Masukการที่สวี่เพียวเพียวเลือกใช้วิธีการเช่นนี้ ถึงจะดูเจ้าเล่ห์ไปบ้างแต่ดีไซน์ของผสานวสันต์ที่นำมาเข้าแข่งขันประมูลในครั้งนี้ถือว่าโดดเด่นอย่างแท้จริงในตลาดเครื่องประดับทองคำที่มีการแข่งขันกันและมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว การจะสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญในวงการเดียวกันต่างต้องพยักหน้ายอมรับนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อยยิ่งไปกว่านั้น เครื่องประดับที่ผสานวสันต์นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เพียงแค่มองผ่านกรรมวิธีการผลิตก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ธรรมดาสวี่เพียวเพียวแนะนำผลงานต่อว่า “เครื่องประดับทองคำที่เรานำมาเข้าแข่งขันประมูลในครั้งนี้ ออกแบบโดยคุณฮั่วสวินเจิน และรังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของคุณเจินหยวนหลาง โดยใช้เทคนิคการลงยาและงานเดินลวดทองคำ”งานเดินลวดทองคำ ถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของงานฝีมือในวงการเครื่องประดับทองคำด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายต่อหลายขั้น กว่าจะดึงทองคำให้กลายเป็นเส้นเล็กละเอียดเรียวยิ่งกว่าเส้นผม แล้วนำมาถักทอจนเป็นรูปทรง จนเมื่อนำเครื่องประดับทั้งชุดมาประกอบเข้าด้วยกัน ก็จะปรากฏเป็นตัวอักษร สำราญ ที่ทำจากทองคำอันวิจิตรบรรจงคาดไม่ถึงเลยว่าทางผสานวสันต์จะเลือก
ฮั่วสวินเจินสวมรองเท้าแตะของเขาแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนคร่อมอยู่บนเรือสองแคม ช่างดูน่าขันเสียจริงเธอชี้ที่เท้าของตัวเองแล้วเงยหน้ามองเหลียงเจียเหยียน “ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเหยียบเรือสองแคมอยู่เลยแฮะ”เขาก้มสายตาลงมองตามรองเท้าแตะของเขาเป็นสีฟ้าแบบเรียบ ๆ ยามปกติก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเธอสวมมันเข้าไป กลับขับเน้นให้เรียวเท้าและขาของเธอดูขาวผ่องตัดกันอย่างเด่นชัดเหลียงเจียเหยียนก้าวเท้าเข้าไปใกล้แล้วดึงตัวฮั่วสวินเจินออกมา“คุณทำอะไรเนี่ย? แค่บอกว่ารองเท้าคุณมันใหญ่ ถึงกับไม่ยอมให้ฉันใส่เลยเหรอ! ขี้เหนียวขนาดนั้นเลย?”เหลียงเจียเหยียนกุมข้อมือของเธอไว้ พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “เดี๋ยวผมสั่งซื้อคู่ใหม่ให้ ส่งด่วนแป๊บเดียวเดี๋ยวก็มาส่งแล้ว”“ทำให้มันยุ่งยากทำไมกัน?”“เหยียบเรือสองแคมไม่ได้หรอกนะ คุณต้องเหยียบอยู่บนเรือลำของผมแค่ลำเดียวเท่านั้น”ฮั่วสวินเจินชะงักไปวูบหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงฮึดฮัดโต้แย้งอะไรอีกทว่าพื้นห้องค่อนข้างเย็น เธอรู้สึกไม่สบายเท้าเอาเสียเลย จึงยกเท้าขึ้นไปเหยียบบนหลังเท้าของเหลียงเจียเหยียนแทนเขายืนนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย
ฮั่วสวินเจินพูดจบปุ๊บก็รู้สึกได้ทันทีว่ามือข้างที่วางอยู่บนเอวของเธอออกแรงบีบกระชับขึ้นมาเล็กน้อยราวกับไม่พอใจกับคำตอบของเธอสักเท่าไรนักเหลียงเจียเหยียนยังคงสีหน้าเรียบเฉย หลุบตาลงต่ำแล้วเอ่ยเสริมขึ้นมา “เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่เคยไปเจอพ่อแม่ และเคยจูบกันมาแล้ว”“แถมยังเคยทานผลไม้ที่คุณยายของคุณล้างให้อีกด้วย”ฮั่วสวินเจินร้อนรนจนต้องรีบเอื้อมมือไปปิดปากเขาเอาไว้ทันทีอย่าพูดออกมานะ มันน่าภูมิใจนักหรือยังไงกันเจินหลิ่นกวาดสายตามองกระแสความกำกวมที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “คุณย่าฉันก็เคยเจอคุณด้วยเหรอ?”“เคยครับ ตอนที่พ่อแม่ของเจินเจินเสียชีวิต ก็คือคุณหญิงย่าที่เป็นคนบอกข่าวให้ผมรู้”เหตุการณ์ตอนที่พ่อแม่ของฮั่วสวินเจินเสียชีวิต แม้แต่ตัวของเจินหลิ่นยังไม่มีโอกาสได้มาร่วมงานศพเพราะติดธุระอยู่ต่างประเทศทว่ากลับเป็นเก่อชุนเสี่ยวที่แจ้งข่าวให้เหลียงเจียเหยียนเดินทางมาปรากฏตัวในงานดูท่าทางฝั่งตระกูลเจินแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็คงจะยอมรับการมีตัวตนของเหลียงเจียเหยียน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮั่วสวินเจินในระดับที่เรียกว่ายินยอมพร้อมใจบนใบหน้าของเจินห
“ที่รัก คุณกลับไปก่อนเถอะ”ใบหูของฮั่วสวินเจินร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอรู้ดีว่าเหลียงเจียเหยียนจงใจพูดเพื่อปกป้องเธอ จึงแสร้งทำเป็นบ่นกระปอดกระแปดออกมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปยังโซฟาโต๊ะข้าง ๆ ทางฝั่งของเจินหลิ่นไม่ได้สังเกตเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นที่โต๊ะโซฟาฝั่งโน้นพอเห็นฮั่วสวินเจินเดินกลับมา จึงเอ่ยแซวขึ้นด้วยความหยอกเย้า “เป็นไงบ้าง? มีแฟนหรือยังล่ะ?”ฮั่วสวินเจินจงใจส่งเสียงบ่นออกมาดัง ๆ “อย่าพูดถึงเลย ขี้งกอะไรเบอร์นั้น! แค่บอกให้ซื้อกระเป๋าให้ใบเดียว ถึงกับไล่ฉันกลับมาเลยนะเนี่ย!”เจินหลิ่นและเพื่อน ๆ ส่งเสียงจิ๊ในลำคอพร้อมกันแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาณ โต๊ะโซฟาอีกฝั่ง เหลียงเจียเหยียนได้ยินเสียงบ่นกึ่งจริงกึ่งเล่นของฮั่วสวินเจิน มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเขารู้ดีอยู่แล้วว่า เจินเจินฉลาดเฉลียวมาโดยตลอดเธอไม่เคยถามอะไรสักคำ แต่กลับเข้าใจได้ทันทีว่าฝั่งเขากำลังเกิดอะไรขึ้นเมื่อฝ่ายนั้นเปิดกระเป๋าถือขึ้นมา เหลียงเจียเหยียนตรวจสอบสินค้าภายในเรียบร้อยแล้วจึงพยักหน้ารับ“เงินงวดสุดท้ายจะโอนเข้าบัญชีภายในห้านาทีนี้ ยังคงเป็นบัญชีเดิมที่ตกลงกันไว้”ฝ่ายตรงข้ามถอนหายใจออกมาด้วย
ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นขั้นตอนการปิดท้ายของโปรเจกต์ที่เหลียงเจียเหยียนเคยเข้าร่วมประชุมเมื่อครั้งก่อนสิ่งที่เขาต้องทำมีไม่มากนัก ก็แค่ร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานการกระทำความผิดของกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าหลังจากนั้นก็สามารถปิดจ๊อบและถอนตัวได้อย่างงดงามเพียงแต่เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะบังเอิญมาเจอเข้ากับฮั่วสวินเจินที่นี่จึงได้แต่เล่นตามน้ำและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามสถานการณ์เหลียงเจียเหยียนคาบบุหรี่ไว้ในปาก พ่นควันสีเทาจาง ๆ ออกมา ขณะที่สายตาเย็นชาทอดมองไปยังฮั่วสวินเจิน “คงพาเข้าบ้านไม่ได้หรอก พอดีแม่ผมมีคนที่หมายปองให้เป็นลูกสะใภ้ไว้แล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงสะเปะสะปะที่ไหนก็พาเข้าบ้านได้หรอกนะ”คนรอบข้างต่างพากันส่งเสียงร้องอ๋อในใจ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีก “คุณหนูตระกูลไหนกันนะ ถึงจะเข้าตาพี่เหลียงได้?”“คุณหนูห้าตระกูลฮั่ว”คนกลุ่มนั้นต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง หันมามองเหลียงเจียเหยียนเป็นตาเดียว และยิ่งปักใจเชื่อว่าเบื้องหลังของเหลียงเจียเหยียนนั้นทรงอิทธิพลยิ่งกว่าที่พวกตนเคยคาดคิดเอาไว้เสียอีกทั่วทั้งเมืองเอไม่มีใครที่ไม่รู้จักตระกูลฮั่วการที่เหลียงเจียเหยี
“...เป็นเพื่อนกันค่ะ”พนักงานเสิร์ฟกล่าวเสริมขึ้นว่า “สุภาพบุรุษท่านนั้นบอกว่า ได้ยินคำพูดของคุณผู้หญิงแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลมาก”ฮั่วสวินเจินเกือบจะกัดลิ้นตัวเองเข้าให้แล้วช่วงนี้เธอยุ่งมากเสียจนไม่ได้เจอหน้ากับเหลียงเจียเหยียนมาหลายวันแล้วคนทั้งสองต่างก็เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยติดสอยห้อยตามกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจอหน้ากันทุกวันจริง ๆยิ่งไปกว่านั้น ฮั่วสวินเจินยังได้รับของที่เหลียงเจียเหยียนซื้อให้ส่งมาทุกวันอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นของขวัญ หรืออาหารที่สั่งมาให้ ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ของที่ซื้อให้ไม่เคยขาดหายไปเลยสักวันทุกครั้งที่ฮั่วสวินเจินได้รับ เธอก็จะส่งข้อความบอกว่าได้รับแล้วทุกครั้งเธอยังพบอีกว่า อาหารเดลิเวอรีที่เหลียงเจียเหยียนสั่งมาให้ ล้วนแต่เป็นรสชาติที่เธอโปรดปรานทั้งสิ้นแม้ว่าการเลือกซื้อของขวัญในหมวดกระเป๋าและเครื่องประดับเขาจะมีความเป็นผู้ชายแมน ๆ ที่เลือกไม่ค่อยเป็นอยู่บ้าง แต่เวลาซื้อของใช้จำเป็นต่าง ๆ กลับมีความใส่ใจเกินกว่าที่ฮั่วสวินเจินคาดคิดเสียอีกเครื่องนวดคอและไหล่รวมถึงปืนนวดกล้ามเนื้อที่เขาซื้อให้ ฮั่วสวินเจินใช้งานมันมาโดยตลอดย







