Masukหยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง
“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม “ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดู เมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด “เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ “ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน “ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นัก หยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วย เมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วยใบไม้เพื่อดับกลิ่น แล้วรีบมุ่งหน้ากลับเรือนทันที ทางด้านเฉาเยว่ นางจัดการปรุงอาหารจนเสร็จเรียบร้อย แต่ก็ยังต้องยืนรอให้แม่สามีและน้องสามีกินกันก่อน เมื่อทั้งสองลุกออกจากโต๊ะจึงค่อยเข้าไปดูว่าเหลือสิ่งใดบ้าง สิ่งที่พบมีเพียงเศษเนื้อเพียงน้อย กับข้าวต้มขุ่นข้นจนแทบไม่เห็นเม็ดข้าว นางตักอาหารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดมากินเงียบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าทุกคนแยกย้ายกันเข้าห้องแล้ว นางรีบล้างจานล้างชาม และกลับเข้าห้องของตนโดยไว ก่อนจะหยิบอาหารที่เก็บไว้ให้สามีออกมาจัดเตรียม หวังว่าอย่างน้อยเขาจะได้กินของดีบ้างสักมื้อในวันนี้ เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมเสียงคุ้นเคยที่เอ่ยเรียกทำให้นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นเขากลับมาโดยปลอดภัย นางยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ท่านเหนื่อยหรือไม่” นางถามพลางมองใบหน้าเหนื่อยล้า ยังไม่ทันได้พูดตอบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากในบ้าน “ไหน เงินของข้า!” ซูฟางปรากฏตัวพร้อมแบมือออกมาตรงหน้า หยวนเล่อวางเงินลงบนมือของมารดา “ข้าขายได้หนึ่งตำลึงขอรับ” “แค่หนึ่งตำลึงหรือ? เจ้าแอบซ่อนเงินไว้หรือเปล่า?” นางทำท่าดมกลิ่นใกล้ตัวเขา แล้วขมวดคิ้วทันที “เจ้าซื้ออาหารมากินใช่ไหม! กลิ่นมันชัดขนาดนี้” “ข้ามิได้ซื้อขอรับ ข้าเพียงเดินผ่านร้านอาหารตอนเอากระต่ายไปขาย อาจจะมีกลิ่นติดตัวบ้าง” “ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนเงินละก็ อย่าหวังว่าจะได้กินข้าวอีก” พูดจบก็สะบัดตัวกลับเข้าเรือนโดยไม่ใยดีว่าลูกชายจะหิวหรือไม่ เฉาเยว่รีบเข้ามาหาสามี “ท่านไม่เป็นอะไรนะ? เราไปที่ห้องกันเถอะ” นางพยายามจะช่วยถือของ แต่เขากลับส่ายหน้า “เจ้ายกไม่ไหวหรอก ตัวเล็กแค่นี้ แค่เมื่อคืนเจ้าก็เหนื่อยพอแล้ว” เขาหยอกเบา ๆ พร้อมลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู “ท่านนี่นะ ยังจะมาล้ออีก” นางอมยิ้ม เขินอาย “ไปเถอะ ข้ามีของจะให้ท่านด้วย” นางกระซิบเบา ๆ พลางชำเลืองดูรอบบ้าน เห็นว่าเรือนหลังใหญ่เริ่มดับไฟเงียบสงบแล้ว หยวนเล่อจึงเดินเข้าไปเก็บตะกร้าไว้ในครัว เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาก็ค่อย ๆ หยิบซาลาเปาที่ซ่อนไว้ออกมา ส่งให้ภรรยาอย่างระมัดระวัง “วันนี้เจ้ากินอิ่มหรือไม่?” หยวนเล่อเอ่ยถามพลางยื่นซาลาเปาร้อน ๆ ไปตรงหน้า เฉาเยว่รับมันมาอย่างลังเล “ข้ากินอิ่มแล้ว… แต่ท่านได้มันมาจากที่ใดกัน หากท่านแม่รู้เข้า อาจไม่พอใจเอาได้” “โกรธก็ช่างเถิด ซาลาเปานี้ข้าตั้งใจเอาไว้ให้เจ้า รีบกินเสียก่อนที่กลิ่นจะลอยไปถึงท่านแม่ แล้วเจ้าจะอดกินเอา ข้ายังมีไข่สองฟองกับเงินอีกเก้าสิบห้าอีแปะ เจ้ารับไว้เถิด ข้าอยากให้เจ้าเก็บมันไว้” เขายัดทุกอย่างใส่มือภรรยา ดวงตาเปล่งประกายทั้งจริงใจและภูมิใจ เฉาเยว่ตาเบิกกว้างอย่างไม่คาดคิด “ท่านไปหาเงินมาจากไหน หรือว่าท่านขายกระต่าย?” “ใช่ ข้าขายสมุนไพรกับกระต่าย เงินก้อนนี้ข้าอยากให้เจ้าเก็บไว้สำหรับลูกชายของเรา” เขากล่าวด้วยความหวังในใจ เฝ้าฝันว่าจะได้อุ้มลูกน้อยของตนสักวันหนึ่ง “ได้สิ ข้าจะเก็บมันไว้ให้ลูกของเรา” นางยิ้มบาง ก่อนจะหยิบซาลาเปาขึ้นมา “แต่ท่านต้องกินครึ่งหนึ่ง ข้าคงกินไม่หมดนักหรอก และข้าเองก็มีของให้ท่านเหมือนกัน” นางเปิดห่อผ้าอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเนื้อกระต่ายชิ้นโตที่ตั้งใจเลือกไว้ให้สามี “ลองชิมดู ฝีมือของข้าใช้ได้หรือไม่” “เจ้ากล้าแอบไว้แบบนี้ไม่กลัวท่านแม่ดุหรือ?” เขาแกล้งแหย่ด้วยรอยยิ้มซื่อ เฉาเยว่พยักหน้ารับเบา ๆ “ข้ากลัวท่านจะหิว” ก่อนจะหยิบเนื้อชิ้นนั้นป้อนเข้าปากของเขาอย่างอ่อนโยน หยวนเล่อเคี้ยวคำโตอย่างพึงพอใจ แม้แทบไม่รู้รส แต่อาหารที่ภรรยาอุตส่าห์เก็บไว้ให้ก็มากพอจะทำให้หัวใจเขาอบอุ่น “อร่อยมาก เจ้าทำได้ดีจริง ๆ” ทั้งสองนั่งคุยกันอย่างออกรส จนเมื่อกินเสร็จ นางก็ไล่ให้สามีไปอาบน้ำ ด้วยรู้ว่าเขาเหนื่อยมาทั้งวัน เฉาเยว่นำเงินไปซ่อนไว้ตรงซอกกำแพงเก่าหลังกองฟืน สถานที่ซึ่งไม่มีใครเอะใจจะค้นหา ก่อนจะเอนตัวลงนอน มองเพดานไม้สีดำเก่าคร่ำคร่า แม้จะชำรุด แต่นางกลับรู้สึกอิ่มใจอย่างประหลาด ความสุขเรียบง่ายแบบนี้คือสิ่งที่นางไม่เคยคาดหวังว่าจะได้พบ ไม่นานนัก หยวนเล่อเดินเข้าห้องมาพร้อมเส้นผมที่เปียกโชก “ท่านสระผมด้วยหรือ? อากาศหนาวเช่นนี้ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” นางรีบหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดผมให้เขาจนแห้ง นางจับผมของสามี เห็นว่าผมเขาสั้นกว่าที่คิด “ผมของท่านก็ยาวไม่มากนักนี่” นางพูดพลางสังเกต “ข้าตัดมันน่ะ เวลาเข้าป่ามันชอบพันเกี่ยวสิ่งนั้นสิ่งนี้ ข้ารำคาญ” เขาอธิบายอย่างไม่แยแสต่อข้อห้ามในหมู่บ้านเรื่องการตัดผม “เรื่องตัดผมหมายถึงไม่กตัญญู ข้าเห็นว่ามันไร้สาระ” เฉาเยว่ฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ นางเช็ดผมให้เขาจนเสร็จ ก่อนจะล้มตัวนอนข้างกัน แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะยังไม่ยอมนอนนิ่ง มือใหญ่ลูบไล้ลงมาบนคอของนางจนรู้สึกขนลุก “ภรรยา...วันนี้ ข้าทำดีหรือไม่?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา เฉาเยว่ครุ่นคิดตามคำถาม ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านทำดีมาก” “หากเช่นนั้น… ข้าควรได้รับรางวัลกระมัง?” เสียงของเขาแฝงแววเจ้าเล่ห์ แล้วมือก็เริ่มปลดชุดของนางออกเบา ๆ ก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากอิ่ม ไล้ลงไปยังผิวกายเนียนนุ่ม ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสที่เขามอบให้ ความร้อนวาบพวยพุ่งอย่างยากจะห้าม เขาซุกไซ้แก้มแดงเรื่อด้วยความหลงใหล พลางปลดเสื้อผ้าของตนและนางอย่างรวดเร็ว เสียงครางแผ่วเบาสลับกับลมหายใจหนักหน่วง สัมผัสแห่งรักร้อนแรงดำเนินไปท่ามกลางความเงียบของราตรี จนกระทั่งแสงจันทร์เริ่มลับขอบฟ้า เฉาเยว่หอบหายใจ พลางลูบใบหน้าชื้นเหงื่อของสามีอย่างอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความลุ่มหลง นางไม่คิดเลยว่าชีวิตแต่งงานจะทำให้นางรู้สึกเช่นนี้ได้ หยวนเล่อตอบรับสัมผัสจากฝ่ามือเล็กด้วยหัวใจเต้นแรง เขาก้มลงหอมแก้มของนางอีกครั้ง พลางจะโน้มตัวขึ้นคร่อมอีกครา ทว่ามือเล็กกลับวางบนอกของเขาเป็นเชิงห้าม เขาจึงถอนหายใจแผ่ว ๆ แล้วนอนลงเคียงข้างนางด้วยความเสียดายคล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยังขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ“เฉาเยว่”นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย“ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง”เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย“ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”“รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห
หลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอเช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีกหยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียกเฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่”“เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดูเมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ”เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป
ซูฟางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนปนเศร้า คล้ายแม่ที่ทุกข์ใจหนักหนา นางหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเว้าวอน ก่อนเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดไว้อย่างระมัดระวัง“เจ้าใหญ่ แม่มีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย เจ้าคงได้ยินที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศแล้วใช่หรือไม่ ว่าครอบครัวละหนึ่งคนต้องถูกส่งไปช่วยงาน เจ้าคิดเห็นอย่างไร” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงแรงกดดันอยู่ลึก ๆหยวนเล่อวางช้อนไว้ช้า ๆ เงยหน้ามองมารดาอย่างนิ่งสงบ “ข้าแล้วแต่ท่านแม่ขอรับ”เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ซูฟางก็ถอนหายใจโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง นางยกยิ้มจาง ๆ “เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้ายังเด็ก ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบในปีหน้า มีเพียงเจ้าที่ร่างกายแข็งแรงพอจะไปได้ อีกอย่าง งานนั้นยังมีเงินเดือน หากเจ้าส่งเงินกลับมาให้เมียของเจ้า แม่จะไม่แตะต้องเลยสักตำลึงเดียว”แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำล่อใจเท่านั้น เพราะในใจนางไม่ได้คิดจะให้เงินหลุดมือแม้แต่น้อย ขอเพียงโน้มน้าวลูกชายได้ก็พอเฉาเยว่มองสามีอย่างเป็นห่วง ดวงตาของนางเอ่อคลอ นางไม่สนใจเรื่องเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว“ท่านพี่…” นาง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลหยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่นการต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน
“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกันรุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตนหลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขาวันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักว
หยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม“ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดูเมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด“เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ“ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน“ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นักหยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วยเมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วย







