LOGIN“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้
หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกัน รุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตน หลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขา วันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักวันความลับนี้จะถูกเปิดเผย ตั้งแต่เข้าบ้านมา นางสะสมเงินได้มากพอควร ใกล้จะถึงหนึ่งตำลึงทองแล้ว เป็นครั้งแรกที่นางได้ถือครองเงินจำนวนมากขนาดนี้ บ่ายวันหนึ่ง หยวนเล่อเตรียมแบกตะกร้า นางเห็นก็พอรู้ว่าเขาจะเข้าป่า นางรีบวิ่งเข้าไปเกาะแขนเขา พลางเอ่ยถามด้วยแววตาเป็นประกาย “ท่านจะขึ้นเขาหรือ?” “ใช่แล้ว เจ้าอยากได้อะไรหรือเปล่า?” นางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามเสียงแผ่วอย่างมีความหวัง “ข้าขอขึ้นเขาไปด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากเห็นว่าบนนั้นเป็นอย่างไร ท่านรู้เรื่องสมุนไพร หากสอนข้าบ้าง คราวหน้าข้าจะได้ช่วยเก็บมาให้ท่าน” หยวนเล่อหันไปมองทางบ้าน เขารู้ดีว่าแม่อาจเรียกใช้เมื่อไรก็ได้ จึงกล่าวอย่างไม่แน่ใจ “ถ้าเช่นนั้น เจ้าไปขออนุญาตท่านแม่ก่อนเถิด” “ได้!” นางรับคำอย่างกระตือรือร้น รีบเดินเข้าไปในบ้าน แม่สามีกำลังนั่งเย็บเสื้อให้น้องสาวสามีอยู่พอดี เวลานั้นก็ล่วงเลยมาเกือบเที่ยง หากกลับก่อนเย็นก็คงไม่เป็นปัญหา “ท่านแม่เจ้าคะ ข้ามาขออนุญาตขึ้นเขากับสามี ข้าจะไปเก็บผักป่ามาทำกับข้าวให้ท่าน” ผู้เป็นแม่สามีพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไปก็ไปเถอะ อย่าลืมกลับมาให้ทันตอนเย็นก็พอ” หยวนจูเบ้ปากด้วยความไม่พอใจ “ท่านแม่ให้พี่สะใภ้ไปด้วยได้อย่างไร ถ้ามีเรื่องต้องใช้งานที่บ้านล่ะ?” “ไม่มีหรอก ข้าเห็นว่าสะใภ้ใหญ่ทำงานเสร็จหมดแล้ว แถมยังไปหาอาหารเพิ่มให้ลูกสาวแม่อีก เจ้าคิดว่าดีหรือไม่ อย่ามัวสนใจคนอื่นเลย มานั่งเลือกผ้ากับแม่ดีกว่า” เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่ได้ใส่ใจนางอีก หยวนจูจึงหันไปสนใจผ้าหลากสีตรงหน้าแทน ในใจคิดอย่างหมั่นไส้… ก็แค่ภรรยาพี่ใหญ่ ไม่มีดีอันใดนัก เฉาเยว่รีบออกมาหาสามีด้วยแววตายิ้มแย้ม “ท่านแม่อนุญาตแล้ว พาข้าไปด้วยเถอะ!” นางสะพายตะกร้าขนาดพอดีไว้บนหลังอย่างกระฉับกระเฉง หยวนเล่อถอนหายใจ “เจ้าอย่าเดินห่างจากข้าเล่า เดี๋ยวจะหลงเอาได้” ทั้งสองเดินเคียงกันเข้าไปในป่าลึก ลัดเลาะไปตามทางที่หยวนเล่อเคยเปิดไว้ ท่ามกลางกลิ่นอายของไอหมอกและเสียงใบไม้ขยับไหวใต้ฝ่าเท้า ระหว่างทาง เขาค่อย ๆ อธิบายถึงพืชพรรณต่าง ๆ ว่าสิ่งใดกินได้ สิ่งใดมีพิษ และควรหลีกเลี่ยงอย่างไร การตัดสินใจตามเขาเข้าป่าในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่เฉาเยว่ไม่เสียใจเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง “เจ้าต้องระวังให้ดี ทุกครั้งที่เข้าป่า ต้องใช้ไม้เคาะพงหญ้าด้านหน้าเสมอ เผื่อมีสัตว์มีพิษซ่อนอยู่ โดยเฉพาะช่วงนี้… หมดฤดูหนาวแล้ว สัตว์ป่าที่จำศีลไว้จะเริ่มออกหากิน หมายถึงพวกเราจะมีอาหารเพิ่มขึ้น แต่สัตว์ดุร้ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย” เขาเดินนำไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งมีร่องรอยของกับดัก “ตรงนี้เป็นหลุมดักสัตว์ เจ้าต้องเดินระวังอย่าเหยียบพลาด” แล้วจึงชี้ไปทางลาดชัน “สมุนไพรที่ข้าพบบ่อยจะขึ้นอยู่แถบนี้ เจ้าจำเส้นทางไว้ให้ดี เผื่อครั้งหน้ามาคนเดียวจะได้หาเจอง่ายขึ้น” เฉาเยว่ตั้งใจจดจำทุกคำของเขาไว้แน่น เธอเรียนรู้ได้รวดเร็ว ทั้งจำแนกสมุนไพรที่มีค่าขายได้ กับที่ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งเริ่มเข้าใจวิธีดูร่องรอยสัตว์ป่าด้วย ตะกร้าที่สะพายไว้เต็มไปด้วยผักป่าหลากชนิด “มาสิ ข้าจะพาเจ้าไปดูอะไรบางอย่าง” หยวนเล่อกล่าวพร้อมจูงมือนางเดินลึกเข้าไปในป่า “ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือ?” เฉาเยว่ถามเบา ๆ ขณะเดินตามเขา ดวงตาของนางมองมือใหญ่ที่ประคองมือตนไว้อย่างอบอุ่น รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าพร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจ นางกระชับมือเขาแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “เจ้าจำต้นไม้ที่มีใบสีแดงได้หรือไม่? ข้าเคยทำเครื่องหมายกากบาทไว้ตามต้นเหล่านั้น หากเจ้าจะขึ้นมาคนเดียว ก็ให้เดินตามรอยเหล่านั้น จะได้ไม่หลง ทางเดินจะลำบากหน่อย… แต่ด้านบนมีของดี” เขายังไม่เฉลยว่าสิ่งที่เรียกว่า ของดี คืออะไร เฉาเยว่เอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะพบสิ่งใดกันแน่ จนกระทั่งเมื่อเดินมาถึง นางต้องชะงักกับภาพตรงหน้า ต้นผลไม้ป่าหลากชนิดปรากฏอยู่ตรงหน้า ผลไม้ที่เขาเคยเก็บมาให้นางกินก่อนหน้านี้ ทั้งผิงกัว ผูเถา หยางเหม่ย และลูกท้อ แม้จะมีอย่างละหนึ่งหรือสองต้น และรสชาติไม่หวานจัด แต่ก็ช่วยดับความอยากได้ไม่น้อย “ผลไม้เหล่านี้… ท่านเคยเอามาให้ข้ากินไม่ใช่หรือ?” “ใช่ ข้าตั้งใจไม่เก็บมามากนัก หากข้าเอามาเยอะ ท่านแม่คงสั่งให้พวกเราไปเก็บมาขาย เจ้าเองก็จะต้องเหนื่อยมากขึ้นอีก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ท่านเป็นห่วงข้าหรือ?” คำพูดของเขาในแต่ละเรื่อง ล้วนสะท้อนถึงความห่วงใยที่มีให้นาง “ใช่ ข้าเป็นห่วงเจ้า ข้าอยากให้เจ้ากินของดี ๆ แม้บางครั้งข้าจะไม่ได้กินข้าวก็ไม่เป็นไร เจ้าดูสิ ภูเขาลูกนี้มีของกินมากมาย ข้าเอาตัวรอดได้ และข้าจะดูแลเจ้าได้อย่างดี เฉาเยว่… เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?” เขาจับมือทั้งสองของนางไว้แน่น สบตาอย่างจริงจังและมั่นคง เฉาเย่น้ำตารื้นด้วยความตื้นตัน หัวใจนางอิ่มเอมไปด้วยความอบอุ่น ไม่เคยคาดคิดเลยว่าผู้หญิงที่ถูกขายมาในราคาเพียงตำลึงเงิน จะได้พบกับสามีที่ทั้งรักและห่วงใยนางมากถึงเพียงนี้… แล้วนางจะไม่รักเขาได้อย่างไร “ข้าขอบคุณท่านมาก… ข้ารักท่าน หยวนเล่อ” นางโผเข้ากอดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแน่น แม้จะกอดกันอยู่ทุกวัน แต่นางกลับไม่เคยรู้สึกว่าเพียงพอเลยสักครั้ง “เอาล่ะ เจ้าไปเลือกผลไม้ที่อยากกินเถอะ เอาไม่ต้องมาก หากเจ้าอยากกินอีก ข้าจะขึ้นมาเก็บให้อีก” เฉาเยว่ยิ้มแล้วเดินไปเลือกผลไม้ใส่ตะกร้า นางหยิบมากหน่อย เพราะไม่อยากต้องลำบากปีนเขาบ่อย ๆ “ข้าเก็บพอแล้ว” ช่วงนี้นางรู้สึกอยากกินของเปรี้ยวเป็นพิเศษ “เจ้าชอบหยางเหม่ยหรือ?” เขาถาม ขณะที่มองผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด ซึ่งเขาเองไม่ค่อยโปรดนัก “เมื่อก่อนข้าก็พอกินได้ แต่สองสามวันมานี้ ข้ารู้สึกอยากกินมันมากขึ้น” นางเอ่ยขณะเคี้ยวผลไม้ในปากด้วยความพอใจ “หากเจ้าชอบ คราวหน้า… ข้าจะขึ้นมาเก็บให้เจ้าอีก” ขณะที่ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นในป่า ด้านหมู่บ้านกลับมีเรื่องราวบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น… ทางฝั่งบ้านผู้ใหญ่บ้าน ได้รับจดหมายจากทางราชการ เป็นสารจากเจ้าเมือง โดยมีคำสั่งให้กระจายข่าวไปยังทุกหมู่บ้าน...คล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยังขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ“เฉาเยว่”นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย“ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง”เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย“ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”“รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห
หลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอเช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีกหยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียกเฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่”“เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดูเมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ”เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป
ซูฟางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนปนเศร้า คล้ายแม่ที่ทุกข์ใจหนักหนา นางหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเว้าวอน ก่อนเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดไว้อย่างระมัดระวัง“เจ้าใหญ่ แม่มีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย เจ้าคงได้ยินที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศแล้วใช่หรือไม่ ว่าครอบครัวละหนึ่งคนต้องถูกส่งไปช่วยงาน เจ้าคิดเห็นอย่างไร” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงแรงกดดันอยู่ลึก ๆหยวนเล่อวางช้อนไว้ช้า ๆ เงยหน้ามองมารดาอย่างนิ่งสงบ “ข้าแล้วแต่ท่านแม่ขอรับ”เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ซูฟางก็ถอนหายใจโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง นางยกยิ้มจาง ๆ “เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้ายังเด็ก ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบในปีหน้า มีเพียงเจ้าที่ร่างกายแข็งแรงพอจะไปได้ อีกอย่าง งานนั้นยังมีเงินเดือน หากเจ้าส่งเงินกลับมาให้เมียของเจ้า แม่จะไม่แตะต้องเลยสักตำลึงเดียว”แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำล่อใจเท่านั้น เพราะในใจนางไม่ได้คิดจะให้เงินหลุดมือแม้แต่น้อย ขอเพียงโน้มน้าวลูกชายได้ก็พอเฉาเยว่มองสามีอย่างเป็นห่วง ดวงตาของนางเอ่อคลอ นางไม่สนใจเรื่องเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว“ท่านพี่…” นาง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลหยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่นการต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน
“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกันรุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตนหลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขาวันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักว
หยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม“ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดูเมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด“เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ“ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน“ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นักหยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วยเมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วย







