Share

บทที่ 2

Author: เจ้าเหมียวแวววาว
ทั้งแผนกตกอยู่ภายใต้ความกดดันของหัวหน้าคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาแบบสายฟ้าแลบ

ทุกคนจำต้องอยู่ทำโอทีจนกระทั่งสามทุ่มถึงจะเคลียร์งานในมือเสร็จ

โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้าทีมที่โดนฮั่วจี้เซินตำหนิกลางที่ประชุม ต่างก็นั่งหน้าสลดพลางจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอเลิกงานเลยสักคน

จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของสวี่เพียวเพียวก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นสายจากเหลียนฮว่า ลูกสาวตัวน้อยที่โทรมาถามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับบ้าน

สวี่เพียวเพียวรีบกดรับและลดเสียงให้เบาที่สุด “ฮว่าฮว่า หนูกับคุณย่าไปนอนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่กลับดึกหน่อย”

เหลียนฮว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสา “ตกลงค่ะแม่ แม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยเกินไปนะ ฮว่าฮว่ากับคุณย่ากินข้าวให้น้อยลงก็ได้ค่ะ”

ประโยคนั้นทำให้สวี่เพียวเพียวถึงกับรู้สึกแสบที่จมูก

เธอรีบวางสายเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียอาการ

แต่ในใจกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย ในหัวมีแต่คำพูดแสนซื่อของลูกสาววนเวียนอยู่

สวี่เพียวเพียวใช้นามสกุลตามแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ ส่วนพ่อของเธอแซ่เหลียน

หลังจากพ่อเสียชีวิต ด้วยความระลึกถึง สวี่เพียวเพียวและแม่จึงให้ลูกสาวใช้นามสกุลเหลียนตามคุณตา

และก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว เหลียนฮว่าคือลูกสาวของฮั่วจี้เซิน

แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขายังมีลูกสาวที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ อีกคนหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้

ปีนี้เหลียนฮว่าอายุได้สองขวบ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาจึงเจ็บป่วยง่ายมาตั้งแต่เกิด

หมอเคยบอกว่านี่คือโรคคนรวยโดยกำเนิด ต้องใช้เงินมากมายในการประคับประคองรักษา

สวี่เพียวเพียวจึงพาลูกไปรักษากับแพทย์แผนจีน แค่เฉพาะค่ายาในแต่ละเดือนก็สูงถึงห้าหลัก แต่เธอก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้ ขอแค่ให้ลูกสาวสุขภาพดีขึ้น

หลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวต้องขายทั้งกระเป๋า เครื่องประดับ รถ และบ้าน แต่ก็พอชดใช้หนี้สินได้บางส่วน

ตอนนี้ทั้งแม่และลูกสาวต่างต้องกินยาตลอด ทั้งครอบครัวจึงฝากความหวังไว้ที่รายได้ของสวี่เพียวเพียวเพียงคนเดียว

ดังนั้นแม้เธอจะตกใจที่เห็นฮั่วจี้เซิน แม้อยากจะหนี หรือแม้แต่ขาสั่นจนควบคุมไม่ได้... เธอก็จะเสียงานนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

เพราะเธอต้องการเงิน

เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เห็นสวี่เพียวเพียวรับสายลูกสาวจึงทักขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ไม่นึกเลยนะว่าเธอยังอายุน้อยแต่ลูกโตขนาดนี้แล้ว แล้วพ่อน้องไปไหนล่ะ?”

คนรอบข้างแม้จะไม่ได้เงยหน้า แต่ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

สวี่เพียวเพียวฉีกยิ้มบาง ๆ พลางทัดผมเข้าที่ใบหู ท่าทางธรรมดา ๆ ของเธอกลับดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยโกหกคำโตออกมา “เขาไม่ค่อยแข็งแรงน่ะค่ะ นอนพักอยู่ที่บ้าน ต้องกินยาทุกเดือนเลย”

คำตอบนั้นทำเอาเพื่อนร่วมงานถึงกับเงียบกริบในทันที

พวกเขารู้ว่าลูกสาวและแม่ของสวี่เพียวเพียวสุขภาพไม่ดี

แต่นี่แม้แต่สามีก็ยังเป็นคนป่วยอีกงั้นเหรอ? หมายความว่าทั้งบ้านมีแต่คนป่วย และสวี่เพียวเพียวต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงทุกคนเพียงลำพัง?

สวี่เพียวเพียวเข้มแข็งเกินไปแล้ว

เมื่อหมดเรื่องซุบซิบ ก็ไม่มีใครถามคำถามอะไรอีก ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเพื่อจะได้รีบกลับบ้านโดยเร็ว

ที่ด้านนอกแผนก รองเท้าหนังขัดจนมันวาวคู่หนึ่งหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพิเศษกำลังถือโทรศัพท์ค้างไว้ โดยมีเสียงเร่งเร้าดังมาจากปลายสาย

“ฮัลโหล? พี่เซิน? ฟังอยู่รึเปล่า แม่ผมฝากถามว่าสุดสัปดาห์นี้พี่ว่างไหม มาทานข้าวที่บ้านหน่อย”

ฮั่วจี้เซินหมุนเท้าแล้วก้าวเข้าไปในลิฟต์ด้านข้างพร้อมตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ว่าง”

“แล้วอาทิตย์ถัดไปล่ะ?”

“ก็ไม่ว่าง”

เจียงซ่งที่อยู่ปลายสายถึงกับไปไม่เป็น การชวนทานข้าวเป็นเพียงข้ออ้าง จริง ๆ แล้วแม่ของเขาอยากจะนัดบอดให้ฮั่วจี้เซินต่างหาก

“พี่เพิ่งรับช่วงต่อบริษัทจะโหมงานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่มีเวลาแม้แต่จะทานข้าว? คราวก่อนผมชวนสวี่เพียวเพียวทานข้าว เธอก็จะบอกว่าไม่ว่างเหมือนกัน นี่ถ้าไม่รู้คงนึกว่าพวกพี่จะแข่งกันลงสมัครประธานาธิบดีซะอีก”

พอหลุดชื่อสวี่เพียวเพียวออกมา เจียงซ่งถึงตระหนักได้ว่าตัวเองปากพล่อยแล้ว

ปากเสียจริง ๆ ลืมไปได้ยังไงว่าฮั่วจี้เซินเคยคบกับสวี่เพียวเพียว!

เจียงซ่งกัดฟันพลางตบปากตัวเองเบา ๆ

ปากหมา!

เจียงซ่งกับสวี่เพียวเพียวเป็นเพื่อนสนิทกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะจับกลุ่มเล่นเกมด้วยกันบ่อย ๆ

จนฮั่วจี้เซินเคยเข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นอะไรกัน

ถึงขั้นแอบหึงหวงและแข่งขันกับพวกเขาด้วยซ้ำ

ต่อมาภายหลังถึงได้รู้ว่าสวี่เพียวเพียวไม่เคยเห็นเจียงซ่งเป็นผู้ชายเลยสักนิด

มีครั้งหนึ่งฮั่วจี้เซินหาเรื่องดวลบาสเกตบอล แล้วแอบอัดเจียงซ่งจนน่วมไปทั้งตัว หลังจากนั้นตอนดื่มเหล้ากัน เจียงซ่งถึงได้โพล่งออกมาว่า “สวี่เพียวเพียวสวยก็จริง แต่ใครจะไปรับมือไหว?”

“บทจะโมโหขึ้นมาก็ฟาดฝ่ามือใส่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พี่เซิน เธอคงไม่กล้าตบพี่หรอกใช่ไหม?”

คนข้าง ๆ รีบขัดขึ้นทันที “แค่สวี่เพียวเพียวไม่เอาพี่เซินไปกราบไหว้ก็บุญแล้ว จะกล้าตบได้ไง? ให้ความกล้าเธออีกสิบเท่าเธอก็ไม่กล้าหรอก!”

“ก็จริง”

..................

ขณะที่เจียงซ่งกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ก็ได้ยินฮั่วจี้เซินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ตระกูลสวี่ล้มละลายแล้วเหรอ?”

เจียงซ่งชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาศีรษะพร้อมตอบกลับว่า “ใช่ครับ เรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ผมว่านะพี่เซิน สวี่เพียวเพียวเขาก็แต่งงานไปแล้ว พี่คงไม่ได้ยัง... อาลัยอาวรณ์อยู่หรอกนะ?”

“อาลัยอาวรณ์อะไร? ที่ดินทางตะวันออก หรือโรงงานทางเหนือ?” ฮั่วจี้เซินย้อนถาม

ที่เหล่านั้นล้วนมีโปรเจกต์ที่ตระกูลเจียงเองก็จ้องอยู่ เจียงซ่งได้ยินดังนั้นจึงเลิกปากสว่างทันที แล้วกล่าวอย่างตื่นตัวว่า “พี่เซิน พี่กินเนื้อแล้วก็แบ่งน้ำซุปให้น้องนุ่งบ้างสิ!”

ฮั่วจี้เซินตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบา

ทว่าเจียงซ่งกลับรู้สึกเสียวสันหลัง

ดูเหมือนว่าหลังจากนี้เขาจะเอ่ยชื่อสวี่เพียวเพียวต่อหน้าฮั่วจี้เซินไม่ได้อีกแล้ว

-

กว่าจะแก้ไขโปรเจกต์เสร็จเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่กลางดึก

เมื่อสวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับไปหมดแล้ว ในห้องทำงานอันกว้างใหญ่เหลือเพียงเธอคนเดียว

และเธอคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว

สวี่เพียวเพียวปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นเดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบ ๆ ห้องเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์

อาคารสำนักงานในยามค่ำคืนเงียบเชียบเป็นพิเศษ เสียงส้นเข็มกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง

จู่ ๆ เธอก็รู้สึกได้ว่ามีเสียงฝีเท้าอีกคู่เดินตามหลังมา มันหนักแน่นกว่า และฟังดูเหมือนรองเท้าหนัง

สวี่เพียวเพียวอาศัยจังหวะตอนเลี้ยวแอบปรายตามอง คนที่อยู่ด้านหลังตัวสูงมาก ศีรษะของเขาสูงกว่าเธอประมาณความสูงของอิฐหนึ่งก้อน

เป็นผู้ชาย!

แม้จะมีกล้องวงจรปิด แต่เธอไม่แน่ใจว่ากล้องวงจรปิดยังทำงานอยู่ไหม ส่วนคนของแผนกอื่นก็คงไม่มีใครมาชั้นนี้ และตอนที่ตรวจดูแผนก เธอก็มั่นใจว่าทุกคนกลับหมดแล้ว...

หัวใจของสวี่เพียวเพียวเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

ขนแขนลุกเกรียวทั้งที่เป็นฤดูร้อน

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวพนักงานเจอพวกโรคจิตตอนเลิกงานดึก ๆ จนบริษัทสั่งห้ามอยู่เกินเที่ยงคืน

แต่เธอดันอยู่จนถึงตีหนึ่งครึ่ง

คงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกนะ?

สวี่เพียวเพียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความลนลาน แสร้งทำเป็นโทรออกและเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “ฮัลโหล ที่รักเหรอ? คุณถึงไหนแล้ว? ฉันเลิกงานแล้วนะ รีบมารับหน่อยสิ ฉันง่วงจะแย่แล้ว”

“อ๋อ จะถึงแล้วเหรอ? ตกลงค่ะ ฉันรอนะ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า หลังจากวางสาย เสียงฝีเท้าที่ตามมาอย่างกระชั้นชิดนั้นก็หยุดลงจริง ๆ

สวี่เพียวเพียวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าลิฟต์แล้วกดชั้นหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา

หน้าจอโทรศัพท์ในมือโชว์เบอร์ 10086 ก่อนจะดับวูบลง

ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนลง

คนที่อยู่ตรงทางเดินหมุนตัวเดินเข้าสู่บันไดหนีไฟ ก่อนที่แสงจากไฟแช็กสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว ตามมาด้วยกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้ง บดบังใบหน้าของฮั่วจี้เซินให้ดูเคร่งขรึมและอ่านยาก

ครู่ต่อมา เมื่อบุหรี่ไหม้จนถึงก้น ความร้อนลามมาถึงผิวหนัง เขาจึงสะบัดเถ้าทิ้งและดึงสติกลับมา

เขาแค่บังเอิญเห็นว่าชั้นนี้ยังเปิดไฟอยู่เลยแวะลงมาดู แต่ไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่ทำโอทีจะเป็นสวี่เพียวเพียว

ดูเหมือนว่า เพื่อเลี้ยงสามีขี้โรคคนนั้น เธอจะพยายามอย่างหนักน่าดูเลยนะ

ฮั่วจี้เซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาเซ่ามู่

“ออกประกาศ หลังจากนี้ใครอยู่โอทีเกินเที่ยงคืน ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา”
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 100

    เยี่ยนชิวพูดถึงบุคลิกพระเอกในเกมที่กำหนดไว้ก่อนเป็นลำดับแรก"พระเอกคนนี้เซ็ตไว้ว่าเป็นดอกฟ้าบนยอดภูผาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นหนุ่มหล่อดาวเด่นผู้โด่งดัง นิสัยสุขุมเยือกเย็น ชอบนางเอกมาตลอดแต่ปากแข็ง โทนเสียงจำเป็นต้องทุ้มต่ำสักหน่อยค่ะ""และก็ต้องคงความรู้สึกของเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเอาไว้ด้วย ควบคู่ไปกับนิสัยที่ดูเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้นักพากย์ที่มีความสามารถค่อนข้างสูง"อาจเป็นเพราะบรรยากาศในห้องประชุมไม่ได้เคร่งเครียดอะไรมากมายในแผนงานของเกมจึงระบุพระเอกไว้ถึงห้าคนเกมแนวความรัก ตลาดเป้าหมายก็คือผู้เล่นเกมเพศหญิงภายในห้องประชุมล้วนมีแต่พนักงานหญิงเกมเกมนี้ หนึ่งในจุดขายที่ใช้โปรโมต ก็คือการใช้ทีมงานหญิงล้วนผู้เล่นในท้องตลาดยังคงมีความต้องการในด้านนี้อยู่อีกมากและขอบเขตของการประชุมก็ไม่ได้ตึงเครียดเช่นกัน เยี่ยนชิวจึงพูดด้วยความผ่อนคลายว่า "เพียวเพียว พระเอกคนนี้เธอคิดว่ายังมีตรงไหนต้องปรับแก้อีกไหม?""นอกจากด้านการพากย์เสียงที่ต้องหารือกันแล้ว นิสัยของพระเอกคนนี้ ฉันเองก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกันค่ะ"สวี่เพียวเพียวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขณะมองดูข้อมูลแนะนำตัวพระเอก

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 99

    เซ่ามู่เตือนอย่างอ้อม ๆ ว่า "คุณฮั่วครับ ดูเหมือนตอนนี้เสี่ยวสวี่จะยังมีสามีอยู่นะครับ"ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่เบาะหลังเงียบงันครู่หนึ่ง ถึงได้มีเสียงหัวเราะที่แฝงความเบิกบานใจดังขึ้น พร้อมด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายแววตาของชายหนุ่มคมกริบ ราวกับนายพรานในป่าใหญ่ ผู้เล็งเป้าหมายไว้แล้ว"ไม่มีแล้วต่างหาก"เมื่อเซ่ามู่ฟังความหมายของฮั่วจี้เซินออก ก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกไม่ลืมปรับเปลี่ยนท่าทีให้ดูเป็นการเป็นงานมากขึ้น ขณะแนะนำว่า "คุณฮั่วครับ เสี่ยวสวี่ทำโปรเจกต์ได้ดีหลายงานแล้ว หลังจากนี้ ผมอยากให้เธอได้ดีลงานกับคุณโดยตรง""เอาสิ"โปรเจกต์ที่ทีมของสวี่เพียวเพียวได้รับมาช่วงนี้ เป็นงานที่ส่งมาจากแผนกเกมเป็นโปรเจกต์เกมจีบหนุ่มเกมหนึ่งระเบียบการคร่าว ๆ ของโปรเจกต์ถูกระบุออกมาหมดแล้ว จุดที่ต้องแก้ไขก็ถูกสวี่เพียวเพียวขีดเส้นใต้ทีละจุด ตีกลับไปรอรับกลับมาใหม่ตอนนี้ดำเนินมาถึงหัวข้อสุดท้ายก่อนรายงานความคืบหน้าแต่มีพระเอกในเกมคนหนึ่ง ยังหานักพากย์ที่เหมาะสมไม่ได้เอฟเฟกต์เสียงพากย์ที่ใช้สำหรับทดสอบเสียง คือช่วงเสียงหัวเราะปนเสียงหอบหายใจเล็กน้อยหลังพระเอกจูบนางเอก รว

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 98

    เซ่ามู่รับหน้าที่เป็นคนขับรถจากที่พักของฮั่วจี้เซินไปบริษัท ถ้านับรวมความเป็นไปได้ที่รถจะติดในช่วงเช้า ก็ต้องขับรถประมาณครึ่งชั่วโมงตลอดทาง สวี่เพียวเพียวเอาแต่ตีหน้าขรึมมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียวฮั่วจี้เซินเองก็ก้มหน้าดูรายงานในมือด้วยท่าทีสุขุมระหว่างทั้งสองคน คล้ายมีอะไรบางอย่างกั้นขวางอยู่ตรงกลางแต่ตอนนี้เซ่ามู่ดูออกแล้วประธานฮั่วน่าจะมีใจให้เสี่ยวสวี่ไม่น้อยแต่ดูเหมือนเสี่ยวสวี่จะไม่ได้มีใจให้ก็ใช่น่ะสิก่อนที่ประธานฮั่วจะมา ครอบครัวของเสี่ยวสวี่เขาก็รักใคร่กลมเกลียวมีความสุขดีอยู่แล้วไม่ว่าเป็นใคร ถ้าโดนคนอื่นเข้ามายุ่มย่าม สีหน้าก็ต้องดูไม่ดีกันทั้งนั้นแต่สาเหตุที่สวี่เพียวเพียวมีสีหน้าไม่สู้ดีนั้น เป็นเพราะกำลังเมารถอยู่ต่างหากฮั่วจี้เซินยื่นมือไปเปิดกล่องข้างตัว หยิบลูกอมรสมินต์มาส่งให้เม็ดหนึ่งเมื่อสวี่เพียวเพียวก้มหน้าลงก็เห็นมือข้างหนึ่งวางอยู่ตรงหน้าเธอ ลักษณะขาวผ่อง นิ้วมืองดงามราวผลงานศิลปะ ข้อต่อนิ้วทุกช่วงดูดีประหนึ่งประติมากรรมปล้องไม้ไผ่กลางฝ่ามือ ปรากฏลูกอมรสมินต์"เมารถก็กินนี่ซะ"น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาของชายหนุ่ม ดั

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 97

    "อย่าหักโหมเกินไปนะลูก ถ้าลูกเป็นแบบนี้ทุกวัน แม่จะไม่ยอมผ่าตัดแล้ว"แม่สวี่เป็นห่วง ด้วยกลัวอาการป่วยของตัวเองจะเป็นภาระแก่สวี่เพียวเพียวทำให้ลูกสาวไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง แถมยังต้องทำงานล่วงเวลาอีกพาลบ่นไปถึงเจ้านายของสวี่เพียวเพียว"นี่พ่อหนุ่มคนนั้นให้ลูกกลับไปทำโอทีดึก ๆ ดื่น ๆ เหรอเนี่ย? โอ๊ย ทรมานคนแท้ ๆ ดูท่าทางก็เป็นคนดี ทำไมถึงได้ใจร้ายขนาดนี้นะ?"สวี่เพียวเพียวฟังแล้วก็ให้รู้สึกร้อนรนเล็กน้อยเพราะความจริง เป็นเธอเองที่มาหาเขา แล้วเผลอหลับไปสวี่เพียวเพียวยกมือขึ้นป้องโทรศัพท์ พูดกลบเกลื่อนไม่กี่คำ ก็วางสายทันทีเมื่อเห็นเธอกินอิ่มแล้ว ฮั่วจี้เซินจึงลุกขึ้น"ไปเถอะ ไปทำงาน""คุณฮั่วคะ..."สวี่เพียวเพียวลังเลเล็กน้อย สายตาล่อกแล่กเซ่ามู่ยังยืนรออยู่ข้างล่างขืนสวี่เพียวเพียวตามเขาลงไป คงได้จ๊ะเอ๋กับเซ่ามู่เข้าแน่"คือว่า ให้ฉันรออีกสักแป๊บค่อยลงไปดีไหมคะ?"ฮั่วจี้เซินมองคนถามด้วยความขบขันไม่ได้พูดแทงใจดำทำลายความคิดเธอนี่เธอคิดว่า เซ่ามู่จะจำไม่ได้จริง ๆ หรือ?ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พวกเขาทำงานร่วมกันมาตั้งกี่ปี และเวลานี้ บนตัวสวี่เพียวเพียวก็ยังมีกลิ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 96

    ฮั่วจี้เซินมองเธอเขม็งไม่ยอมพลาดการเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของเธอแม้เพียงเศษเสี้ยวน่าเสียดาย เขาไม่พบพิรุธใด ๆสวี่เพียวเพียวมีสีหน้าเรียบเฉย “ไม่รู้สิคะ ฉันเองก็ไม่เคยเจอคุณย่าของฮว่าฮว่าเหมือนกัน”“ไม่เคยเจอ?”ต่อให้ชีวิตสมรสจะดำรงอยู่เพียงสั้น ๆ ก็ไม่น่าจะถึงขั้นไม่เคยเจอพ่อแม่ของอีกฝ่ายเลยนี่สวี่เพียวเพียวถือหมั่นโถวพันชั้นอยู่ลูกหนึ่ง เธอลงมือฉีกกินทีละชั้นอาศัยจังหวะรับประทาน กลบเกลื่อนสีหน้าของตนเองเช่นเดียวกับมือที่กำลังสั่นเทาโชคดีที่สองปีนี้ คำถามเดิม ๆ ไม่รู้ได้ยินมากี่ครั้ง ลำพังแค่เพื่อนบ้านถามไถ่กันเองก็ไม่น้อยแล้ว ซ้ำคำตอบสำหรับคำถามนี้ ก็ซักซ้อมล่วงหน้ามาหลายหนเธอจึงรับมือได้เป็นอย่างดีเพียงแต่คนที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้คือฮั่วจี้เซิน จึงเกิดอาการลนลานเล็กน้อย“ใช่ค่ะ แต่คุณก็เคยเจอพ่อของฮว่าฮว่าแล้วนี่คะ เขาไม่ชอบฉัน มีลูกก็ถือเป็นเรื่องผิดพลาด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันคลอดลูก แล้วฉันก็ไม่ต้องการให้เขามารับผิดชอบลูกสาวฉันด้วย”ในห้องอาหารอันโอ่อ่ามีเพียงพวกเขาอยู่กันสองคนเดิมทีฮั่วจี้เซินเพิ่งกินไปไม่กี่คำ เมื่อได้ยินประโยคนี้ ก็ถึงขั้นวางตะเกียบลงทันท

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 95

    เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาของเซ่ามู่กำลังจ้องมองเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆสวี่เพียวเพียวก็รีบกอดเอวฮั่วจี้เซินแน่น และฝังใบหน้าลงกับแผงอกของเขาภาวนาขอให้เซ่ามู่อย่าเดินเข้ามาเด็ดขาดมุมปากของฮั่วจี้เซินยกยิ้ม มือวางลงบนท้ายทอยของสวี่เพียวเพียว หลังสอดนิ้วผ่านเรือนผม นิ้วมือเรียวยาวก็ลูบไล้ต้นคอเธอเบา ๆลูบจนสวี่เพียวเพียวขนลุกไปทั้งตัวฮั่วจี้เซินพูดด้วยเสียงเนิบนาบ “ไม่ต้องหรอก แค่นี้แหละ เดี๋ยวนายลงไปรอข้างล่างก่อนแล้วกัน”“ครับผม”ในฐานะหัวหน้าทีมเลขา เซ่ามู่จึงควบตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของฮั่วจี้เซินไปในตัวและด้วยความที่ฮั่วจี้เซินไม่มีแม่บ้านดูแล เซ่ามู่จึงต้องคอยซื้ออาหารเช้ามาให้ตามรสชาติที่ผู้เป็นเจ้านายชื่นชอบวันนี้เขาลืมไปเสียสนิทเลยว่าเดี๋ยวเซ่ามู่ก็ต้องมาแต่พอเห็นสวี่เพียวเพียวเป็นแบบนี้ ฮั่วจี้เซินก็รู้สึกว่าน่าสนุกดีเซ่ามู่รีบร้อนออกไปทันทีสวี่เพียวเพียวถึงค่อยถอยออกจากอ้อมกอดของฮั่วจี้เซินประโยคแรกที่เธอพูดคือบ่นเขาว่า “ทำไมคุณไม่บอกฉันล่ะว่าจะมีคนมา!”“เธอนี่วุ่นวายจริง ใจคอจะไม่ให้ฉันกินข้าวเช้าหรือไง?”สวี่เพียวเพียวทำท่าจะเดินหนี แต่ก็ได้ยินฮั่วจี้เซินพูดข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status