Masukในเช้าวันถัดมา นางเร่งทำงานบ้านให้เสร็จเรียบร้อยอย่างขะมักเขม้น เมื่อไม่มีสิ่งใดต้องจัดการอีก นางจึงรีบเดินเข้าไปหาแม่สามีด้วยท่าทีร้อนรน
“ท่านแม่ ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บผักเจ้าค่ะ” นางพูดเสียงดังอย่างรีบร้อน “พี่สะใภ้จะขึ้นเขาหรือ อย่าลืมผลไม้ของข้าด้วยนะ” หยวนจูพูดพลางยิ้มบาง ซูฟางเหลือบตามองสะใภ้ใหญ่ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “เจ้าทำงานเสร็จแล้วหรือ หากเสร็จแล้วก็ไปได้ แต่อย่าลืมกลับมาทำอาหารให้พวกข้าด้วยล่ะ” “เจ้าค่ะ ข้าจะรีบกลับมา” นางคว้าตะกร้าขึ้นหลังด้วยท่าทางกระตือรือร้น ใจคิดเพียงให้เสร็จไว ๆ จะได้ไปส่งของตามที่ตั้งใจไว้ ดีที่ให้สามีเก็บผลไม้ไว้ให้ก่อน ส่วนตนจะขึ้นไปยังจุดที่มีผักป่าชุกชุม หลังจากเก็บผักได้ครึ่งตะกร้า นางก็รีบตรงไปยังบ้านของท่านหมอเวิงทันที เมื่อมาถึงหน้าประตู นางเอ่ยเรียกเสียงดัง ก่อนเห็นหยวนฉินเดินมาเปิดให้ “เจ้ามาแล้วหรือ เร็วเข้า มาดูเนื้อหมูที่ข้ารมควันไว้สิ ใช้ได้หรือไม่” หญิงสาวพูดด้วยแววตาตื่นเต้น “เจ้าทำเสร็จแล้วหรือ” นางถามพร้อมเร่งฝีเท้าเข้าไปดู “ใช่ ข้ารู้ว่าเจ้ามักไม่ค่อยมีเวลา ข้าจึงทำเผื่อไว้ เจ้ามาดูเถอะว่ามันใช้ได้หรือยัง” หลินเม่ยมองเนื้อหมูที่ถูกแขวนไว้ กลิ่นควันอ่อน ๆ ลอยคลุ้งไปทั่ว เมื่อจับดูพบว่ามันแห้งดี สีสวยและสุกทั่วทั้งชิ้น ใบหน้าของนางจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ดีมาก ใช้ได้แล้ว ขอบใจเจ้ามากนะ ข้าจะนำกลับไปไว้ที่บ้าน พรุ่งนี้สามีของข้าจะเดินทางไปเมืองแร่แล้ว” นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มจางแต่แฝงความเศร้าในดวงตา “เจ้าอย่าเศร้าเลย ท่านพี่หยวนเล่อย่อมปลอดภัยแน่นอน” หยวนฉินพูดปลอบใจ ขณะทั้งสองพูดคุยกัน หลินเม่ยกลับรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอีกครั้ง นางรีบวิ่งออกไปด้านนอกเพื่ออาเจียนทันที หยวนฉินเห็นท่าทางนั้นจึงรีบตามไปลูบหลัง “เจ้าเป็นอย่างไรบ้างหรือ ให้ท่านตาของข้าตรวจดูหน่อยดีไหม” นางพูดพลางลูบหลังเพื่อนด้วยความเป็นห่วง “ก็ดีเหมือนกัน ข้าเป็นเช่นนี้มาหลายวันแล้ว” หลินเม่ยตอบเสียงอ่อน รู้สึกอยากรู้ว่าตนเป็นอันใดแน่ “เจ้ารอข้าครู่หนึ่งนะ” หยวนฉินพูดก่อนรีบวิ่งเข้าไปตามท่านตาออกมาตรวจ ไม่นาน หมอเวิงก็เดินออกมาพร้อมกล่องยา เขาตรวจชีพจรและดูอาการอย่างละเอียด สีหน้าสงบนิ่งคล้ายรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ต้องการความแน่ชัด หลินเม่ยมองท่านหมอด้วยแววตากังวล “ข้าเป็นอันใดหรือเจ้าคะ หรือว่าป่วยหนัก” หมอเวิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ได้ป่วยหรอก แต่เป็นเรื่องน่ายินดีต่างหาก ตอนนี้เจ้ามีครรภ์ได้ราวสองสัปดาห์แล้ว ข้าจะจัดยาบำรุงไว้ให้ ช่วงนี้เจ้าต้องพักผ่อนให้มาก อย่าหักโหมเกินไป” คำตอบนั้นทำให้นางนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่น “ข้ามีครรภ์… จริงหรือเจ้าคะ” “ข้าดีใจกับเจ้าด้วยเฉาเยว่ เจ้าท้องแล้วนะ หากพี่หยวนเล่อรู้เข้าคงดีใจยิ่งนัก” หยวนฉินยิ้มกว้าง กล่าวทั้งน้ำเสียงอบอุ่นและปลื้มปิติแทน หลินเม่ยพยักหน้าแผ่วเบา “ข้ากลัวว่าสามีจะกังวล… เขาต้องไปทำงานไกล ข้าไม่อยากให้ใจเขาไม่สงบ” น้ำเสียงของนางแฝงความห่วงหา ปนความอบอุ่นละมุน หยวนฉินจับมือนางแน่น “เขาย่อมดีใจที่เจ้ามีลูกให้เขา อย่าคิดมากไปเลย” นางเพียงยิ้มตอบกลับบางเบา เพื่อไม่ให้เพื่อนสาวเป็นห่วง ก่อนยื่นเงินให้กับหมอเวิง “นี่ค่ายาเจ้าค่ะ ข้าไม่อาจรับของจากท่านเปล่า ๆ ได้” หมอเวิงมองหญิงสาวด้วยแววเอ็นดู “ไม่เป็นไรหรอก ข้าให้เจ้าได้” “แต่ข้ามักต้องมาซื้อยาบ่อย ๆ ท่านหมอรับไว้เถอะเจ้าค่ะ ข้ายังมีเงินที่เก็บไว้นิดหน่อย” ชายชราเห็นความตั้งใจจริงของนางก็พยักหน้ารับ “เช่นนั้นข้าจะรับเพียงครึ่งเดียว สมุนไพรพวกนี้หาไม่ยากนัก ราคาก็ไม่สูง” “เจ้าค่ะ” หลินเม่ยยิ้มพลางยื่นเงินให้ ก่อนเก็บเนื้อรมควันทั้งหมดใส่ตะกร้าอย่างระมัดระวัง “ข้าคงต้องกลับแล้ว หากช้าเกินไปท่านแม่อาจตำหนิได้” “เจ้าไปเถอะ พรุ่งนี้เมื่อพี่หยวนเล่อจะไปเมืองแร่ ข้าจะไปส่งด้วย” “ได้” นางตอบรับเสียงอ่อน ดวงตาแฝงรอยยินดีปนกังวล ก่อนหันหลังเดินกลับด้วยหัวใจที่อุ่นวาบอย่างประหลาด เพราะชีวิตน้อย ๆ กำลังเริ่มเติบโตอยู่ภายในครรภ์ของนางเอง หลินเม่ยยิ้มให้ทั้งสองคน ก่อนเดินออกจากบ้านหมอเวิงด้วยหัวใจที่ยังคงอบอุ่นจากคำยินดีของพวกเขา เดิมทีสามีของนางจะออกเดินทางในอีกเจ็ดวัน แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านเจ้าเมืองจึงเลื่อนวันให้เร็วขึ้น นางจึงต้องรีบเตรียมอาหารไว้ให้เขา หวังว่าเนื้อที่ทำไว้จะเพียงพอสำหรับกินได้หนึ่งเดือน เพราะมีอยู่มากจนแทบเต็มตะกร้า หากแบ่งใส่กระเป๋าให้เขาคงกินได้ไม่ขาดระยะ เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน นางเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดเห็น ก่อนจะตั้งใจนำเนื้อหมูรมควันไปเก็บในห้องให้พ้นสายตาแม่สามี ทว่ากลับมีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง “พี่สะใภ้จะไปไหนหรือ” หยวนจูถามด้วยน้ำเสียงสงสัย หัวใจหลินเม่ยกระตุกวูบ ความกลัวแล่นวาบเข้าจับจิต มือของนางสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามตั้งสติ ก่อนหันกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนกลืนความตื่นตระหนกไว้ “ข้าเพียงจะเอาอุปกรณ์ไปเก็บ วันนี้ได้ผักป่ามาเยอะ ตั้งใจจะเอาไปล้างตรงบ่อน้ำ จะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำในโอ่ง” นางพูดแก้ตัวออกไปอย่างระมัดระวัง หยวนจูมองตะกร้าด้านหลังของพี่สะใภ้ เห็นว่ามีผักอยู่เต็มกว่าครึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก “น้องสามีมีเรื่องอันใดหรือไม่ ข้าจะรีบไปล้างผักก่อน” นางถามต่อ แต่หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด “พี่สะใภ้ไปเถอะ แล้วผลไม้ของข้าล่ะ” หยวนจูเอ่ยถามเสียงใส “ผลไม้ของเจ้าสามีข้าจะนำกลับมาให้เอง” หลินเม่ยตอบอย่างนุ่มนวล “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรอพี่ใหญ่ตรงนี้ก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดก่อนเบือนหน้าหันไปอีกทาง หลินเม่ยไม่อยากให้สงสัย จึงรีบก้าวฉับกลับเข้าบ้าน เอาเนื้อหมูที่ได้ไปซ่อนไว้อย่างมิดชิด ก่อนเดินออกมาพร้อมตะกร้าผักเพื่อไปล้างตามที่บอกไว้ ไม่นานนัก หยวนเล่อก็กลับมาถึงบ้านพร้อมตะกร้าผลไม้ เขาเก็บได้มากพอสมควร แต่ในช่วงหลายวันมานี้เขาสังเกตได้ว่าภรรยามีท่าทีแปลกไป ไม่รู้ว่านางได้ไปหาหมอเวิงตามที่บอกแล้วหรือยัง ความกังวลเอ่อท่วมในใจจนไม่อาจปัดทิ้งได้ “พี่ใหญ่มาแล้ว!” หยวนจูร้องเสียงใส ดวงตาเปล่งประกายเมื่อเห็นพี่ชายกลับมา พร้อมจ้องมองตะกร้าด้านหลังอย่างคาดหวัง “เจ้ามารอข้าหรือ” หยวนเล่อถามอย่างแปลกใจ “ใช่ ข้ามารอ ท่านได้ผลไม้หรือไม่” นางพูดพลางชะโงกดูตะกร้า “ได้มาเพียงเล็กน้อย ตอนนี้บนเขาแทบไม่มีแล้ว” เขายื่นผลไม้ที่เหลืออยู่ให้ หยวนจูรับไว้สองสามลูก สีหน้าแสดงความไม่พอใจนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก หยวนเล่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ พลางคิดว่าน้องสาวยิ่งโตยิ่งมีนิสัยละม้ายแม่ของตนมากขึ้นทุกที เขาไม่ใส่ใจนัก รีบเดินกลับเข้าบ้านเพื่อเอาผลไม้ที่แอบเก็บไว้ไปไว้ในห้องของภรรยา เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลับได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเนื้อรมควันลอยอบอวล เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย หรือว่าเพราะหิวเกินไปจนเกิดภาพลวงตา? เขาสลัดความคิดออก ก่อนเดินไปยังบ่อน้ำ ที่นั่น ภรรยาของเขากำลังล้างผักอยู่ ท่าทางอ่อนโยนแต่แฝงความเหนื่อยล้า “เจ้ามิได้ไปหาหมอเวิงมาหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ไปมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านหมอบอกว่าไม่เป็นอันใดมาก” หลินเม่ยยิ้มบางส่งให้เขา ดวงตาเป็นประกายซ่อนความลับไว้ในแววตา “เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เขาพยักหน้าอย่างโล่งใจ แม้ในใจจะรู้สึกว่าภรรยาเหมือนปิดบังบางสิ่งไว้ก็ตาม หลินเม่ยเช็ดมือให้แห้งก่อนเอื้อมแตะที่แก้มของสามีอย่างแผ่วเบา “ไว้คืนนี้ ข้าจะเล่าให้ฟังทุกอย่าง ตอนนี้ท่านกินข้าวมาหรือยัง” หยวนเล่อจับมือของนางไว้แน่น ก่อนเอาแก้มถูไปกับฝ่ามือนั้นอย่างออดอ้อน รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนจนหัวใจของนางอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อนางมาถึงหน้าร้าน เฉาเยว่หยุดยืนมองการแสดงอันเกินจริงของทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเห็นด้วยจากผู้คนรอบข้างดังประสานเป็นระยะ เมื่อมองจนพอใจแล้ว นางจึงก้าวออกมาด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง“ข้าก็นึกว่าเรื่องใด นึกว่าใครมาร้องขอสวนบุญอยู่หน้าร้านของข้า…ที่แท้ก็พวกเจ้าเองสินะ” นางกวาดสายตามองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าสองคนที่แสร้งนั่งร้องไห้อยู่เงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างตกใจ เมื่อได้เห็นเฉาเยว่ซึ่งห่างหายไปหลายเดือน ทั้งคู่ยิ่งตะลึงเมื่อเห็นการแต่งกายงดงามของนาง โดยเฉพาะหยวนจูที่เคยดูหมิ่นไว้นักหนา นางไม่คิดเลยว่าหญิงที่เคยถูกใช้งานราวบ่าวรับใช้ จะงามสง่าได้ถึงเพียงนี้ ชุดที่เฉาเยว่นุ่งห่มดูท่าว่าจะมีราคาไม่น้อยซูฟางเมื่อเห็นเฉาเยว่เดินออกมา นางยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น พลางคลานเข้ามากอดขานางอย่างน่าเวทนา“สะใภ้ใหญ่ ได้โปรดให้ข้าได้พบลูกชายของข้าเถิด” นางร่ำไห้โวยวายราวโลกจะแตกการกระทำเช่นนั้นเรียกความสงสารจากผู้คนไม่น้อย จนหญิงชราผู้หนึ่งอดตำหนิไม่ได้“เจ้ากับนางเป็นสะใภ้แม่ผัวกันหรืออย่างไร ถึงใจดำเช่นนี้กันเล่า”ซูฟางยิ่งได้ยินเสียงสนับสนุนก็ยิ่งแผดเสียงร้อง พร้อมก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่ผุดข
“เจ้าอย่ามายุ่งกับลูกสาวของข้านะ!” ซูฟางรีบวิ่งเข้ามากอดบุตรสาวแน่นด้วยความหวาดกลัวส่วนหยวนลี่นั้น หนีหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ เพราะเขาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้วหยวนจื่อทนดูต่อไปไม่ไหว จึงก้าวออกมาขวางพร้อมเอ่ยห้าม“ทุกท่านโปรดหยุดก่อนเถิด เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หยวนลี่ก่อไว้ เช่นนั้นไม่ควรผูกเรื่องเข้ากับหญิงสาวผู้นี้กระมัง”เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบ หวังให้คนที่มาวุ่นวายใจเย็นลงสักนิดชายร่างใหญ่เหลือบตาขึ้นมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ“แล้วเจ้าคือผู้ใดกัน เรื่องนี้ใช่สิ่งที่เจ้าควรมายุ่งด้วยหรือ”“ข้ามิได้อยากยุ่ง เพียงแต่ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ข้าดูแล ในเมื่อหยวนลี่นำที่ดินบ้านหลังนี้ไปขาย ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเขาขายไปเท่าใด”เขาพยายามช่วยหาทางออกให้ซูฟาง อย่างน้อยสามีของนางก็ยังเป็นญาติร่วมตระกูลชายร่างใหญ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อ้อ…เป็นผู้ใหญ่บ้านนี่เอง เช่นนั้นข้าก็ต้องให้เกียรติบ้างละ”ก่อนกล่าวต่อเสียงเข้ม“ลูกชายของเจ้าติดเงินเจ้านายของข้าอยู่ แปดสิบตำลึงทอง เจ้าจะจ่ายหรือไม่เล่า ถ้าจ่าย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องยึดบ้านเจ้าไป”ซูฟางเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ…แปดสิบตำลึ
“จริงเจ้าค่ะ ท่านผู้ใหญ่สนใจสิ่งที่ข้าเสนอหรือไม่” นางเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางเบา“แล้วเรื่องนี้หยวนเล่อรู้หรือไม่” หยวนจื่ออดกังวลไม่ได้ กลัวว่าสามีของนางจะตำหนิ“เขารู้เจ้าค่ะ พวกเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว” ทั้งสองได้ปรึกษากันจนตกลงเป็นที่เข้าใจ“แล้วพวกข้าจะหาผลนี้ได้จากที่ใดเล่า” หยวนจื่อถามด้วยสีหน้ากังวล“ท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้านอกจากจะช่วยท่านแล้ว ยังเตรียมต้นกล้าไว้ให้ด้วย ท่านสามารถนำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านปลูกได้ แม้อาจต้องใช้เวลานานอยู่บ้าง แต่ระหว่างรอก็ยังคิดทำสิ่งอื่นควบคู่ไปได้เช่นกัน”นางคิดว่าในช่วงต้นกล้าเติบโต ตนเองก็สามารถขยายการทำที่นอนและหมอนจากขนนุ่มได้มากพอสมควรแล้ว“ขอบใจพวกเจ้าสองคนมาก ร่ำรวยแล้วก็ยังไม่ลืมคนในหมู่บ้านของเรา” หยวนจื่อเหลือบตามองสามีภรรยาคู่นั้น เห็นหยวนเล่อเดินเข้ามาพร้อมอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขน“ท่านผู้ใหญ่ สิ่งที่ทำไปเทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้ข้าและภรรยาหรอกขอรับ ข้าได้ดีก็ยิ่งต้องไม่ลืมคนในหมู่บ้าน” หยวนเล่อเอ่ยด้วยความจริงใจหยวนฉินแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ นางรู้สึกอบอุ่นใจที่สหายที่ตนเลือกคบมีน้ำใจมากเพียงนี้ นางหันไปมองก้อนแ
หยวนลี่เดินยืดอกเข้าไปในนั้นด้วยอาการลำพองใจ เขาตรงไปยังโต๊ะที่มีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ก่อนวางแผ่นกระดาษลงตรงหน้า “ข้าอยากได้สิบตำลึงทอง”ชายวัยกลางคนนิ่งสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษราวกับคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้มานักต่อนัก เขาหยิบฉโฉนดขึ้นมาพินิจอยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินราคา“ข้าให้เจ้าได้มากสุดแปดตำลึงทอง จะเอาหรือไม่เอา” เอ่ยจบก็วางฉโฉนดกลับลงตรงหน้าชายหนุ่มเช่นเดิมหยวนลี่ส่งเสียง “ชิ” เบา ๆ อย่างขัดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แปดตำลึงก็ได้ เร็ว ๆ เอามาให้ข้า” เขาบ่นอย่างไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าที่ดินของบ้านตนจะมีราคาต่ำเช่นนี้ชายวัยกลางคนหยิบเงินจากลิ้นชักใต้โต๊ะมาวางตรงหน้าโดยไร้สีหน้า เหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากท่าทีหยาบคายของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะผู้คนหลากหลายแบบเวียนผ่านมาทุกวันจนเขาเคยชินเสียแล้วเมื่อได้เงินมาแล้ว หยวนลี่ก็ตรงไปยังห้องด้านในที่มีประตูปิดกั้น บรรยากาศภายในต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง เพราะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงโหวกเหวกปะปนกับเสียงร้องดีใจของบางคน ทำให้เขารู้สึกคึกคักขึ้นมาไม่น้อย เขานั่งลงที่โต๊ะหนึ่งก่อนวางเงินเดิมพันที่เพิ่งได้มาอย่างไม่ลังเลครึ่
“ได้ แต่เจ้าก็อย่าหักโหมนักเล่า” หยวนเล่อพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาอยากช่วยนางขายของเช่นกัน แต่จำต้องอยู่คอยดูแลช่างที่มาสร้างบ้าน ได้เพียงช่วยเก็บผลไม้ในมิติไว้ให้เท่านั้น เวลานางไปขายก็จะหยิบออกมาได้สะดวกยิ่งขึ้นเวลาผ่านไปสิบห้าวันหลังจากช่างเริ่มลงมือปรับปรุงร้านและบ้านพักอาศัย จนกระทั่งทุกอย่างแล้วเสร็จ นางจ่ายเงินไปเกือบร้อยตำลึงทอง ได้บ้านที่สมบูรณ์พร้อม และร้านค้าที่งดงามมั่นคงดังใจหวังเมื่อร้านเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็เลิกออกไปขายผลไม้ในตลาด นางกับหยวนเล่อมัววุ่นอยู่กับการจัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งผักผลไม้จากสวนในมิติ ไม่ว่าจะเป็นผักป่าหรือผักทั่วไป ล้วนสดใหม่อยู่เสมอ เพราะหากของเหลือขายไม่หมด นางก็จะเก็บกลับเข้ามิติไว้ เพื่อรักษาความสดไว้ตลอดเวลาเฉาเยว่ายืนอยู่หน้าร้าน มองป้ายไม้ที่เพิ่งแขวนขึ้นด้วยแววตาภาคภูมิใจ จากหญิงบ้านนอกที่เคยถูกซื้อมาเป็นภรรยา วันนี้นางกลับมีร้านค้าของตนเองแล้วหยวนเล่อเดินเข้ามายืนด้านหลัง พลางมองร้านที่ทั้งคู่ช่วยกันสร้างขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง เขามองภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความสุขในแววตาของนางทำให้หัวใจเขาพองโต“เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ พรุ่งนี้เราจะเปิดร้
หลังจากพูดคุยเรื่องซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็กลับไปรออยู่ที่ร้านใหม่ นางหยิบกุญแจที่ได้รับมาไขประตู ก่อนเดินสำรวจโดยรอบ ร้านค้าแห่งนี้ดูเก่าไปเล็กน้อย จึงคิดไว้ว่าจะปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ด้านหลังร้านตั้งใจจะปลูกผลขนนุ่มและผลไม้จากมิติ โดยจะใช้น้ำในมิติรดแทน หลังจากทดลองอยู่นาน นางพบว่าน้ำในมิติช่วยให้ผลไม้มีรสหวานหอมและคุณภาพดีกว่าที่ปลูกทั่วไปไม่นานนัก เฉากวงก็กลับมาพร้อมใบโฉนดบ้านและที่ดิน ซึ่งระบุชื่อของเฉาเยว่ทั้งหมด หยวนเล่อเป็นผู้ยินยอมให้ทุกอย่างอยู่ในชื่อของนาง เพราะไม่ต้องการแย่งชิงความดีความชอบในสิ่งนี้“ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของพวกท่านแล้วขอรับ จะตกแต่งหรือทำสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ หากวันหน้าอยากซื้อบ้านเพิ่มเติมก็มาหาข้าได้” เฉากวงเอ่ยพร้อมยื่นเอกสารให้นาง ก่อนขอตัวกลับเมื่อทุกอย่างจัดการเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองตกลงจะพักอยู่ในบ้านใหม่คืนนี้เลย ถึงอย่างไรก็นอนในมิติกันอยู่แล้วจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใดเฉาเยว่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปให้นมลูกน้อย กล่อมจนเขาหลับสนิท ก่อนออกมาช่วยหยวนเล่อทำความสะอาดและตรวจดูรอบบ้าน ว่าส่วนใดควรปรับปรุงบ้าง หลังจดรายการไว้ในกระดาษครบถ้วน ทั้งคู่ก็พ







