Mag-log inหลังเลิกงาน ฮั่วสวินเจินปฏิเสธข้อเสนอของสวี่เพียวเพียวที่จะมาช่วยเธอขนของย้ายบ้านอย่างสุภาพ“ฉันจะไปกล้าใช้แรงพี่ได้ยังไงล่ะคะ ฉันหาแรงงานหนุ่มมาช่วยแล้ว!”สวี่เพียวเพียวยักคิ้วล้อเลียน “แรงงานหนุ่ม? แข็งแรงแค่ไหนกันเชียว?”“ก็เหลียงเจียเหยียนนั่นแหละ ฉันไปงานเลี้ยงเป็นเพื่อนเขา เขาก็มาช่วยฉันขนของ ถือว่าสมเหตุสมผลดีออก”ฟังดูเหมือนจะใช่ แต่ถึงอย่างไรฮั่วสวินเจินก็รับสร้อยข้อมือทองคำของเขามาแล้ว แถมของขวัญตอบแทนก็ยังไม่ได้ส่งคืนให้เขาเลยเสียด้วยฮั่วจี้เซินโทรศัพท์มาบอกว่าคืนนี้ต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาสวี่เพียวเพียวจึงขับรถกลับเองและถือโอกาสรับฮั่วสวินเจินไปด้วย โดยไปส่งเธอที่ตึกเล็กก่อนฮั่วสวินเจินรู้สึกเกรงใจ “ฉันก็ขับรถมานะคะ กลับเองก็ได้เหมือนกัน”“ช่างเถอะ วันนี้เธอเพิ่งดื่มกาแฟเกินขนาดไป ฉันเป็นห่วงว่าระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้นน่ะ อีกอย่างก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่ ทางผ่านพอดี”ในสายตาของสวี่เพียวเพียว ฮั่วสวินเจินก็เป็นเพียงเด็กที่ทำอะไรแผลง ๆ เท่านั้นคนที่ดื่มกาแฟจนตัวเองมีอาการแบบนี้ได้ ก็เห็นจะมีแค่ฮั่วสวินเจินคนเดียวนี่แหละ“แล้วตระกูลเหลียงเป็นยังไงบ้าง?”“ยังไงอะไรคะ
นึกอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาดให้รู้แล้วรู้รอดไปทว่าในช่วงครึ่งคืนหลัง เธอดันฝันถึงเหลียงเจียเหยียนอีกรอบคราวนี้เขาถือกล่องยาใบใหญ่มาด้วย แกะฟอยล์ออกแล้วยัดยาเข้าไปในปากรวดเดียวโดยไม่ดื่มน้ำตาม ซ้ำยังเคี้ยวสด ๆ กลืนลงไปอย่างหน้าตาเฉยจากนั้นเขาก็โยนกล่องยาทิ้งถอดเสื้อผ้าออกแล้วปาลงพื้น ก่อนจะจ้องมองมาที่ฮั่วสวินเจินด้วยสายตาเร่าร้อน “ลองดูไหม?”ฮั่วสวินเจินสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงกลางดึกคราวนี้เป็นอันนอนไม่หลับอีกเลยเธอจึงตั้งปณิธานกับตัวเองในใจไว้เดี๋ยวนี้เลยว่า ชาตินี้จะไม่ขอพูดจาเหลวไหลไร้สาระอีกเด็ดขาด จะต้องรู้จักสำรวมปากสำรวมคำให้มากกว่านี้ไม่อย่างนั้น แม้แต่ในฝัน เขาก็คงไม่ยอมปล่อยเธอไปแน่สวี่เพียวเพียวเอ่ยขึ้น “ฉันกับพี่ใหญ่เธอเพิ่งย้ายออกไป ช่วงนี้ที่บ้านอาจจะเหลือแค่เธอกับคุณอาสะใภ้สามนะ”“หือ? ทำไมย้ายกะทันหันแบบนั้นล่ะคะ?”“ก็ไม่กะทันหันหรอก บ้านเตรียมไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ”สวี่เพียวเพียวใคร่ครวญคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามวันนี้ให้ฮั่วสวินเจินฟัง ซึ่งฟังแล้วทำเอาฮั่วสวินเจินตื่นเต็มตาหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเธอแค่ออกไปข้
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจัดการอุบัติเหตุข้างหน้าเสร็จสิ้น เวลาล่วงเลยไปแล้วกว่าหนึ่งชั่วโมงฮั่วสวินเจินเห็นว่าสุนัขจรจัดตัวนั้นยังไม่มีใครจัดการ จึงโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลสัตว์ใกล้ ๆ พร้อมจ่ายเงินและทิ้งเบอร์ติดต่อของตัวเองไว้เธอกำชับว่าหากโรงพยาบาลมีข่าวคราวอะไรให้รีบโทรแจ้ง แล้วค่อยหาคนมารับไปอุปการะต่ออีกทีหญิงสาวคนขับรถที่ชวนคุยเห็นฮั่วสวินเจินเป็นคนมีน้ำใจ จึงเอ่ยขึ้นว่า “พรุ่งนี้พวกเราลองไปดูเจ้าหมาตัวนั้นกันไหมคะ? บริษัทฉันอยู่แถวนี้พอดี เดี๋ยวฉันช่วยหาคนรับไปเลี้ยงให้เอง”“ฉันไม่ได้อยู่ที่เมืองจิงค่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องกลับไปทำงานที่เมืองเอแล้ว”“งั้นเรามาแอดไลน์กันไว้ดีกว่านะคะ ไว้มีความคืบหน้าอะไรแล้วฉันจะติดต่อไป”หลังจากสแกนคิวอาร์โค้ดเพิ่มเพื่อนกับอีกฝ่ายแล้ว ฮั่วสวินเจินก็เดินย้อนกลับมาจากกลุ่มรถยนต์ด้านหน้าขณะนี้การจราจรเริ่มเคลื่อนตัวได้แล้วฮั่วสวินเจินเดินย้อนกระแสรถยนต์กลับไปทางด้านหลัง เหลียงเจียเหยียนขับรถมาจอดรออยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว พร้อมกับลดกระจกลง “ขึ้นมา”หลังจากขึ้นรถ ฮั่วสวินเจินก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าให้ฟังยกเว้นเรื่องที่เธอกับหญิงสา
เขาจะไปร่วมวงวุ่นวายทำไมกันทว่าฮั่วสวินเจินกลับเปิดประตูรถออกไปแล้ว หันกลับมากำชับเขาสั้น ๆ “เดี๋ยวฉันไปดูเอง ถ้าคุณไม่ไป ก็รออยู่ในรถดี ๆ นะคะ”เธอเปิดประตูลงจากรถไปจริง ๆ เพียงเพราะแค่อยากไปมุงดูความวุ่นวายข้างหน้าในเมื่อรถขาดคนขับไม่ได้ ต่อให้การจราจรจะติดขัดเพียงใด เหลียงเจียเหยียนก็จำต้องนั่งรออยู่ในรถต่อไปฮั่วสวินเจินเดินข้ามผ่านแถวรถราไปจนถึงแนวหน้าสุดไม่ทราบว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เธอสวมใส่นั้นทำมาจากผ้าชนิดใด ยามที่เธอเดินผ่านท่ามกลางแสงไฟจากหน้ารถ เสื้อผ้าเหล่านั้นกลับสะท้อนประกายสีรุ้งออกมา ราวกับผีเสื้อตัวน้อยที่มีสีสันสดใส กำลังโบยบินไปมาระหว่างกระแสธารของรถยนต์เหลียงเจียเหยียนพลันรู้สึกขึ้นมาว่า บางทีเขาควรจะสูบบุหรี่สักมวนจริง ๆ มิฉะนั้น ความหงุดหงิดที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ ก็ทำให้เขาไม่รู้จะหาทางระงับมันได้อย่างไรฮั่วสวินเจินเดินไปถึงจุดหน้าสุด ก็พบว่าเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารเดริเวอรี่ล้มกองอยู่กับพื้นพร้อมกับสุนัขจรจัดที่โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ ข้าง ๆ กันมีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันหนึ่งจอดอยู่โดยที่กระจกหน้าแตกละเอียด และมีรถอีกหลายคันที่เ
ฮั่วสวินเจินหันขวับไปมองเหลียงเจียเหยียนทันทีมือข้างหนึ่งของเขาวางอยู่บนพวงมาลัย ส่วนอีกข้างวางอยู่ขอบหน้าต่างรถ ในอุ้งมือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนนั้นกำลังถือกล่องบุหรี่ไว้ แล้วบีบเล่นอย่างไม่ใส่ใจนักสายตาของเขาจับจ้องไปยังถนนที่การจราจรติดขัดจนไม่เหลือช่องว่าง ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว แสงไฟจากรถยนต์แถวหน้าสว่างไสว รวมไปถึงแสงไฟตามข้างทางที่กะพริบระยิบระยับผู้ชายคนนี้ ทุกครั้งที่เห็น ฮั่วสวินเจินมักจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนหัวโบราณและน่าเบื่อหน่ายทั้งตัวเขาดูราวกับก้อนหินก้อนใหญ่ที่แข็งกระด้างแต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขาทุกครั้ง กลับดูเหนือความคาดหมายอยู่เสมอดูเหมือนว่าตัวตนจริง ๆ ของเขา ก็ไม่ได้น่าเบื่อไร้ชีวิตชีวาอย่างที่คิดสายตาของฮั่วสวินเจินเหลือบมองกล่องบุหรี่นั้น “พี่เขย งานของคุณสูบบุหรี่แพงขนาดนี้ได้ด้วยเหรอคะ? ไม่กลัวโดนแจ้งจับหรือไง?”“ไม่ได้หรอก แต่ที่นี่คือเมืองจิง สูบได้”เขาไม่ได้อยู่ในเวลาประจำตำแหน่ง และที่นี่คือเมืองจิงหากรถคันนี้ไม่ใช่เพราะต้องมาส่งฮั่วสวินเจิน ก็คงไม่มีโอกาสได้ถูกขับออกจากโรงรถที่บ้านเป็นแน่ฮั่วสวินเจินเห็นการกระทำที่เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาแล้
เหลียงเชียนหลานเอ่ยถาม “ที่บ้านยังจัดการเรื่องดูตัวให้หนูอยู่อีกเหรอจ้ะ? พวกเขาไม่รู้เรื่องของเจียเหยียนหรอกเหรอ?”“คุณปู่ไม่ทราบค่ะ เป็นพี่ใหญ่ของหนูที่บอกว่าสุขภาพของคุณปู่ไม่ค่อยดี ไม่อยากให้ท่านต้องคิดกังวลเรื่องอะไรให้มากนัก”ความจริงแล้วคือเจินอวิ๋นไม่อยากบอกคุณปู่ฮั่วตั้งแต่แรกเพราะไม่อยากให้คุณปู่ฮั่วนึกครึ้มคิดแผนการพิสดารออกมาอีกเหลียงเชียนหลานพยักหน้าเข้าใจ“ก็จริงนะ เขาอายุมากแล้ว รอให้พวกหนูเป็นฝั่งเป็นฝากันจริง ๆ แล้วค่อยบอกก็ยังไม่สาย”ผู้อาวุโสเหลียงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นบ้าง “ถ้าหากพวกเธอสามารถเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันได้จริง ๆ ทางเราก็สนับสนุนเต็มที่ เพียงแต่ว่าในอนาคตเจียเหยียนอาจจะต้องย้ายไปรับตำแหน่งในพื้นที่อื่น พวกเธอมีแผนการอย่างไรกันบ้าง?”ประเด็นที่คนรุ่นก่อนพิจารณานั้นค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วนและครอบคลุมซึ่งก็ไม่พ้นปัญหาเรื่องความเป็นจริงในชีวิตคู่นั่นเองฮั่วสวินเจินนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้มือเท้าคางพลางเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าความสัมพันธ์ดีต่อกัน สำหรับหนูแล้วจะพัฒนาอาชีพที่ไหนก็เหมือนกันค่ะ มันก็แค่การย้ายที่ทำงาน แต่ในเมื่อเขาถูกย้ายไปเมืองอื่น มันเกี่ยวอ







