LOGINรูปร่างของเซี่ยชิงซางค่อนข้างผอมบาง ทั้งยังมีท่าทีอ่อนแอเปราะบางติดตัวมาแต่กำเนิดแต่ฉีเหมี่ยวเติบโตมากับการทำงานไร่ทำนาตั้งแต่เด็ก ปีนหน้าผาเก็บสมุนไพรนับเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย พอมาอยู่ที่ àl'aube ก็มักจะต้องช่วยยกกล่องอยู่บ่อย ๆ แรงกายของเธอจึงมากจนน่าตกใจการตบไหล่ของเธอครั้งนี้ เกือบจะซัดเอาเซี่ยชิงซางปลิวออกไปเลยทีเดียวเซี่ยชิงซางยกมือขึ้นนวดไหล่ของตัวเอง ร่างกายซีกนั้นชาไปหมดฉีเหมี่ยวรีบเอ่ยขอโทษทันที“ขอโทษด้วยนะคะ ฉันแรงเยอะ เมื่อกี้เผลอตัวไปหน่อย!”เซี่ยชิงซางนวดแขนพลางยิ้มเจื่อน “ไม่เป็นไรครับ”ฉีเหมี่ยวรู้สึกผิดในใจ เมื่อเดินพ้นประตูมหาวิทยาลัยออกมา เธอจึงซื้อชานมไปฝากโต๊ะของคณะตัวเองและโต๊ะของฝั่งเซี่ยชิงซางถือเป็นการขอโทษก็แล้วกันเพื่อนร่วมคณะที่อยู่ข้างกายเซี่ยชิงซางเอ่ยแซวขึ้นมา “รุ่นน้องคนนี้น่ารักไม่เบาเลยนี่นา ไอ้เชี่ย มึงเพิ่งจะมาใจอ่อนยวบยาบเอาป่านนี้เนี่ยนะ?”“ไม่มีอะไรสักหน่อย อย่าพูดมั่วซั่วดิ กูกับรุ่นน้องฉีแค่บังเอิญเจอกันที่ห้องสมุดไม่กี่ครั้งเอง”“แค่บังเอิญเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่ซื้อชานมให้แถมพวกเรายังพลอยได้อานิสงส์ไปด้วยเลยนะเนี่ย!”เซี่ยชิงซางยิ
ในใจของซูเหย่าฉิงเต็มไปด้วยความหวานชื่นและความเขินอายเพียงเท่านี้เซี่ยชิงซางก็ไม่มีทางสลัดเธอทิ้งไปได้ง่าย ๆ แล้วทว่าเซี่ยชิงซางกลับไม่ได้มีความทะนุถนอมบุปผาเลย ซูเหย่าฉิงทำได้เพียงอดทนต่อความเจ็บปวด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะเหลือความทรงจำดี ๆ ใดไว้เลยยามที่ต้องประคองเรียวขาสั่นเทาไปล้างหน้าแปรงฟัน ซูเหย่าฉิงก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นซูหว่านเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณหากไม่ใช่เพราะซูหว่าน เธอก็คงไม่ตกต่ำลงมาถึงสภาพนี้แต่ก่อนเซี่ยชิงซางเป็นผู้ชายที่เธอไม่แม้แต่จะชายตาแลมองต่อให้เวลานี้เขาจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และวันข้างหน้าในอนาคตก็มิใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ทว่าซูเหย่าฉิงย่อมเข้าใจดีว่า คนรวยหน้าใหม่ที่สร้างฐานะด้วยมือเปล่า ไม่มีทางเอาชนะตระกูลเก่าแก่ที่สะสมความมั่งคั่งมาหลายยุคสมัยได้อย่างเด็ดขาดซูเหย่าฉิงหลับตาลงพร้อมกับกำผ้าขนหนูในมือแน่น นึกอยากให้ผ้าขนหนูตรงหน้ากลายเป็นซูหว่าน แล้วฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ ความผิดทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็นความผิดของซูหว่านทั้งสิ้น-เมื่อสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ ก็เข้าสู่เดือนมกราคมแล้วหลังจากกองทัพผู้เข้าสอบปริญญาโทแยกย้ายกันไป ห้อ
วงการเครื่องประดับอัญมณีด้วยความที่เป็นคนในแวดวงเดียวกัน ทำให้ฉีเหมี่ยวเกิดความสนใจคนในวงการเครื่องประดับอัญมณีขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“จิวเวลรี่เหรอคะ? บังเอิญจัง ฉันก็ทำงานอยู่ในบริษัทจิวเวลรี่เหมือนกันค่ะ แต่เป็นแค่พนักงานฝ่ายบัญชีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น”“คุณทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเหรอครับ?”ฉีเหมี่ยวเปิดประตูรถของตัวเอง แล้วปัดเกล็ดหิมะที่เกาะอยู่ตรงขอบประตูร่วงลงมา“หลายคนก็ทำงานไปเรียนไป เป็นเรื่องปกตินี่คะ โรงเรียนก็อนุญาต บริษัทก็อนุญาต มีอะไรไม่ได้ล่ะคะ?”“นั่นสินะครับ”ฉีเหมี่ยวไม่ได้คิดจะพูดคุยอะไรกับเซี่ยชิงซางมากมายนัก เธอวางกล่องพัสดุไว้ในรถ แล้วขับรถออกไปช่วงปลายเดือนธันวาคม ณ เมืองเอ มีหิมะโปรยปรายลงมาเบา ๆ รอบตัวทำให้อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลันลมที่พัดโชกมาจากรอบทิศทางในลานจอดรถล้วนเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือกไปจนถึงกระดูกเซี่ยชิงซางรูดซิปเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น มองดูรถของฉีเหมี่ยวขับออกไปจากลานจอดรถแล้ว จึงค่อยกลับขึ้นรถของตัวเองเพื่อขับรถกลับบ้านพอมาถึงบ้านและเพิ่งก้าวเท้าเข้าประตู ผู้หญิงคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาแนบชิดติดตัวทันทีเซี่ยชิงซางผลักเธอออก
คิดว่าคนคนนั้นคงเห็นสภาพของเธอในตอนนี้แล้วรู้ว่าเธอกำลังตกอับ จึงไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยกลัวว่าเธอจะเป็นเหมือนปลิงดูดเลือดที่คอยเกาะติดไม่เลิกราซูเหย่าฉิงรู้ดีแก่ใจว่าคนพวกนี้มักเหยียบย่ำคนจนยกยอคนรวยเป็นกิจวัตรสักวันหนึ่งเธอจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมให้ได้คอยดูเถอะว่าคนพวกนั้นจะยังกล้าทำสายตากับเธอแบบนั้นอีกไหม!ซูเหย่าฉิงรีบคลานเข้าไปอย่างลนลาน อาศัยจังหวะก่อนที่ซาลวี่เอินจะปิดประตู เอื้อมมือไปคว้าขอบประตูไว้แน่น “พี่เขย! อย่าไล่ฉันไปเลยนะ! ฉันอธิบายกับพี่ให้ได้ ขอฉันเจอพี่หน่อยเถอะ!”เธอมองเห็นรองเท้าแตะผู้หญิงวางอยู่ภายในบ้านรวมทั้งรูปถ่ายที่วางอยู่ตรงบริเวณตู้เก็บรองเท้าหน้าทางเข้า ซึ่งเป็นภาพถ่ายคู่ระหว่างซูหว่านกับซาลวี่เอินรอยยิ้มอันหวานชื่นนั้นบาดลึกเข้าตาของซูเหย่าฉิงจนเจ็บแปลบซาลวี่เอินมองสภาพอันน่าสมเพชของเธอจากเบื้องสูง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไสหัวไป ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ เธออยากไปนอนในคุกคืนนี้หรือไง?”ช่วงนี้ในใจของเขามีแต่ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านเขารู้ดีว่าการโกรธของซูหว่านในครั้งนี้คือเรื่องจริง แต่ซาลวี่เอินกลับไม่รู้เลยว่าจะกอบกู้สถานการณ์นี้คืน
เมื่อเซ็นเอกสารทุกใบเสร็จเรียบร้อยแล้ว สวี่เพียวเพียวก็ยื่นส่งให้ซูหว่าน“ฉันอยู่ข้างเธอนะ”ซูหว่านกะพริบตาให้สวี่เพียวเพียว พร้อมส่งยิ้มรู้กันโดยนัย“งั้นขอไปอยู่ด้วยสักสองสามวันได้ไหมคะ? ก่อนหน้านี้ตอนย้ายไปบ้านเขา ฉันยังไม่ได้ทันซื้อบ้านใหม่เลย ตอนนี้เลยต้องพักอยู่โรงแรมไปก่อน”“ได้สิ มาช่วยฉันเลี้ยงลูกละกัน”เหลียนฮว่าเลี้ยงง่ายมาก ถือเป็นเด็กเทวดา แต่การเลี้ยงลูกก็ยังคงทำให้คนโสดที่ยังไม่เคยแต่งงานและไม่มีลูกอย่างซูหว่านรู้สึกกลัวอยู่ดี เธอหันหลังเตรียมจะเดินหนีทันทีก่อนจะออกไป สวี่เพียวเพียวเอ่ยขึ้นว่า “บ้านเจินเจินไม่มีคนอยู่ เธอไปพักที่นั่นสิ”“ไม่ใช่ว่าเจินเจิน... หายตัวไปเหรอ? ฉันไปอยู่มันจะดีเหรอ?”สวี่เพียวเพียวยิ้มเบา ๆ “งั้นเธอก็อ้างว่าคิดถึงเจินเจินมาก ขอย้ายไปอยู่บ้านเจินเจินเพื่อรอเธอกลับมาก็สิ้นเรื่อง!”“ความคิดเข้าท่าดีค่ะ”ซูหว่านตอบรับข้อเสนอของสวี่เพียวเพียวทันทีพอเลิกงานตอนเย็น เธอก็ย้ายไปอยู่บ้านของฮั่วสวินเจินตอนที่ซาลวี่เอินรีบเร่งไปที่โรงแรม ถึงเพิ่งรู้ว่าซูหว่านแจ้งคืนห้องและย้ายออกไปแล้ว ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับหาตัวเธอไม่เจอเลยว่าอยู่ที่ไหน
เธอตัดใจซื้อรถยนต์มือสองคันเล็กราคาหลักหมื่นมาคันหนึ่ง ให้สองพี่น้องใช้ร่วมกันก็เพียงพอแล้วฉีเหมี่ยวพูดจบก็ทิ้งผู้ชายคนนั้นไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถเธอขับรถกลับบ้านและลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท-ปีนี้ àl'aube ได้ขยายกำลังการผลิตทั้งคอลเลกชันนฤมิตปีกและคอลเลกชันสวนอีเดน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทางฝั่งผสานวสันต์ หลังจากร่วมมือกับหลิวจินเก๋อ คอลเลกชันร่วมปรีดาก็ทำยอดขายได้เกินความคาดหมายส่วนแบบร่างของสินค้าพิเศษรุ่นลิมิเต็ดที่จะร่วมมือกับหลิวจินเก๋อในไตรมาสหน้า ได้ถูกส่งให้หลินซวงเจียงและเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้วรอจนกว่าเรื่องทางฝั่งฮั่วซื่อทั้งหมดจะสงบลงอย่างเด็ดขาด ก็จะเป็นเวลาที่ผลิตภัณฑ์ใหม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการถึงเวลานั้นจะต้องสร้างความตื่นตะลึงอย่างแน่นอนสวี่เพียวเพียวแจกโบนัสสิ้นปีหนาปึกให้พนักงานทุกคนอีกทั้งยังปลดพนักงานที่ไม่เหมาะกับ àl'aube และผสานวสันต์ออกเช่นกัน โดยให้เลือกระหว่างการย้ายสายงานไปบริษัทอื่นตามการแนะนำภายใน หรือจะรับเงินชดเชยแล้วลาออกไปคนส่วนใหญ่เลือกที่จะจากกันด้วยดีตอนเซ็นชื่อ สวี่เพียวเพียวยิ้มกล่าวว่า “ทุกปี สิ