Masukเพราะบิดาถูกกล่าวหาว่าก่อการกบฏ "ซุนลี่หรู" จึงต้องติดตามไปเพื่อฟังการไต่สวน แล้วถูกท่านแม่ทัพที่แสนเย็นชา "โจวจื่อรั่ว" บีบบังคับให้ต้องแต่งงานเพื่อแลกกับการปล่อยตัวบิดาของนางไป แต่แท้จริงแล้วบิดาของนางต้องการกันบุตรีออกจากอันตรายจึงแสร้งถูกกล่าวหาแล้วให้ "โจวจื่อรั่ว" รับปากแต่งงานเพื่อปกป้องนางแลกการกับยอมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อกบฏ โดยให้ทุกคนเข้าใจว่าซุนลี่หรูเป็นเพียงฮูหยินเชลยที่แต่งงานเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้บิดาของนางยอมจำนนเท่านั้น การแต่งงานระหว่างฮูหยินเชลยที่แสนดื้อรั้นและท่านแม่ทัพผู้เย็นชาจึงก่อตัวเป็นความรักและความผูกพันอย่างช้าๆ พร้อมๆกับความเย็นชาที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน
Lihat lebih banyakท่ามกลางสายลมปลายเหมันตฤดูที่กำลังพัดใบไม้ให้ร่วงหล่นไปตามทาง ขบวนทหารจำนวนมากกว่าสิบนายกำลังควบม้าไปยังจวนของนายอำเภอแห่งเมืองตงเสวียด้วยอาวุธที่ครบมือและใบหน้าของทหารทุกคนที่จริงจัง
ชุดเกราะแม่ทัพประดับด้วยแผ่นเหล็กที่เย็บติดกับชุดเกราะและมีฝักดาบที่ประดับด้วยอัญมณีสีแดงเหน็บอยู่ข้างกาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราอย่างคนที่อยู่ในสนามรบมานาน ทำให้ชายที่นำขบวนทหารนั้นดูเด่นและน่าเกรงขามกว่าผู้ใด
เขาคือ ‘โจวจื่อรั่ว’ แม่ทัพใหญ่วัยยี่สิบหกที่มุ่งสนใจแต่การออกศึกและผดุงความยุติธรรม เป็นแม่ทัพที่ข้าศึกเกรงกลัวและเป็นพระสหายสนิทของไท่จื่อองค์ปัจจุบันที่มีอำนาจทหารในมือ
สายตาคมกริบมองไปยังจวนของซุนต้านแววตาดูกระหายที่จะจับกุมคนที่อยู่ด้านใน จนผู้ติดตามคนสนิททั้งสองมองหน้ากันด้วยความกังวลกับภารกิจในครั้งนี้ที่นายของตนบุ่มบ่ามรวบรวมกำลังทหารมาอย่างร้อนใจโดยไม่ได้บอกแผนการแก่พวกตน
“ซุนฮูหยินเป็นหลานของท่านอ๋องเสิ่น หากเราบุ่มบ่ามเข้าไปก่อนที่หมายจับจะมาถึงข้าว่าเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นการดีนัก” ต้าเซ่อทหารมือขวาที่เงียบมานานตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลเมื่อใกล้ถึงที่หมาย
“ข้าก็คิดว่าเรารอจนถึงพรุ่งนี้น่าจะเป็นการดีกว่า ท่านแม่ทัพโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วน” ซูเยี่ยคนสนิทอีกคนที่เปรียบเสมือนมือซ้ายก็เห็นด้วยกับต้าเซ่อ
“ข้าเป็นคนโง่ขนาดนั้นเลยหรือจึงต้องให้พวกเจ้าชี้แนะ” แม่ทัพหนุ่มตอบเสียงเรียบ เขาจะกล้าทำหรือหากว่าองค์ไท่จื่อมิได้เห็นด้วยและสั่งให้เขารีบลงมือด้วยวิธีของตนเอง
ในขณะเดียวกันภายในจวนของนายอำเภอซุนต้าน ตอนนี้เขากำลังนั่งฟังบุตรีคนเล็กบรรเลงกู่เจิงอยู่อย่างสบายอารมณ์
‘ซุนลี่หรู’ ในวัยสิบแปดแต่งกายด้วยผ้าชั้นดี ใบหน้าสวยงดงามราวกับเทพธิดาถูกแต่งแต้มให้งดงามและมีปิ่นประดับผมที่ทำมาจากหยกชิ้นงามที่มารดาให้ไว้ต่างหน้าก่อนจากไป
“ไพเราะมากโยวโยวเข้ามารับรางวัลจากข้าสิ” นายอำเภอวัยสี่สิบกล่าวกับบุตรีด้วยความเอ็นดู
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” น้ำเสียงที่อ่อนหวานกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พยุงร่างอรชรงดงามของตนลุกขึ้นเดินไปรับรางวัลจากบิดาด้วยกิริยาอันเรียบร้อยจนซุนต้านมิอาจหุบยิ้มได้เมื่อเห็นนางเติบโตมาเป็นอย่างดี
“เจ้าช่างเหมือนแม่นัก หากแม่เจ้ายังอยู่นางคงภูมิใจในตัวเจ้ามาก” นายอำเภอแห่งตงเสวียกล่าวชมบุตรีแล้วลูบเคราหัวเราะอย่างพอใจ
เขาตบแต่งมารดาของนางเข้ามาเป็นอนุทั้งๆ ที่รักกันมาก่อนหน้านี้ ทำให้นางกลายเป็นบุตรีที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงนัก แต่ภายในจวนต่างรู้ดีว่าซุนลี่หรูเป็นที่รักใคร่ของบิดามากเพียงไร
ซุนฮูหยินยืนมองอยู่ไกลๆ ด้วยแววตาที่เย็นชา เมื่อสิบแปดปีก่อนนางให้คนจัดการเสี้ยนหนามหัวใจไปให้พ้นทางมารดาของซุนลี่หรูเสียชีวิตแต่ว่าทารกน้อยอย่างนางกลับรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์และมากอบโกยเอาความรักทั้งหมดจากซุนต้านไปจากตนและลูกๆ ทั้งสอง
“ฮูหยินขอรับ แม่ทัพโจวมาที่หน้าจวน ตอนนี้กำลังจะเข้ามาแล้ว” พ่อบ้านวัยกลางคนรีบรายงานด้วยความร้อนใจ
“แม่ทัพโจว โจวจื่อรั่วงั้นหรือ” นางพูดทวนชื่อนั้นด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก พอจะรู้ถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนในครั้งนี้
“เชิญเขาไปที่ห้องโถงข้าจะไปบอกเรื่องนี้แก่ท่านพี่เอง” ซุนเพ่ยหลินบอกด้วย
สตรีวัยสามสิบเจ็ดเดินตรงไปยังศาลาริมสระน้ำที่สามีของตนอยู่กับบุตรีที่เกิดจากอนุด้วยสีหน้าที่ร้อนใจ
“ท่านพี่” นางเรียกสามีด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
“คารวะท่านแม่ใหญ่” ซุนลี่หรูย่อกายคารวะอีกฝ่ายด้วยกิริยาที่เรียบร้อยแล้วก้มหน้าลงด้วยความเจียมตัวเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยชอบตนนัก
“มีอะไรหรือฮูหยินเหตุใดน้ำเสียงดูเป็นกังวลเช่นนั้น” ซุนต้านหันไปถามภรรยาที่ตนตบแต่งเป็นภรรยาเอกด้วยเหตุจำเป็น
“แม่ทัพโจวมาที่จวนของเรา ตอนนี้กำลังจะเข้ามาแล้ว จะทำอย่างไรดี” น้ำเสียงที่ร้อนใจทำให้หญิงสาวลอบมองบิดาและซุนฮูหยินด้วยความงุนงงไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เจ้าพาโยวโยวกลับเข้าไปในห้อง แล้วไม่ต้องออกมา” ซุนต้านหันไปบอกสาวใช้คนสนิทของบุตรีคนเล็ก
ซุนลี่หรูย่อกายส่งบิดาและซุนเพ่ยหลินแล้วมองตามท่านไปด้วยแววตาที่เป็นกังวล “แม่ทัพโจวจื่อรั่วเป็นคนอย่างไรกันนะ แล้วเหตุใดท่านพ่อจึงมีความเป็นกังวลขนาดนั้น”
ภายในห้องโถงใหญ่ โจวจื่อรั่วยืนอยู่กลางห้องอย่างเป็นสง่า แล้วแสดงการคารวะตามมารยาทอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“ท่านแม่ทัพให้เกียรติมาที่จวนของข้า ไม่ทราบว่ามีอันใดให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่”
“ข้าเพียงผ่านมาแล้วจะขอพักที่นี่สักคืน ไม่ทราบว่าใต้เท้าซุนจะสะดวกหรือไม่” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง แววตาไร้ความรู้สึกจนซุนต้านรู้สึกว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงต้องไม่ใช่เรื่องนี้แน่ไม่เช่นนั้นหน้าจวนคงไม่มีทหารรออยู่เป็นสิบนายแน่
“ข้าเกรงว่าจะ...”
“ขอบคุณใต้เท้าซุนและซุนฮูหยิน” โจวจื่อรั่วรีบยกมือขึ้นคำนับแสดงความขอบคุณตัดบทก่อนที่ถูกปฏิเสธ
สองสามีภรรยามองหน้ากัน จากนั้นซุนฮูหยินก็ยิ้มด้วยท่าทีที่อ่อนโยนแล้วหันไปสั่งให้พ่อบ้านไปจัดการเรื่องที่พักให้กับแม่ทัพที่น่ายำเกรงตรงหน้า
“ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านแม่ทัพไปพักผ่อนดื่มน้ำชาที่ศาลาด้านนอก หากเตรียมห้องเสร็จแล้วจะให้พ่อบ้านไปเชิญท่านเข้าไปพักผ่อนเช่นนี้ดีหรือไม่”
“ขอบคุณซุนฮูหยิน” เขากล่าวเสียงเรียบ
“ถ้าเช่นนั้นเชิญทางนี้เถิด” ซุนต้านเมื่อเห็นว่าไม่สามารถไล่ให้แม่ทัพหนุ่มกลับออกไปได้ จึงจำใจต้องต้อนรับแล้วพาไปที่ศาลาริมสระน้ำที่ตั้งอยู่ในสวนหย่อมข้างเรือนใหญ่
“พวกเจ้ารอที่นี่” โจวจื่อรั่วสั่งให้ผู้ติดตามคนสนิทรออยู่บริเวณนั้นแล้วเดินไปกับนายอำเภอซุนตามลำพัง
ต้าเซ่อและซูเยี่ยมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล โดยปกติแล้วโจวจื่อรั่วเป็นคนที่รอบคอบและวางแผนการล่วงหน้าก่อนเสมอ แต่คราวนี้เขาบุ่มบ่ามมาที่จวนนายอำเภอตั้งแต่หมายจับยังมาไม่ถึงแสดงว่าต้องมีเรื่องด่วนอะไรเป็นแน่
“ท่านแม่ทัพกับใต้เท้าซุนคุยอะไรกัน”
“ข้าก็ยืนอยู่ข้างเจ้าแล้วจะรู้หรือไม่” ทั้งสองถกเถียงกันแล้วมองดูนายของตนอย่างเป็นกังวล โดยเฉพาะมือขวาอย่างต้าเซ่อที่ดูเหมือนจะกังวลมาก
ยิ่งเห็นว่าสีหน้าของโจวจื่อรั่วดูเคร่งเครียดและซุนต้านเองก็เหมือนจะพยายามปกปิดอะไรก็ยิ่งเกรงว่าอีกฝ่ายจะร้อนใจแล้วเผลอใช้ความรุนแรงในการคาดคั้นก่อนถึงเวลาที่สมควร
“ดูสีหน้าท่านมแม่ทัพสิ เหมือนว่ากำลังขุ่นเคืองใจอยู่ เราเข้าไปห้ามตอนนี้เลยดีหรือไม่”
“ยังก่อนต้าเซ่อ เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกอย่างไรท่านแม่ทัพก็ไม่ทำให้เสียงานแน่” ซูเยี่ยดึงแขนอีกฝ่ายเอาไว้ ได้แต่มองอยู่ห่างๆ และพร้อมเข้าไปทุกเมื่อหากเขาเรียกหา
**********************
ภายในห้องพักขนาดรองลงมาจากห้องนอนที่โจวลี่หรูพักอยู่ กลายเป็นห้องนอนชั่วคราวของแม่ทัพใหญ่ที่เสียสละห้องของตนให้แก่ฮูหยินในนามโจวจื่อรั่วที่กำลังหลับตาปิดสนิทรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในห้องแต่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเสียงเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของทหารที่มาผลัดเปลี่ยนเวรยามทำให้บุรุษลึกลับรีบออกจากห้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้าแม่ทัพหนุ่มลืมตาแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบตู้ไม้ที่อยู่ภายในห้อง ซองจดหมายสนเท่ห์ที่ถูกส่งมาแจ้งข่าวเรื่องการส่งอาวุธไปที่เมืองจิ้งหนานหายไปตามที่ตนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วสับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว“พวกเจ้าต้องการสืบหาบุคคลที่ส่งจดหมายนี้ให้แก่ข้าสินะ” เขาพึมพำอย่างใช้ความคิด เพราะไส้ศึกของอ๋องเสิ่นอยู่ที่จวนนี้และคงรู้ว่าตนเก็บจดหมายสนเท่ห์ไว้จึงต้องการนำไปเพื่อแกะรอยหาคนทรยศจากจดหมายฉบับนั้น“เห็นทีว่าคงถึงเวลาพาฮูหยินกลับไปเยี่ยมท่านพ่อตาแล้วสินะ” น้ำเสียงที่เย็นเฉียบนั้นพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในแผนการของตน**********************เสียงกู่เจิงที่ลอยมาถึงห้องตำราทำให้โจวจื่อรั่วรู้ว่าผู้ที่กำลังบรรเลงนั้นเต็มไปด้วยความ
ทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียดโจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือเมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชง
เมื่อเดินทางไปถึงเมืองตงเสวีย นายอำเภอซุนต้านก็เขียนจดหมายฝากทหารของโจวจื่อรั่วกลับไปให้แก่บุตรีคนเล็กของตนซุนลี่หลิงที่ตอนนี้กำลังมาเยี่ยมมารดาที่เรือนหลักด้วยความห่วงใยก็ถามไถ่ถึงน้องสาวที่มิได้เดินทางกลับมาด้วย “ท่านแม่ เหตุใดโยวโยวนางไม่ได้กลับมาด้วย”“นางแต่งงานกับโจวจื่อรั่วเพื่อเป็นตัวประกันมิให้พ่อเจ้าหลบหนีในขณะที่หาหลักฐานเพิ่ม” ซุนเพ่ยหลินตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลในระหว่างที่เดินทางมานั้นได้พูดคุยกับสามีจนรู้ว่ากฎหมายของเมืองเสวียนซานหากสตรีใดแต่งงานไปแล้วก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลเดิมอีกต่อไป ทำให้ตนเองเป็นกังวลว่าโจวจื่อรั่วจะใช้นางบีบเอาความจริงจากสามีในที่สุด“ข้อหากบฏร้ายแรงยิ่งนัก เหตุใดจึงได้สงสัยท่านพ่อที่เป็นขุนนางตงฉินได้” บุตรีคนรองที่ไม่รู้เรื่องการก่อกบฏของพี่ชายถามมารดาด้วยความสงสัย ผู้เป็นมารดาจึงได้แต่ถอนหายใจเพราะไม่อยากให้นางยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้“แม่ทัพโจวเพียงเชิญท่านพ่อเจ้าไปเพื่อสอบถามข้อมูลสำคัญเท่านั้น ที่ใช้ป้ายทองพาตัวไปก็เพราะจะข่มให้เกรงกลัว จริงๆ ควรเป็นเจ้าด้วยซ้ำที่ต้องออกเรือนไปก่อนนาง รู้เช่นนี้ข้าน่าจะให้เจ้าไปอย่างน้อยก็ออกเรื
เมื่อกลับถึงจวนลู่เหมียนฮวาก็รีบถามเรื่องของเจ้าสาวของแม่ทัพโจวด้วยความใคร่รู้ เพราะงานแต่งงานถึงจะมีแขกเหรื่อสำคัญแต่ก็เป็นการจัดแบบภายในและไม่มีแขกฝ่ายเจ้าสาวมาร่วมแสดงความยินดีมีเพียงบุพการีทั้งสองเท่านั้น“เท่าที่ข้ารู้มาเจ้าสาวของจื่อรั่วเป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุเท่านั้น ซุนฮูหยินที่อยู่ในงานมิใช่มารดาของนาง”“ข้าไม่ได้อยากรู้เรื่องชาติกำเนิดของนาง ข้าอยากรู้ว่าพี่จื่อรั่วไปรักกับนางตั้งแต่เมื่อใดกันทั้งๆ ที่พึ่งกลับมาจากสนามรบเพียงไม่กี่วัน บางข่าวบอกว่าเขารับตัวนางมาแต่งงาน บางข่าวบอกว่าใต้เท้าซุนผู้นั้นนำนางมายกให้ถึงที่” น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจทำให้ลู่เล่อซางมองออกว่าบุตรีของตนนั้นผิดหวังจากแม่ทัพโจวแล้วกำลังพาลเกลียดเจ้าสาวอยู่“นางเป็นเพียงฮูหยินเชลยเท่านั้น เจ้าอย่าได้กังวลใจ” เสนาบดีกลมกลาโหมบอกบุตรีด้วยน้ำเสียงที่กังวลใจกับในเหตุผลการแต่งงานครั้งนี้“ฮูหยินเชลย ท่านพ่อหมายความว่าเช่นไร”“ตอนที่จื่อรั่วมาขอให้ข้าไปเป็นผู้ใหญ่ให้แก่เขา ข้าถามเหตุผลของการแต่งงานที่รวดเร็วนี้ทำให้เขาบอกข้ามาว่าแต่งงานเพื่อเอานางเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้ซุนต้านยอมเปิดเผยข้อมูลการก่อก





