Share

บทที่ 2

Penulis: เจ้าเหมียวแวววาว
ทั้งแผนกตกอยู่ภายใต้ความกดดันของหัวหน้าคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาแบบสายฟ้าแลบ

ทุกคนจำต้องอยู่ทำโอทีจนกระทั่งสามทุ่มถึงจะเคลียร์งานในมือเสร็จ

โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้าทีมที่โดนฮั่วจี้เซินตำหนิกลางที่ประชุม ต่างก็นั่งหน้าสลดพลางจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอเลิกงานเลยสักคน

จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของสวี่เพียวเพียวก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นสายจากเหลียนฮว่า ลูกสาวตัวน้อยที่โทรมาถามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับบ้าน

สวี่เพียวเพียวรีบกดรับและลดเสียงให้เบาที่สุด “ฮว่าฮว่า หนูกับคุณย่าไปนอนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่กลับดึกหน่อย”

เหลียนฮว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสา “ตกลงค่ะแม่ แม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยเกินไปนะ ฮว่าฮว่ากับคุณย่ากินข้าวให้น้อยลงก็ได้ค่ะ”

ประโยคนั้นทำให้สวี่เพียวเพียวถึงกับรู้สึกแสบที่จมูก

เธอรีบวางสายเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียอาการ

แต่ในใจกลับไม่สามารถสงบลงได้เลย ในหัวมีแต่คำพูดแสนซื่อของลูกสาววนเวียนอยู่

สวี่เพียวเพียวใช้นามสกุลตามแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ ส่วนพ่อของเธอแซ่เหลียน

หลังจากพ่อเสียชีวิต ด้วยความระลึกถึง สวี่เพียวเพียวและแม่จึงให้ลูกสาวใช้นามสกุลเหลียนตามคุณตา

และก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว เหลียนฮว่าคือลูกสาวของฮั่วจี้เซิน

แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขายังมีลูกสาวที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ อีกคนหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้

ปีนี้เหลียนฮว่าอายุได้สองขวบ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาจึงเจ็บป่วยง่ายมาตั้งแต่เกิด

หมอเคยบอกว่านี่คือโรคคนรวยโดยกำเนิด ต้องใช้เงินมากมายในการประคับประคองรักษา

สวี่เพียวเพียวจึงพาลูกไปรักษากับแพทย์แผนจีน แค่เฉพาะค่ายาในแต่ละเดือนก็สูงถึงห้าหลัก แต่เธอก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้ ขอแค่ให้ลูกสาวสุขภาพดีขึ้น

หลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวต้องขายทั้งกระเป๋า เครื่องประดับ รถ และบ้าน แต่ก็พอชดใช้หนี้สินได้บางส่วน

ตอนนี้ทั้งแม่และลูกสาวต่างต้องกินยาตลอด ทั้งครอบครัวจึงฝากความหวังไว้ที่รายได้ของสวี่เพียวเพียวเพียงคนเดียว

ดังนั้นแม้เธอจะตกใจที่เห็นฮั่วจี้เซิน แม้อยากจะหนี หรือแม้แต่ขาสั่นจนควบคุมไม่ได้... เธอก็จะเสียงานนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

เพราะเธอต้องการเงิน

เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เห็นสวี่เพียวเพียวรับสายลูกสาวจึงทักขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ไม่นึกเลยนะว่าเธอยังอายุน้อยแต่ลูกโตขนาดนี้แล้ว แล้วพ่อน้องไปไหนล่ะ?”

คนรอบข้างแม้จะไม่ได้เงยหน้า แต่ต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

สวี่เพียวเพียวฉีกยิ้มบาง ๆ พลางทัดผมเข้าที่ใบหู ท่าทางธรรมดา ๆ ของเธอกลับดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะเอ่ยโกหกคำโตออกมา “เขาไม่ค่อยแข็งแรงน่ะค่ะ นอนพักอยู่ที่บ้าน ต้องกินยาทุกเดือนเลย”

คำตอบนั้นทำเอาเพื่อนร่วมงานถึงกับเงียบกริบในทันที

พวกเขารู้ว่าลูกสาวและแม่ของสวี่เพียวเพียวสุขภาพไม่ดี

แต่นี่แม้แต่สามีก็ยังเป็นคนป่วยอีกงั้นเหรอ? หมายความว่าทั้งบ้านมีแต่คนป่วย และสวี่เพียวเพียวต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงทุกคนเพียงลำพัง?

สวี่เพียวเพียวเข้มแข็งเกินไปแล้ว

เมื่อหมดเรื่องซุบซิบ ก็ไม่มีใครถามคำถามอะไรอีก ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเพื่อจะได้รีบกลับบ้านโดยเร็ว

ที่ด้านนอกแผนก รองเท้าหนังขัดจนมันวาวคู่หนึ่งหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพิเศษกำลังถือโทรศัพท์ค้างไว้ โดยมีเสียงเร่งเร้าดังมาจากปลายสาย

“ฮัลโหล? พี่เซิน? ฟังอยู่รึเปล่า แม่ผมฝากถามว่าสุดสัปดาห์นี้พี่ว่างไหม มาทานข้าวที่บ้านหน่อย”

ฮั่วจี้เซินหมุนเท้าแล้วก้าวเข้าไปในลิฟต์ด้านข้างพร้อมตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ว่าง”

“แล้วอาทิตย์ถัดไปล่ะ?”

“ก็ไม่ว่าง”

เจียงซ่งที่อยู่ปลายสายถึงกับไปไม่เป็น การชวนทานข้าวเป็นเพียงข้ออ้าง จริง ๆ แล้วแม่ของเขาอยากจะนัดบอดให้ฮั่วจี้เซินต่างหาก

“พี่เพิ่งรับช่วงต่อบริษัทจะโหมงานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่มีเวลาแม้แต่จะทานข้าว? คราวก่อนผมชวนสวี่เพียวเพียวทานข้าว เธอก็จะบอกว่าไม่ว่างเหมือนกัน นี่ถ้าไม่รู้คงนึกว่าพวกพี่จะแข่งกันลงสมัครประธานาธิบดีซะอีก”

พอหลุดชื่อสวี่เพียวเพียวออกมา เจียงซ่งถึงตระหนักได้ว่าตัวเองปากพล่อยแล้ว

ปากเสียจริง ๆ ลืมไปได้ยังไงว่าฮั่วจี้เซินเคยคบกับสวี่เพียวเพียว!

เจียงซ่งกัดฟันพลางตบปากตัวเองเบา ๆ

ปากหมา!

เจียงซ่งกับสวี่เพียวเพียวเป็นเพื่อนสนิทกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะจับกลุ่มเล่นเกมด้วยกันบ่อย ๆ

จนฮั่วจี้เซินเคยเข้าใจผิดว่าพวกเราเป็นอะไรกัน

ถึงขั้นแอบหึงหวงและแข่งขันกับพวกเขาด้วยซ้ำ

ต่อมาภายหลังถึงได้รู้ว่าสวี่เพียวเพียวไม่เคยเห็นเจียงซ่งเป็นผู้ชายเลยสักนิด

มีครั้งหนึ่งฮั่วจี้เซินหาเรื่องดวลบาสเกตบอล แล้วแอบอัดเจียงซ่งจนน่วมไปทั้งตัว หลังจากนั้นตอนดื่มเหล้ากัน เจียงซ่งถึงได้โพล่งออกมาว่า “สวี่เพียวเพียวสวยก็จริง แต่ใครจะไปรับมือไหว?”

“บทจะโมโหขึ้นมาก็ฟาดฝ่ามือใส่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พี่เซิน เธอคงไม่กล้าตบพี่หรอกใช่ไหม?”

คนข้าง ๆ รีบขัดขึ้นทันที “แค่สวี่เพียวเพียวไม่เอาพี่เซินไปกราบไหว้ก็บุญแล้ว จะกล้าตบได้ไง? ให้ความกล้าเธออีกสิบเท่าเธอก็ไม่กล้าหรอก!”

“ก็จริง”

..................

ขณะที่เจียงซ่งกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ก็ได้ยินฮั่วจี้เซินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ตระกูลสวี่ล้มละลายแล้วเหรอ?”

เจียงซ่งชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาศีรษะพร้อมตอบกลับว่า “ใช่ครับ เรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ผมว่านะพี่เซิน สวี่เพียวเพียวเขาก็แต่งงานไปแล้ว พี่คงไม่ได้ยัง... อาลัยอาวรณ์อยู่หรอกนะ?”

“อาลัยอาวรณ์อะไร? ที่ดินทางตะวันออก หรือโรงงานทางเหนือ?” ฮั่วจี้เซินย้อนถาม

ที่เหล่านั้นล้วนมีโปรเจกต์ที่ตระกูลเจียงเองก็จ้องอยู่ เจียงซ่งได้ยินดังนั้นจึงเลิกปากสว่างทันที แล้วกล่าวอย่างตื่นตัวว่า “พี่เซิน พี่กินเนื้อแล้วก็แบ่งน้ำซุปให้น้องนุ่งบ้างสิ!”

ฮั่วจี้เซินตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบา

ทว่าเจียงซ่งกลับรู้สึกเสียวสันหลัง

ดูเหมือนว่าหลังจากนี้เขาจะเอ่ยชื่อสวี่เพียวเพียวต่อหน้าฮั่วจี้เซินไม่ได้อีกแล้ว

-

กว่าจะแก้ไขโปรเจกต์เสร็จเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่กลางดึก

เมื่อสวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กลับไปหมดแล้ว ในห้องทำงานอันกว้างใหญ่เหลือเพียงเธอคนเดียว

และเธอคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว

สวี่เพียวเพียวปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นเดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบ ๆ ห้องเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ลิฟต์

อาคารสำนักงานในยามค่ำคืนเงียบเชียบเป็นพิเศษ เสียงส้นเข็มกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง

จู่ ๆ เธอก็รู้สึกได้ว่ามีเสียงฝีเท้าอีกคู่เดินตามหลังมา มันหนักแน่นกว่า และฟังดูเหมือนรองเท้าหนัง

สวี่เพียวเพียวอาศัยจังหวะตอนเลี้ยวแอบปรายตามอง คนที่อยู่ด้านหลังตัวสูงมาก ศีรษะของเขาสูงกว่าเธอประมาณความสูงของอิฐหนึ่งก้อน

เป็นผู้ชาย!

แม้จะมีกล้องวงจรปิด แต่เธอไม่แน่ใจว่ากล้องวงจรปิดยังทำงานอยู่ไหม ส่วนคนของแผนกอื่นก็คงไม่มีใครมาชั้นนี้ และตอนที่ตรวจดูแผนก เธอก็มั่นใจว่าทุกคนกลับหมดแล้ว...

หัวใจของสวี่เพียวเพียวเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

ขนแขนลุกเกรียวทั้งที่เป็นฤดูร้อน

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวพนักงานเจอพวกโรคจิตตอนเลิกงานดึก ๆ จนบริษัทสั่งห้ามอยู่เกินเที่ยงคืน

แต่เธอดันอยู่จนถึงตีหนึ่งครึ่ง

คงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกนะ?

สวี่เพียวเพียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความลนลาน แสร้งทำเป็นโทรออกและเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “ฮัลโหล ที่รักเหรอ? คุณถึงไหนแล้ว? ฉันเลิกงานแล้วนะ รีบมารับหน่อยสิ ฉันง่วงจะแย่แล้ว”

“อ๋อ จะถึงแล้วเหรอ? ตกลงค่ะ ฉันรอนะ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า หลังจากวางสาย เสียงฝีเท้าที่ตามมาอย่างกระชั้นชิดนั้นก็หยุดลงจริง ๆ

สวี่เพียวเพียวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าลิฟต์แล้วกดชั้นหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา

หน้าจอโทรศัพท์ในมือโชว์เบอร์ 10086 ก่อนจะดับวูบลง

ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนลง

คนที่อยู่ตรงทางเดินหมุนตัวเดินเข้าสู่บันไดหนีไฟ ก่อนที่แสงจากไฟแช็กสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว ตามมาด้วยกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้ง บดบังใบหน้าของฮั่วจี้เซินให้ดูเคร่งขรึมและอ่านยาก

ครู่ต่อมา เมื่อบุหรี่ไหม้จนถึงก้น ความร้อนลามมาถึงผิวหนัง เขาจึงสะบัดเถ้าทิ้งและดึงสติกลับมา

เขาแค่บังเอิญเห็นว่าชั้นนี้ยังเปิดไฟอยู่เลยแวะลงมาดู แต่ไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่ทำโอทีจะเป็นสวี่เพียวเพียว

ดูเหมือนว่า เพื่อเลี้ยงสามีขี้โรคคนนั้น เธอจะพยายามอย่างหนักน่าดูเลยนะ

ฮั่วจี้เซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาเซ่ามู่

“ออกประกาศ หลังจากนี้ใครอยู่โอทีเกินเที่ยงคืน ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 390

    “พี่ใหญ่ โปรเจกต์นั้นที่ต้องพับเก็บไปตอนแรก เพราะมันติดปัญหาเรื่องสายป่านทางการเงินที่ไม่ยาวพอ แถมเทคโนโลยีในตอนนั้นก็ยังไม่นิ่งพอที่จะรองรับความเสี่ยงได้”“แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมครับ ผมมั่นใจว่ารอบนี้ผมจะสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่จากกลุ่มทุนฝั่งฝรั่งเศสมาลงในโปรเจกต์นี้ได้สำเร็จ แถมทางนั้นเขายังยินดีจะส่งวิศวกรระดับหัวกะทิมาช่วยดูแลให้เราโดยเฉพาะด้วย”แววตาของฮั่วจี้เซินยังคงราบเรียบและเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ “แล้วนายจะเอาอะไรไปเป็นเหยื่อล่อล่ะ?”ฮั่วจี้รุ่ยกระแอมไอออกมาเล็กน้อยเพื่อลดความประหม่า“คุณพ่อกำลังจะเดินทางไปถ่ายหนังที่ฝรั่งเศส ผมเลยอยากจะถือโอกาสนี้ขอลาหยุดสักอาทิตย์หนึ่งเพื่อตามไปด้วย สถานที่ถ่ายทำหลักของหนังเรื่องนี้ดันบังเอิญตั้งอยู่ในเมืองเดียวกับสำนักงานใหญ่ของกลุ่มนักลงทุนที่ผมเล็งไว้พอดีครับ”เมื่อพูดถึงฮั่วหมิ่น เขาคือผู้กำกับสายอาร์ตตัวพ่อเขามักจะบินไปละเลงความคิดสร้างสรรค์ผ่านฟิล์มภาพยนตร์ตามประเทศต่าง ๆ อยู่เสมอแม้ฝีมือของเขาจะการันตีด้วยรางวัลมาไม่น้อย แต่เม็ดเงินมหาศาลที่หามาได้กลับมักจะถูกเผาทิ้งไปกับงานศิลปะเหล่านั้นจนเกือบเกลี้ยง อย่าว

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 389

    สวี่เพียวเพียวส่ายหน้าเบา ๆ “ความจริงตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบากขนาดนั้นหรอก อาจจะเพราะไม่มีเวลาหยุดคิดเรื่องตัวเองเลย หรือบางทีมันอาจจะเป็นกลไกการป้องกันตัวเองตามธรรมชาติของมนุษย์ยามที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตหนัก ๆ มั้ง ตอนนั้นในหัวของฉันมีแต่เรื่องอาการป่วยของคุณพ่อ จนบางครั้งเผลอละเลยฮว่าฮว่าไปบ้างเหมือนกัน”เพราะเหลียนฮว่าลืมตาดูโลกพร้อมกับร่างกายที่ไม่สู้จะแข็งแรงนัก เด็กน้อยจึงมีอาการเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและทุกครั้งที่ฤดูกาลผันเปลี่ยน ลูกน้อยต้องล้มป่วยลงเสมอเพียงแค่หนูน้อยร้องไห้หนักเกินไป หรือมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยบนร่างกาย ก็สามารถเป็นชนวนเหตุให้พิษไข้พุ่งสูงขึ้นได้ทันควันนอกจากร่างกายที่แสนเปราะบางแล้ว เรื่องอาหารการกินก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเหลียนฮว่ามีสิ่งที่ทานไม่ได้เยอะจนน่าตกใจ หากรายการสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจเจอสามารถนำมาต่อกันจนยาวลากพื้นได้ มันก็คงจะยาวสุดลูกหูลูกตาและตัวสวี่เพียวเพียวเอง ในตอนนั้นเธอก็เป็นเพียงหญิงสาวที่เพิ่งจะได้เรียนรู้การเป็นแม่เป็นครั้งแรกในชีวิตตอนที่เหลียนฮว่าไข้ขึ้นสูงเป็นครั้งแรก คุณหมอไม่แนะนำให้ใช้ยาเคมีกับเด็กท

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 388

    น้ำเสียงของเธอนั้นเปี่ยมไปด้วยความหยอกเย้ากล้ามเนื้อบริเวณแผ่นหลังอันกำยำของชายหนุ่มแข็งเกร็งขึ้นมาทันควันทันทีที่เขาหมุนตัวหันกลับมา ก็พบกับสวี่เพียวเพียวที่กำลังยืนพิงขอบประตู ในอ้อมแขนของเธอยังคงโอบกอดกล่องอาหารเอาไว้แน่นวันนี้เธอสวมเสื้อคลุมโทนสีเหลืองนวลดูละมุนตา ตัดกับกระโปรงสั้นสีขาวสะอาดและรองเท้าบูทสั้นส้นสูงที่ขับเน้นเรียวขาให้ดูเพรียวยาวภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพของเด็กสาวจอมแสบในวันวานที่ชอบสวมเสื้อฮู้ดตัวโคร่งคู่กับกระโปรงเทนนิสและรองเท้าด็อกเตอร์มาร์ตินส์ ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไปสิ่งที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเพียงเครื่องแต่งกายตามกาลเวลาทว่าสิ่งที่ยังคงหนักแน่นและไม่เคยเปลี่ยนแปรเลย คือรอยยิ้มสดใสที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของเธอเสมอฮั่วจี้เซินหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาซับหยดน้ำที่เกาะพราวบนใบหน้า ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเธอ“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ก็มีคนแถวนี้ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องทั้งคืน ฉันก็เลยต้องมาเดินตรวจเวรดูหน่อย อยากรู้เหมือนกันว่าแอบแวะไปแซ่บที่ไหนหรือเปล่า”ฮั่วจี้เซินหลุบสายตาลงจ้องมองคนตรงหน้าในระยะประชิดเขาเพิ่งจะล้างหน้ามาหมาด ๆ ห

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 387

    เหลียนฮว่าเงยหน้าขึ้นสบตากับสวี่เพียวเพียว“เหมือนตอนที่เราเคยอยู่กันแค่สองคนก่อนหน้านี้ไงคะ มันก็มีความสุขดีอยู่หรอกค่ะ แต่มันก็แอบเหงาไปหน่อยจริง ๆ นะคะ”ถ้อยคำที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายกลับทำให้หัวใจของสวี่เพียวเพียวสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเธอมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่ไร้เดียงสาของลูกสาว แววตาคู่นั้นบรรจุไปด้วยความปรารถนาดีและความกังวลที่มีต่ออวี๋ฮุ่ยและฉินอวี่โยวอย่างจริงใจที่สุดก่อนหน้านี้ภาพของครอบครัวที่มีกันเพียงไม่กี่คนของพวกเธอก็เคยอยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยว ไม่ต่างจากครอบครัวของอวี๋ฮุ่ยในยามนี้เลยไม่มีผิดเพี้ยนเด็กตัวน้อย แม้จะยังเยาว์วัยนักทว่าในบางแง่มุมของชีวิต พวกเขากลับสามารถเข้าใจทุกอย่างได้อย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะคาดคิดสวี่เพียวเพียวใช้ปลายนิ้วลูบไล้แก้มใสที่นุ่มนิ่มของเหลียนฮว่า พร้อมกับคลี่ยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยนราวกับกระแสสายน้ำที่ช่วยชโลมหัวใจ“ได้สิจ๊ะ แต่หนูต้องรอให้คุณพ่อกลับมาก่อน แล้วลองถามความเห็นเขา โอเคไหมจ๊ะ?”“ตกลงค่ะ”ฮั่วจี้รุ่ยยังคงนั่งนิ่งพลางลอบมองเหลียนฮว่าวันนี้เด็กน้อยสวมชุดคลุมสีแดงสดขลิบด้วยผ้าลายสก๊อต มองเผิน ๆ ราวกับหลุดออกมาจาก

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 386

    คำถามที่หลุดออกมานั้นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยเพราะการที่ฮั่วจี้เซินอยู่ที่ตึกหลักนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความชอบธรรมและมั่นคงเสียยิ่งกว่าตัวฮั่วหงผู้เป็นบิดาเสียอีก เขาจึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องย้ายออกไปเลยเปลือกตาของโสงเจี๋ยกระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าเธอก็ยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทและแผ่รัศมีผู้สูงศักดิ์ออกมาอย่างแนบเนียน“อาเซินกับเพียวเพียวเขาเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน จะให้หนุ่มสาวมาอุดอู้อยู่กับคนแก่อย่างเราสองคนไปตลอดมันก็น่าเบื่อแย่ อีกอย่าง แม่กับคุณลุงใหญ่ของพวกเธอก็เริ่มอยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อพักผ่อนบ้างเหมือนกัน”“เดิมที ตึกเหล่านั้นก็ถือเป็นกรรมสิทธิ์ในส่วนที่พวกเธอควรจะได้รับอยู่แล้ว เรื่องราวความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นกับพ่อแม่ของพวกเธอมันคือความผิดพลาดของคนรุ่นเรา มาถึงตอนนี้ ฉันจึงขอยกบ้านคืนให้พวกเธอไปจัดการแบ่งสรรและดูแลกันเอาเอง ต่อจากนี้จะใช้ชีวิตกันอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องภายในของพวกเธอ ฉันจะไม่เข้าไปก้าวก่าย”โสงเจี๋ยครองตำแหน่งคุณนายใหญ่แห่งตระกูลฮั่วมานานนับปีท่วงท่าและท่วงทำนองที่เธอแสดงออกมาในยามนี

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 385

    ตึกหลักหลังนี้ถูกกำหนดไว้เป็นที่อยู่ของผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลฮั่วคนต่อไปเท่านั้นนี่คือธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมาอย่างเคร่งครัดและยาวนานในเมื่อฮั่วหงคือบุตรชายคนโต และฮั่วจี้เซินคือหลานชายคนโต ทั้งยังเป็นผู้กุมบังเหียนบริหารเครือบริษัทอย่างเต็มตัวในปัจจุบัน การที่ครอบครัวของพวกเขาครอบครองตึกหลักจึงเป็นสิทธิที่สมเหตุสมผลทว่าโสงเจี๋ยกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“ตึกหลักของเรามีห้องตั้งมากมาย ต่อให้พักอาศัยอยู่ด้วยกันทั้งหมดก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรหรอก เพียงแต่แม่เห็นว่าพวกเด็ก ๆ ก็เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว การแยกสัดส่วนที่พักให้เป็นส่วนตัวย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่ที่แม่หนักใจ ก็คือเรื่องของอารุ่ยนั่นแหละ แม่กลัวว่าเด็กคนนั้นจะเก็บเอาไปคิดมากน่ะสิ”สิ่งที่โสงเจี๋ยเป็นกังวลที่สุด คือนิสัยส่วนตัวของฮั่วจี้รุ่ยที่มักจะอ่อนไหวและคิดเยอะเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเธอเกรงว่าเขาจะเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เหตุใดในช่วงเวลาที่ผ่านมาทุกคนถึงยังสามารถพำนักรวมกันอยู่ที่ตึกหลักได้อย่างสงบสุขแต่พอเขาก้าวเท้ากลับมาบ้านปุ๊บ กลับกลายเป็นว่าทุกคนต้องมาแยกย้ายบ้านกันอยู่ทันทีแม้ระยะห่างระหว

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 23

    “อืม เอาตามนั้น”เซ่ามู่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะได้ยินเสียงฮั่วจี้เซินที่กำลังจะเดินจากไปพูดขึ้นว่า “ค่าผ้าเช็ดหน้า ให้ไปเบิกกับบริษัท”ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นของแถมจากการซื้อสินค้าแบรนด์เนมแบรนด์หนึ่ง แต่ถ้าจะซื้อแยกราคาก็หลายพันบาท ฮั่วจี้เซินตาถึงและเขาไม่ต้องการเอาเปรียบใครเซ่ามู่ที่ยืน

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 113

    "แม่ครับ เรื่องตอนสองขวบนี่ เอามาเป็นจริงเป็นจังได้ด้วยเหรอ?""ทำไมจะไม่ได้?"ฮั่วจี้เซินอัดควันบุหรี่ในมือเข้าปอดลึก ๆ พลางหลุบตามองโถงบันไดอันสลัวราง"ผมไม่คิดจับปลาสองมือหรอกครับ"คุณนายฮั่วเริ่มร้อนใจ "จับปลาสองมืออะไรกัน? แกยังไม่ได้เจอใครสักคน! ยังไม่ได้จับปลาสักตัวเลยด้วยซ้ำ!"เจ้าลูกชาย

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 116

    ความจริงการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงมากนักแต่ฮั่วจี้เซินกลับเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศมาผ่าตัด และเครื่องไม้เครื่องมือที่เลือกใช้ก็ยังเป็นระดับมาตรฐานสูงสุดอีกด้วยค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฮั่วจี้เซินเป็นคนออกให้เงินแค่นั้น สำหรับเขาแล้ว ขนหน้าแข้งไม่มี

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 112

    การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี น้ำเสียงของศาสตราจารย์ผู้อาวุโสฟังดูผ่อนคลายตอนที่ได้รับโทรศัพท์กลางดึกเมื่อคืนนี้ฮั่วจี้เซินบอกแค่ว่าทางนี้มีคนป่วย จากนั้นก็จัดการจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวที่เร็วที่สุดให้ท่านเสร็จสรรพศาสตราจารย์อาวุโสก็นึกว่าเป็นการผ่าตัดที่ยุ่งยากอะไรคิดไม่ถึงว่า จะเป็นแค่การทำบายพ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status