Share

บทที่ 2

Author: เจ้าเหมียวแวววาว
ทั้งแผนกตกอยู่ภายใต้ความกดดันของหัวหน้าคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาแบบสายฟ้าแลบ

ทุกคนจำต้องอยู่ทำโอทีจนกระทั่งสามทุ่มถึงจะเคลียร์งานในมือเสร็จ

โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้าทีมที่โดนฮั่วจี้เซินตำหนิกลางที่ประชุม ต่างก็นั่งหน้าสลดพลางจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอเลิกงานเลยสักคน

จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของสวี่เพียวเพียวก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นสายจากเหลียนฮว่า ลูกสาวตัวน้อยที่โทรมาถามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับบ้าน

สวี่เพียวเพียวรีบกดรับและลดเสียงให้เบาที่สุด “ฮว่าฮว่า หนูกับคุณย่าไปนอนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่กลับดึกหน่อย”

เหลียนฮว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสา “ตกลงค่ะแม่ แม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยเกินไปนะ ฮว่าฮว่ากับคุณย่ากินข้าวให้น้อยลงก็ได้ค่ะ”

ประโยคนั้นทำให้สวี่เพียวเพียวถึงกับรู้สึกแสบที่จมูก

เธอรีบวางสายเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียอาการ

แต่ในใจกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย ในหัวมีแต่คำพูดแสนซื่อของลูกสาววนเวียนอยู่

สวี่เพียวเพียวใช้นามสกุลตามแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ ส่วนพ่อของเธอแซ่เหลียน

หลังจากพ่อเสียชีวิต ด้วยความระลึกถึง สวี่เพียวเพียวและแม่จึงให้ลูกสาวใช้นามสกุลเหลียนตามคุณตา

และก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว เหลียนฮว่าคือลูกสาวของฮั่วจี้เซิน

แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขายังมีลูกสาวที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ อีกคนหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้

ปีนี้เหลียนฮว่าอายุได้สองขวบ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาจึงเจ็บป่วยง่ายมาตั้งแต่เกิด

หมอเคยบอกว่านี่คือโรคคนรวยโดยกำเนิด ต้องใช้เงินมากมายในการประคับประคองรักษา

สวี่เพียวเพียวจึงพาลูกไปรักษากับแพทย์แผนจีน แค่เฉพาะค่ายาในแต่ละเดือนก็สูงถึงห้าหลัก แต่เธอก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้ ขอแค่ให้ลูกสาวสุขภาพดีขึ้น

หลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวต้องขายทั้งกระเป๋า เครื่องประดับ รถ และบ้าน แต่ก็พอชดใช้หนี้สินได้บางส่วน

ตอนนี้ทั้งแม่และลูกสาวต่างต้องกินยาตลอด ทั้งครอบครัวจึงฝากความหวังไว้ที่รายได้ของสวี่เพียวเพียวเพียงคนเดียว

ดังนั้นแม้เธอจะตกใจที่เห็นฮั่วจี้เซิน แม้อยากจะหนี หรือแม้แต่ขาสั่นจนควบคุมไม่ได้... เธอก็จะเสียงานนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

เพราะเธอต้องการเงิน

เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เห็นสวี่เพียวเพียวรับสายลูกสาวจึงทักขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ไม่นึกเลยนะว่าเธอยังอายุน้อยแต่ลูกโตขนาดนี้แล้ว แล้วพ่อน้องไปไหนล่ะ?”

คนรอบข้างแม้จะไม่ได้เงยหน้า แต่ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

สวี่เพียวเพียวฉีกยิ้มบาง ๆ พลางทัดผมเข้าที่ใบหู ท่าทางธรรมดา ๆ ของเธอกลับดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยโกหกคำโตออกมา “เขาไม่ค่อยแข็งแรงน่ะค่ะ นอนพักอยู่ที่บ้าน ต้องกินยาทุกเดือนเลย”

คำตอบนั้นทำเอาเพื่อนร่วมงานถึงกับเงียบกริบในทันที

พวกเขารู้ว่าลูกสาวและแม่ของสวี่เพียวเพียวสุขภาพไม่ดี

แต่นี่แม้แต่สามีก็ยังเป็นคนป่วยอีกงั้นเหรอ? หมายความว่าทั้งบ้านมีแต่คนป่วย และสวี่เพียวเพียวต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงทุกคนเพียงลำพัง?

สวี่เพียวเพียวเข้มแข็งเกินไปแล้ว

เมื่อหมดเรื่องซุบซิบ ก็ไม่มีใครถามคำถามอะไรอีก ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเพื่อจะได้รีบกลับบ้านโดยเร็ว

ที่ด้านนอกแผนก รองเท้าหนังขัดจนมันวาวคู่หนึ่งหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพิเศษกำลังถือโทรศัพท์ค้างไว้ โดยมีเสียงเร่งเร้าดังมาจากปลายสาย

“ฮัลโหล? พี่เซิน? ฟังอยู่รึเปล่า แม่ผมฝากถามว่าสุดสัปดาห์นี้พี่ว่างไหม มาทานข้าวที่บ้านหน่อย”

ฮั่วจี้เซินหมุนเท้าแล้วก้าวเข้าไปในลิฟต์ด้านข้างพร้อมตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ว่าง”

“แล้วอาทิตย์ถัดไปล่ะ?”

“ก็ไม่ว่าง”

เจียงซ่งที่อยู่ปลายสายถึงกับไปไม่เป็น การชวนทานข้าวเป็นเพียงข้ออ้าง จริง ๆ แล้วแม่ของเขาอยากจะนัดบอดให้ฮั่วจี้เซินต่างหาก

“พี่เพิ่งรับช่วงต่อบริษัทจะโหมงานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่มีเวลาแม้แต่จะทานข้าว? คราวก่อนผมชวนสวี่เพียวเพียวทานข้าว เธอก็จะบอกว่าไม่ว่างเหมือนกัน นี่ถ้าไม่รู้คงนึกว่าพวกพี่จะแข่งกันลงสมัครประธานาธิบดีซะอีก”

พอหลุดชื่อสวี่เพียวเพียวออกมา เจียงซ่งถึงตระหนักได้ว่าตัวเองปากพล่อยแล้ว

ปากเสียจริง ๆ ลืมไปได้ยังไงว่าฮั่วจี้เซินเคยคบกับสวี่เพียวเพียว!

เจียงซ่งกัดฟันพลางตบปากตัวเองเบา ๆ

ปากหมา!

เจียงซ่งกับสวี่เพียวเพียวเป็นเพื่อนสนิทกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะจับกลุ่มเล่นเกมด้วยกันบ่อย ๆ

จนฮั่วจี้เซินเคยเข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นอะไรกัน

ถึงขั้นแอบหึงหวงและแข่งขันกับพวกเขาด้วยซ้ำ

ต่อมาภายหลังถึงได้รู้ว่าสวี่เพียวเพียวไม่เคยเห็นเจียงซ่งเป็นผู้ชายเลยสักนิด

มีครั้งหนึ่งฮั่วจี้เซินหาเรื่องดวลบาสเกตบอล แล้วแอบอัดเจียงซ่งจนน่วมไปทั้งตัว หลังจากนั้นตอนดื่มเหล้ากัน เจียงซ่งถึงได้โพล่งออกมาว่า “สวี่เพียวเพียวสวยก็จริง แต่ใครจะไปรับมือไหว?”

“บทจะโมโหขึ้นมาก็ฟาดฝ่ามือใส่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พี่เซิน เธอคงไม่กล้าตบพี่หรอกใช่ไหม?”

คนข้าง ๆ รีบขัดขึ้นทันที “แค่สวี่เพียวเพียวไม่เอาพี่เซินไปกราบไหว้ก็บุญแล้ว จะกล้าตบได้ไง? ให้ความกล้าเธออีกสิบเท่าเธอก็ไม่กล้าหรอก!”

“ก็จริง”

..................

ขณะที่เจียงซ่งกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ก็ได้ยินฮั่วจี้เซินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ตระกูลสวี่ล้มละลายแล้วเหรอ?”

เจียงซ่งชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาศีรษะพร้อมตอบกลับว่า “ใช่ครับ เรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ผมว่านะพี่เซิน สวี่เพียวเพียวเขาก็แต่งงานไปแล้ว พี่คงไม่ได้ยัง... อาลัยอาวรณ์อยู่หรอกนะ?”

“อาลัยอาวรณ์อะไร? ที่ดินทางตะวันออก หรือโรงงานทางเหนือ?” ฮั่วจี้เซินย้อนถาม

ที่เหล่านั้นล้วนมีโปรเจกต์ที่ตระกูลเจียงเองก็จ้องอยู่ เจียงซ่งได้ยินดังนั้นจึงเลิกปากสว่างทันที แล้วกล่าวอย่างตื่นตัวว่า “พี่เซิน พี่กินเนื้อแล้วก็แบ่งน้ำซุปให้น้องนุ่งบ้างสิ!”

ฮั่วจี้เซินตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบา

ทว่าเจียงซ่งกลับรู้สึกเสียวสันหลัง

ดูเหมือนว่าหลังจากนี้เขาจะเอ่ยชื่อสวี่เพียวเพียวต่อหน้าฮั่วจี้เซินไม่ได้อีกแล้ว

-

กว่าจะแก้ไขโปรเจกต์เสร็จเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่กลางดึก

เมื่อสวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับไปหมดแล้ว ในห้องทำงานอันกว้างใหญ่เหลือเพียงเธอคนเดียว

และเธอคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว

สวี่เพียวเพียวปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นเดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบ ๆ ห้องเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์

อาคารสำนักงานในยามค่ำคืนเงียบเชียบเป็นพิเศษ เสียงส้นเข็มกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง

จู่ ๆ เธอก็รู้สึกได้ว่ามีเสียงฝีเท้าอีกคู่เดินตามหลังมา มันหนักแน่นกว่า และฟังดูเหมือนรองเท้าหนัง

สวี่เพียวเพียวอาศัยจังหวะตอนเลี้ยวแอบปรายตามอง คนที่อยู่ด้านหลังตัวสูงมาก ศีรษะของเขาสูงกว่าเธอประมาณความสูงของอิฐหนึ่งก้อน

เป็นผู้ชาย!

แม้จะมีกล้องวงจรปิด แต่เธอไม่แน่ใจว่ากล้องวงจรปิดยังทำงานอยู่ไหม ส่วนคนของแผนกอื่นก็คงไม่มีใครมาชั้นนี้ และตอนที่ตรวจดูแผนก เธอก็มั่นใจว่าทุกคนกลับหมดแล้ว...

หัวใจของสวี่เพียวเพียวเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

ขนแขนลุกเกรียวทั้งที่เป็นฤดูร้อน

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวพนักงานเจอพวกโรคจิตตอนเลิกงานดึก ๆ จนบริษัทสั่งห้ามอยู่เกินเที่ยงคืน

แต่เธอดันอยู่จนถึงตีหนึ่งครึ่ง

คงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกนะ?

สวี่เพียวเพียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความลนลาน แสร้งทำเป็นโทรออกและเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “ฮัลโหล ที่รักเหรอ? คุณถึงไหนแล้ว? ฉันเลิกงานแล้วนะ รีบมารับหน่อยสิ ฉันง่วงจะแย่แล้ว”

“อ๋อ จะถึงแล้วเหรอ? ตกลงค่ะ ฉันรอนะ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า หลังจากวางสาย เสียงฝีเท้าที่ตามมาอย่างกระชั้นชิดนั้นก็หยุดลงจริง ๆ

สวี่เพียวเพียวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าลิฟต์แล้วกดชั้นหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา

หน้าจอโทรศัพท์ในมือโชว์เบอร์ 10086 ก่อนจะดับวูบลง

ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนลง

คนที่อยู่ตรงทางเดินหมุนตัวเดินเข้าสู่บันไดหนีไฟ ก่อนที่แสงจากไฟแช็กสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว ตามมาด้วยกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้ง บดบังใบหน้าของฮั่วจี้เซินให้ดูเคร่งขรึมและอ่านยาก

ครู่ต่อมา เมื่อบุหรี่ไหม้จนถึงก้น ความร้อนลามมาถึงผิวหนัง เขาจึงสะบัดเถ้าทิ้งและดึงสติกลับมา

เขาแค่บังเอิญเห็นว่าชั้นนี้ยังเปิดไฟอยู่เลยแวะลงมาดู แต่ไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่ทำโอทีจะเป็นสวี่เพียวเพียว

ดูเหมือนว่า เพื่อเลี้ยงสามีขี้โรคคนนั้น เธอจะพยายามอย่างหนักน่าดูเลยนะ

ฮั่วจี้เซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาเซ่ามู่

“ออกประกาศ หลังจากนี้ใครอยู่โอทีเกินเที่ยงคืน ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา”
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 30

    ข้อเรียกร้องของเจียงซ่งไม่ได้สูงส่งอะไรนัก“สุดสัปดาห์นี้หาห้างสักแห่ง เจอกับฉันแป๊บเดียว ให้คุณป้าเห็นหน้าแวบเดียว แล้วเราก็แยกย้าย”สวี่เพียวเพียวบอกพิกัดห้างที่เธอนัดกับเหลียนเส้าจิ่นไว้“งั้นก็ที่นั่นแล้วกัน สุดสัปดาห์นี้ฉันจะพาลูกสาวไปเที่ยวพอดี”หลังจากตกลงกับเจียงซ่งว่าไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับคุณนายฮั่ว สวี่เพียวเพียวถึงยอมตกลงหลังวางสาย สวี่เพียวเพียวก็ไม่มีอารมณ์จะวาดรูปต่อ เธอนอนแผ่หลับตาลงบนเตียงเสียงฝนตกกระทบขอบหน้าต่างดังเป็นจังหวะความคิดของเธอล่องลอยไปไกลเธอเคยเห็นคุณนายฮั่วครั้งหนึ่ง ตอนที่เธอยังคบกับฮั่วจี้เซินสวี่เพียวเพียวไม่ชอบอยู่หอพัก แต่บ้านของเธอกับมหาวิทยาลัยอยู่ในเขตเดียวกัน ขับรถเพียงสิบนาทีก็ถึง ซึ่งพ่อสวี่ก็ไม่อนุญาตให้เธอไปเช่าห้องข้างนอกอยู่คนเดียววันนั้น สวี่เพียวเพียวสืบจนรู้ว่าพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน จึงแอบพาฮั่วจี้เซินมาที่บ้านของเธอในห้องนอนของเธอ หลังจากที่ทั้งคู่หยอกล้อกันจนวุ่นวาย คุณนายฮั่วก็วิดีโอคอลมาหา และถามทันทีว่าฮั่วจี้เซินอยู่ที่ไหน ทำไมฉากหลังถึงเป็นสีชมพูไปหมดฮั่วจี้เซินตอบหน้าตายว่า อยู่ที่ร้านอินเทอร์เน็ตธีมสีชมพูสว

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 29

    เขาวางสายทันทีคุณนายฮั่วฟังเสียงสัญญาณตัดสายด้วยความรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ท่านหันไปสะกิดคุณพ่อฮั่วที่กำลังเล่นเกมไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ดอย่างสนุกสนานอยู่ข้าง ๆ “คุณคะ คุณว่าลูกชายคุณผิดปกติหรือเปล่า?”ยังไม่ทันที่คุณพ่อฮั่วจะตอบ คุณนายฮั่วก็รีบกุลีกุจอไปจัดหาคู่นัดบอดให้ฮั่วจี้เซินทันทีและแถมยังโทรศัพท์ไปหาเจียงซ่งด้วยอีกคน-กลางดึกสงัด สวี่เพียวเพียวล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยห้องนอนของเธอเล็กมาก เมื่อเทียบกับบ้านตระกูลสวี่ในอดีต ห้องนอนเล็ก ๆ ห้องนี้อาจจะมีขนาดเท่ากับห้องน้ำของเธอเท่านั้นเองมีเพียงเตียงนอนหนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งใบ และโต๊ะนักเรียนที่ซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์มือสองเพื่อใช้เป็นโต๊ะเครื่องแป้ง นั่นคือภาพรวมทั้งหมดของห้องเธอเปิดโทรศัพท์และเห็นข้อความจากลูกค้าที่เคยติดต่อจ้างงานไว้ ฝ่ายนั้นยอมรับราคาของเธอได้และอยากนัดคิววาดรูปสองสามใบสวี่เพียวเพียวคุยคอนเฟิร์มสไตล์และประเภทของภาพวาดกับลูกค้า จากนั้นนัดแนะกำหนดส่งดร๊าฟแรกและหลังจากได้รับเงินมัดจำแล้ว เธอก็ออฟไลน์ข้อกำหนดของงานไม่ถือว่ายากเกินไปในวงการนักวาดภาพประกอบ สวี่เพียวเพียวคือยอดฝีมือที่กำลังโ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 28

    เธอส่งสติกเกอร์มา...บัญชีในอดีต สติกเกอร์ที่ใช้ก็ยังคงหยุดอยู่ในอดีตเช่นกันมันเป็นภาพเคลื่อนไหวลายเส้นง่าย ๆ รูปหมีน้อยตัวหนึ่งวิ่งเข้าไปกอดและจุ๊บหมีอีกตัวในอดีต ฮั่วจี้เซินได้รับมันแทบจะทุกวันเธอส่งผิด และกดยกเลิกการส่งได้อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะเดียวเมื่อเขากดเข้าไปดูในฟีดก็เห็นข้อความที่สวี่เพียวเพียวโพสต์ขอติดรถกลับบ้านเขาอยู่แถวนั้นพอดี และทางกลับบ้านก็ต้องผ่านสถานีรถไฟใต้ดินถนนซงฮวา เขาจึงแวะรับเธอเพียงแต่บ้านของเขากับห้องเช่าเก่า ๆ ในเขตชานเมืองนั้นอยู่กันคนละมุมเมืองของเมืองเอ เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ห่างกันคนละขอบฟ้าวินาทีที่ฮั่วจี้เซินเห็นสวี่เพียวเพียว เธอเปียกโชกไปทั้งตัว ดูลุกลี้ลุกลนและน่าสงสารเหมือนลูกหมาจรจัดที่ไร้บ้านและถูกรังแกจากโลกภายนอกเส้นผมแนบไปกับใบหน้า หยดน้ำไหลรินจากปลายผมไม่หยุด ชุดกระโปรงเปียกชื้นแนบเนื้อ หลังจากขึ้นรถมาเธอก็ตัวสั่นเพราะแอร์ในรถที่เย็นเกินไปฮั่วจี้เซินปรับอุณหภูมิแอร์ขึ้นโดยไม่ให้เธอรู้ตัวตลอดทาง เธอเอาแต่หวาดระแวงเขาไม่ยอมปริปากพูดกับเขาสักคำ และจงใจขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับเขาอย่างชัดเจนแม้กระทั่งตอนที่นั่งอยู่บน

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 27

    ฮั่วจี้เซินเปล่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา เขาหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนอีกสายหนึ่ง ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ รถบนท้องถนนดูบางตาลงไปถนัดตา“รสนิยมของเธอ... ค่อนข้างแย่นะ”“...คะ?”สวี่เพียวเพียวยังไม่ทันตั้งตัว เธอก็ได้ยินฮั่วจี้เซินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ คล้ายกับการคาดคั้นผสมโรงไปด้วยความเหยียดหยามและสงสัยหรือบางที มันอาจจะเป็นเพียงความต้องการของผู้บังคับบัญชาที่จะควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น“เธอไปคว้าพ่อของลูกคนนี้มาได้ยังไง?”สวี่เพียวเพียวก้มหน้าลง มือบีบชายกระโปรงที่เปียกโชกไว้แน่น เดิมทีเธออยากจะเงียบไว้ แต่ท่าทางของฮั่วจี้เซินแสดงชัดว่าเขาจะไม่ยอมรามือหากไม่ได้คำตอบเธอจึงได้แต่ตอบไปอย่างคลุมเครือ “คือ... เพราะเขาหล่อน่ะค่ะ”ฮั่วจี้เซินทำเหมือนได้ยินเหตุผลที่ไร้สาระที่สุดในโลกเขาใช้ปลายลิ้นดุนกระพุ้งแก้มจนเห็นสันกรามคมชัด และในจังหวะนั้นเอง เขาก็ขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอดฮั่วจี้เซิน: “งั้นเหรอ? เพราะแค่หน้าตา เธอถึงขั้นยอมแลกกับสุขภาพของลูกเลยงั้นเหรอ?”ใบหน้าของสวี่เพียวเพียวซีดเผือดลงทันทีการที่เหลียนฮว่าร่างกายไม่แข็งแรง มันไม่เกี่ยวกับพ่อของเด็กเลยส

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 26

    ในตอนนั้น เธอเสียใจมากและแอบร้องไห้อยู่ในหอพักเพียงลำพัง ไม่กล้าให้ฮั่วจี้เซินรู้เธอชอบฮั่วจี้เซินมากจริง ๆแต่ฮั่วจี้เซินมักจะแสดงท่าทีเฉยเมย ไม่ยินดียินร้าย และเขาก็เป็นแบบนี้กับทุกคนเมื่อเหอซิงกลับมา เธอก็เห็นสวี่เพียวเพียวนอนฟุบอยู่บนผ้าห่มพลางเช็ดน้ำตาทั้งขอบตาแดงก่ำ ในอ้อมกอดมีตุ๊กตาหมีน่าเกลียดตัวหนึ่งที่เธอเคยตื๊อให้ฮั่วจี้เซินคีบให้จากตู้คีบตุ๊กตาสวี่เพียวเพียวเป็นคนสวยสะดุดตาและดูมั่นใจ แม้แต่ยามแอบร้องไห้ หยดน้ำตาที่ไหลผ่านใบหน้าขาวผุดผ่องราวกับเครื่องเคลือบดินเผานั้น ก็ยังทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจมันเป็นความงามที่น่าอิจฉาเหอซิงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความดีใจลึก ๆ “เป็นอะไรไป? ทะเลาะกับฮั่วจี้เซินเหรอ?”ในตอนนั้น เหอซิงกับสวี่เพียวเพียวยังไม่ได้มีเรื่องผิดใจกันรุนแรง ความสัมพันธ์ยังถือว่าพอใช้ได้สวี่เพียวเพียวเพียงแค่รู้สึกไม่ดี จึงไม่อยากชวนคุย“เปล่าหรอก ฉันขอนอนพักสักหน่อย อย่ากวนฉันเลยนะ”เหอซิงตอบรับคำสั้น ๆและเธอก็ไม่ได้สนใจสวี่เพียวเพียวจริง ๆไม่นานเธอก็สวมหูฟังแล้วเริ่มเล่นเกม สักพักก็ถอดหูฟังออกแล้วพูดว่า “เพียวเพียว หูฟังฉันแบตหมดแล

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 25

    สวี่เพียวเพียวไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็สัมผัสได้ถึงหยาดฝนที่สาดซัดลงบนใบหน้า เสื้อผ้าเปียกโชกแนบไปกับลำตัว เธอตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บอย่างน่าเวทนารถจี๊ป แรงเลอร์จอดสนิทอยู่ที่หน้าทางออกสถานีรถไฟใต้ดิน ทันทีที่สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของสวี่เพียวเพียว เจ้าของรถก็บีบแตรเร่งซ้ำ ๆ สองสามครั้งสวี่เพียวเพียวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะฝ่าพายุฝนพุ่งตัวออกไป จากนั้นพยายามดึงประตูเบาะหลังทว่ากลับดึงไม่ออกหยาดฝนเกาะหนาเตอะบนกระจกรถแล้วไหลรินลงมา สวี่เพียวเพียวกลัวว่าฮั่วจี้เซินจะรอนานเกินไป เธอจึงตัดสินใจลองดึงประตูฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับดูคราวนี้มันเปิดออกทันทีเธอถามด้วยใบหน้าซีดเผือดว่า “ช่วยเปิดประตูหลังให้หน่อยได้ไหมคะ?”เพราะอย่างไรเสีย เบาะข้างคนขับก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเธอควรจะนั่งฮั่วจี้เซินทำหน้าขรึมและเย็นชา“นั่งเบาะหลังงั้นเหรอ? เธอนึกว่าฉันเป็นคนขับรถของเธอหรือไง?”พอนึกดูดี ๆ มันก็จริงอย่างที่เขาว่ากว่าจะได้ก้าวขึ้นรถ สวี่เพียวเพียวก็เปียกปอนไปทั้งตัวแล้ว หยดน้ำจากปลายผมไหลร่วงลงบนเบาะหนังแท้เธอจึงรีบพูดขึ้นตามสัญชาตญาณ “ขอโทษด้วยนะคะคุณฮั่ว เดี๋ยวฉันจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status