LOGINหลินอัน บุตรสาวแม่ทัพผู้ถูกมองเป็นเพียงหมากการเมือง ถูกดึงเข้าสู่เกมชิงบัลลังก์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและการแก้แค้น ทว่ากลับได้หัวใจขององค์ชายเยี่ยนหยาง—ชายผู้เด็ดขาดแต่ยอมอ่อนโยนให้เธอเพียงคนเดียว ท่ามกลางวังหลังที่คุกรุ่น ทั้งคู่ต้องร่วมกันต่อสู้ ศัตรูในเงามืด และความลับที่อาจทำลายทุกอย่าง เมื่อความรักต้องแลกด้วยเลือดพวกเขาจะก้าวไปถึงปลายทางที่เรียกว่าความสุขได้หรือไม่…
View Moreลมหอบหนึ่งพัดผ่านกระจกบานกว้างของคฤหาสน์ตระกูลหลิน ราวกับต้องการเตือนให้หลินอันตั้งสติ แต่ทว่าความเจ็บร้าวที่กลางอกกลับทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก เสียงพูดคุยคุ้นเคย—เสียงที่เธอไว้ใจที่สุดกลับทำให้โลกทั้งใบพังทลายลงอย่างไร้ชิ้นดี
“ดีเหมือนกันนะที่มันตายนั่นแหละ” เสียงหัวเราะของ ไป๋เสวี่ยอัน เพื่อนสนิทที่เธอรักเหมือนพี่น้อง ดังลอดมาจากประตูที่แง้มไว้ “ก็เพราะแกนี่แหละ ถึงได้จัดการได้เนียนขนาดนั้น” ชายเสียงทุ้มตัวสูงที่เธอเคยเห็นเป็นคนดี—แฟนของเธอ—ตอบกลับ หัวใจหลินอันเหมือนถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ เธอตั้งใจเพียงจะเอาของฝากมาให้เพื่อนหลังกลับจากต่างจังหวัด แต่กลับได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยินที่สุดในชีวิต “หลินอัน…แค่ของเล่น ไม่มีประโยชน์อะไรสักอย่าง ใครจะไปทนคบกับผู้หญิงน่าเบื่อนั่นได้ล่ะ” เสียงหัวเราะเหยียดหยันตามมา มันคือเสียงของคนที่เคยบอกรักเธอ ขาเธออ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว แต่ก็ยังยื้อประตูไว้ไม่ให้เปิดออก เธอรู้ดีว่าหากถูกพบตอนนี้ อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้อีก “อย่างน้อยเธอก็ตายไปแล้ว เรื่องมันก็จบสักที” ไป๋เสวี่ยอันพูดอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย “เอาจริง ๆ ฉันเคยอยากฆ่ามันตั้งแต่ปีที่แล้วด้วยซ้ำ รำคาญ!” หลินอันตัวสั่นราวกับถูกโยนลงไปในน้ำแข็ง เธอเม้มริมฝีปากแน่น ตัวร้อนผ่าวตรงหัวตา ขณะที่เธอหันหลังเดินอย่างไร้จุดหมาย เสียงประตูเปิดดัง แอ๊ด…เธอรีบหลบหลังเสาก่อนที่ทั้งคู่จะเดินผ่านไป ดวงตาที่เคยบริสุทธิ์สั่นไหวด้วยความเจ็บปวดแต่ตอนนั้นเอง—บางสิ่งที่เหมือนฟ้าลิขิตก็เกิดขึ้นเพราะในจังหวะที่เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเธอสะดุดตกบันไดทั้งชั้น ตุบ! ตุบ! ตุบ! โลกมืดสนิทเสียงสุดท้ายในหู คือเสียงหัวเราะของทั้งคู่ที่ยืนมอง…ไม่ช่วย ไม่สน ไม่แม้แต่ตกใจ --- 🌗 ความว่างเปล่าหนึ่ง—ก่อนการเกิดใหม่ หลินอันลืมตาขึ้นพร้อมกลิ่นกำยานอ่อน ๆ ผนังไม้แกะลายมังกรโบราณ หน้าต่างทรงจีน และเสียงคนรับใช้ดังมาจากภายนอก “คุณหนูหลินอัน ฟื้นแล้วหรือเพคะ!” หลินอันเด้งตัวขึ้นนั่งด้วยความตกใจ นี่มัน…ห้องแบบนี้ เธอเคยเห็นในหนังจีนไม่—ไม่ใช่สิ มันคือ ฉากในนิยายเรื่องหนึ่ง นิยายที่เธอเคยอ่านก่อนตาย เรื่องราวที่ตัวประกอบหญิงชื่อ “หลินอัน” ถูกครอบครัวทอดทิ้ง และถูกส่งไปเป็นตัวตายตัวแทน ไปแต่งงานกับองค์ชายที่เล่าลือว่าอัปลักษณ์และเลือดเย็น เธอหันไปมองกระจกทองเหลืองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาหญิงในกระจกคือเธอ แต่ในเวอร์ชันจีนโบราณ “ขะ…ข้าอยู่ในนิยายงั้นหรือ” หัวใจเธอเต้นแรง ร้อนผ่าว ความจริงหนึ่งถาโถมเข้ามา—เธอไม่ได้ตาย แต่หลุดเข้ามาในนิยายที่ตัวเองเคยอ่าน และสิ่งที่แย่ที่สุดคือ…ในนิยายต้นฉบับ ตัวละคร “หลินอัน” ตายในคืนแรกของการแต่งงาน เพราะองค์ชายที่ได้ชื่อว่า “จันทราอัปลักษณ์ เย็นชา และไร้หัวใจ” สั่งให้ประหารเธอ --- 🌙 ราชสารที่เปลี่ยนชะตา ไม่ทันที่หลินอันจะตั้งตัวเสียงคนใช้ตะโกนหน้าบ้านก็ดังขึ้น “ราชสำนักส่งราชสารถึงบ้านตระกูลหลิน!!” ใจเธอร่วงวูบนี่มันฉากที่เธออ่านมาก่อนแล้ว…คนใช้เปิดม้วนราชสารประกาศเสียงดัง “พระบัญชา! ให้สกุลหลินส่ง ‘คุณหนูหลินอัน’ เข้าวังไปเป็นพระชายาของ องค์ชายเยี่ยนหยาง องค์ชายจันทรา ในวันขึ้นสิบห้าเดือนหน้า!” บิดาและแม่เลี้ยงของหลินอันยิ้มออกมาอย่างโล่งใจพวกเขา…รู้ว่าการส่งเธอไปเท่ากับกำจัดเธอทิ้งโดยไม่ต้องลงมือเอง น้ำเสียงแม่เลี้ยงเยาะเย้ย “อันอัน เจ้าควรดีใจนะ ได้เป็นพระชายาองค์ชายจันทราเชียวนะ ฮึ” มันคือความดีใจที่ได้กำจัดเธอและเธอรู้ดีว่าจุดจบของตัวเองตามต้นเรื่องคือความตาย แต่แล้วสิ่งที่ทำให้หัวใจเธอหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะคือ—เสียงหัวเราะเย็นชาเบื้องหลังของเธอ ไป๋เสวี่ยอัน…คนที่ฆ่าเธอในโลกเดิมกำลังยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลินพร้อมรอยยิ้มพอใจ หญิงสาวในชุดจีนโบราณเช่นกันแต่แววตา—แววตาเดียวกับในโลกนั้นแววตาที่เคยแทงเธอจนตายเธอก็หลุดเข้ามาในนิยายนี้เช่นกัน “ดีจังเลยนะ…อันอัน” ไป๋เสวี่ยอันยิ้มเหมือนงู “ชาตินี้เจ้าคงไม่รอดเหมือนเดิมสินะ?” หลินอันเม้มปากแน่นหัวใจเธอร้อนระอุชาติก่อนเธอหนีไม่พ้นแต่ชาตินี้—เธอจะไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไปเสียงราชสารยังไม่ทันจางไป ดวงตาหญิงสาวเปล่งประกายแข็งกร้าวขึ้นเธอกำหมัดแน่น “ชาตินี้…ข้าจะไม่ยอมตายง่าย ๆ อีกแล้ว” ลมยามค่ำพัดแรงจนโคมไฟหน้าตำหนักสั่นไหว แสงสลัวทอดเงายาวบนพื้นหินเย็นเฉียบ หญิงสาวในชุดนักโทษสีหม่นถูกนำตัวมายังกระท่อมว่างแห่งหนึ่งชานเมือง—สถานที่ที่มีเพียงผู้แพ้ในเกมการเมืองเท่านั้นที่ถูกส่งมา หลินอันถูกผลักเบา ๆ ให้อยู่กลางลาน เธอหายใจช้า พยายามไม่ให้ความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้า เสียงฝีเท้าเรียบหนักก้าวเข้ามาจากในความมืดชายผู้สวมชุดคลุมดำขลิบเงินเดินออกมา ใบหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคมเข้มราวกับกำลังมองทะลุทุกความลับของโลก องค์ชายเยี่ยนหยางเขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ—ไม่ใกล้ไม่ไกลแต่เพียงเท่านั้น ก็ทำให้หัวใจเธอเต้นรัวราวถูกกักไว้ในกำมือของเขา เยี่ยนหยางพูดเสียงเรียบ เงียบ แต่ชัดเจนจนลมหายใจของเธอสะดุด “เจ้า…คือหลินอัน บุตรีแม่ทัพหลิน” หลินอันค้อมศีรษะ แต่ไม่ก้มหนีสายตาของเขา “เพคะ” เขามองเธออยู่นาน—นานเสียจนเธอเริ่มไม่แน่ใจว่าควรหายใจเมื่อไรดวงตานั้นไม่ใช่ความเกลียดชังไม่ใช่การดูแคลนแต่เป็นสายตาที่อ่านทุกอย่างอย่างเงียบงัน…เย็นชา แต่ไม่ผลักไส ในที่สุด เขาก็เอ่ยเบา ๆ “เจ้ากำลังถูกคนทั้งวังตามฆ่า” “เพราะข้า…เป็นคนเดียวที่พาเจ้าออกมาได้” หลินอันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “เหตุใดพระองค์ถึงช่วยหม่อมฉันเพคะ?” เขาไม่ตอบเพียงเดินผ่านเธอไปทีละก้าวเมื่ออยู่ข้างหลังเธอ เสียงทุ้มเย็นก็เอ่ยขึ้นราวคำท้าทายที่ไร้อารมณ์ใด ๆ “ถ้าอยากหนี…ก็หนีไปได้ ข้าไม่ห้าม” “ประตูหลังเปิดอยู่ เจ้าจะเลือกชีวิตตัวเองก็ไม่ผิด” หลินอันนิ่งงันลมพัดแรงจนเสื้อคลุมเธอสั่นถ้าเป็นใครคนอื่น—คงวิ่งทันทีไม่มีใครปฏิเสธเส้นทางรอดแต่นางกลับก้าวเท้าเดียว แล้วหยุดยืนอยู่ที่เดิมเหมือนยึดพื้นหินเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เยี่ยนหยางหยุดเดินหันหน้ากลับมามองเธอด้วยสายตาที่คราวนี้…มีประกายบางอย่างที่บอกไม่ถูก ไม่ใช่ประหลาดใจแต่เหมือนกำลังประเมินเธอใหม่ทั้งหมดหลินอันเงยหน้าขึ้นเสียงมั่นคงกว่าหัวใจของตนเอง “หม่อมฉัน…ไม่หนีเพคะ” ดวงตาคมกริบคู่นั้นค่อย ๆ หรี่ลงเล็กน้อยคล้ายยอมรับ คล้ายเอ็นดู คล้ายอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ไม่ตั้งใจให้ปรากฏ เขาเดินกลับมาหยุดตรงหน้าเธออีกครั้งระยะที่ใกล้ขึ้นกว่าเดิมจนหลินอันต้องกลั้นหายใจ “ทำไมไม่หนี?” เขาถามเสียงเย็น แต่เบากว่าครั้งแรก “เพราะหม่อมฉันเชื่อว่า…พระองค์ช่วยหม่อมฉัน ไม่ใช่เพราะอยากเห็นหม่อมฉันตายเพคะ” คราวนี้…เงียบไปนานกว่าเดิมนานจนลมหายใจของเธอแทบติดคอแล้วเยี่ยนหยางก็กล่าวเบา ๆ แต่หนักแน่น “หลินอัน เจ้าจะเป็นปัญหาให้ข้าแน่ๆ” เป็นคำที่ไม่ใช่คำชมแต่กลับทำให้หัวใจเธอสั่นเขาหันหลัง—แต่ไม่เดินหนีอีกทว่ากล่าวเหมือนเป็นคำสั่งที่ตัดสินชะตาเธอในวินาทีนั้น “ตั้งแต่วันนี้ เจ้าอยู่กับข้า” น้ำเสียงไม่มีอารมณ์ทว่า…ละเอียดอ่อนกว่าเดิมนิดหนึ่งราวกับยอมให้เธอก้าวเข้ามาในชีวิตเขาทีละก้าวโดยไม่รู้ตัว หลินอันก้มศีรษะ “เพคะ” องค์ชายเยี่ยนหยางมองเพียงครู่ก่อนจะเดินนำเธอเข้าสู่ความมืดของคืน—คืนแรกที่ชะตาทั้งสองเริ่มผูกกันโดยไม่มีใครรู้หลังจากหลินอันกล่าวยืนยันหนักแน่นว่า “หม่อมฉันไม่ไปเพคะ”ลานหน้าตำหนักก็ตกอยู่ในความเงียบอึดอัดครู่หนึ่งเยี่ยนหยางยืนหันหลังให้เธอราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่างแต่จริง ๆ แล้วในใจของเขากำลังโหมกระหน่ำอย่างประหลาด ทำไมสายตาของสตรีผู้นี้…ถึงคุ้นเคยนัก? ยามหล่อนเงยหน้ามองเขาความกล้า ความตรงไปตรงมาแม้กระทั่งท่าทางเก็บแขนเสื้อเล็กน้อยขณะเดินขึ้นขั้นบันไดทุกอย่างช่าง—เหมือนเขาเคยเห็นมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น แต่เขาไม่เคยพบหลินอันอย่างน้อย…ในชาตินี้เขาสูดลมหายใจสั่งคนคุมตำหนักสั้นๆ “พานางไปยังเรือนรอง จัดคนดูแลให้เรียบร้อย” ขณะที่องครักษ์ก้มหัวรับคำเยี่ยนหยางปรายตามองหลินอันอีกครั้งเป็นจังหวะเดียวกับที่ลมยามค่ำพัดผมเธอให้ปลิวเล็กน้อยและเธอ…ยกมือปัดผมทัดหูด้วยท่าที่เหมือนเขาเคยเห็นมานับพันครั้งหัวใจเขาสะดุดดึงสายตากลับทันทีอย่างไม่เข้าใจตัวเอง --- 🍂 ระหว่างทางไปเรือนรอง หลินอันเดินผ่านลานด้านในที่ประดับด้วยโคมกระดาษสีแดงทุกก้าวเธอรู้สึกเหมือนมีสายตาหนึ่งจ้องตามเธออยู่ แต่พอหันกลับไป องค์ชายเยี่ยนหยางก็ยืนเงียบใต้เงาเสาไม้ดวงตาคมลึกคู่นั้นจ้องมาที่เธอเหมือนไม่ตั้งใจแต่ไม่ปิดบัง หลินอันยื่นคำนับ เขาไม่พูดอะไร แต่ไม่ละสายตาจนเธอเดินพ้นกำแพงไป --- 🌙 ภายในตำหนัก คืนนั้น เยี่ยนหยางนั่งอยู่ในตำหนักอ่านบันทึกทางทหาร แต่สายตากลับเลื่อนจากตัวหนังสือไปยังประตูอย่างไร้เหตุผล ร่างสูงเอนหลังพิงเก้าอี้แนวคิ้วขมวดเล็กน้อย เหตุใดจึงรู้สึกคล้าย…คุ้นกับนาง? เหมือนเคยพูดกับนาง เคยยืนข้างนาง…แม้กระทั่งเคยนั่งมองสีหน้าเหล่านั้นมาก่อน? เขาวางพู่กันลงยกนิ้วแตะขมับอย่างหงุดหงิดเป็นครั้งแรกในหลายปีที่ความคิดของเขาไม่เป็นระเบียบ ร่างเงาของอวี้เสวียน ขันทีประจำตำหนักเดินเข้ามา “องค์ชาย ทรงมิพักผ่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนหยางตอบเสียงเรียบแต่แฝงความครุ่นคิด “สตรีผู้นั้น…แปลก” อวี้เสวียนไหวตัว “แปลก…ในทางใดพ่ะย่ะค่ะ?” องค์ชายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบสั้นๆ อย่างที่แม้แต่ตนเองก็ไม่แน่ใจ “รู้สึกเหมือนข้า…รู้จักนางมานานแล้ว” อวี้เสวียนเบิกตา “แต่องค์ชายเพิ่งพบคุณหนูหลินอันวันนี้—” “ข้ารู้” เขาตัดบททันทีเสียงเย็นขึ้นเล็กน้อยเพราะรำคาญตัวเองมากกว่าคนตรงหน้า เยี่ยนหยางลุกขึ้นยืนเดินไปยังหน้าต่างเปิดรับแสงจันทร์ลมเย็นพัดชุดยาวของเขาเบาๆ ภาพหลินอันยืนบนลานเมื่อครู่ใบหน้าสว่างด้วยแสงโคมดวงตาเต็มไปด้วยความเชื่อใจที่ไร้เหตุผลลอยซ้อนขึ้นในหัวของเขา เขาสูดลมหายใจลึกพูดกับตัวเองมากกว่าขันที “คงเพราะวันนี้ข้าเหนื่อย…จึงรู้สึกเพ้อเจ้อไปกระมัง” แต่หัวใจกลับเต้นช้าลงไม่ได้ทุกครั้งที่คิดถึงเธอ --- 🍃 เรือนรอง — ในคืนนั้น หลินอันเพิ่งอาบน้ำเสร็จผมยาวยังเปียกหมาดเธอเดินไปที่หน้าต่างเห็นเงาตำหนักองค์ชายอยู่ไกลๆ ไม่รู้เพราะเหตุใดแต่หัวใจก็เต้นแรง “ท่าทางเขา…เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง” เธอพึมพำกับตัวเองใบหน้าแตะสีแดงอ่อนๆ โดยไม่รู้ตัวท่าทางขององค์ชายสายตาของเขาแม้จะเย็นชา แต่เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่เหมือนว่าเขา…กำลังพยายามนึกให้ออกว่าเธอเป็นใคร --- 🌙 กลับไปที่ตำหนักองค์ชาย เยี่ยนหยางลืมตาขึ้นอีกครั้งทั้งที่ควรหลับไปแล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมานั่งอย่างฉับพลันภาพหนึ่ง? ความรู้สึกหนึ่ง? หรือเสียง? บางอย่างแว้บเข้ามาในหัวโดยที่เขาควบคุมไม่ได้ เป็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่หันมายิ้มให้เขา—ยิ้มแบบเดียวกับหลินอันตอนยืนหน้าลานตำหนักเขากัดฟันแน่นขมวดคิ้วเข้าหากัน นี่มัน…อะไรกันแน่? เขาไม่เคยเชื่อเรื่องชาติภพแต่ในคืนนี้ เขากลับฝันถึงหญิงที่เหมือนหลินอันไม่มีผิด แม้จะไม่เห็นหน้าอย่างชัดเจน แต่ความรู้สึก “คุ้นเคย” ก็ชัดเจนราวกับพายุพัด เยี่ยนหยางกระซิบเบา ๆ แม้ไม่มีใครได้ยิน “เจ้ากลับมาทำให้ข้าวุ่นวายตั้งแต่วันแรกเลยหรือ…หลินอัน” น้ำเสียงเย็นแต่แฝงความอบอุ่นบางอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรองค์ชายจันทราก้าวเข้าสู่ห้องทรงงานของจักรพรรดิในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านฉากไม้แกะสลัก สาดลงบนโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกา“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายคนรอง“เข้ามานั่งเถิด วันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญ แค่อยากคุยสัพเพเหระ”เยี่ยนหยางรับคำ ก่อนจะนั่งลงอย่างสำรวม บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป—การจัดงานเลือกคู่ ความเรียบร้อยในวัง การศึกชายแดนที่สงบลง เขาตอบไปตามมารยาท แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปยังชั้นวางด้านหลังจักรพรรดิ ตรงนั้น…มีกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่งเปิดแง้มอยู่และในกล่องนั้น—มี ปิ่นปักผมสีเงินเรียบ ๆ ลายดอกเหมย หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล จักรพรรดิที่สังเกตเห็นสายตานั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าเห็นมันแล้วสินะ”เยี่ยนหยางชะงัก “ปิ่นนั่นคือ…”จักรพรรดิเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมนั้นขึ้นมาปลายนิ้วที่เคยเด็ดขาดในสนามการเมือง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด“ของมารดาเจ้า”คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงเยี่ยนหยางไม่เคยเห็นสิ่งของของมารดามาก่อน ในความทรงจำของตัวละครนี้—นางจากไปเร็วเกินไปไร้คำอธิบาย ไร้พิธีใหญ่โต จักรพรรดิหัวเราะเบา ๆ
ค่ำคืนนั้นลมหนาวพัดแรงกว่าทุกคืน บ้านดินเผาหลังเล็กนอกเมืองหลวง ไฟในเตาหลอมยังไม่ดับช่างหลิวนั่งก้มหน้า ปั้นดินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ดีเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเสียง แกรก เบา ๆ ดังจากหลังคามช่างหลิวเงยหน้าหัวใจหล่นวูบมเงาดำร่อนลงอย่างเงียบเชียบมือหนึ่งจับมีด อีกมือกดผ้าปิดหน้า “ถึงเวลาแล้ว”เสียงแหบต่ำดังขึ้น “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้”ช่างหลิวถอยหลัง ชนชั้นวางเครื่องปั้นแตกกระจาย“ข้า—ข้าไม่ได้ทำอะไร!”เขาร้องเสียงสั่น “ข้าแค่ช่างปั้นธรรมดา!”เงาดำไม่ตอบมีดสะท้อนแสงไฟวาบเดียวแต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะฟาดลง—ฉึก! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นประกายไฟกระเด็นเงาดำชะงัก ร่างหนึ่งโผล่จากเงามืดด้านข้างสวมเสื้อผ้าธรรมดา หน้าปิดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตา… เย็นและคมราวจันทราในคืนมืด“ใครอนุญาตให้เจ้าลงมือในพื้นที่ของข้า”มือสังหารถอยเปลี่ยนท่าจู่โจมทันทีการต่อสู้เกิดขึ้นในพื้นที่แคบเสียงดินแตก ไม้หัก ลมหายใจหนักหน่วงปะทะกันมือสังหารฝีมือดีแต่คนตรงหน้าดีกว่า รวดเร็วกว่าเด็ดขาดกว่าและ…ไม่ลังเล ฉึก! มีดปักเข้าลำคอ เลือดสาดเปื้อนพื้นดินเผาร่างเงาดำทรุดลงไร้เสียงสุดท้าย ช่างหลิวนั
ลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบสีขาวอมชมพูปลิวโปรยลงมาตามทางเดินหิน เยี่ยนหยางเดินเคียงหลิงอันจังหวะก้าวไม่เร็วไม่ช้า มือหนึ่งถือแขนเสื้อนางไว้เบา ๆ ตามธรรมเนียม เป็นท่าทีที่ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครอื่น ขันทีและนางกำนัลที่เดินตามหลัง ต่างลดสายตาลงอย่างรู้หน้าที่ แต่แววตาที่แอบเหลือบมองมาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ดอกเหมยปีนี้งามมาก”หลิงอันเอ่ยเสียงเบาเยี่ยนหยางยิ้มจาง ๆ “เพราะมีคนชมมันอยู่ข้าง ๆ กระมัง”นางเงียบไปเล็กน้อยแก้มขึ้นสีอ่อน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นจากทางแยกด้านหน้า องค์ชายตะวัน เยี่ยนหมิง เดินเคียงข้างไป๋เสวี่ยอัน สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉยตามมารยาท แต่แววตาไม่เป็นมิตรนัก“องค์ชายจันทรา”เยี่ยนหมิงเอ่ยทักก่อน “บังเอิญนัก”เยี่ยนหยางหยุดยืน โค้งคำนับเล็กน้อยอย่างถูกต้องตามฐานันดร“องค์ชายตะวัน”หลิงอันทำความเคารพตามธรรมเนียม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร—เยี่ยนหมิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ สายตามองตรงมาที่หลิงอัน“ชายาหลิงอัน หลังพิธีเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ”เขายื่นมือออกมาเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะเชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ในจังหวะนั้น—เยี่
หัวค่ำของวังหลวงเงียบสงบกว่าที่คิด แสงโคมไฟถูกจุดเรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ยังหลงเหลือจากพิธีเลือกคู่ที่เพิ่งจบลงไม่นาน หลิงอันเพิ่งกลับมาถึงตำหนักของตน ยังไม่ทันได้ถอดเครื่องประดับ ปิ่นปักผมรูปจันทราที่ปักอยู่บนเส้นผมก็สะท้อนแสงโคมวับไหว เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน—ช่วงเวลาที่ทั้งลานพิธีเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมื่อองค์ชายจันทราเดินมาหยุดตรงหน้านาง“ยังไม่ถอดอีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นเยี่ยนหยางยืนพิงกรอบประตู สีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในลานพิธีมาก หน้ากากถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงใบหน้าคมงามที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่มอง เมื่อประตูตำหนักปิดลง เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเปลี่ยนไป หลิงอันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เฟิงเหยา… นายมาได้ยังไง”เขาเดินเข้ามาใกล้ ชะลอฝีเท้าราวกับตั้งใจให้ระยะห่างค่อย ๆ หายไป“ก็อยากมาดูแฟนตัวเองไง”คำว่า แฟน ทำเอาหลิงอันหน้าแดงวูบ“อย่าพูดแบบนี้สิ ยังอยู่ในวังนะ”เยี่ยนหยางเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน“ตอนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ไม่ต้องก





