก ๆ เจ้าต้องศึกษาให้มากกว่านี้เสียแล้ว” อาจารย์อู๋กล่าวเตือนอี้เฉิง
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ” อี้เฉิงก้มหน้ารับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
“เช่นนั้นเริ่มจากการคัดอักษรก่อนแล้วกัน การคัดอักษรเป็นพื้นฐานของการเป็นขุนนาง มันจะทำให้เจ้ามีสมาธิขึ้น และอักษรที่สวยงามจะทำให้ฎีการของเจ้าไม่ถูกปัดความสำคัญ”
อี้เฉิงรับคำอาจารย์ก่อนเริ่มลงมือใช้พู่กันวาดตัวอักษรบนกระดาษขาว โดยที่มีซูเม่ยคอยฝนหมึกให้ ทว่าตัวอักษรของเฉิงอี้ทำให้สตรีที่อยู่ตรงหน้าต้องเงยหน้ามองเขาอยู่หลายครั้ง
“เจ้าจะจ้องข้าอีกนานหรือไม่ ฝนหมึกเร็วเข้า” อี้เฉิงที่สังเกตว่าถูกอีกฝ่ายมองไม่หยุด ได้แต่ตำหนิเสียงเบา
“อือ” แม้อยากจะเอ่ยเตือนแต่นางเป็นเพียงสาวใช้เช่นนั้นจึงเลือกที่จะเงียบไว้
“อาจารย์อู๋ข้าคัดเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านตรวจดูได้” อี้เฉิงยื่นกระดาษให้กับอาจารย์ตรวจ
“คัดเร็วไม่เบา...........” ยังไม่ทันได้กล่าวจบอาจารย์ถึงกลับต้องหยุดชะงัก พร้อมทั้งเงยหน้ามองลูกศิษย์ของตน
“เช่นนี้เรียกตัวอักษรหรือ เหตุใดเส้นถึงดู้ไร้เรี่ยวแรงและไม่มีความงดงามเพียงนิด” ชายชรานวดขมับของตนเอง
“ไม่สวยหรือขอรับ” เขาคัดจนสุดฝีมือแล้ว กลับยังถูกอีกฝ่ายตำหนิ
“ลองถามสาวใช้ของเจ้าดู นี่เรียกสวยหรือไม่” อาจารย์อู๋ยื่นกระดาษลายมือของอี้เฉิงมาให้ซูเม่ย ทว่านางลำบากใจที่จะตอบได้แต่เลี่ยงการวิจารณ์
“อาจารย์อู๋ข้าน้อยไม่ชำนาญด้านการเขียนอักษรจึงมองไม่ออกว่าสวยงามหรือไม่”
“เช่นนั้นเจ้าลองเขียนประโยคสุดท้ายให้ข้าดู” อาจารย์อู๋ยังไม่คิดยอมแพ้ แต่สายตาดำมืดของอี้เฉิงกลับทำให้นางลำบากใจ
“หากข้าเขียนออกไปแล้วทำคุณชายรองอับอายอีกเล่า” ซูเม่ยยังคงก้มหน้าบ่นพึมพำ
“เขียนมาเถอะ เจ้าพูดเช่นนี้ข้ายิ่งอับอาย” อี้เฉิงที่นิ่งฟังอยู่นานทนไม่ไหวที่จะพิสูจน์ด้วยตนเอง พลางดันกระดาษและพู่กันมายังนาง
ซูเม่ยมองหน้าบุรุษตรงหน้า ก่อนเริ่มเขียนอักษรอย่างบรรจง การจับพู่กันและความสงบบนใบหน้ายามนางได้เขียนตำรา ทำให้อี้เฉิงอดหลงใหลในท่าทางงดงามของนางไม่ได้
“เสร็จแล้ว” ซูเม่ยยื่นกระดาษกลับไปให้อี้เฉิง เมื่อบุรุษตรงหน้าเห็นตัวอักษรของนางก็ทำหน้ามุ่ยในทันที เขาพึ่งรู้ว่าตัวอักษรที่งดงามเป็นเช่นไรก็วันนี้
“หึ! หึ! เกรงว่าคุณชายเพ่ยต้องเรียนรู้จากสาวใช้ของท่านอีกมาก” อาจารย์อู๋ที่เห็นกระดาษแผ่นนั้นกล่าวอย่างพอใจ
“อาจารย์กล่าวชมเกินไปแล้ว คุณชายของข้าไม่ค่อยได้จับพู่กัน ต่อจากนี้เขาจะฝึกฝนทุกวันเพียงไม่นานย่อมมีอักษรที่ทรงพลังแน่นอนเจ้าค่ะ” ซูเม่ยยิ้มแห้งมองอี้เฉิงที่นั่งเท้าคางไม่สนใจสิ่งใด
“ชิ เจ้าไม่ต้องมาพูดยอข้า” บุรุษตัวโตกลับแง่งอนเป็นเด็กน้อยเสียแล้ว
ซูเม่ยได้แต่ถอนหายใจ เพียงมาเรียนวันเดียวแทนที่จะผูกมิตรกัน นางกลับสร้างศัตรูให้กับตัวเองสียแล้ว
จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา
“ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา
อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า
“เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ
“ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร
ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี







