INICIAR SESIÓN“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้
หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกัน รุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตน หลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขา วันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักวันความลับนี้จะถูกเปิดเผย ตั้งแต่เข้าบ้านมา นางสะสมเงินได้มากพอควร ใกล้จะถึงหนึ่งตำลึงทองแล้ว เป็นครั้งแรกที่นางได้ถือครองเงินจำนวนมากขนาดนี้ บ่ายวันหนึ่ง หยวนเล่อเตรียมแบกตะกร้า นางเห็นก็พอรู้ว่าเขาจะเข้าป่า นางรีบวิ่งเข้าไปเกาะแขนเขา พลางเอ่ยถามด้วยแววตาเป็นประกาย “ท่านจะขึ้นเขาหรือ?” “ใช่แล้ว เจ้าอยากได้อะไรหรือเปล่า?” นางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามเสียงแผ่วอย่างมีความหวัง “ข้าขอขึ้นเขาไปด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากเห็นว่าบนนั้นเป็นอย่างไร ท่านรู้เรื่องสมุนไพร หากสอนข้าบ้าง คราวหน้าข้าจะได้ช่วยเก็บมาให้ท่าน” หยวนเล่อหันไปมองทางบ้าน เขารู้ดีว่าแม่อาจเรียกใช้เมื่อไรก็ได้ จึงกล่าวอย่างไม่แน่ใจ “ถ้าเช่นนั้น เจ้าไปขออนุญาตท่านแม่ก่อนเถิด” “ได้!” นางรับคำอย่างกระตือรือร้น รีบเดินเข้าไปในบ้าน แม่สามีกำลังนั่งเย็บเสื้อให้น้องสาวสามีอยู่พอดี เวลานั้นก็ล่วงเลยมาเกือบเที่ยง หากกลับก่อนเย็นก็คงไม่เป็นปัญหา “ท่านแม่เจ้าคะ ข้ามาขออนุญาตขึ้นเขากับสามี ข้าจะไปเก็บผักป่ามาทำกับข้าวให้ท่าน” ผู้เป็นแม่สามีพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไปก็ไปเถอะ อย่าลืมกลับมาให้ทันตอนเย็นก็พอ” หยวนจูเบ้ปากด้วยความไม่พอใจ “ท่านแม่ให้พี่สะใภ้ไปด้วยได้อย่างไร ถ้ามีเรื่องต้องใช้งานที่บ้านล่ะ?” “ไม่มีหรอก ข้าเห็นว่าสะใภ้ใหญ่ทำงานเสร็จหมดแล้ว แถมยังไปหาอาหารเพิ่มให้ลูกสาวแม่อีก เจ้าคิดว่าดีหรือไม่ อย่ามัวสนใจคนอื่นเลย มานั่งเลือกผ้ากับแม่ดีกว่า” เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่ได้ใส่ใจนางอีก หยวนจูจึงหันไปสนใจผ้าหลากสีตรงหน้าแทน ในใจคิดอย่างหมั่นไส้… ก็แค่ภรรยาพี่ใหญ่ ไม่มีดีอันใดนัก เฉาเยว่รีบออกมาหาสามีด้วยแววตายิ้มแย้ม “ท่านแม่อนุญาตแล้ว พาข้าไปด้วยเถอะ!” นางสะพายตะกร้าขนาดพอดีไว้บนหลังอย่างกระฉับกระเฉง หยวนเล่อถอนหายใจ “เจ้าอย่าเดินห่างจากข้าเล่า เดี๋ยวจะหลงเอาได้” ทั้งสองเดินเคียงกันเข้าไปในป่าลึก ลัดเลาะไปตามทางที่หยวนเล่อเคยเปิดไว้ ท่ามกลางกลิ่นอายของไอหมอกและเสียงใบไม้ขยับไหวใต้ฝ่าเท้า ระหว่างทาง เขาค่อย ๆ อธิบายถึงพืชพรรณต่าง ๆ ว่าสิ่งใดกินได้ สิ่งใดมีพิษ และควรหลีกเลี่ยงอย่างไร การตัดสินใจตามเขาเข้าป่าในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่เฉาเยว่ไม่เสียใจเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง “เจ้าต้องระวังให้ดี ทุกครั้งที่เข้าป่า ต้องใช้ไม้เคาะพงหญ้าด้านหน้าเสมอ เผื่อมีสัตว์มีพิษซ่อนอยู่ โดยเฉพาะช่วงนี้… หมดฤดูหนาวแล้ว สัตว์ป่าที่จำศีลไว้จะเริ่มออกหากิน หมายถึงพวกเราจะมีอาหารเพิ่มขึ้น แต่สัตว์ดุร้ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย” เขาเดินนำไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งมีร่องรอยของกับดัก “ตรงนี้เป็นหลุมดักสัตว์ เจ้าต้องเดินระวังอย่าเหยียบพลาด” แล้วจึงชี้ไปทางลาดชัน “สมุนไพรที่ข้าพบบ่อยจะขึ้นอยู่แถบนี้ เจ้าจำเส้นทางไว้ให้ดี เผื่อครั้งหน้ามาคนเดียวจะได้หาเจอง่ายขึ้น” เฉาเยว่ตั้งใจจดจำทุกคำของเขาไว้แน่น เธอเรียนรู้ได้รวดเร็ว ทั้งจำแนกสมุนไพรที่มีค่าขายได้ กับที่ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งเริ่มเข้าใจวิธีดูร่องรอยสัตว์ป่าด้วย ตะกร้าที่สะพายไว้เต็มไปด้วยผักป่าหลากชนิด “มาสิ ข้าจะพาเจ้าไปดูอะไรบางอย่าง” หยวนเล่อกล่าวพร้อมจูงมือนางเดินลึกเข้าไปในป่า “ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือ?” เฉาเยว่ถามเบา ๆ ขณะเดินตามเขา ดวงตาของนางมองมือใหญ่ที่ประคองมือตนไว้อย่างอบอุ่น รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าพร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจ นางกระชับมือเขาแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “เจ้าจำต้นไม้ที่มีใบสีแดงได้หรือไม่? ข้าเคยทำเครื่องหมายกากบาทไว้ตามต้นเหล่านั้น หากเจ้าจะขึ้นมาคนเดียว ก็ให้เดินตามรอยเหล่านั้น จะได้ไม่หลง ทางเดินจะลำบากหน่อย… แต่ด้านบนมีของดี” เขายังไม่เฉลยว่าสิ่งที่เรียกว่า ของดี คืออะไร เฉาเยว่เอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะพบสิ่งใดกันแน่ จนกระทั่งเมื่อเดินมาถึง นางต้องชะงักกับภาพตรงหน้า ต้นผลไม้ป่าหลากชนิดปรากฏอยู่ตรงหน้า ผลไม้ที่เขาเคยเก็บมาให้นางกินก่อนหน้านี้ ทั้งผิงกัว ผูเถา หยางเหม่ย และลูกท้อ แม้จะมีอย่างละหนึ่งหรือสองต้น และรสชาติไม่หวานจัด แต่ก็ช่วยดับความอยากได้ไม่น้อย “ผลไม้เหล่านี้… ท่านเคยเอามาให้ข้ากินไม่ใช่หรือ?” “ใช่ ข้าตั้งใจไม่เก็บมามากนัก หากข้าเอามาเยอะ ท่านแม่คงสั่งให้พวกเราไปเก็บมาขาย เจ้าเองก็จะต้องเหนื่อยมากขึ้นอีก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ท่านเป็นห่วงข้าหรือ?” คำพูดของเขาในแต่ละเรื่อง ล้วนสะท้อนถึงความห่วงใยที่มีให้นาง “ใช่ ข้าเป็นห่วงเจ้า ข้าอยากให้เจ้ากินของดี ๆ แม้บางครั้งข้าจะไม่ได้กินข้าวก็ไม่เป็นไร เจ้าดูสิ ภูเขาลูกนี้มีของกินมากมาย ข้าเอาตัวรอดได้ และข้าจะดูแลเจ้าได้อย่างดี เฉาเยว่… เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?” เขาจับมือทั้งสองของนางไว้แน่น สบตาอย่างจริงจังและมั่นคง เฉาเย่น้ำตารื้นด้วยความตื้นตัน หัวใจนางอิ่มเอมไปด้วยความอบอุ่น ไม่เคยคาดคิดเลยว่าผู้หญิงที่ถูกขายมาในราคาเพียงตำลึงเงิน จะได้พบกับสามีที่ทั้งรักและห่วงใยนางมากถึงเพียงนี้… แล้วนางจะไม่รักเขาได้อย่างไร “ข้าขอบคุณท่านมาก… ข้ารักท่าน หยวนเล่อ” นางโผเข้ากอดร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแน่น แม้จะกอดกันอยู่ทุกวัน แต่นางกลับไม่เคยรู้สึกว่าเพียงพอเลยสักครั้ง “เอาล่ะ เจ้าไปเลือกผลไม้ที่อยากกินเถอะ เอาไม่ต้องมาก หากเจ้าอยากกินอีก ข้าจะขึ้นมาเก็บให้อีก” เฉาเยว่ยิ้มแล้วเดินไปเลือกผลไม้ใส่ตะกร้า นางหยิบมากหน่อย เพราะไม่อยากต้องลำบากปีนเขาบ่อย ๆ “ข้าเก็บพอแล้ว” ช่วงนี้นางรู้สึกอยากกินของเปรี้ยวเป็นพิเศษ “เจ้าชอบหยางเหม่ยหรือ?” เขาถาม ขณะที่มองผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด ซึ่งเขาเองไม่ค่อยโปรดนัก “เมื่อก่อนข้าก็พอกินได้ แต่สองสามวันมานี้ ข้ารู้สึกอยากกินมันมากขึ้น” นางเอ่ยขณะเคี้ยวผลไม้ในปากด้วยความพอใจ “หากเจ้าชอบ คราวหน้า… ข้าจะขึ้นมาเก็บให้เจ้าอีก” ขณะที่ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นในป่า ด้านหมู่บ้านกลับมีเรื่องราวบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น… ทางฝั่งบ้านผู้ใหญ่บ้าน ได้รับจดหมายจากทางราชการ เป็นสารจากเจ้าเมือง โดยมีคำสั่งให้กระจายข่าวไปยังทุกหมู่บ้าน...เมื่อนางมาถึงหน้าร้าน เฉาเยว่หยุดยืนมองการแสดงอันเกินจริงของทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเห็นด้วยจากผู้คนรอบข้างดังประสานเป็นระยะ เมื่อมองจนพอใจแล้ว นางจึงก้าวออกมาด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง“ข้าก็นึกว่าเรื่องใด นึกว่าใครมาร้องขอสวนบุญอยู่หน้าร้านของข้า…ที่แท้ก็พวกเจ้าเองสินะ” นางกวาดสายตามองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าสองคนที่แสร้งนั่งร้องไห้อยู่เงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างตกใจ เมื่อได้เห็นเฉาเยว่ซึ่งห่างหายไปหลายเดือน ทั้งคู่ยิ่งตะลึงเมื่อเห็นการแต่งกายงดงามของนาง โดยเฉพาะหยวนจูที่เคยดูหมิ่นไว้นักหนา นางไม่คิดเลยว่าหญิงที่เคยถูกใช้งานราวบ่าวรับใช้ จะงามสง่าได้ถึงเพียงนี้ ชุดที่เฉาเยว่นุ่งห่มดูท่าว่าจะมีราคาไม่น้อยซูฟางเมื่อเห็นเฉาเยว่เดินออกมา นางยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น พลางคลานเข้ามากอดขานางอย่างน่าเวทนา“สะใภ้ใหญ่ ได้โปรดให้ข้าได้พบลูกชายของข้าเถิด” นางร่ำไห้โวยวายราวโลกจะแตกการกระทำเช่นนั้นเรียกความสงสารจากผู้คนไม่น้อย จนหญิงชราผู้หนึ่งอดตำหนิไม่ได้“เจ้ากับนางเป็นสะใภ้แม่ผัวกันหรืออย่างไร ถึงใจดำเช่นนี้กันเล่า”ซูฟางยิ่งได้ยินเสียงสนับสนุนก็ยิ่งแผดเสียงร้อง พร้อมก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่ผุดข
“เจ้าอย่ามายุ่งกับลูกสาวของข้านะ!” ซูฟางรีบวิ่งเข้ามากอดบุตรสาวแน่นด้วยความหวาดกลัวส่วนหยวนลี่นั้น หนีหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ เพราะเขาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้วหยวนจื่อทนดูต่อไปไม่ไหว จึงก้าวออกมาขวางพร้อมเอ่ยห้าม“ทุกท่านโปรดหยุดก่อนเถิด เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หยวนลี่ก่อไว้ เช่นนั้นไม่ควรผูกเรื่องเข้ากับหญิงสาวผู้นี้กระมัง”เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบ หวังให้คนที่มาวุ่นวายใจเย็นลงสักนิดชายร่างใหญ่เหลือบตาขึ้นมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ“แล้วเจ้าคือผู้ใดกัน เรื่องนี้ใช่สิ่งที่เจ้าควรมายุ่งด้วยหรือ”“ข้ามิได้อยากยุ่ง เพียงแต่ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ข้าดูแล ในเมื่อหยวนลี่นำที่ดินบ้านหลังนี้ไปขาย ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเขาขายไปเท่าใด”เขาพยายามช่วยหาทางออกให้ซูฟาง อย่างน้อยสามีของนางก็ยังเป็นญาติร่วมตระกูลชายร่างใหญ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อ้อ…เป็นผู้ใหญ่บ้านนี่เอง เช่นนั้นข้าก็ต้องให้เกียรติบ้างละ”ก่อนกล่าวต่อเสียงเข้ม“ลูกชายของเจ้าติดเงินเจ้านายของข้าอยู่ แปดสิบตำลึงทอง เจ้าจะจ่ายหรือไม่เล่า ถ้าจ่าย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องยึดบ้านเจ้าไป”ซูฟางเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ…แปดสิบตำลึ
“จริงเจ้าค่ะ ท่านผู้ใหญ่สนใจสิ่งที่ข้าเสนอหรือไม่” นางเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางเบา“แล้วเรื่องนี้หยวนเล่อรู้หรือไม่” หยวนจื่ออดกังวลไม่ได้ กลัวว่าสามีของนางจะตำหนิ“เขารู้เจ้าค่ะ พวกเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว” ทั้งสองได้ปรึกษากันจนตกลงเป็นที่เข้าใจ“แล้วพวกข้าจะหาผลนี้ได้จากที่ใดเล่า” หยวนจื่อถามด้วยสีหน้ากังวล“ท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้านอกจากจะช่วยท่านแล้ว ยังเตรียมต้นกล้าไว้ให้ด้วย ท่านสามารถนำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านปลูกได้ แม้อาจต้องใช้เวลานานอยู่บ้าง แต่ระหว่างรอก็ยังคิดทำสิ่งอื่นควบคู่ไปได้เช่นกัน”นางคิดว่าในช่วงต้นกล้าเติบโต ตนเองก็สามารถขยายการทำที่นอนและหมอนจากขนนุ่มได้มากพอสมควรแล้ว“ขอบใจพวกเจ้าสองคนมาก ร่ำรวยแล้วก็ยังไม่ลืมคนในหมู่บ้านของเรา” หยวนจื่อเหลือบตามองสามีภรรยาคู่นั้น เห็นหยวนเล่อเดินเข้ามาพร้อมอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขน“ท่านผู้ใหญ่ สิ่งที่ทำไปเทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้ข้าและภรรยาหรอกขอรับ ข้าได้ดีก็ยิ่งต้องไม่ลืมคนในหมู่บ้าน” หยวนเล่อเอ่ยด้วยความจริงใจหยวนฉินแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ นางรู้สึกอบอุ่นใจที่สหายที่ตนเลือกคบมีน้ำใจมากเพียงนี้ นางหันไปมองก้อนแ
หยวนลี่เดินยืดอกเข้าไปในนั้นด้วยอาการลำพองใจ เขาตรงไปยังโต๊ะที่มีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ก่อนวางแผ่นกระดาษลงตรงหน้า “ข้าอยากได้สิบตำลึงทอง”ชายวัยกลางคนนิ่งสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษราวกับคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้มานักต่อนัก เขาหยิบฉโฉนดขึ้นมาพินิจอยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินราคา“ข้าให้เจ้าได้มากสุดแปดตำลึงทอง จะเอาหรือไม่เอา” เอ่ยจบก็วางฉโฉนดกลับลงตรงหน้าชายหนุ่มเช่นเดิมหยวนลี่ส่งเสียง “ชิ” เบา ๆ อย่างขัดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แปดตำลึงก็ได้ เร็ว ๆ เอามาให้ข้า” เขาบ่นอย่างไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าที่ดินของบ้านตนจะมีราคาต่ำเช่นนี้ชายวัยกลางคนหยิบเงินจากลิ้นชักใต้โต๊ะมาวางตรงหน้าโดยไร้สีหน้า เหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากท่าทีหยาบคายของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะผู้คนหลากหลายแบบเวียนผ่านมาทุกวันจนเขาเคยชินเสียแล้วเมื่อได้เงินมาแล้ว หยวนลี่ก็ตรงไปยังห้องด้านในที่มีประตูปิดกั้น บรรยากาศภายในต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง เพราะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงโหวกเหวกปะปนกับเสียงร้องดีใจของบางคน ทำให้เขารู้สึกคึกคักขึ้นมาไม่น้อย เขานั่งลงที่โต๊ะหนึ่งก่อนวางเงินเดิมพันที่เพิ่งได้มาอย่างไม่ลังเลครึ่
“ได้ แต่เจ้าก็อย่าหักโหมนักเล่า” หยวนเล่อพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาอยากช่วยนางขายของเช่นกัน แต่จำต้องอยู่คอยดูแลช่างที่มาสร้างบ้าน ได้เพียงช่วยเก็บผลไม้ในมิติไว้ให้เท่านั้น เวลานางไปขายก็จะหยิบออกมาได้สะดวกยิ่งขึ้นเวลาผ่านไปสิบห้าวันหลังจากช่างเริ่มลงมือปรับปรุงร้านและบ้านพักอาศัย จนกระทั่งทุกอย่างแล้วเสร็จ นางจ่ายเงินไปเกือบร้อยตำลึงทอง ได้บ้านที่สมบูรณ์พร้อม และร้านค้าที่งดงามมั่นคงดังใจหวังเมื่อร้านเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็เลิกออกไปขายผลไม้ในตลาด นางกับหยวนเล่อมัววุ่นอยู่กับการจัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งผักผลไม้จากสวนในมิติ ไม่ว่าจะเป็นผักป่าหรือผักทั่วไป ล้วนสดใหม่อยู่เสมอ เพราะหากของเหลือขายไม่หมด นางก็จะเก็บกลับเข้ามิติไว้ เพื่อรักษาความสดไว้ตลอดเวลาเฉาเยว่ายืนอยู่หน้าร้าน มองป้ายไม้ที่เพิ่งแขวนขึ้นด้วยแววตาภาคภูมิใจ จากหญิงบ้านนอกที่เคยถูกซื้อมาเป็นภรรยา วันนี้นางกลับมีร้านค้าของตนเองแล้วหยวนเล่อเดินเข้ามายืนด้านหลัง พลางมองร้านที่ทั้งคู่ช่วยกันสร้างขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง เขามองภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความสุขในแววตาของนางทำให้หัวใจเขาพองโต“เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ พรุ่งนี้เราจะเปิดร้
หลังจากพูดคุยเรื่องซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็กลับไปรออยู่ที่ร้านใหม่ นางหยิบกุญแจที่ได้รับมาไขประตู ก่อนเดินสำรวจโดยรอบ ร้านค้าแห่งนี้ดูเก่าไปเล็กน้อย จึงคิดไว้ว่าจะปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ด้านหลังร้านตั้งใจจะปลูกผลขนนุ่มและผลไม้จากมิติ โดยจะใช้น้ำในมิติรดแทน หลังจากทดลองอยู่นาน นางพบว่าน้ำในมิติช่วยให้ผลไม้มีรสหวานหอมและคุณภาพดีกว่าที่ปลูกทั่วไปไม่นานนัก เฉากวงก็กลับมาพร้อมใบโฉนดบ้านและที่ดิน ซึ่งระบุชื่อของเฉาเยว่ทั้งหมด หยวนเล่อเป็นผู้ยินยอมให้ทุกอย่างอยู่ในชื่อของนาง เพราะไม่ต้องการแย่งชิงความดีความชอบในสิ่งนี้“ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของพวกท่านแล้วขอรับ จะตกแต่งหรือทำสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ หากวันหน้าอยากซื้อบ้านเพิ่มเติมก็มาหาข้าได้” เฉากวงเอ่ยพร้อมยื่นเอกสารให้นาง ก่อนขอตัวกลับเมื่อทุกอย่างจัดการเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองตกลงจะพักอยู่ในบ้านใหม่คืนนี้เลย ถึงอย่างไรก็นอนในมิติกันอยู่แล้วจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใดเฉาเยว่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปให้นมลูกน้อย กล่อมจนเขาหลับสนิท ก่อนออกมาช่วยหยวนเล่อทำความสะอาดและตรวจดูรอบบ้าน ว่าส่วนใดควรปรับปรุงบ้าง หลังจดรายการไว้ในกระดาษครบถ้วน ทั้งคู่ก็พ







