Share

เจ้านายสายฟ้าแลบ
เจ้านายสายฟ้าแลบ
Penulis: เจ้าเหมียวแวววาว

บทที่ 1

Penulis: เจ้าเหมียวแวววาว
สวี่เพียวเพียวไม่เคยคิดเลยว่า เจ้านายคนใหม่ที่ถูกส่งตัวมาแบบสายฟ้าแลบคนนั้น จะเป็นพ่อแท้ ๆ ของลูกสาวเธอ

หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาเจอฮั่วจี้เซินที่นี่ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร เธอก็จะไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในบริษัทนี้เด็ดขาด

เมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งแผนกวุ่นวายกันยกใหญ่เรื่องเจ้านายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลจะถูกส่งลงมา

ได้ยินมาว่าเขาเป็นคุณชายจากตระกูลประธานกลุ่มบริษัทที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด

ชีวประวัติแต่ละบรรทัดยาวเหยียดเกินกว่าที่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอย่างพวกเขาจะไล่ตามทัน

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในห้องประชุมล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง ชุดสูทสั่งตัดอย่างประณีตช่วยเสริมบุคลิกที่สง่างามและภูมิฐาน ขับเน้นให้เห็นถึงรูปร่างสูงโปร่งของเขาอย่างชัดเจน ความอ่อนวัยในอดีตถูกขัดเกลาจนกลายเป็นความเฉียบคม แม้อายุยังน้อยแต่กลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม

มือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนถือรีโมตคอนโทรลขณะอธิบายข้อมูลบน PPT อย่างคล่องแคล่ว

เสียงทุ้มกังวานสะท้อนไปทั่วห้องประชุม

ทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจ เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เจ้านายคนใหม่เสียความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรก

สวี่เพียวเพียวแทบอยากจะก้มหัวให้จมดิน

แต่น่าเสียดายที่พื้นห้องประชุมถูกขัดจนเงาวับ นอกจากจะไม่มีซอกหลืบให้เธอซ่อนตัวแล้ว มันยังสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอวนของเธอออกมาอย่างชัดเจน

เธอรู้ว่าเครือบริษัทนี้แซ่ฮั่ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็น “ฮั่ว” เดียวกับฮั่วจี้เซิน

สวี่เพียวเพียวเกร็งจนปลายเท้าจิกพื้น เหงื่อเย็น ๆ ซึมเต็มแผ่นหลัง

ความรู้สึกอึดอัดโถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก

สามปีแล้ว

สามปีที่ไม่ได้เจอกัน และสามปีแล้วที่เลิกรากันไป

“ใครเป็นคนดูแลโปรเจกต์นี้?”

เสียงทุ้มที่เย็นชาและห่างเหินดังมาจากบนเวที สายตาของชายหนุ่มจ้องมองลงมายังพนักงานทุกคน ทันใดนั้นบรรยากาศพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าส่งเสียง

ฮั่วจี้เซินขมวดคิ้วมุ่นแล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้น

“แม้แต่โปรเจกต์ที่ตัวเองรับผิดชอบก็จำไม่ได้งั้นเหรอ?”

เพื่อนร่วมงานที่นั่งข้าง ๆ สวี่เพียวเพียวลุกขึ้นยืนด้วยอาการสั่นเทา แล้วเอ่ยอย่างหวาดกลัวสุดขีด “ผะ...ผมเองครับ คุณฮั่ว”

ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดไปเองไหม แต่วินาทีที่สวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้น ดูเหมือนสายตาของเธอจะประสานเข้ากับสายตาของฮั่วจี้เซิน

ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งจนเธอลืมหายใจไปชั่วขณะ

ฮั่วจี้เซินละสายตาไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “เนื้อหาพวกนี้ต้องไปปรับปรุงใหม่ ทำออกมาแบบนี้ กล้าส่งมาได้ยังไง?”

จากนั้นสวี่เพียวเพียวจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่

เขาคงไม่ได้สังเกตเห็นเธอหรอก

สวี่เพียวเพียวในตอนนี้แตกต่างกันกับเมื่อสามปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

เธอก้มหน้าลงและพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อไม่ให้เขาสังเกตเห็น

แต่แล้วจู่ ๆ สายตาที่จดจ้องอยู่ที่พื้น กลับเห็นรองเท้าหนังแบรนด์เนมขัดเงาวับคู่หนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ

สวี่เพียวเพียวพลันรู้สึกเหมือนถูกโยนลงกลางทะเลลึก น้ำเค็มซัดสาดกลืนกินลมหายใจจนมือเท้าชาหนึบ

ฮั่วจี้เซินมายืนอยู่ข้างเธอแล้ว

เพื่อนร่วมงานพยายามอธิบาย “คุณฮั่วครับ โปรเจกต์นี้ผ่านการตอบรับจากลูกค้าแล้ว...”

ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้นพร้อมกับโยนรีโมตในมือลงบนโต๊ะ นัยน์ตาดำขลับจ้องมองไปที่เพื่อนร่วมงานคนนั้นด้วยแววตาเย็นยะเยือกและกล่าวเน้นทีละคำว่า “แผนงานที่ไม่สมบูรณ์ก็คือไม่สมบูรณ์ การเอาลูกค้ามาเป็นข้ออ้างคือมาตรฐานของคุณเหรอ?”

“หรือคุณคิดว่าการทำงานคือการเล่นขายของ?”

สายตาคู่นั้นในเวลานี้เต็มไปด้วยความดูถูกและกดดันอย่างยิ่ง

ทว่ามันไม่ได้จ้องมองไปที่เพื่อนร่วมงานที่กำลังรายงานอยู่ของสวี่เพียวเพียว แต่มัน... กำลังจ้องมองมาที่เธอ

ทุกคนต่างก้มหน้ามองหลังเท้าตัวเองด้วยความกลัวว่าความโกรธของคุณฮั่วจะลามมาถึงพวกกระจอก ๆ อย่างพวกเขา

สวี่เพียวเพียวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

พยายามสงบสติอารมณ์ให้ได้มากที่สุด

จนกระทั่งฮั่วจี้เซินพูดทิ้งท้ายว่า “ไปแก้มาใหม่แล้วค่อยส่งมา”

“ครับ/ค่ะ คุณฮั่ว”

ในขณะที่ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก สายตาของฮั่วจี้เซินก็เลื่อนมาหยุดที่สวี่เพียวเพียว

ใบหน้านั้นยังคงสวยงามเหมือนเดิม เพียงแต่ซูบผอมลงไปมาก

ตอนนี้เธออยู่ในชุดทำงานรัดกุม ผมทัดหูอย่างเรียบร้อย ผิวพรรณยังคงขาวผ่องเหมือนแต่ก่อน แต่รอยหมองคล้ำใต้ตาและความเหนื่อยล้านั้นไม่อาจซ่อนเร้นได้

เธอยังคงไม่มองเขา

ฮั่วจี้เซินยกยิ้มอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ถ้าคราวหน้ายังเอาแผนงานชุ่ย ๆ แบบนี้มาส่งอีก ก็เตรียมรับผลที่ตามมาด้วย”

นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะตรงหน้าสวี่เพียวเพียวอย่างไม่เป็นจังหวะ

ซึ่งเธอรู้ดีว่ามันหมายถึงเขากำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก

นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นซ่อนเร้นอารมณ์บางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เพียงแค่ปรายตามองมาแวบเดียว ก็ทำเอาสวี่เพียวเพียวถึงกับมือไม้สั่นและมีเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ

โชคดีที่เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ และเปลี่ยนไปซักถามความคืบหน้าของโครงการอื่นแทน

สวี่เพียวเพียวรู้สึกได้ว่าขาสั่นพั่บ ๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่

หลังจบการประชุม

สวี่เพียวเพียวเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานพร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ เธอต้องดื่มน้ำไปครึ่งแก้วถึงสงบสติอารมณ์ลงได้

เพราะโปรเจกต์ของทีมสวี่เพียวเพียวก็โดนฮั่วจี้เซินจับผิดเช่นกัน

คราวนี้ดูเหมือนพนักงานแทบทั้งแผนกจะต้องอยู่ทำโอทีกันถ้วนหน้า

เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้าง ๆ โอดครวญขึ้นมาว่า “เจ้านายใหม่ไฟแรงจริง ๆ สงสัยพวกเราจะโดนเชือดไก่ให้ลิงดูซะแล้ว เพียวเพียว เธอรู้ไหมว่าทำไมคุณฮั่วถึงมายืนกดดันอยู่ข้างพวกเราตลอดเลย? ฉันนี่แทบหัวใจวายตาย!”

สวี่เพียวเพียวชะงักงันไปครู่หนึ่ง

ตอนแรกเธอคิดว่าเขามายืนตรงนั้นเพื่อจะได้ยินคำตอบของเพื่อนร่วมงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่พอถึงคิวทีมอื่นรายงาน เขาก็ยังไม่ไปไหน

ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างกายสวี่เพียวเพียวตลอดเวลา

สวี่เพียวเพียวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า พอเลิกประชุมก็รีบหนีออกมาทันที ไม่กล้าแม้แต่จะปรายตาไปมองเขา

แต่ดูจากท่าทีของฮั่วจี้เซินแล้ว เขาคงจะลืมอดีตที่แสนสั้นและบ้าบอระหว่างพวกเขาไปแล้วล่ะมั้ง

เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะมายืนอยู่ข้างเธอเฉย ๆ แบบนั้นทำไม

มีแต่คนที่ไม่แคร์แล้วเท่านั้นที่จะทำตัวเป็นปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ขนาดนี้

ในอดีต ฮั่วจี้เซินเป็นดั่งดอกไม้บนยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าของคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอ เขาได้ครองตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยติดต่อกันถึงสี่ปี

และเรื่องราวความรักของเขากับสวี่เพียวเพียว ซึ่งเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลสวี่ก็สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

ในตอนนั้น ใคร ๆ ต่างก็ลือกันว่าเธอเลี้ยงฮั่วจี้เซิน โดยใช้เงินฟาดหัวเพื่อให้เขามาขายตัวขายใจให้เธอ

แม้แต่สวี่เพียวเพียวเองก็คิดแบบนั้น

เพราะในตอนนั้นฮั่วจี้เซินดูเหมือนนักศึกษาที่ยากจนข้นแค้น แต่เขาก็ไม่เคยรับเงินที่เธอให้เลยสักครั้ง

จนกระทั่งวันเกิดของเขา สวี่เพียวเพียวแอบล็อกอินเข้าบัญชีแอปฯ ชอปปิ้งของเขา เพราะอยากรู้ว่าเขากดสินค้าชิ้นไหนใส่ตะกร้าทิ้งไว้บ้าง ถ้าเป็นของที่หรูหรา แต่เขาไม่กล้าซื้อ เธอก็จะเป็นคนเปย์ให้เขาเอง

แต่ผลปรากฏว่า เธอเห็นแชทส่วนตัวระหว่างเขากับคนอื่น

ซึ่งอีกฝ่ายเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่าพี่เซิน

แถมยังบอกว่าเขาดูไม่เหมือนคนที่จะไปชอบคนอย่างสวี่เพียวเพียวได้เลย

วินาทีนั้นสวี่เพียวเพียวรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งเย็นจัดจนชาไปทั้งตัว

แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อฮั่วจี้เซินไม่ได้ตอบแชทนั้น เธอจึงยังคงซื้อของขวัญให้เขาต่อไป

เมื่อฮั่วจี้เซินได้รับของขวัญในงานวันเกิด เขากลับไม่รู้สึกประหลาดใจหรือดีใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่พูดคำว่าขอบคุณด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ คำเดียว

ในระหว่างที่เธอขอตัวไปเข้าห้องน้ำ สวี่เพียวเพียวก็ถือโอกาสไปเช็คบิลทั้งหมด

แต่เมื่อเดินกลับมา เธอก็ได้ยินเสียงเหน็บแนมถากถางดังออกมาจากในห้องวีไอพี

“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหนูสวี่หน้าด้าน คอยวิ่งตามตื้อพี่เซิน พี่เซินจะยอมทนอยู่กับผู้หญิงที่รสนิยมต่ำแบบนั้นได้ยังไง”

“นั่นสิ นึกว่ามีเงินไม่กี่บาทแล้วจะทำตัวกร่างยังไงก็ได้เหรอ”

แล้วเธอก็ได้ยินประโยคหนึ่งจากปากฮั่วจี้เซินดังเข้าหูอย่างชัดเจน “ฉันก็ไม่ได้เห็นสวี่เพียวเพียวสำคัญอะไรขนาดนั้น”

ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะโห่ฮารอบข้างดังกลบปลายเสียงของเขาไปจนหมด

“นั่นไง! ฉันบอกแล้วว่าพี่เซินไม่มีทางชายตามองพวกเศรษฐีใหม่แบบนั้นหรอก!”

สวี่เพียวเพียวไม่มีวันลืมความรู้สึกในตอนนั้นได้เลย เธอเจ็บปวดจนหายใจไม่ออก มือเท้าชาหนึบเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตอย่างไงอย่างงั้น

ประจวบเหมาะกับที่บ้านเกิดเรื่องพอดี พ่อของเธอจึงส่งเธอไปต่างประเทศ

และไปนานถึงสามปี

แต่ใครจะไปคิดว่าสามปีให้หลัง เจ้านายที่ถูกส่งตัวมาแบบสายฟ้าแลบจะเป็นฮั่วจี้เซิน?

ต่อให้ตายเธอก็คิดไม่ถึงว่า ฮั่วจี้เซินที่เคยต้องทำงานพาร์ทไทม์และอาศัยเงินทุนการศึกษาเพื่อประทังชีวิต จะกลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของฮั่วซื่อกรุ๊ป

แต่ดูจากท่าทางของเขาเมื่อครู่แล้ว บางที เขาคงตั้งใจจะทำตัวเป็นคนแปลกหน้ากับเธอ

แบบนี้ก็ดี ดีแล้วจริง ๆ

ฮั่วจี้เซินนั่งบนโซฟาหนังนุ่มราคาแพง นิ้วเรียวยาวคลิกเมาส์ไล่ดูข้อมูลพนักงานทุกคน

ซึ่งมีชื่อของสวี่เพียวเพียวอยู่ในนั้น

เธอมาทำงานที่นี่ได้หนึ่งปีแล้ว ด้วยประวัติที่โดดเด่นและความสามารถในการทำงานทำให้เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำและเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมโปรเจกต์ในเวลาเพียงปีเดียว

ฮั่วจี้เซินเคาะนิ้วมือที่เห็นข้อชัดลงบนหน้าโต๊ะครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยสีหน้าบึ้งตึง

เซ่ามู่ ผู้เป็นเลขาฯ ยืนอยู่ข้าง ๆ คอยสังเกตสีหน้าของเจ้านายท่านนี้ “คุณฮั่วมีอะไรจะสั่งไหมครับ?”

ฮั่วจี้เซินยกถ้วยกาแฟข้างมือขึ้นแล้วจิบอย่างสง่างาม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฉันเพิ่งมาใหม่ ยังไม่คุ้นกับโปรเจกต์เท่าไหร่ ช่วยแนะนำหัวหน้าทีมเหล่านี้หน่อย”

เซ่ามู่เข้าใจและแนะนำไปทีละคน

จนถึงคนสุดท้ายคือสวี่เพียวเพียว

“เสี่ยวสวี่ อายุยังน้อย เพิ่งย้ายมาสำนักงานใหญ่ได้ปีเดียว ก่อนหน้านี้ทำที่สาขาต่างประเทศ ผลงานยอดเยี่ยมมากครับ”

ยอดเยี่ยมงั้นเหรอ?

ฮั่วจี้เซินเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน

คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี่ในความทรงจำของเขาจะยอมลดตัวลงมาทำงานอย่างนั้นหรือ?

ยากจะเชื่อว่าผลงานที่เรียกกันว่ายอดเยี่ยมเหล่านั้นจะไม่ได้ใช้เงินของตระกูลสวี่ซื้อมา

เพราะเธอชอบใช้เงินดูหมิ่นคนอื่นอยู่แล้ว

และยิ่งชอบที่สุดคือ เมื่อความรู้สึกถึงจุดสูงสุดก็จากไปโดยไม่กล่าวคำอำลา

เมื่อเห็นฮั่วจี้เซินไม่พูดอะไร เซ่ามู่จึงอ่านสีหน้าต่อและพูดต่อว่า “โปรเจกต์นี้เสี่ยวสวี่เป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด คณะกรรมการก็ให้ความสำคัญมากครับ”

เซ่ามู่ลอบถอนหายใจเบา ๆ

ก่อนหน้านี้ตอนที่สวี่เพียวเพียวมาฝึกงาน เธออยู่ภายใต้การดูแลของเซ่ามู่มาตลอด และเขาก็นับว่าเป็นคนปั้นเธอขึ้นมาด้วยตัวเอง

เขาชื่นชมคนหนุ่มสาวแบบสวี่เพียวเพียวที่ไม่พูดมาก ไม่สร้างปัญหา ทำงานเป็นระบบและมีความสามารถ

ก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดแทนเธอสองสามประโยค

“ถ้าเธอทำได้ไม่ดี คุณฮั่วก็ดุเธอได้เต็มที่เลยนะครับ แต่แค่ให้โอกาสเธอสักครั้งก็พอครับ”

ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้นอย่างเย็นชาพร้อมยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกที่ใครเห็นก็รู้สึกหนาวสะท้าน

เพิ่งมาได้แค่ปีเดียว ก็มีคนออกหน้าพูดแทนเธอแล้วหรือ?

ดูเหมือนว่าเธอยังคงเก่งเรื่องการกุมใจคนเหมือนเดิมไม่มีผิด

เซ่ามู่ไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของฮั่วจี้เซิน

ถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “ฐานะทางบ้านของเสี่ยวสวี่ไม่ดี พ่อเสียแล้ว แม่ยังมาป่วยหนัก แถมยังมีลูกสาวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องเลี้ยงดู และเด็กก็สุขภาพไม่ค่อยดี แถมสามีของเธอยัง…”

ฮั่วจี้เซินขัดขึ้นอย่างเย็นชา ปรายตามองด้วยสายตาคมกริบหนึ่งที

“เซ่ามู่ ฉันจ่ายเงินเดือนให้นายมาเพื่อให้นายนินทาคนอื่นเหรอ?”

เซ่ามู่สะดุ้งเฮือกใหญ่และรีบขอโทษซ้ำ ๆ เมื่อเห็นว่าฮั่วจี้เซินไม่ได้คิดจะเอาเรื่อง จึงโค้งตัวแล้วออกจากห้องทำงานไป

ตอนนี้เขายังจับอารมณ์ของคุณฮั่วคนนี้ไม่ถูก ดูท่าหลังจากนี้ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้

ห้องทำงานกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

ฮั่วจี้เซินเช็ดคราบกาแฟที่เผลอหกออกไปเมื่อครู่ จากนั้นเลื่อนเมาส์ลากหน้าจอลงมา

แล้วคลิกเข้าไปที่แฟ้มข้อมูลพนักงานของสวี่เพียวเพียว

รูปถ่ายติดบัตรยังเป็นตอนสมัยมหาวิทยาลัย ตอนที่เธอคะยั้นคะยอลากเขาไปถ่ายด้วยกัน

เขาเลื่อนลงไปเรื่อย ๆ จนถึงช่องสถานภาพการสมรส...

สถานภาพ: สมรส

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (4)
goodnovel comment avatar
Sumalee Tangpitayaku
จะอ่านต่อได้อย่างไรคะ
goodnovel comment avatar
Sumalee Tangpitayaku
จะอ่านต่อได้อย่างไรคะ
goodnovel comment avatar
Rada Phrueksaphirom
น่าติดตามมากค่ะ
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 718

    ฮั่วจี้เซินมองทัศนียภาพเบื้องหน้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนที่เขาเคยพบเจอมีมากมายมหาศาลคนที่มีชาติตระกูลดีกว่าตระกูลฮั่ว หรือดีกว่าตระกูลเหลียง มีอยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไรทว่าคนที่ทำตัวเหลวไหลจนก้าวเดินผิดพลาดแล้วสุดท้ายต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดตัวมีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกันในสายตาของเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความจริงใจทว่าความจริงใจเพียงน้อยนิดที่เหลียงเจียเหยียนหยิบยกเอามาแสดงออกในตอนนี้ ยังห่างไกลคำว่าเพียงพออยู่มากอย่างน้อยที่สุด ฮั่วจี้เซินก็มั่นใจว่า ฮั่วสวินเจินไม่ได้ต้องการมันเมื่อขับรถพาเด็กน้อยมาถึงโรงเรียนอนุบาลข้างนอกอากาศร้อนจัด ฮั่วจี้เซินจึงไม่อนุญาตให้สวี่เพียวเพียวลงจากรถเหลียนฮว่ายืนอยู่ตรงประตูทางเข้า พร้อมกับรับกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ฮั่วจี้เซินเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยดวงตามองตรงมาที่ฮั่วจี้เซินตาปริบ ๆ “ช่วงบ่ายเลิกเรียนแล้วคุณพ่อมารับหนูไหมคะ?”“แน่นอนครับ มารับแน่นอนอยู่แล้ว”ช่วงวันหยุดฤดูร้อน เหลียนฮว่าราวกับตัวติดอยู่กับฮั่วจี้เซินแทบจะทุกวันไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ ขี่ม้า หรือยิงปืน เหลียนฮว่าล้วนได้ทดลองสัมผัสมาหมดแล้วทุกอย่างจนกระท

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 717

    เขาไม่ได้ชอบเด็ก ๆ สักเท่าไรนักเด็ก ๆ ในตระกูลเครือญาติเมื่อก่อนนี้ เขาก็แทบจะไม่ค่อยมีความอดทนกับพวกเขาเลยสักนิดเด็ก ๆ ในอำเภอชนบทก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่สำหรับเหลียงเจียเหยียนแล้ว เขาวางตัวกับเด็ก ๆ เหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่เลยแทบจะทุกครั้งแต่ทำไมทุกครั้งที่ได้เห็นเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เขากลับรู้สึกมีความสุขออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจแถมยังรู้สึกอยากจะยิ้มออกมาเสียดื้อ ๆ อีกด้วยเหลียงเจียเหยียนย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สายตาของตนเองอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กน้อยตัวจิ๋ว“ใช่แล้วครับ แต่ว่าลุงไม่ใช่คุณอาเขยของหนูหรอกนะ ทานมื้อเช้ามาหรือยัง? ซาลาเปาลูกนี้ให้หนูนะ”เหลียนฮว่าหันกลับไปมองสวี่เพียวเพียวที่ยืนอยู่ด้านหลังเมื่อเห็นว่าสวี่เพียวเพียวไม่ได้เอ่ยปากห้ามอะไร เพียงแต่มองมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เธอก็หันกลับไปหาเหลียงเจียเหยียนเช่นเดิม“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณลุง”รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลียงเจียเหยียนเพิ่งจะคลี่ออกได้ไม่ทันไร ก็ต้องชะงักค้าง เมื่อได้ยินเสียงใส ๆ ของเหลียนฮว่าเอ่ยประโยคต่อมา“แต่ว่าคุณแม่สอนไว้ว่าห้ามกินของจากคนแปลกหน้าค่ะ หนูทานมื้อเช้ามาเรียบร้อยแล้ว ขอตั

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 716

    เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงชวนคิดลึกน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ายวนราวกับสายน้ำที่ไหลรินเมื่อสวี่เพียวเพียวนึกถึงบทรักที่ไร้การยับยั้งชั่งใจเมื่อคืนนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอดก่อนหน้านี้เจียนหลินเคยบอกไว้ว่า ช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกันไป ทำให้เธอพลาดช่วงเวลาที่ฮั่วจี้เซินทรงเสน่ห์ที่สุดในชีวิตของเขาไปใครจะไปรู้ล่ะว่า ต่อให้เป็นตอนนี้สวี่เพียวเพียวก็ยังคงรับมือกับความเร่าร้อนของเขาไม่ไหวอยู่ดีถ้าให้ติดสินบนใหม่อีกรอบล่ะก็ เกรงว่าเอวบาง ๆ ของเธอคงได้หักคามือเขาเป็นแน่ฮั่วจี้เซินแสดงสีหน้าเสียดายออกมา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยหยอกล้อเธอต่อ“เมื่อคืนฉันบอกเธอไปแล้วนี่ ธีมงานคือสี่ฤดู อีกไม่กี่วันทางบริษัทก็จะประกาศอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ”การที่ฮั่วจี้เซินยอมบอกล่วงหน้ากับสวี่เพียวเพียวนั้น ก็เป็นเพียงการล่วงรู้ก่อนเวลาแค่สามวันเท่านั้นเองต่อให้เขาไม่ยอมบอกเธอก่อน บรรดาแบรนด์คู่แข่งทั้งหมดในวงการก็ต่างพากันคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ดี ว่าสามีภรรยาคู่นี้คงแอบตกลงปิดประตูกระซิบข้อมูลลับทุกอย่างให้กันและกันเป็นการส่วนตัวไปนานแล้วยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พูดกันว่า การประมูลจัดแสดงเครื่องประดับ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 715

    สวี่เพียวเพียวยังคงเชื่อมั่นในคำว่า คนละสาขาอาชีพ ย่อมเหมือนมีภูเขากั้นมาโดยตลอดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ผิดเพี้ยนเธอมีรสนิยม มีทักษะการวาดภาพ แต่กลับไม่มีพรสวรรค์ที่เฉียบคมและพอเหมาะพอเจาะในการออกแบบเครื่องประดับ การทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการตรวจทานผลงานนั้นเพียงพอแล้ว แต่ถ้าจะให้เธอต้องลงมือรับหน้าที่หลักในการออกแบบเอง กลับยังขาดรสชาติและเสน่ห์ที่ควรจะเป็นการได้ร่วมมือทำงานกับฮั่วสวินเจินในตอนนี้ จึงเป็นรูปแบบที่ลงตัวและดีมากแล้วเช่นกันฮั่วจี้เซินคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าสวี่เพียวเพียวนิ้วเรียวลูบไล้สัมผัสบริเวณข้อเท้าด้านหลังของเธอตรงจุดที่ถูกรองเท้าส้นสูงกัดจนผิวถลอก “เจ็บไหม?”“พอทนได้”ผิวบริเวณส้นเท้าของสวี่เพียวเพียวนั้นบอบบางและอ่อนนุ่มเหลือเกิน แทบทุกครั้งที่เธอสวมรองเท้าส้นสูง เธอจะต้องเผชิญกับการหลั่งเลือดพิสูจน์รักแท้กับรองเท้าอยู่เสมอจนถึงตอนนี้ เธอชินชากับมันไปเสียแล้วถ้าไม่ใช่เพราะฮั่วจี้เซินบังเอิญเห็นเข้า สวี่เพียวเพียวก็คงไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำคงเป็นเพราะวันนี้ตอนที่ยืนคุยกับฮั่วจี้รุ่ยเป็นเวลานานเกินไป ทำให

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 714

    เขากั้นขวางไว้ด้วยประตูรถเพียงบานเดียวอากาศย่างเข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว แต่ความร้อนระอุยังคงแผดเผาจนชวนให้รู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านสวี่เพียวเพียวสวมรองเท้าส้นสูงที่พื้นค่อนข้างบาง ความร้อนระอุของพื้นถนนยางมะตอยแผ่ซ่านผ่านหนังรองเท้าเข้ามาแผดเผาผิวเนื้อของเธอสวี่เพียวเพียวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้นเธอไม่อยากคิดเลยว่าฮั่วจี้รุ่ยใช้แรงจูงใจใดถึงได้บุกฝ่ากองเพลิงเข้าไปข้างในและเธอก็ไม่ต้องการใช้ความคิดในแง่ร้ายไปคาดเดาพฤติกรรมของใครทั้งสิ้นเพียงแต่เธอรู้ดีว่า เธอจำเป็นต้องรักษาระยะห่างจากฮั่วจี้รุ่ยเอาไว้ไม่ว่าจะเพื่อใครก็ตาม ล้วนเป็นผลดีทั้งนั้นสวี่เพียวเพียวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่ต้องการมันหรอก การที่แบรนด์ของเราเข้าร่วมการประมูลแข่งขันทูตในครั้งนี้ ก็เป็นการแข่งขันอย่างยุติธรรมอยู่แล้ว ฉันไม่ต้องการช่องทางลัดหรือเส้นสายอภิสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ”ฮั่วจี้รุ่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะดึงแฟ้มเอกสารกลับมาพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ผมหวังดีแท้ ๆ พี่สะใภ้นี่ไร้น้ำใจจริง ๆ เลยนะครับ”“ขอบคุณนะคะ”สวี่เพียวเพียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มั่นค

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 713

    สวี่เพียวเพียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“นิสัยใจคอก็ใช้ได้ ส่วนเรื่องบุคลิก เอาเป็นว่าเธอชอบก็พอแล้วล่ะ”ฮั่วสวินเจินรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน“ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าฉันชอบ!”เหลียงเจียเหยียนอาจจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอบ้าง แต่ฮั่วสวินเจินไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองว่านั่นคือความรู้สึกพิเศษอะไรก็คงแค่อยากทำตามความต้องการของผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้นพูดตามตรงแล้ว หากวันหนึ่งต้องแยกย้ายกันไป เหลียงเจียเหยียนก็อาจจะไม่ติดต่อมาหาเธออีกเลยด้วยซ้ำพอคิดมาถึงตรงนี้ ฮั่วสวินเจินก็รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับมีอะไรบางอย่างติดอยู่กลางลำคอ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก จนทำให้ลมหายใจของเธอติดขัดไปชั่วขณะสวี่เพียวเพียวเห็นท่าทางของเธอเป็นแบบนั้น จึงเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเธอรู้สึกว่าเขาโอเค ก็ลองคบเป็นเพื่อนดูก่อนสิ บางคนอาจจะไม่เหมาะจะเอามาเป็นแฟนหรอก”“แต่อย่างน้อยในสถานะเพื่อน ตอนนี้เธอก็ขาดอยู่พอดีไม่ใช่เหรอ”ฮั่วสวินเจินมีเพื่อนสนิทอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นนอกจากเวลาทำงานแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของเธอมักจะหมดไปกับการเดินชมนิทรรศการและแสวงหาแรงบันดาลใจในการออกแบบชิ้นงานใหม่ ๆ ไม่เช่นนั้นก็คือนั

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status