LOGINบิดาบาดเจ็บจนขาเป๋ มารดาเองก็ถูกรังแก พี่ชายทั้งสองของนางต่างก็ถูกเหยียดหยาม ชีวิตใหม่นางช่างบัดซบสิ้นดี! แล้วพวกเจ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับครอบครัวของข้า!!
View More"นังตัวเกียจคร้าน! แกจะนอนกินบ้านกินเมืองไปจนถึงเมื่อไหร่กันหะ!" เสียงแหลมของป้าสะใภ้ใหญ่ของเด็กสาวที่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายที่มีต่อป้าสะใภ้ที่น่ารำคาญผู้นี้ยิ่งนัก
"เฮ้อ...ช่างเป็นป้าสะใภ้ที่น่ารำคาญเสียจริง" น้ำพริ้งหรือที่ตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ในร่างของเหอฟ่านชิง เด็กสาวที่มีอายุเพียงแค่ 14 หนาวเมื่อวานที่ผ่านมา
แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้เด็กสาวคนนี้ตายจากไปแล้วดวงวิญญาณของหญิงสาวอายุ 32 ปี จากยุค 2024 ได้เข้ามาอยู่แทนก็คือ เมื่อราว ๆ ห้าวันก่อนนั้นเด็กสาวได้ไปซักผ้าตามคำสั่งของผู้เป็นป้าสะใภ้ใหญ่หรือก็คือเจ้าของเสียงที่กำลังแหกปากตะโกนด่าทอนางอยู่ในตอนนี้นั่นเอง
เนื่องจากบิดาของเหอฟ่านชิงนั้นเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวเหอที่มีผู้เฒ่า เหอหานตง อายุ 67 ปี และมีนาง จางซือเหมี่ยว อายุ 65 ปี เป็นภรรยา ทั้งสองคนนั้นมีลูกชายด้วยกันทั้งหมดสามคน ซึ่งบิดาของเด็กสาวนั้นเป็นบุตรชายคนที่สามที่ถูกหมางเมินไม่ใส่ใจแถมยังถูกใช้ให้ทำงานหาเลี้ยงทั้งครอบครัวอย่างน่าเวทนา
ส่วนบุตรชายทั้งสองของพวกเขานั้นต่างก็อยู่สุขสบายไม่ต้องทำงานหนักอะไรมากมาย จน เหอหลานซาน หรือบิดาของฟ่านชิงได้แต่งงานกับนางมี่ซือที่เป็นเพียงหญิงสาวความจำเสื่อมที่ได้รับบาดเจ็บมาจนบิดาของเด็กสาวไปพบเข้าและได้ช่วยเหลือ
หลังจากได้ใกล้ชิดกันไม่นานคนทั้งคู่ก็ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อกันจนแต่งงานและมีลูกชายสองคนและนางเป็นลูกสาวคนเล็ก เพียงแต่การแต่งงานในครั้งนี้นั้นนางจางซือหรือท่านย่าของเด็กสาวไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะสะใภ้ทั้งสองคนที่ผ่านมานั้นล้วนเป็นหญิงสาวที่ถือว่าทางบ้านนั้นก็พอจะมีฐานะอยู่บ้าง
แต่กับมารดาของเด็กสาวนั้นไม่รู้แม้แต่แซ่ของตนเอง ดังนั้นมารดาของเด็กสาวจึงมักจะถูกรังแกจากทั้งแม่สามีและเหล่าพี่สะใภ้ทั้งสองของผู้เป็นสามีอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งเมื่อนางมี่ซือให้กำเนิดบุตรสาวคนเล็กออกมานางและบุตรสาวก็ยิ่งถูกเหล่าป้าสะใภ้และลูก ๆ ของพวกนางข่มเหงรังแก ส่วนสามีกับบุตรชายทั้งสองก็ถูกให้ไปใช้แรงงานในการทำไร่ทำนาเพื่อหาผลผลิตให้กับครอบครัวเรื่อยมาโดยที่ไม่สามารถถกเถียงสิ่งใดได้ ด้วยผู้ที่ออกคำสั่งนั้นเป็นบิดาและมารดาผู้ให้กำเนิด
จนในวันที่ครอบครัวของเด็กสาวพบกับเรื่องราวเลวร้ายโดยบิดาของฟ่านชิงนั้นได้รับบาดเจ็บต้นไม้ที่ตัดเพื่อนำมาต่อเติมบ้านนั้นล้มทับจนทำให้ขาข้างซ้ายใช้การไม่ได้ นั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้ครอบครัวของเด็กสาวได้รับการปฏิบัติที่แสนจะเลวร้ายยิ่งขึ้น ทั้งปู่กับย่าแท้ ๆ ที่ชอบด่าทอบิดาและพี่ชายทั้งสองของนางว่านอกจากจะพิการแล้วยังไร้ประโยชน์อีก สร้างความเจ็บช้ำให้กับเหอหลวนซานเป็นอย่างมาก
อีกทั้งยังเกิดเรื่องร้ายกับบุตรสาวของเขาโดยที่พอรู้ว่าใครเป็นคนทำนอกจากบิดามารดาจะไม่กล่าวโทษแล้วยังพูดจาเลวร้ายให้กับบุตรสาวที่จมน้ำจนเกือบตายของเขาอีก ช่างน่าเสียใจยิ่งนักที่ผ่านมาเขาอุตส่าห์ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงทุกคนในครอบครัว แต่พอเกิดเรื่องที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป คนในครอบครัวกลับพูดจาดูถูกเหยียบหยามเขาจนแทบจะไม่ใช่คนอยู่แล้ว
แต่เขาเองก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ด้วยภรรยาและลูก ๆ ยังต้องการอาหารและที่ซุกหัวนอนอยู่เขาจึงต้องกล้ำกลืนความขมขื่นลงไปในท้องแล้วตีหน้าทำเป็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่แทนที่คนเห็นแก่ตัวเหล่านั้นจะหยุดกลับกลายเป็นได้ใจมากขึ้นและรังแกภรรยาและลูก ๆ ของเขามากขึ้น จนในวันนี้ที่เขาเองก็เริ่มรู้สึกหมดความอดทนแล้ว
"พี่สะใภ้ใหญ่ท่านมีสิ่งใดกับชิงเอ๋อร์หรือ?" เหอหลวนซานที่ได้ยินเสียงร้องตะโกนเรียกบุตรสาวที่ยังไม่หายดีจากอาการป่วยจึงได้เดินกระโผลกกระเผลก มาที่หน้าประตูพร้อมกับเปิดออกแล้วพบว่าเป็นใครจึงได้เอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"หึ! คนขาเป๋อย่างเจ้ามีค่าพอจะมาเอ่ยกับข้าเช่นนั้นรึ นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้วยังเป็นภาระของครอบครัวเราอีก" นางจูซือที่เห็นว่าใครเป็นคนเปิดประตูห้องออกมาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก นางจึงใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของน้องชายของสามี ก่อนที่นางจูซือจะเอ่ยคำร้ายกาจออกมา ทำให้ฟ่านชิงที่กำลังเดินมาจะถึงหน้าประตูได้ยินคำร้ายกาจที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยต่อผู้เป็นบิดาความโกรธก็พุ่งสูงขึ้นในทันที
"ท่านป้าใหญ่ ท่านพ่อของข้าเพียงแค่ถามท่านด้วยไม่รู้ว่าท่านมาหาข้าเพื่อสิ่งใด เหตุใดท่านถึงต้องพูดจาร้ายกาจกับท่านพ่อของข้าถึงเพียงนั้นกัน" ฟ่านชิงเอ่ยกับหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่พอใจเช่นเดียวกัน
"ชิชะนังเด็กไร้ประโยชน์! นี่แกกล้าทำสีหน้าไม่พอใจเช่นนั้นใส่ข้าอย่างนั้นรึ?" นางจูซือที่เห็นสีหน้าไม่พอใจของเด็กสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าความโกรธยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนเอ่ยตะคอกอีกฝ่ายไปเสียงดังทำให้พวกชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลต่างก็ได้ยินเสียงของนางจูและเริ่มมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันอีก
"พี่สะใภ้ใหญ่ชิงเอ๋อร์ยังไม่หายดีอาจจะยังไม่ค่อยได้สติท่านก็ได้โปรดอย่าถือสานางเลยนะ" เป็นเหอหลวนซานที่กลัวว่าสตรีตรงหน้าจะโมโหจนขาดสติแล้วพุ่งเข้ามาทุบตีบุตรสาวของตนจึงได้เอ่ยแก้ตัวให้บุตรสาวเพื่อหวังให้ภรรยาของพี่ชายคนโตนั้นอารมณ์เย็นลง
เพราะถ้าเกิดการปะทะกันขึ้นมาจริง ๆ บุตรสาวของเขาจะต้องเจ็บตัวมากเป็นแน่ เพราะอีกฝ่ายนั้นมีรูปร่างที่อวบอ้วนด้วยไม่เคยทำงานหนักมีเพียงนั่งกินนอนกินเท่านั้น ต่างจากบุตรสาวของเขาที่ร่างกายนั้นเล็กแถมยังซูบผอมด้วยขาดสารอาหาร อีกทั้งในตอนนี้เขาเองก็ไม่ได้ครบสามสิบสองเหมือนเช่นเคยจึงไม่สามารถสู้กับเรี่ยวแรงมหาศาลของสตรีตรงหน้าได้อย่างแน่นอน
"หุบปากไปไอ้พิการ ไร้ประโยชน์ ข้ากำลังพูดกับนังเด็กสารเลวนี้อยู่แกจะมาขัดทำไมกัน!" นอกจากจะไม่สนใจคำพูดของน้องสามีแล้วนางจูซือยังพูดจาต่อว่าที่ทำเอาผู้ที่ยืนฟังอยู่ถึงกับมองไปยังร่างอวบอ้วนด้วยสายตาเหลือเชื่อ
"ท่านป้าใหญ่มันจะมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ! คำก็พิการ สองคำก็ขาเป๋ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าที่ท่านพ่อข้าต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะใครกัน ไม่ใช่เพราะพวกท่านต้องการที่จะต่อเติมห้องให้กับบุตรชายคนโตของท่านหรอกหรือจึงทำให้บิดาของข้าต้องเข้าป่าไปตัดไม้มาจนเกิดเหตุเช่นนี้นะ นอกจากท่านจะไม่ขอโทษท่านพ่อของข้าแล้ว ท่านกลับมาคอยพูดจาไม่ดีเช่นนี้กับท่านพ่อของข้าอีกหรือเจ้าคะ นี่ท่านยังมีความเมตตาอยู่บ้างหรือไม่กัน" ฟ่านชิง(ที่วิญญาณเป็นน้ำพริ้ง)เอ่ยขึ้นอย่างหมดความอดทนที่มีต่อหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
เพียะ! ตุบ!
"ชิงเอ๋อร์!" เสียงร้องด้วยความตกใจของเหอหลวนซานที่หลังจากบุตรสาวเอ่ยจบฝ่ามือหนาของนางจูซือก็ฟาดลงไปที่ใบหน้าเล็ก ๆ ของบุตรสาวตนอย่างเต็มแรงจนเด็กสาวถึงกับล้มพับลงไปนั่งกุมหน้าของตนเองอยู่บนพื้น จากนั้นเขาก็รีบหอบร่างที่ไม่สมประกอบของตนเองเข้าไปหาผู้เป็นบุตรสาวด้วยหัวใจที่ปวดหนึบ
"นี่สำหรับความปากดีของแก! เป็นเพียงตัวไร้ประโยชน์อย่าคิดอ่านมาต่อปากต่อคำกับข้าจำเอาไว้!" นางจูซือที่จ้องมองภาพสองพ่อลูกกำลังกอดพยุงกันลุกขึ้นตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นอย่างไร้ความรู้สึกผิดแถมยังไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทำเอาเหล่าชาวบ้านที่กำลังมองภาพสองพ่อลูกที่ถูกกระทำด้วยความรู้สึกสงสารและเวทนา
"พอได้แล้วท่านป้าใหญ่!" เสียงเอ่ยดังขึ้นจากทางด้านหลังของนางจูซือก่อนที่ร่างของชายหนุ่มอายุ 18 หนาวจะรีบตรงไปยังร่างของสองพ่อลูกด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดหัวใจ
************************************************************************************************
โอ้โห เปิดมาตอนแรกยัยน้องก็เจอจัดหนักซะแล้ว แล้วแบบนี้ยัยน้องจะทำยังไงต่อไปกันนะ
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน





