Masukแสงตะวันยามเย็นเริ่มคล้อยต่ำลง เป็นสัญญาณว่าพนักงานในบริษัทต่างพากันตอกบัตรเลิกงานสวี่เพียวเพียวนั่งอยู่ในห้องทำงานพลางยกมือขึ้นนวดเอวของตัวเองเบา ๆ ฉีเหมี่ยวเดินเข้ามา “คุณสวี่คะ เลขาเซ่าส่งเก้าอี้ทำงานมาค่ะ เขาบอกว่าเป็นของคุณฮั่วที่สั่งจองมาให้”สวี่เพียวเพียวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่ใบหน้าจะขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้เหตุการณ์ในช่วงสายของวันนี้ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ หลังจากที่เธอเผลอหลับไปในห้องทำงานของฮั่วจี้เซิน พอเธอกลับมาประชุมงานเสร็จ เก้าอี้ทำงานตัวใหม่ก็มาส่งถึงที่เสียแล้วฮั่วจี้เซินกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ สวี่เพียวเพียวรู้คำตอบดีจนน่าโมโหเธอได้แต่ก่นด่าเขาในใจว่า ไอ้คนโรคจิตเอ๊ยเก้าอี้ตัวใหม่ถูกจัดวางเรียบร้อย เซ่ามู่ยิ้มพลางเอ่ย “นี่เป็นของที่คุณฮั่วสั่งทำให้โดยเฉพาะเลย เขาบอกว่าคุณนายชอบสีโทนอ่อน นี่คือเก้าอี้สีขาวเข้าชุดกัน ส่วนนี่คู่มือการใช้งานครับ วางไว้ตรงนี้นะ”“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะเลขาเซ่า”“ยินดีครับ!”เซ่ามู่เดินจากไปอย่างอารมณ์ดีฮั่วสวินเจินโผล่หน้าเข้ามาเป็นคนถัดไป คำแรกที่หลุดออกมาจากปากเธอคือ “คุณสวี่ ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนชุดล่ะ? ไม่ใช่ชุดเดียว
เขาพาฝ่ามือของเธอเลื่อนต่ำลงไปสวี่เพียวเพียวรีบเอ่ยอธิบาย “บางครั้งลูกค้าที่จ้างงานเขาก็ต้องการสรีระที่ไม่ได้เป็นแบบนายนี่นา แล้วฉันเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้ชายคนอื่นจะมีรูปร่างเป็นยังไง จะไม่ให้เปิดดูเพื่อศึกษาบ้างได้ยังไงล่ะ”งานวาดภาพประกอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด ลูกค้าบางคนหลงใหลในเรือนร่างของเด็กหนุ่มที่ดูบอบบางหน้าตาหล่อเหลา ในขณะที่บางคนกลับชื่นชอบผู้ชายร่างกำยำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยฮอร์โมนเพศชาย สวี่เพียวเพียวจะให้วาดทุกอย่างโดยยึดตามแบบร่างของฮั่วจี้เซินเพียงคนเดียวได้อย่างไรกันทว่าฮั่วจี้เซินกลับขมวดคิ้วแน่น ในน้ำเสียงของเขานั้นเจือไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน“เธอยังอยากดูเรือนร่างของผู้ชายคนอื่นอีกงั้นหรือ?”สวี่เพียวเพียวได้แต่ปิดปากเงียบปากเสียจริงนะตัวเรา คราวหน้าคราวหลังหัดพูดให้มันน้อยลงกว่านี้หน่อยเดิมทีเธออยากจะสวนกลับไปว่าเรื่องเพียงเท่านี้จะเป็นไรไป เพราะสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อฝึกฝนการวาดภาพสรีระ เธอเคยผ่านการวาดภาพหุ่นแบบเปลือยเปล่ามาไม่รู้กี่ภาพต่อกี่ภาพยิ่งไปกว่านั้นสมัยนั้นยังมีนายแบบตัวจริงมานั่งเป็นแบบให้เห็นกันจะ ๆ อีกด้วยทว่าพอได้เห็นสีหน
เมื่อสวี่เพียวเพียวพอจะเรียกสติกลับคืนมาได้ฮั่วจี้เซินก็กำลังพิสูจน์คำว่า ลองพิสูจน์ของเขาอย่างหมดเปลือกเสียแล้วหางตาของสวี่เพียวเพียวเริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส เธอเหลือบมองไปยังบานประตู เห็นเงาร่างคนเดินผ่านไปมาอยู่ไหว ๆ ใจของเธอหล่นวูบจนต้องรีบผลักอกแกร่งออก “มีคน...”ฮั่วจี้เซินไม่แม้แต่จะขานรับ เพราะ ณ ที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นห้องทำงานของเขา หากเขาไม่เอ่ยปากอนุญาต ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าบุ่มบ่ามเข้ามาสำหรับเขาแล้ว ต่อให้จะมีคนบังเอิญผ่านมาเห็นเข้า แล้วจะอย่างไรเล่าการที่เขาจะจูบภรรยาของตนเองภายในห้องทำงานส่วนตัวนั้น ไม่ได้ผิดกฎหมาย และยิ่งไม่ได้ผิดศีลธรรมอันดีงามตรงไหนเลยสักนิดทว่าสวี่เพียวเพียวยังคงประหม่าอย่างไรเสียเธอก็เคยเป็นพนักงานของฮั่วซื่อมาก่อน หากใครสักคนเผลอเข้ามาในห้องทำงานนี้เข้า พวกเขาย่อมจำเธอได้อย่างแน่นอนฮั่วจี้เซินนั้นงานรัดตัวจนไม่มีเวลาใส่ใจบอร์ดข่าวสารภายในบริษัท เขาจึงไม่รู้เลยว่าเหล่าพนักงานแอบเอาเรื่องส่วนตัวของเขาไปนินทากันสนุกปากขนาดไหนหากมีใครมาเห็นเข้า ไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ แค่คืนนี้บอร์ดบริษัทคงลุกเป็นไฟด้วยกระทู้เม้าท์มอยว่า เห็นคุณ
สวี่เพียวเพียวกะพริบตาถี่ “กำลังนึกสงสัยอยู่เชียวว่าแก้วกาแฟที่วางอยู่บนโซฟานั่น ใครกันนะที่เป็นคนเอามาให้ ดูมุ้งมิ้งผิดวิสัยนายอยู่นะ”ฮั่วจี้เซินปรายตามองไปยังแก้วกาแฟใบนั้น ร่างกายของเขาชะงักไปครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัดสวี่เพียวเพียวเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาหวังจะจับสังเกตพิรุธใด ๆ บนใบหน้าของอีกฝ่าย ทว่าเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาลึกล้ำคู่นั้นของเขาแล้ว สิ่งที่เธอพบกลับมีเพียงรอยยิ้มที่เร้นลับเกินหยั่งถึงเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้เธอดิ่งจมลงไปอย่างมิอาจถอนตัวฮั่วจี้เซินเลื่อนมือไปเชยคางของสวี่เพียวเพียวขึ้นมาแผ่วเบาเช้านี้เธอขี้เกียจเกินกว่าจะแต่งเติมใบหน้า ครั้นตอนที่ปลุกเหลียนฮว่าให้ตื่น สองแม่ลูกก็ต่างออดอ้อนนัวเนียกันอยู่พักใหญ่ จนเธอยอมหยิบเบบี้ครีมของลูกสาวมาทาจนทั่วใบหน้า ในตอนนี้ผิวหน้าของเธอจึงยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำนมจากเนื้อครีมเหล่านั้นฮั่วจี้เซินหัวเราะในลำคอเบา ๆ “คุณนายฮั่ว เธอกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่? แก้วใบนั้นฮว่าฮว่าเพิ่งให้ฉันเมื่อวานตอนที่เราออกไปข้างนอกด้วยกันนั่นแหละ”เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบแก้วกาแฟบนโซฟามาส่งให้สวี่เพียวเพียว บนตัวแก้วยังมีลายเส้
สวี่เพียวเพียวนั่งหมุนเก้าอี้เล่นอยู่ภายในห้องทำงานของฮั่วจี้เซินเก้าอี้ทำงานราคาเลขหกหลักตัวนี้นั่งสบายกว่าเก้าอี้ตัวละพันกว่าบาทที่เธอไปสอยมาจากตลาดเฟอร์นิเจอร์มือสองจริง ๆ แถมยังมีฟังก์ชันนวดตัวในตัวอีกต่างหากมาเยือนรอบนี้สวี่เพียวเพียวรู้สึกว่าตัวเองสามารถปักหลักอาศัยอยู่ในห้องทำงานนี้ยาว ๆ ได้เลยด้วยซ้ำเซ่ามู่ยกกาแฟเข้ามาเสิร์ฟ“คุณสวี่ ดื่มกาแฟไหมครับ?”“ขอบคุณค่ะ วางไว้ตรงนั้นเลยค่ะ”ด้านหลังห้องทำงานของฮั่วจี้เซินเป็นกระจกบานสูงยาวจรดพื้นทั้งหมด การยืนอยู่ตรงนั้นนอกจากจะสามารถมองลงไปเห็นตึกรามบ้านช่องเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองเอ ในวันที่อากาศหนาวเหน็บแบบนี้ พอมานั่งอาบแดดตรงนี้ สวี่เพียวเพียวก็รู้สึกว่าร่างกายของเธอพลอยอบอุ่นขึ้นมาด้วยเซ่ามู่ยิ้มพลางเอ่ยถาม “คุณสวี่คิดว่าห้องทำงานของคุณฮั่วเป็นยังไงบ้างครับ?”“เหม็นค่ะ”เซ่ามู่รู้สึกเหมือนเจอศัตรูตัวฉกาจ ทันใดนั้นก็คิดจะเอ่ยถามว่าตรงไหนที่พนักงานทำความสะอาดทำได้ไม่เรียบร้อย แต่กลับได้ยินสวี่เพียวเพียวเดาะลิ้นทอดถอนใจออกมาก่อน“เหม็นสาบคนรวยน่ะ”ห้องทำงานประธานของฮั่วซื่อกรุ๊ปนั้นหรูหราไปเสียทุกตารางนิ้วจริง ๆ แต่น
ประสบการณ์การสอบสวนอันยาวนานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้พวกเขาสามารถจับพิรุธจากคำพูดของอันเหวินโม่ได้ในทันที“เธอไปล่วงเกินใคร?”น้ำเสียงของอันเหวินโม่ชะงักกึกไปในทันที!ร่างกายของเธอพลันสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันของเจ้าหน้าที่สอบสวน เธอขบฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฮั่วจี้รุ่ย สวี่เพียวเพียวไปล่วงเกินฮั่วจี้รุ่ย”เจ้าหน้าที่ตำรวจสบตากัน ในขณะนั้นเอง ที่มุมหนึ่งด้านนอกห้องสอบสวน นัยน์ตาคมกริบเย็นเยียบของชายหนุ่มคู่หนึ่งที่จ้องมองผ่านช่องกระจกที่ประตูฉายแววความเด็ดขาดออกมา ร่างของเขาสูงตระหง่านจนศีรษะแทบจะแตะขอบบนของกรอบประตู สายตาคู่นั้นจับจ้องอยู่ตรงช่องมองพอดีฮั่วจี้เซินส่ายหน้าช้า ๆ ไม่ใช่แค่ฮั่วจี้รุ่ย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฮั่วจี้รุ่ยเพียงคนเดียวฝ่ามือของอันเหวินโม่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ริมฝีปากของเธอสั่นระริก “ยัง ยังมีซูมู่และซูอัน พวกเขาติดต่อมาบอกว่า ถ้าฉันสามารถทำให้บริษัทของสวี่เพียวเพียวล่มได้ ก็จะ... จะมอบผลประโยชน์ก้อนโตให้ฉัน”ผลประโยชน์ที่ว่านั้น อันเหวินโม่ไม่ได้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจ







