مشاركة

บทที่ 2

مؤلف: เจ้าเหมียวแวววาว
ทั้งแผนกตกอยู่ภายใต้ความกดดันของหัวหน้าคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาแบบสายฟ้าแลบ

ทุกคนจำต้องอยู่ทำโอทีจนกระทั่งสามทุ่มถึงจะเคลียร์งานในมือเสร็จ

โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้าทีมที่โดนฮั่วจี้เซินตำหนิกลางที่ประชุม ต่างก็นั่งหน้าสลดพลางจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอเลิกงานเลยสักคน

จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของสวี่เพียวเพียวก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นสายจากเหลียนฮว่า ลูกสาวตัวน้อยที่โทรมาถามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับบ้าน

สวี่เพียวเพียวรีบกดรับและลดเสียงให้เบาที่สุด “ฮว่าฮว่า หนูกับคุณย่าไปนอนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่กลับดึกหน่อย”

เหลียนฮว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสา “ตกลงค่ะแม่ แม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยเกินไปนะ ฮว่าฮว่ากับคุณย่ากินข้าวให้น้อยลงก็ได้ค่ะ”

ประโยคนั้นทำให้สวี่เพียวเพียวถึงกับรู้สึกแสบที่จมูก

เธอรีบวางสายเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียอาการ

แต่ในใจกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย ในหัวมีแต่คำพูดแสนซื่อของลูกสาววนเวียนอยู่

สวี่เพียวเพียวใช้นามสกุลตามแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ ส่วนพ่อของเธอแซ่เหลียน

หลังจากพ่อเสียชีวิต ด้วยความระลึกถึง สวี่เพียวเพียวและแม่จึงให้ลูกสาวใช้นามสกุลเหลียนตามคุณตา

และก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว เหลียนฮว่าคือลูกสาวของฮั่วจี้เซิน

แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขายังมีลูกสาวที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ อีกคนหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้

ปีนี้เหลียนฮว่าอายุได้สองขวบ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาจึงเจ็บป่วยง่ายมาตั้งแต่เกิด

หมอเคยบอกว่านี่คือโรคคนรวยโดยกำเนิด ต้องใช้เงินมากมายในการประคับประคองรักษา

สวี่เพียวเพียวจึงพาลูกไปรักษากับแพทย์แผนจีน แค่เฉพาะค่ายาในแต่ละเดือนก็สูงถึงห้าหลัก แต่เธอก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้ ขอแค่ให้ลูกสาวสุขภาพดีขึ้น

หลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวต้องขายทั้งกระเป๋า เครื่องประดับ รถ และบ้าน แต่ก็พอชดใช้หนี้สินได้บางส่วน

ตอนนี้ทั้งแม่และลูกสาวต่างต้องกินยาตลอด ทั้งครอบครัวจึงฝากความหวังไว้ที่รายได้ของสวี่เพียวเพียวเพียงคนเดียว

ดังนั้นแม้เธอจะตกใจที่เห็นฮั่วจี้เซิน แม้อยากจะหนี หรือแม้แต่ขาสั่นจนควบคุมไม่ได้... เธอก็จะเสียงานนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

เพราะเธอต้องการเงิน

เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เห็นสวี่เพียวเพียวรับสายลูกสาวจึงทักขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ไม่นึกเลยนะว่าเธอยังอายุน้อยแต่ลูกโตขนาดนี้แล้ว แล้วพ่อน้องไปไหนล่ะ?”

คนรอบข้างแม้จะไม่ได้เงยหน้า แต่ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

สวี่เพียวเพียวฉีกยิ้มบาง ๆ พลางทัดผมเข้าที่ใบหู ท่าทางธรรมดา ๆ ของเธอกลับดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยโกหกคำโตออกมา “เขาไม่ค่อยแข็งแรงน่ะค่ะ นอนพักอยู่ที่บ้าน ต้องกินยาทุกเดือนเลย”

คำตอบนั้นทำเอาเพื่อนร่วมงานถึงกับเงียบกริบในทันที

พวกเขารู้ว่าลูกสาวและแม่ของสวี่เพียวเพียวสุขภาพไม่ดี

แต่นี่แม้แต่สามีก็ยังเป็นคนป่วยอีกงั้นเหรอ? หมายความว่าทั้งบ้านมีแต่คนป่วย และสวี่เพียวเพียวต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงทุกคนเพียงลำพัง?

สวี่เพียวเพียวเข้มแข็งเกินไปแล้ว

เมื่อหมดเรื่องซุบซิบ ก็ไม่มีใครถามคำถามอะไรอีก ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเพื่อจะได้รีบกลับบ้านโดยเร็ว

ที่ด้านนอกแผนก รองเท้าหนังขัดจนมันวาวคู่หนึ่งหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพิเศษกำลังถือโทรศัพท์ค้างไว้ โดยมีเสียงเร่งเร้าดังมาจากปลายสาย

“ฮัลโหล? พี่เซิน? ฟังอยู่รึเปล่า แม่ผมฝากถามว่าสุดสัปดาห์นี้พี่ว่างไหม มาทานข้าวที่บ้านหน่อย”

ฮั่วจี้เซินหมุนเท้าแล้วก้าวเข้าไปในลิฟต์ด้านข้างพร้อมตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ว่าง”

“แล้วอาทิตย์ถัดไปล่ะ?”

“ก็ไม่ว่าง”

เจียงซ่งที่อยู่ปลายสายถึงกับไปไม่เป็น การชวนทานข้าวเป็นเพียงข้ออ้าง จริง ๆ แล้วแม่ของเขาอยากจะนัดบอดให้ฮั่วจี้เซินต่างหาก

“พี่เพิ่งรับช่วงต่อบริษัทจะโหมงานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่มีเวลาแม้แต่จะทานข้าว? คราวก่อนผมชวนสวี่เพียวเพียวทานข้าว เธอก็จะบอกว่าไม่ว่างเหมือนกัน นี่ถ้าไม่รู้คงนึกว่าพวกพี่จะแข่งกันลงสมัครประธานาธิบดีซะอีก”

พอหลุดชื่อสวี่เพียวเพียวออกมา เจียงซ่งถึงตระหนักได้ว่าตัวเองปากพล่อยแล้ว

ปากเสียจริง ๆ ลืมไปได้ยังไงว่าฮั่วจี้เซินเคยคบกับสวี่เพียวเพียว!

เจียงซ่งกัดฟันพลางตบปากตัวเองเบา ๆ

ปากหมา!

เจียงซ่งกับสวี่เพียวเพียวเป็นเพื่อนสนิทกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะจับกลุ่มเล่นเกมด้วยกันบ่อย ๆ

จนฮั่วจี้เซินเคยเข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นอะไรกัน

ถึงขั้นแอบหึงหวงและแข่งขันกับพวกเขาด้วยซ้ำ

ต่อมาภายหลังถึงได้รู้ว่าสวี่เพียวเพียวไม่เคยเห็นเจียงซ่งเป็นผู้ชายเลยสักนิด

มีครั้งหนึ่งฮั่วจี้เซินหาเรื่องดวลบาสเกตบอล แล้วแอบอัดเจียงซ่งจนน่วมไปทั้งตัว หลังจากนั้นตอนดื่มเหล้ากัน เจียงซ่งถึงได้โพล่งออกมาว่า “สวี่เพียวเพียวสวยก็จริง แต่ใครจะไปรับมือไหว?”

“บทจะโมโหขึ้นมาก็ฟาดฝ่ามือใส่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พี่เซิน เธอคงไม่กล้าตบพี่หรอกใช่ไหม?”

คนข้าง ๆ รีบขัดขึ้นทันที “แค่สวี่เพียวเพียวไม่เอาพี่เซินไปกราบไหว้ก็บุญแล้ว จะกล้าตบได้ไง? ให้ความกล้าเธออีกสิบเท่าเธอก็ไม่กล้าหรอก!”

“ก็จริง”

..................

ขณะที่เจียงซ่งกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ก็ได้ยินฮั่วจี้เซินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ตระกูลสวี่ล้มละลายแล้วเหรอ?”

เจียงซ่งชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาศีรษะพร้อมตอบกลับว่า “ใช่ครับ เรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ผมว่านะพี่เซิน สวี่เพียวเพียวเขาก็แต่งงานไปแล้ว พี่คงไม่ได้ยัง... อาลัยอาวรณ์อยู่หรอกนะ?”

“อาลัยอาวรณ์อะไร? ที่ดินทางตะวันออก หรือโรงงานทางเหนือ?” ฮั่วจี้เซินย้อนถาม

ที่เหล่านั้นล้วนมีโปรเจกต์ที่ตระกูลเจียงเองก็จ้องอยู่ เจียงซ่งได้ยินดังนั้นจึงเลิกปากสว่างทันที แล้วกล่าวอย่างตื่นตัวว่า “พี่เซิน พี่กินเนื้อแล้วก็แบ่งน้ำซุปให้น้องนุ่งบ้างสิ!”

ฮั่วจี้เซินตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบา

ทว่าเจียงซ่งกลับรู้สึกเสียวสันหลัง

ดูเหมือนว่าหลังจากนี้เขาจะเอ่ยชื่อสวี่เพียวเพียวต่อหน้าฮั่วจี้เซินไม่ได้อีกแล้ว

-

กว่าจะแก้ไขโปรเจกต์เสร็จเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่กลางดึก

เมื่อสวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับไปหมดแล้ว ในห้องทำงานอันกว้างใหญ่เหลือเพียงเธอคนเดียว

และเธอคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว

สวี่เพียวเพียวปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นเดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบ ๆ ห้องเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์

อาคารสำนักงานในยามค่ำคืนเงียบเชียบเป็นพิเศษ เสียงส้นเข็มกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง

จู่ ๆ เธอก็รู้สึกได้ว่ามีเสียงฝีเท้าอีกคู่เดินตามหลังมา มันหนักแน่นกว่า และฟังดูเหมือนรองเท้าหนัง

สวี่เพียวเพียวอาศัยจังหวะตอนเลี้ยวแอบปรายตามอง คนที่อยู่ด้านหลังตัวสูงมาก ศีรษะของเขาสูงกว่าเธอประมาณความสูงของอิฐหนึ่งก้อน

เป็นผู้ชาย!

แม้จะมีกล้องวงจรปิด แต่เธอไม่แน่ใจว่ากล้องวงจรปิดยังทำงานอยู่ไหม ส่วนคนของแผนกอื่นก็คงไม่มีใครมาชั้นนี้ และตอนที่ตรวจดูแผนก เธอก็มั่นใจว่าทุกคนกลับหมดแล้ว...

หัวใจของสวี่เพียวเพียวเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

ขนแขนลุกเกรียวทั้งที่เป็นฤดูร้อน

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวพนักงานเจอพวกโรคจิตตอนเลิกงานดึก ๆ จนบริษัทสั่งห้ามอยู่เกินเที่ยงคืน

แต่เธอดันอยู่จนถึงตีหนึ่งครึ่ง

คงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกนะ?

สวี่เพียวเพียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความลนลาน แสร้งทำเป็นโทรออกและเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “ฮัลโหล ที่รักเหรอ? คุณถึงไหนแล้ว? ฉันเลิกงานแล้วนะ รีบมารับหน่อยสิ ฉันง่วงจะแย่แล้ว”

“อ๋อ จะถึงแล้วเหรอ? ตกลงค่ะ ฉันรอนะ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า หลังจากวางสาย เสียงฝีเท้าที่ตามมาอย่างกระชั้นชิดนั้นก็หยุดลงจริง ๆ

สวี่เพียวเพียวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าลิฟต์แล้วกดชั้นหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา

หน้าจอโทรศัพท์ในมือโชว์เบอร์ 10086 ก่อนจะดับวูบลง

ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนลง

คนที่อยู่ตรงทางเดินหมุนตัวเดินเข้าสู่บันไดหนีไฟ ก่อนที่แสงจากไฟแช็กสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว ตามมาด้วยกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้ง บดบังใบหน้าของฮั่วจี้เซินให้ดูเคร่งขรึมและอ่านยาก

ครู่ต่อมา เมื่อบุหรี่ไหม้จนถึงก้น ความร้อนลามมาถึงผิวหนัง เขาจึงสะบัดเถ้าทิ้งและดึงสติกลับมา

เขาแค่บังเอิญเห็นว่าชั้นนี้ยังเปิดไฟอยู่เลยแวะลงมาดู แต่ไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่ทำโอทีจะเป็นสวี่เพียวเพียว

ดูเหมือนว่า เพื่อเลี้ยงสามีขี้โรคคนนั้น เธอจะพยายามอย่างหนักน่าดูเลยนะ

ฮั่วจี้เซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาเซ่ามู่

“ออกประกาศ หลังจากนี้ใครอยู่โอทีเกินเที่ยงคืน ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق
تعليقات (3)
goodnovel comment avatar
Sumalee Tangpitayaku
จะอ่านต่อทำอย่างไรคะ
goodnovel comment avatar
Rada Phrueksaphirom
น่าสนใจตั้งแต่เริ่มเรื่อง
goodnovel comment avatar
Ajara Mekakul
เธออยู่กับแม่ของฮั่วจี้เซินหรือไง ถึงกลายเป็นย่าไปได้
عرض جميع التعليقات

أحدث فصل

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 706

    “คุณก็รู้ว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนภายใต้สังกัดของฮั่วจี้จั๋ว”“เขาอยากให้คุณถูกเล่นงาน แล้วหันมาเข้าข้างฝ่ายเรา เขาถึงได้ใช้วิธีการแย่ ๆ แบบนี้”เส้นเลือดบนหลังมือของเซ่ามู่ปูดโปนเต้นตุบ ๆ เขาจ้องมองหลีเจ๋อที่อยู่ตรงหน้า เอาหน้าผากชนติดกับหน้าผากของอีกฝ่ายผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หลุดหัวเราะออกมา“ไอ้เวรเอ๊ย มึงคิดว่ากูโง่หรือไงวะ?”เขาทำงานในฮั่วซื่อมาตั้งกี่ปี มีเล่ห์เหลี่ยมมุมไหนบ้างที่เขาจะมองไม่ออก“มึงคิดว่าการที่มึงมารังแกน้องสาวกู แล้วกูยังจะต้องหันไปสวามิภักดิ์กับฝั่งมึงอีกงั้นเหรอ? สมองกูโดนควายเตะเข้าหรือไง?”หลีเจ๋อหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาสองเสียงใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำ ดูตลกขบขันสิ้นดี“คุณเลขาเซ่า ถ้าเกิดว่าคุณฮั่วไม่คิดจะจัดการเรื่องนี้ และไม่ยอมให้คำอธิบายกับคุณล่ะครับ?”เซ่ามู่ยกมือขึ้น ชกเข้าที่ท้องของหลีเจ๋ออย่างแรงหนึ่งหมัด“กูเป็นลูกผู้ชาย คำอธิบายแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้คุณฮั่วเป็นคนหยิบยื่น”เขาจะทวงความยุติธรรมให้น้องสาวตัวเอง แล้วทำไมต้องไปฝากความหวังไว้ที่คนอื่นกันเล่า?คนพวกนี้คิดจะยุยงให้แตกแยก ประเมินสมองของเขาต่ำเกินไปเสียจริงหลีเจ๋อส่งเสียงร้องด้วยความเ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 705

    ส่วนเรื่องที่รู้จักกับน้องสาวของเซ่ามู่นั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของหลีเจ๋อเองถ้าจะให้พูดจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้นอกเหนือจากจะสร้างความน่าสะอิดสะเอียนแล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกเลยฮั่วสวินเจินรู้สึกเพียงแค่ว่า ตัวเองเหมือนเพิ่งกลืนแมลงวันเข้าไป น่าขยะแขยงเป็นที่สุดฮั่วสวินเจินพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า “พี่ใหญ่ ฉันขอไปยืมคนจากพี่ซามาสักสองสามคนได้ไหมคะ?”ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้น สายตาเย็นชาจับจ้องมองเธอ“ตามใจ”ต่อให้เขาจะอนุญาตหรือไม่ ฮั่วสวินเจินก็ไม่มีทางกลืนความแค้นนี้ลงคอได้อยู่แล้ว ทางฝั่งเซ่ามู่เองก็ไม่มีทางปล่อยหลีเจ๋อไปง่าย ๆ เช่นกันสู้ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองเสียดีกว่าส่วนฮั่วจี้เจ๋อเอง ก็ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแท้จริงหลังมื้ออาหาร ทั้งสองคนนั่งดูภาพยนตร์ด้วยกันบนโซฟานึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีสวี่เจินหลี่อยู่ จึงเลือกดูภาพยนตร์แนวครอบครัวอบอุ่นฮั่วจี้เซินวางเรียวขาของสวี่เพียวเพียวไว้บนตักของตนเอง พลางนวดคลึงจุดชีพจรบนขาของเธอเบา ๆ น้ำหนักมือกำลังพอดี“ที่รัก ทำไมเธอถึงไปรู้จักน้องสาวของเซ่ามู่ได้ล่ะ?”“ครั้งก่อนฉันไปตรวจติดตาม

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 704

    เดือนกรกฎาคมผ่านพ้นไป เดือนสิงหาคมก็กำลังจะเดินทางมาถึงช่วงท้ายแสงแดดแผดเผายอดไม้ แสงอาทิตย์สาดส่องจ้า แม้แต่ครอบครัวของฮวาฮวาก็ยังพากันมาหลบอยู่ในห้องทำงานของสวี่เพียวเพียวไม่ยอมออกไปไหนตอนเปิดเทอมนี้ เหลียนฮว่าและฉินอวี่โยวจะต้องขึ้นชั้นอนุบาลปีที่ 2 แล้วสวี่เพียวเพียวได้ลองเปิดดูหลักสูตรการเรียนของพวกเขาในเทอมนี้ ปรากฏว่ามีวิชาเล่นโบว์ลิ่งเด็กตัวกะเปี๊ยกกลุ่มนั้น สภาพก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับลูกโบว์ลิ่งอยู่แล้วไม่รู้ว่าถึงเวลาเข้าเรียนจริง ๆ ใครจะเป็นคนกลิ้งใส่ใครกันแน่ฉีเหมี่ยวเคาะประตูเดินเข้ามา“พี่เพียวเพียว เดือนหน้าฉันต้องไปเรียนแล้วค่ะ เรื่องงานฉันจะจัดการให้เรียบร้อยนะคะ”“ได้เลย สู้ ๆ นะ ฉันไม่มีทางลดปริมาณงานให้เธอหรอกนะจ๊ะ”สวี่เพียวเพียวแกล้งทำหน้าเป็นนายทุนหน้าเลือดได้อย่างเต็มภาคภูมิเดือนหน้าไม่มีทางลดงานให้ฉีเหมี่ยวแน่นอน เพราะแค่เดือนนี้งานของเธอก็ถูกลดน้อยลงไปส่วนหนึ่งแล้วฉีเหมี่ยวเองก็รู้ดีแก่ใจงานในส่วนที่สวี่เพียวเพียวลดให้ เธอก็รับกลับไปจัดการต่อเองจนหมดแล้วฉีเหมี่ยวมีท่าทีลังเลเล็กน้อย “ฉีจี้ฝากมาบอกพี่ว่า เพื่อนของเธอไปผ่าตัดมาแล้วค่ะ”“ดีแ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 703

    มันช่างไร้สาเหตุ แต่กลับทำให้จิตใจสงบลงได้“ขอบคุณค่ะ งั้นฉันรับไว้นะคะ”รถเคลื่อนตัวออกไปอีกครั้งเหลียงเจียเหยียนเอ่ยขึ้น “คำถามเมื่อกี้ ถ้าเป็นคำชวน ผมมีเวลาว่าง คุณอยากไปไหนล่ะ? แต่ถ้าเป็นคำแนะนำ ผมจะรับฟังไว้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำตามวันไหน”ฮั่วสวินเจินฟังดูก็เข้าใจทันทีเขากำลังถามเธออ้อม ๆ ว่า อยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกกับเขาด้วยกันไหมสร้อยข้อมือเส้นที่สวมอยู่บนข้อมือ อยู่ ๆ ก็ให้ความรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุเธอเปล่งเสียงเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า“พี่เขยคะ นี่คุณกำลังคิดจะสานสัมพันธ์กับฉันต่อสินะคะ”“ใช่ เรื่องเมื่อครั้งก่อน คุณยังโกรธอยู่หรือเปล่า?”สำหรับฮั่วสวินเจินแล้ว เรื่องในครั้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียจนแทบจะมองข้ามไปได้เลยเมื่อต้องผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิตมายิ่งไปกว่านั้น เธอพบว่าหลังผ่านเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอก็สามารถเข้าใจการกระทำที่ล่วงเกินของเหลียงเจียเหยียนได้แล้วหากเธอตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นบ้าง เธอก็คงจะทำได้ไม่สงบสุขไปกว่าเหลียงเจียเหยียนอย่างแน่นอนเพิ่งจะได้พบกับผู้อาวุโสเหลียงเมื่อครู่ อาการของท่านทรุดหนักกว่า

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 702

    เมื่อผู้อาวุโสเหลียงได้พบหน้าฮั่วสวินเจิน สีหน้าและท่าทางก็ดูสดใสขึ้นมาถนัดตาเขาไถ่ถามเรื่องราวของตระกูลฮั่วอยู่สองสามคำ พร้อมทั้งเอ่ยแสดงความเสียใจกับฮั่วสวินเจินฮั่วสวินเจินรับคำด้วยความนอบน้อม ครั้นเห็นผู้อาวุโสเหลียงพูดได้ไม่กี่ประโยคก็เริ่มเหนื่อยล้า เธอจึงโน้มตัวไปหยิบหมอนอิงที่อยู่ด้านหลังออก แล้วปรับเตียงให้ต่ำลง เพื่อให้ผู้สูงอายุได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เธอรู้ว่า หากเขารู้ว่าเธอกำลังจะมา ผู้อาวุโสคงจะมารอคอยอยู่ตั้งนานแล้วเป็นแน่ปล่อยให้ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องมารอ เธอนึกละอายใจจนทนดูไม่ได้จริง ๆ เหลียงเชียนหลานมองฮั่วสวินเจินยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจเธอผ่านผู้คนมามากมายนักไม่ว่าใครจะมีความห่วงใยและกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่จากใจจริง หรือเป็นเพียงแค่การเสแสร้งแกล้งทำ เธอกลับมองปราดเดียวก็รู้แจ้งได้ทันทีทว่าเธอก็รู้ดีว่า ฮั่วสวินเจินมีชาติตระกูลที่ดีเยี่ยม ทั้งยังมีทิฐิและความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี หากเหลียงเจียเหยียนไม่พยายามให้หนักมือเข้าล่ะก็ คงไม่มีทางตามจีบทันอย่างแน่นอนเหลียงเชียนหลานจึงตัดสินใจปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายอีกเธอมองเพียงเหลียงเจียเ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 701

    เรื่องที่ฮั่วจี้เซินขึ้นชื่อลือชาเรื่องกลัวภรรยาถูกเล่าลือออกไปเช่นนั้นสวี่เพียวเพียว “นายไม่กลัวคนอื่นเขาหัวเราะเยาะเอาหรือไง?”“หัวเราะก็ดีกว่าบังคับให้ฉันไปงานเลี้ยงพวกนั้น เสียเวลาเปล่า”ฮั่วจี้เซินไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นเลยแถมยังตีหน้าขรึมขู่สวี่เพียวเพียวเสียอีก“ที่รัก เธอก็ไม่รู้หรอกว่าวงการการเงินมันเละเทะแค่ไหน เรื่องพวกนั้นที่พวกเขาเล่นกัน แค่ฉันมองดูก็รู้สึกแสบตาแล้ว”สวี่เพียวเพียวรู้ดีถึงนิสัยของเขาหากมีเวลาว่างจริง ๆ ฮั่วจี้เซินยินดีที่จะตัวติดอยู่กับเธอและอยู่เป็นเพื่อนเหลียนฮว่าเสียมากกว่าพอคิดถึงเหลียนฮว่า สวี่เพียวเพียวก็อดนึกถึงเรื่องน้องสาวของเซ่ามู่ขึ้นมาไม่ได้หากวันหนึ่งในฐานะแม่ เธอต้องพบเจอเรื่องราวแบบนี้เข้าสวี่เพียวเพียวไม่กล้าคิดเลยเธอไม่อาจยอมรับความเป็นไปได้เช่นนั้นได้ และคงจะเอาแต่โทษตัวเองที่อบรมสั่งสอนลูกไม่ดีน้องสาวของเซ่ามู่ จากน้ำเสียงที่เขาเล่า ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวที่เกิดตอนแก่ เป็นแก้วตาดวงใจที่ถูกตามใจ อยากได้อะไรก็หามาให้ทั้งหมด ตามใจทุกอย่างจึงทำให้เธอเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาต่อทุกสิ่งทุกอย่างสายวิดีโอคอลยังคงดำเนินต่อไป

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status