LOGINคล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยัง
ขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ “เฉาเยว่” นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น “เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย “ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง” เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย “ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ” “รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห็นเข้า” ท่านหมอพูดพลางเปิดประตูบ้านเชิญทั้งสองเข้าไป ภายในบ้านหลังเล็กที่สร้างจากอิฐดินดูอบอุ่นเรียบง่าย รอบบ้านมีสมุนไพรนานาชนิดตากอยู่ กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่ว ทำให้รู้สึกสดชื่นแปลกประหลาด “เฉาเยว่ เจ้าคิดจะทำสิ่งใดให้พี่หยวนเล่อกินหรือ” หยวนฉินถามด้วยแววตาอยากรู้ “ข้าคิดจะทำเนื้อหมูอบสมุนไพร จะได้เก็บไว้กินได้นาน เขาจะได้มีของดีติดตัวไว้เวลาเดินทาง” “เนื้อหมูอบสมุนไพรหรือ ฟังดูดีนัก ข้าจะช่วยเจ้าทำด้วย” หยวนฉินตอบพลางยิ้ม นางเคยได้ยินสูตรนี้มาก่อน แต่ยังไม่เคยลองทำด้วยตนเอง “งั้นข้าคงต้องรบกวนของในบ้านเจ้าบ้าง แต่ข้าไม่ได้ใช้เปล่า ๆ หรอกนะ” เฉาเยว่พูดพลางยกตะกร้าเนื้อหมูเข้าไปในครัว แล้วแบ่งครึ่งหนึ่งให้หยวนฉิน “เจ้ารับไว้เถอะ ข้าให้ไม่มากนัก กลัวว่าเนื้อจะไม่พอ แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธ ข้าอาจเสียใจจริง ๆ นะ” หยวนฉินหัวเราะเบา ๆ พลางรับมาอย่างจำใจ “เจ้าพูดเช่นนี้ ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไรเล่า” “ว่าแต่ ที่บ้านเจ้ามีสมุนไพรขายหรือไม่ ข้ายังต้องหาสมุนไพรบางอย่างไว้สำหรับรมควันเนื้อ” “มีอยู่บ้าง เจ้าไปเลือกดูได้เลย” หยวนฉินพาเฉาเยว่ไปยังลานที่ใช้ตากสมุนไพร กลิ่นหอมผสมกลิ่นฉุนคลุ้งไปทั่ว เฉาเยว่กวาดสายตาไปเห็นโป๊ยกั๊กที่แห้งดี จึงหยิบขึ้นมาพิจารณา “ข้าเอาเจ้าสิ่งนี้ก็แล้วกัน เจ้าขายเท่าไหร่ ข้าขอซื้อ เจ้าอย่าได้เกรงใจเลยนะ” หยวนฉินส่ายหน้า “ข้าไม่รับเงินของเจ้า สมุนไพรนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ข้าช่วยทำของให้พี่หยวนเล่อด้วย อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยไปเลย” “ขอบใจเจ้ามาก หยวนฉิน” น้ำเสียงของเฉาเยว่สั่นนิด ๆ ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ “เอาเถิด พวกเราเริ่มทำกันเถอะ เจ้าอยู่ที่นี่ได้ไม่นานใช่หรือไม่” หยวนฉินพูดพลางมองดวงตาที่แดงก่ำของเฉาเยว่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้บรรยากาศหม่นลง “ได้เลย” ทั้งสองช่วยกันลงมือเตรียมเนื้อหมู ล้างน้ำให้สะอาดก่อนหั่นเป็นชิ้นยาวไม่หนาเกินไป จากนั้นใช้เชือกมัดไว้แล้วนำไปแขวนเหนือเตา ก่อนค่อย ๆ รมควันด้วยสมุนไพรและไม้แห้ง กลิ่นหอมอวลไปทั่วห้องครัว เฉาเยว่ขยับมืออย่างขยันขันแข็ง เหงื่อเม็ดเล็กผุดบนหน้าผาก แต่ในใจกลับอบอุ่นอย่างประหลาด เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมากแล้ว นางจึงกล่าวลาหยวนฉิน “เรื่องที่เหลือฝากเจ้าด้วยนะ ตอนนี้แค่รมให้เนื้อสุกและแห้ง พรุ่งนี้อีกวันก็สามารถกินได้แล้ว” นางกล่าวฝากด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะขอตัวกลับ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นสมุนไพรหอมอ่อนที่ลอยคลุ้งอบอุ่นอยู่ทั่วเรือน “เจ้าไปเถอะ ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง” นางเอ่ยบอกสหายที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น เพื่อให้ฝ่ายนั้นคลายความกังวล เฉาเยว่รีบก้าวออกจากบ้านท่านหมอทันที ลืมไปเสียสนิทว่าจะให้ท่านหมอตรวจร่างกายไว้สักหน่อย คงต้องเลื่อนไปพรุ่งนี้แทน ระหว่างเดินกลับ นางก็ก้มหน้ามองสองข้างทาง พลางเก็บผักป่าติดมือไปด้วย ดีที่ตลอดทางยังมีผักป่าขึ้นอยู่บ้าง จะได้มีข้ออ้างอธิบายกับแม่สามีได้ว่าเหตุใดถึงกลับช้า เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เสียงบ่นของแม่สามีก็ดังแว่วมาตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามรั้ว “แค่เอาอาหารไปให้สามีเจ้าก็เท่านั้น เหตุใดถึงหายไปนานนัก” ซูฟางหันขวับมาทันทีที่เห็นลูกสะใภ้รีบวิ่งเข้ามาในลานบ้าน “ระหว่างทางข้าพบผักป่าบางอย่าง ก็เลยเก็บติดมือมาเสียหน่อย ทำให้ช้าไปบ้าง ท่านแม่มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่เจ้าคะ” นางพูดพลางเปิดตะกร้าให้ดูผักป่าที่เก็บมา ซูฟางเหลือบมองเพียงครู่ เมื่อเห็นผักสดที่อยู่ในตะกร้า ความขุ่นเคืองในใจจึงลดลงเล็กน้อย “จานยังไม่ได้เก็บล้าง” นางพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากบ้านไป เพื่อไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านเช่นทุกวัน หลินเม่ยมองตามแผ่นหลังของแม่สามีจนลับตา ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วนำผักป่าไปเก็บในครัว พร้อมเก็บจานชามที่กินค้างไว้ ไม่มีอาหารเหลือให้กินเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างถูกกินจนหมดสิ้น หลังล้างจานเรียบร้อยและทำงานบ้านตามหน้าที่เสร็จ นางจึงแอบกลับเข้าห้อง หยิบผลไม้ที่สามีแอบเก็บไว้ให้ขึ้นมากินประทังความหิว รสหวานเล็กน้อยจากผลไม้ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้า ระหว่างเคี้ยวผลไม้ นางเผลอคิดไปถึงอีกไม่กี่วันที่สามีต้องจากบ้านไป ทำให้หัวใจห่อเหี่ยวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาเหม่อมองผ้าที่วางพับอยู่ข้างเตียง ผ้าสีดำที่สามีเคยซื้อให้จากในเมือง เพราะเห็นว่าไม่เด่นสะดุดตา นางจึงหยิบมันมาตัดเย็บเป็นกระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้ความคิดนี้มาจากที่ใด เพียงแต่รู้สึกว่ามันอาจเป็นประโยชน์กับเขา เมื่อเย็บเสร็จเรียบร้อย นางก็เก็บซ่อนไว้อย่างดี ตั้งใจจะใช้ใส่อาหารให้เขานำติดตัวระหว่างเดินทาง คิดถึงตรงนี้หัวใจกลับแน่นขึ้น เพราะรู้ดีว่า หากสามีไม่อยู่ บ้านหลังนี้คงไม่สงบสุขนัก หากไม่ระวังคำพูดก็คงอยู่ยาก ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้ ระหว่างกำลังนั่งเหม่อ ความเวียนหัวและอาการหน้ามืดก็แล่นขึ้นมาอีกครั้ง อาการนี้เป็นอยู่หลายวันแล้ว พรุ่งนี้คงต้องไปให้ท่านหมอตรวจดูให้แน่ชัด นางหยิบเฉาเหม่ยที่เก็บไว้ขึ้นมากินอีกเล็กน้อย เห็นมันเหลือเพียงนิดเดียวก็พลันนึกขึ้นได้ว่าคงต้องให้สามีช่วยหาเพิ่มเสียแล้ว ยามเย็นมาเยือนอีกครั้ง นางทำอาหารเย็นเช่นทุกวัน แม่สามีเองก็ดูอารมณ์ดีขึ้นในช่วงสองสามวันนี้ หลังเก็บล้างเสร็จเฉาเยว่จึงกลับเข้าห้อง หยิบกระเป๋าที่เย็บไว้ขึ้นมาเย็บซ่อมอีกเล็กน้อย เสียงประตูถูกผลักเปิดออก หยวนเล่อเดินเข้ามาพร้อมสายตาที่ทอดมองสิ่งในมือนาง “เจ้าทำอะไรอยู่” เขาถามขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ “ข้ากำลังทำกระเป๋าใส่ของให้ท่าน เอาไว้ใช้เวลาเดินทาง” นางตอบโดยไม่ละสายตาจากงานเย็บมือ “ผ้านั่น…ไม่ใช่ผ้าที่ข้าซื้อให้เจ้าหรือ” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แฝงความประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่านางจะนำสิ่งนั้นมาตัดเย็บให้เขาแทนที่จะเก็บไว้เอง “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านคงไม่ว่าข้าหรอกนะ ผ้าซื้อใหม่เมื่อไรก็ได้ แต่ท่านน่ะ…ซื้อใหม่ไม่ได้แล้ว” นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนปนรักลึกซึ้ง หยวนเล่อหัวเราะเบา ๆ พลางก้มลงหอมแก้มภรรยาอย่างเอ็นดู “เจ้าทำตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ภรรยาของข้าช่างร้ายนัก” เขากระซิบข้างหู “เจ้าก็ซื้อใหม่ไม่ได้แล้วเช่นกัน” เฉาเยว่หน้าแดงระเรื่อ เงยหน้าขึ้นสบตาคมของเขา ดวงตานั้นอ่อนโยนราวกับแสงอุ่นยามเย็น “อีกไม่กี่วันท่านก็จะไปแล้ว…ท่านต้องสัญญานะว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย” นางพูดเสียงแผ่ว ความห่วงหาแผ่วผ่านในทุกถ้อยคำ “ข้ารู้แล้ว เจ้าเอ่ยคำนี้ทุกวันจนข้าท่องได้ขึ้นใจเสียแล้ว” เขาหัวเราะนุ่มนวล เพื่อคลายความกังวลของนาง หลินเม่ยตีอกเขาเบา ๆ ด้วยความเขิน “ท่านเอาแต่พูดเล่นอยู่ได้” แม้ปากจะว่าเช่นนั้น แต่หัวใจกลับอุ่นจนแทบละลาย เพราะรู้ดีว่าเบื้องหลังรอยยิ้มของเขาเองก็แฝงความกังวลไว้ไม่น้อย ถึงแม้หยวนเล่อจะทำเป็นไม่ทุกข์ร้อน แต่เฉาเยว่รู้ดี ว่าภายใต้รอยยิ้มของชายผู้นี้ มีความห่วงใยซ่อนอยู่มากเพียงใดเมื่อนางมาถึงหน้าร้าน เฉาเยว่หยุดยืนมองการแสดงอันเกินจริงของทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเห็นด้วยจากผู้คนรอบข้างดังประสานเป็นระยะ เมื่อมองจนพอใจแล้ว นางจึงก้าวออกมาด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง“ข้าก็นึกว่าเรื่องใด นึกว่าใครมาร้องขอสวนบุญอยู่หน้าร้านของข้า…ที่แท้ก็พวกเจ้าเองสินะ” นางกวาดสายตามองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าสองคนที่แสร้งนั่งร้องไห้อยู่เงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างตกใจ เมื่อได้เห็นเฉาเยว่ซึ่งห่างหายไปหลายเดือน ทั้งคู่ยิ่งตะลึงเมื่อเห็นการแต่งกายงดงามของนาง โดยเฉพาะหยวนจูที่เคยดูหมิ่นไว้นักหนา นางไม่คิดเลยว่าหญิงที่เคยถูกใช้งานราวบ่าวรับใช้ จะงามสง่าได้ถึงเพียงนี้ ชุดที่เฉาเยว่นุ่งห่มดูท่าว่าจะมีราคาไม่น้อยซูฟางเมื่อเห็นเฉาเยว่เดินออกมา นางยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น พลางคลานเข้ามากอดขานางอย่างน่าเวทนา“สะใภ้ใหญ่ ได้โปรดให้ข้าได้พบลูกชายของข้าเถิด” นางร่ำไห้โวยวายราวโลกจะแตกการกระทำเช่นนั้นเรียกความสงสารจากผู้คนไม่น้อย จนหญิงชราผู้หนึ่งอดตำหนิไม่ได้“เจ้ากับนางเป็นสะใภ้แม่ผัวกันหรืออย่างไร ถึงใจดำเช่นนี้กันเล่า”ซูฟางยิ่งได้ยินเสียงสนับสนุนก็ยิ่งแผดเสียงร้อง พร้อมก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่ผุดข
“เจ้าอย่ามายุ่งกับลูกสาวของข้านะ!” ซูฟางรีบวิ่งเข้ามากอดบุตรสาวแน่นด้วยความหวาดกลัวส่วนหยวนลี่นั้น หนีหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ เพราะเขาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้วหยวนจื่อทนดูต่อไปไม่ไหว จึงก้าวออกมาขวางพร้อมเอ่ยห้าม“ทุกท่านโปรดหยุดก่อนเถิด เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หยวนลี่ก่อไว้ เช่นนั้นไม่ควรผูกเรื่องเข้ากับหญิงสาวผู้นี้กระมัง”เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบ หวังให้คนที่มาวุ่นวายใจเย็นลงสักนิดชายร่างใหญ่เหลือบตาขึ้นมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ“แล้วเจ้าคือผู้ใดกัน เรื่องนี้ใช่สิ่งที่เจ้าควรมายุ่งด้วยหรือ”“ข้ามิได้อยากยุ่ง เพียงแต่ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ข้าดูแล ในเมื่อหยวนลี่นำที่ดินบ้านหลังนี้ไปขาย ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเขาขายไปเท่าใด”เขาพยายามช่วยหาทางออกให้ซูฟาง อย่างน้อยสามีของนางก็ยังเป็นญาติร่วมตระกูลชายร่างใหญ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อ้อ…เป็นผู้ใหญ่บ้านนี่เอง เช่นนั้นข้าก็ต้องให้เกียรติบ้างละ”ก่อนกล่าวต่อเสียงเข้ม“ลูกชายของเจ้าติดเงินเจ้านายของข้าอยู่ แปดสิบตำลึงทอง เจ้าจะจ่ายหรือไม่เล่า ถ้าจ่าย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องยึดบ้านเจ้าไป”ซูฟางเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ…แปดสิบตำลึ
“จริงเจ้าค่ะ ท่านผู้ใหญ่สนใจสิ่งที่ข้าเสนอหรือไม่” นางเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางเบา“แล้วเรื่องนี้หยวนเล่อรู้หรือไม่” หยวนจื่ออดกังวลไม่ได้ กลัวว่าสามีของนางจะตำหนิ“เขารู้เจ้าค่ะ พวกเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว” ทั้งสองได้ปรึกษากันจนตกลงเป็นที่เข้าใจ“แล้วพวกข้าจะหาผลนี้ได้จากที่ใดเล่า” หยวนจื่อถามด้วยสีหน้ากังวล“ท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้านอกจากจะช่วยท่านแล้ว ยังเตรียมต้นกล้าไว้ให้ด้วย ท่านสามารถนำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านปลูกได้ แม้อาจต้องใช้เวลานานอยู่บ้าง แต่ระหว่างรอก็ยังคิดทำสิ่งอื่นควบคู่ไปได้เช่นกัน”นางคิดว่าในช่วงต้นกล้าเติบโต ตนเองก็สามารถขยายการทำที่นอนและหมอนจากขนนุ่มได้มากพอสมควรแล้ว“ขอบใจพวกเจ้าสองคนมาก ร่ำรวยแล้วก็ยังไม่ลืมคนในหมู่บ้านของเรา” หยวนจื่อเหลือบตามองสามีภรรยาคู่นั้น เห็นหยวนเล่อเดินเข้ามาพร้อมอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขน“ท่านผู้ใหญ่ สิ่งที่ทำไปเทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้ข้าและภรรยาหรอกขอรับ ข้าได้ดีก็ยิ่งต้องไม่ลืมคนในหมู่บ้าน” หยวนเล่อเอ่ยด้วยความจริงใจหยวนฉินแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ นางรู้สึกอบอุ่นใจที่สหายที่ตนเลือกคบมีน้ำใจมากเพียงนี้ นางหันไปมองก้อนแ
หยวนลี่เดินยืดอกเข้าไปในนั้นด้วยอาการลำพองใจ เขาตรงไปยังโต๊ะที่มีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ก่อนวางแผ่นกระดาษลงตรงหน้า “ข้าอยากได้สิบตำลึงทอง”ชายวัยกลางคนนิ่งสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษราวกับคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้มานักต่อนัก เขาหยิบฉโฉนดขึ้นมาพินิจอยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินราคา“ข้าให้เจ้าได้มากสุดแปดตำลึงทอง จะเอาหรือไม่เอา” เอ่ยจบก็วางฉโฉนดกลับลงตรงหน้าชายหนุ่มเช่นเดิมหยวนลี่ส่งเสียง “ชิ” เบา ๆ อย่างขัดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แปดตำลึงก็ได้ เร็ว ๆ เอามาให้ข้า” เขาบ่นอย่างไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าที่ดินของบ้านตนจะมีราคาต่ำเช่นนี้ชายวัยกลางคนหยิบเงินจากลิ้นชักใต้โต๊ะมาวางตรงหน้าโดยไร้สีหน้า เหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากท่าทีหยาบคายของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะผู้คนหลากหลายแบบเวียนผ่านมาทุกวันจนเขาเคยชินเสียแล้วเมื่อได้เงินมาแล้ว หยวนลี่ก็ตรงไปยังห้องด้านในที่มีประตูปิดกั้น บรรยากาศภายในต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง เพราะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงโหวกเหวกปะปนกับเสียงร้องดีใจของบางคน ทำให้เขารู้สึกคึกคักขึ้นมาไม่น้อย เขานั่งลงที่โต๊ะหนึ่งก่อนวางเงินเดิมพันที่เพิ่งได้มาอย่างไม่ลังเลครึ่
“ได้ แต่เจ้าก็อย่าหักโหมนักเล่า” หยวนเล่อพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาอยากช่วยนางขายของเช่นกัน แต่จำต้องอยู่คอยดูแลช่างที่มาสร้างบ้าน ได้เพียงช่วยเก็บผลไม้ในมิติไว้ให้เท่านั้น เวลานางไปขายก็จะหยิบออกมาได้สะดวกยิ่งขึ้นเวลาผ่านไปสิบห้าวันหลังจากช่างเริ่มลงมือปรับปรุงร้านและบ้านพักอาศัย จนกระทั่งทุกอย่างแล้วเสร็จ นางจ่ายเงินไปเกือบร้อยตำลึงทอง ได้บ้านที่สมบูรณ์พร้อม และร้านค้าที่งดงามมั่นคงดังใจหวังเมื่อร้านเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็เลิกออกไปขายผลไม้ในตลาด นางกับหยวนเล่อมัววุ่นอยู่กับการจัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งผักผลไม้จากสวนในมิติ ไม่ว่าจะเป็นผักป่าหรือผักทั่วไป ล้วนสดใหม่อยู่เสมอ เพราะหากของเหลือขายไม่หมด นางก็จะเก็บกลับเข้ามิติไว้ เพื่อรักษาความสดไว้ตลอดเวลาเฉาเยว่ายืนอยู่หน้าร้าน มองป้ายไม้ที่เพิ่งแขวนขึ้นด้วยแววตาภาคภูมิใจ จากหญิงบ้านนอกที่เคยถูกซื้อมาเป็นภรรยา วันนี้นางกลับมีร้านค้าของตนเองแล้วหยวนเล่อเดินเข้ามายืนด้านหลัง พลางมองร้านที่ทั้งคู่ช่วยกันสร้างขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง เขามองภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความสุขในแววตาของนางทำให้หัวใจเขาพองโต“เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ พรุ่งนี้เราจะเปิดร้
หลังจากพูดคุยเรื่องซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็กลับไปรออยู่ที่ร้านใหม่ นางหยิบกุญแจที่ได้รับมาไขประตู ก่อนเดินสำรวจโดยรอบ ร้านค้าแห่งนี้ดูเก่าไปเล็กน้อย จึงคิดไว้ว่าจะปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ด้านหลังร้านตั้งใจจะปลูกผลขนนุ่มและผลไม้จากมิติ โดยจะใช้น้ำในมิติรดแทน หลังจากทดลองอยู่นาน นางพบว่าน้ำในมิติช่วยให้ผลไม้มีรสหวานหอมและคุณภาพดีกว่าที่ปลูกทั่วไปไม่นานนัก เฉากวงก็กลับมาพร้อมใบโฉนดบ้านและที่ดิน ซึ่งระบุชื่อของเฉาเยว่ทั้งหมด หยวนเล่อเป็นผู้ยินยอมให้ทุกอย่างอยู่ในชื่อของนาง เพราะไม่ต้องการแย่งชิงความดีความชอบในสิ่งนี้“ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของพวกท่านแล้วขอรับ จะตกแต่งหรือทำสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ หากวันหน้าอยากซื้อบ้านเพิ่มเติมก็มาหาข้าได้” เฉากวงเอ่ยพร้อมยื่นเอกสารให้นาง ก่อนขอตัวกลับเมื่อทุกอย่างจัดการเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองตกลงจะพักอยู่ในบ้านใหม่คืนนี้เลย ถึงอย่างไรก็นอนในมิติกันอยู่แล้วจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใดเฉาเยว่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปให้นมลูกน้อย กล่อมจนเขาหลับสนิท ก่อนออกมาช่วยหยวนเล่อทำความสะอาดและตรวจดูรอบบ้าน ว่าส่วนใดควรปรับปรุงบ้าง หลังจดรายการไว้ในกระดาษครบถ้วน ทั้งคู่ก็พ







