Share

บทที่6 แก้ไขเล็กน้อย

last update Last Updated: 2024-11-28 10:25:38

เฉินอันหนิงตระหนักได้ว่ามิควรเปลี่ยนแปลงการเรื่องราวของพี่เหยียน ในเมื่อนางเองก็หาตัวคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังไม่เจอ และหากช่วยเหลือพี่เหยียนให้อยู่ข้างกายต่อไปรังแต่จะทำให้เขาเป็นอันตราย เช่นนั้นก็ให้เขาไปพบเจอเรื่องราวข้างนอกเพื่อเป็นไปตามเนื้อเรื่องของเขาก็แล้วกัน...หากแต่บทสรุปสุดท้ายนางมิอาจยินยอมให้เป็นเช่นในฝันได้

จะให้พี่เหยียนผู้นั้นมาตายตามนางได้อย่างไรในเมื่อชาตินี้นางจะไม่ตาย

เปลี่ยนการออกจากแคว้นไปของพี่เหยียนไม่ได้ เพื่อตัวของเขาเองก็ไม่เป็นไรแต่นางปรับแก้สถานการณ์อื่นมิให้ต้องพบจุดจบเช่นเดิมได้ใช่หรือไม่

แก้ไขเล็กน้อย...คงมิเป็นอันใด

“แล้วจะแก้เรื่องใดกัน”

นางพึมพำเพียงลำพังได้ไม่นานอี้กงกงก็เข้ามาโค้งคำนับและรายงาน “องค์หญิง ฉินกงกงมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

“ให้เข้ามา”

“ฉินกงกง!” องค์หญิงน้อยกระโดดมาหาคนมาใหม่ทันทีอย่างคุ้นเคย แม้ว่าจะทำให้ผู้มีอายุใจหายใจคว่ำไปไม่น้อยเพราะเกรงว่าจะหกล้มก็ตาม 

ฉินกงกง ขันทีอาวุโสจากตำหนักชินอ๋องโค้งคำนับองค์หญิงใหญ่ก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ของตน “วันนี้ชินอ๋องมาเฝ้าไท่เฟย จึงให้ข้าน้อยนำถังหูลู่และขนมกุ้ยฮวาจากร้านประจำมาถวายองค์หญิงพะย่ะค่ะ”

“เสด็จอายังคงนึกถึงหนิงเอ๋อร์เสมอเลย...พี่ซวงซวง นำไปเก็บไว้ หนิงเอ๋อร์จะไปเฝ้าเสด็จอากับเสด็จย่าไท่เฟยก่อน ค่อยกลับมากิน”

“เพคะ”

องค์หญิงตัวน้อยไม่รอช้าพุ่งออกนอกตำหนักมุ่งหน้าสู่ตำหนักไท่เฟยในทันที หนึ่งคืออยากจะพบเจอเสด็จอาชินอ๋องที่ในชาติที่แล้วก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ตายจากไปเพราะแผนชั่วข้าของเฉินซูเหมยอีกครั้ง  และสองก็คือเรื่องเกี่ยวกับตระกูลฟู่

นางเพิ่งจะจดจำได้ว่าในฝันเมื่อชาติก่อนนางฝันเห็นชินอ๋องที่กำลังควบม้าออกจากวัดด้วยสีหน้าร้อนลน

นางเพิ่งตระหนักได้ว่าเหตุร้ายของตระกูลฟู่เกิดขึ้นในวันที่อันไท่เฟยและชินอ๋องไปไหว้พระที่อารามบนเขา โดยมีฟู่ฮูหยินที่ครรภ์แก่ใกล้คลอดติดตามไปขอพรให้คลอดลูกอย่างปลอดภัยด้วย

ในครั้งนั้นนางและพี่เหยียนก็ติดตามไปด้วยและเพราะนางอยากเที่ยวเล่นในตลาด พี่เหยียนถึงหนีทหารที่มาตามจับตัวไปสำเร็จโทษได้ ส่วนฟู่ฮูหยิน ตกเลือดและเสียชีวิตระหว่างคลอด...ทารกในครรภ์มิพ้นภัย 

ยามนั้นนางกล่าวโทษชินอ๋องว่าเหตุใดเขาถึงมิห้ามปรามและรักษาชีวิตบริสุทธ์เอาไว้ เสด็จอาผู้นั้นจึงได้บอกเล่าว่าเขาถูกเรียกตัวออกไปด้วยข่าวลวง กว่าจะกลับมาทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

และการไปไหว้พระของอันไท่เฟยก็จะมาถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว...นี่คือวันที่อันไท่เฟยจะพูดเรื่องไหว้พระกับชินอ๋อง

หากยับยั้งมิให้ชินอ๋องติดกับข่าวลวง ฟู่ฮูหยินกับทารกในครรภ์ก็มีโอกาสปลอดภัย...มีหนทางเปลี่ยนชะตากรรมพี่เหยียนและตระกูลฟู่แล้ว

ตำหนักอันไท่เฟย

ชินอ๋องเฉินเทียนหยางเป็นพระอนุชาองค์เล็กของฮ่องเต้ไท่เสียน ทว่าเก่งกาจการรบ อายุสิบหกหนาวก็จับดาบควบม้าทะลวงฟันกองทัพต่างแคว้นที่มารุกรานแล้ว ด้วยความสามารถที่โดดเด่นจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นชินอ๋องตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ปีนี้เพิ่งจะอายุได้สิบเก้าเท่านั้น 

ผู้คนต่างเกรงกลัวและกล่าวว่าเขาคือท่านอ๋องบ้าเลือดทว่าเฉินอันหนิงกลับรักใคร่และชื่นชอบเสด็จอาผู้นี้ที่สุดในบรรดาอ๋องทั้งหลาย

เสด็จอาเล็กมิได้ต้องการช่วงชิงตำแหน่งฮ่องเต้ คนผู้นี้มิอยากจะเข้ามาในพระราชวังอันโอ่อ่าเลยด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะพระมารดายังอยู่ที่นี่ พระองค์ก็คงหายหน้าหายตาจนมิมีผู้ใดในวังได้พบเห็นเป็นแน่

เสด็จอาเล็กจะมาเฝ้าอันไท่เฟยผู้เป็นมารดา หนึ่งครั้งทุกสองสัปดาห์ ทุกครั้งที่มาก็ไม่ลืมจะนำขนมหรือของเล่นนอกวังติดไม้ติดมือมาฝากนางและน้อง ๆ  และอาจจะเพราะนางเป็นองค์หญิงองค์แรก คุ้นหน้าคุ้นตาเสด็จอาผู้ไม่ใคร่อยากสนใจโลกผู้นี้มากกว่าน้อง ๆ พระองค์จึงมีของมาให้นางมากกว่าหลาน ๆ คนอื่น และให้ความเอ็นดูนางมากกว่าผู้ใด เช่นนี้แล้วจะไม่ให้นางรักใคร่ได้อย่างไรเล่า

ทันทีที่มาถึงตำหนักอันไท่เฟยองค์หญิงตัวน้อยก็ไม่รอให้นางกำนันเข้าไปกราบทูล นางวิ่งเข้าไปเกาะท่อนขาของบุรุษผู้องอาจในทันทีอย่างไร้เดียงสา

“เสด็จอา หนิงเอ๋อร์คิดถึงเสด็จอา”

“ประจบประแจงยิ่ง” แม้คำพูดจะคล้ายตำหนิ หากแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความเอ็นดูเจือปนอยู่ บุรุษชาตินักรบอยู่ในสนามรบเกือบทั้งชีวิตย่อมแข็งกระด่าง ไหนเลยจะพูดจาอ่อนโยนได้

องค์หญิงตัวน้อยคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ดี แม้ว่าลึก ๆ แล้วนางจะคิดถึงท่าทีเช่นนี้มากเพียงใดทว่าก็ยังแสดงออกอย่างไร้เดียงสา

“เสด็จย่าไท่เฟยเพคะ เสด็จอากล่าวร้ายหนิงเอ๋อร์”

“เจ้านี่ช่างฟ้องยิ่ง”

“เสด็จย่าไท่เฟย...”

“หยุดฟ้องได้แล้วเจ้าก้อนแป้ง มิเช่นนั้น...”

“มิเช่นนั้นเสด็จอาจะฟ้องเสด็จพ่อของหนิงเอ๋อร์ใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ฟ้องได้เลย หนิงเอ๋อร์ไม่กลัวหรอก” ไม่ปล่อยให้ชินอ๋องบ้าเลือดได้กล่าว นางก็ชิงพูดก่อนด้วยท่าทีเป็นต่อ ท่านอ๋องหนุ่มได้แต่ส่งสีหน้าหมั่นไส้มาให้ก่อนจะโต้แย้ง

“หึ หากฟ้องบิดาเจ้า เกรงว่าอาของเจ้าผู้นี้จะถูกส่งไปประจำชายแดนเสียน่ะสิ”

“คิกคิก”

“พวกเจ้าอาหลานพอเถิด...เด็ก ๆ ตั้งเครื่องเสวยได้แล้ว แล้วก็นำขนมกุ้ยฮวาออกมาด้วย” อันไท่เฟยผู้เป็นมารดาของชินอ๋องกล่าวแทรกขึ้นก่อนจะสั่งนางกำนันและหันกลับมาชักชวนองค์หญิงตัวน้อย “เสวยมื้อเช้ากับขนมด้วยกันนะเพคะองค์หญิงน้อย”

“เพคะเสด็จย่าไท่เฟย”

“ข้าให้ฉินกงกงนำไปให้แล้วมิใช่หรือ กลับไปกินที่ตำหนักสิ” ผู้เป็นเสด็จอามิวายทำทีขับไล่หลานสาว หากแต่เฉินอันหนิงกลับยังคงลอยหน้าลอยตา

“ไม่ไปเพคะ หนิงเอ๋อร์อยากอยู่กับเสด็จอา กับเสด็จย่าไท่เฟย”   

“หึ”

อันไท่เฟยมองท่าทีแข็งกระด้างและปากร้ายของบุตรชายก่อนจะลอยถอนใจ ความจริงก็อยากให้องค์หญิงตัวน้อยอยู่ด้วยแท้ ๆ แต่ท่าทีที่แสดงออกกลับคล้ายรำคาญเสียทุกครั้ง

ช่างเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจเสียจริง ๆ 

เช่นนี้อย่างไรเล่าถึงได้ยังมิมีสตรีที่ต้องใจเสียที

“ได้ยินว่าป่วยไข้เพิ่งหาย เช่นนั้นองค์หญิงน้อยเสวยเยอะ ๆ นะเพคะ จะได้มีพระวรกายแข็งแรง” อันไท่เฟยไม่เพียงแค่ชักชวนให้องค์หญิงตัวน้อยเสวยแต่ยังคีบเนื้อให้ด้วยความเอ็นดู

กล่าวตามความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮา หรือสนมอื่นในอดีตฮ่องเต้ที่ยังอาศัยอยู่ในวังต่างก็ให้ความเอื้อเอ็นดูองค์หญิงผู้นี้ เพราะนางช่างออดอ้อนและมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพวกนางอยู่บ่อย ๆ ร้องเรียกเสด็จย่าอย่างนั้น เสด็จย่าอย่างนี้ ผู้ใดเล่าจะไม่เอ็นดู

ยิ่งคิดถึงเรื่องที่มารดาจากไปเร็วพวกนางก็ยิ่งเอ็นดูองค์หญิงผู้นี้มากกว่าโอรสธิดาองค์อื่น ๆ 

“เสวยนี่ด้วยสิเพคะ”

“ขอบพระทัยเพคะเสด็จย่าไท่เฟย”

“เสด็จแม่อย่าคีบแต่เนื้อให้นางซิพะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวนางก็อ้วนเป็นหมูกันพอดี” ชินอ๋องที่ควรได้รับการเอาอกเอาใจจากมารดาที่ไม่ได้พบเจอกันบ่อยแทรกขึ้นก่อนจะคีบผักไปใส่ในจานของหลานสาว “เอ้านี่...กินผักเสียบ้าง จะได้ไม่ป่วยไข้อีก”

“เสด็จอา หนิงเอ๋อร์ไม่ชอบ”

“ไม่ชอบเจ้าก็ต้องกิน กินแต่เนื้อจนอ้วนกลมเช่นนี้อย่างไรเล่าจึงได้เจ็บไข้ง่าย ๆ” 

“แต่...” นางอยากจะแย้ง หากแต่มิทันได้แย้งชินอ๋องก็คีบผักมาใส่ให้เพิ่มและข่มขู่

“หากเจ้าไม่กินผักด้วย คราวหน้าข้าจะไม่เอาขนมกุ้ยฮวาและถังหูลู่มาฝากอีก”

“เพคะ หนิงเอ๋อร์กินก็ได้”

“หึ” ชินอ๋องส่งเสียงอย่างพอใจก่อนจะคีบเนื้อเอาใจมารดา อันไท่เฟยมองค้อนอย่างหมั่นไส้ ท่าทีกลั่นแกล้งไปเช่นนั้นที่แท้ก็ห่วงใยหลานสาวนั่นล่ะ

“เอ้อ หยางเอ๋อร์ ปีนี้เจ้าไปอารามซุยหลิงกับแม่หรือไม่ หรือจะอยู่ร่วมงานเลี้ยงที่พระราชวัง” และแล้วอันไท่เฟยก็พูดถึงการไปอารามซุยหลิง ในทุกปีเพื่อกราบไหว้บิดามารดาผู้ล่วงลับอันไท่เฟยจะเดินทางไปอารามซุยหลิงและอยู่ถือศีลที่อารามเป็นเวลาสามวัน หลายปีมานี้ชินอ๋องก็ติดตามไปดูแลเสมอมา หากแต่ปีนี้ช่วงเวลาที่นางจะไปอารามซุยหลิงเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ภายในวังมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูต มิทราบชินอ๋องจะได้ไปด้วยหรือไม่

องค์หญิงน้อยมิได้แทรกอันใดหากแต่นางรู้แก่ใจอยู่แล้วว่าปีนี้เสด็จอาเองก็ต้องไปกับพระมารดาอย่างแน่นอน

และก็เป็นเช่นนั้นเมื่อชินอ๋องตอบพระมารดา “งานเลี้ยงน่าเบื่อหน่ายเช่นนั้นลูกมิเข้าร่วมหรอกพะย่ะค่ะ และเสด็จพี่ก็ทรงเมตตาให้ลูกนำกำลังทหารอารักขาเสด็จแม่ไปการามซุยหลิงด้วยพะย่ะค่ะ”

“ดี ดีแล้ว”

บทสนทนาที่ไม่ได้แตกต่างไปจากในอดีตตกอยู่ในการรับรู้ขององค์หญิงตัวน้อยทั้งหมด นางวางตะเกียบลงก่อนจะเกาะแขนอันไท่เฟยผู้เมตตา “เสด็จย่าไท่เฟยเพคะ...หนิงเอ๋อร์ไปด้วยได้หรือไม่ หนิงเอ๋อร์อยากไปไหว้พระ”

“เจ้าจะไปเที่ยวเล่นแต่อาศัยเสด็จแม่เป็นข้ออ้างสินะ” เป็นชินอ๋องที่แทรกมา ไม่ต่างจากกาลก่อน และเฉินอันหนิงก็ไม่ได้ทำให้บทสนทนานั้นแตกต่างไปจากอดีต

“เสด็จอากล่าวร้ายหนิงเอ๋อร์ หนิงเอ๋อร์เพียงอยากไหว้พระ”

“หึ ข้าหรือจะรู้ไม่ทันเจ้า”

“เสด็จย่าไท่เฟยเพคะ เสด็จอากล่าวร้ายหนิงเอ๋อร์อีกแล้ว”

“เจ้าตัวขี้ฟ้อง อย่าเอานางไปเป็นภาระนะพะย่ะค่ะเสด็จแม่”

“แต่หนิงเอ๋อร์อยากไปด้วย” สายตาออดอ้อนถูกส่งให้ ไหนเลยอันไท่เฟยจะใจแข็งได้ พระนางทอดถอนใจหากแต่ยังสอบถาม

“องค์หญิงมิอยู่ร่วมงานเลี้ยงหรือเพคะ”

“ไม่สนุกเพคะ งานเลี้ยงน่าเบื่อมาก ๆ เลยเพคะ หนิงเอ๋อร์ไม่ชอบ” ไม่ชอบที่มีความหมายว่าไม่ชอบจริง ๆ ในอดีตนางก็ขอติดตามไปก็เพราะเบื่อหน่ายงานเลี้ยง แต่คำตอบของนางกลับถูกใจผู้เป็นอาเป็นอย่างมาก

“เจ้าอ้าปากพูดจ้อมาหลายคำ พูดได้ดีก็ประโยคเมื่อครู่นี้เอง งานเลี้ยงน่าเบื่อหน่ายยิ่ง”

“เฮ้อ ทั้งอาทั้งหลาน เหตุใดจึงได้มองว่างานเลี้ยงน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ไปได้เล่า”

“ก็มันไม่สนุกจริง ๆ นี่เพคะ สนมทั้งหลายเอาแต่ช่วงชิงความโปรดปราน องค์หญิงองค์ชายจะขยับตัวสักนิดก็ถูกจับตา เล่นงานมารดามิได้ ก็มาลงกับโอรสธิดา น่าเบื่อหน่ายเพคะ ให้หนิงเอ๋อร์เดินทางไปอารามซุยหลิงกับไท่เฟยยังจะสนุกยิ่งกว่า”

“แต่ฝ่าบาท...”

“เสด็จพ่อตามใจหนิงเอ๋อร์อยู่แล้วเพคะ” องค์หญิงผู้ได้รับการตามใจจากพระบิดาเหนือกว่าผู้ใดกล่าวอย่างมุ่งมั่น 

อันไท่เฟยแม้จะใจอ่อนไปแล้วแต่ก็ยังกังวล ฮ่องเต้หวงแหนองค์หญิงตัวน้อยเป็นอย่างยิ่ง หากการไปวัดซุยหลิงครั้งนี้เกิดสิ่งใดขึ้น นางและบุตรชายจะชดใช้เช่นไรหมดเล่า

พระนางหันไปมองชินอ๋องอย่างขอความเห็น ชินอ๋องยักไหล่ก่อนจะกล่าว “ให้นางติดตามไปเถิดเสด็จแม่ ฟู่ฮูหยินและบุตรชายก็จะติดตามไปด้วย นางคงอยากเที่ยวเล่นกับคุณชายฟู่แทนที่จะอยู่ในวังนั่งมองสนมตบตีกัน”

“เช่นนั้น...หากฝ่าบาทอนุญาต ก็ไปด้วยกันได้เพคะ”

“ขอบพระทับเพคะเสด็จย่าไท่เฟย...หนิงเอ๋อร์จะไปทูลขอเสด็จพ่อหลังจากกินเสร็จเพคะ” นางแสดงออกอย่างยินดีก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผักเข้าปากเคี้ยวตุ๊บ ๆ ต่อ เรื่องต่อจากนี้ย่อมราบรื่น เสด็จพ่อย่อมไม่ขัดขวาง แม้ว่าจะห่วงใยนางมากก็ตาม...จากนี้ก็เหลือเพียงเปลี่ยนแปลงเรื่องของฟู่ฮูหยินและบุตรในครรภ์

หากช่วยเหลือให้รอดได้ทั้งมารดาและบุตรก็คงจะดี...

และหากช่วยเหลือท่านลุงฟู่ได้ด้วยก็ยิ่งดี...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เฉินอันหนิง องค์หญิงผู้หวนคืน   บทที่12 พบไท่จื่อ

    แยกจากจวนมารดาโอวหยางเหวินหลงก็มุ่งหน้าไปยังร้านเครื่องประดับ เดิมทีแล้วบุรุษอย่างเขามิมีความคิดจะเข้าร้านเครื่องประดับเลยแม้แต่น้อย แต่ยามนี้เมื่อนึกถึงพิธีปักปิ่นของศิษย์หญิงเพียงคนเดียว เขาที่เป็นอาจารย์ จะไม่มีปิ่นให้นางได้อย่างไร“มิคิดว่าจะพบท่านในที่เช่นนี้ ท่านพี่เหวินหลง” กำลังใช้ความคิดว่าจะซื้อปิ่นแบบใดให้เจ้าปีศาจน้อยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดทำให้โอวหยาง เหวินหลงต้องหันไปปลายตามอง มีไม่กี่คนหรอกที่รู้หน้าคร่าตาเขา คนที่มาทักจึงเป็นผู้ที่เขาไม่สนใจมิได้“ถวายพระพรองค์ไท่จื่อ” เจ้าสำนักศึกษาเฟยผิงเอ่ยเสียงไม่ดังนักพร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นประสานทำความเคารพ อีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นรัชทายาทของแคว้นลั่วหยางแห่งนี้อย่างลั่วหยางหยงจิ้นซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าชายที่อายุน้อยกว่าเขานั่นเอง“พี่เหวินหลงอย่าได้มากพิธี ตามสบายเถิด”“เหตุใดไท่จื่อผู้สูงศักดิ์จึงมาอยู่ที่นี่เล่า”“ข่าวว่าบุตรีสกุลหยวนจะปักปิ่น เสด็จพ่อจึงมีรับสั่งให้ข้าไปร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย ข้าก็เลยมาเลือกดูปิ่น” รัชทายาทหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ผู้คนต่างก็ได้พบเห็นบ่อย ๆ จนหลงคิดไปว่าโอรสฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงอ่อนโยนและใ

  • เฉินอันหนิง องค์หญิงผู้หวนคืน   บทที่11 นางแต่งให้ชินอ๋องมิได้

    หลังจากที่นายหญิงไป๋เซียนกลับมาถึงตำหนักฮวาเซียนซึ่งเป็นที่พำนักที่เสด็จน้าฮ่องเต้ของนางประทานให้นางก็ได้พบกับบุตรชายที่ถอดหน้ากากออกดื่มด่ำชารสชาติกลมกล่อมและโอวหยางจิ้นหลงผู้เป็นพ่อซึ่งถูกฮ่องเต้ขอร้องให้เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงหลังจากมอบตำแหน่งให้แก่บุตรชายอยู่ภายในสวนนายหญิงไป๋เซียนมองไปยังบุตรชายที่ดูคล้ายเทพเซียนก่อนจะคลี่ยิ้ม บุตรีขุนนางที่นางเคยไปทาบทามสู่ขอไร้วาสนานักจึงไม่รู้ว่าภายใต้หน้ากากของลูกนางนั้นคือเทพเซียนที่หล่อเหลายิ่งกว่าพานอิน“เจ้ามาแล้วรึอาหลง”“ขอรับท่านแม่” เหวินหลงตอบรับก่อนจะถามกลับ “ท่านไปที่ใดมาหรือท่านแม่”“แม่ไปหาอาจิ้งมา ข่าวว่าบุตรสาวของเขากับฮวาเอ๋อร์จะกลับมาเข้าพิธีปักปิ่นหลังจากหายไปหลายปีแม่จึงอยากเห็นหน้าคร่าตาสักครั้ง อ้อ เจ้ามาผู้เดียวรึ เจ้าลูกเจี๊ยบทั้งห้าของเจ้ามาด้วยหรือไม่ มิได้เจอะเจอกันถึงสองปี นังหนูเฟยเฟยออกจากถ้ำฝึกตนรึยัง”“แล้วท่านได้เห็นหน้าคุณหนูใหญ่สกุลหยวนหรือไม่” เหวินหลงไม่ตอบแต่กลับถามกลับ ใบหน้าหล่อเหลายามนี้เคร่งเครียดขึ้นอย่างมิอาจห้ามได้...เขาลืมบอกมารดาไปเรื่องนึงสิน“เฮ้อ น่าเสียดาย ตอนแม่ไปชินอ๋องเองก็ไปแถมยังนำราชโองกา

  • เฉินอันหนิง องค์หญิงผู้หวนคืน   บทที่10 นายหญิงไป๋เซียนและชินอ๋อง

    เมื่อจิวเฟยและทุกคนถูกนำไปยังที่พักหยวนจิ้งก็ต้องกลับมายังห้องโถงอีกครั้งเมื่อรับรู้ถึงการมาของสองบุคคลสำคัญ“หยวนจิ้งคารวะอาจารย์หญิง ถวายพระพรชินอ๋องพะย่ะค่ะ”บุคคลสำคัญที่ว่า หนึ่งคือลั่วหยางหยงฉี ชินอ๋องแห่งแคว้นลั่วหยาง บุรุษผู้เป็นรองเพียงฮ่องเต้และยังเป็นฐานอำนาจของลั่วหยางหยงจิ้น องค์ไท่จื่อแห่งแคว้นลั่วหยางส่วนอีกหนึ่งคือชุนไป๋เซียนหรือท่านหญิงไป๋เซียน ธิดาขององค์หญิงไป๋ซิงพระธิดาพระองค์เดียวของลั่วหยางหยงเจี้ยน อดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อน กับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นนางคือหลานสาวที่หย่งไท่ฮ่องเต้ให้ความเอ็นดูที่สุดและนอกจากจะเป็นท่านหญิงที่ฮ่องเต้รักใคร่แล้วนางยังมีอีกตำแหน่งที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกัน....นายหญิงแห่งสกุลโอวหยาง มารดาของโอวหยางเหวินหลง“ลุกขึ้นเถิดท่านแม่ทัพ” ชินอ๋องเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้กับบุคคลอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ภายในห้องโถง ซือซิงมองชินอ๋องวัยยี่สิบสี่ด้วยท่าทีเขินอาย นางพึงใจในตัวชินอ๋องและมาดหมายจะเป็นชินหวางเฟย นางจะได้มีอำนาจมากกว่าจิวเฟยที่ไม่แม้แต่จะเอ่ยอันใดกับนาง และนางต้องได้“ข้ามาวันนี้ก็เพื่อนำราชโองการของเสด็จพ่อมามอบให้ท่าน” ชินอ๋องกล่าวในขณะที่คนมาพร้

  • เฉินอันหนิง องค์หญิงผู้หวนคืน   บทที่9 พบปะครอบครัว

    เมื่อก้าวเข้าไปภายในห้องโถงของจวนจิวเฟยก็ได้เห็นร่างกายสูงตระหง่านของบิดานั่งอยู่โดยมีสตรีไม่คุ้นหน้านั่งอยู่เคียงข้างถัดไปจึงเป็นจินลั่วอวี้ฮูหยินรองที่นางเรียกติดปากตั้งแต่เล็กว่านางจิ้งจอกและเด็กหนุ่มสองคนกับเด็กสาวอีกสองคนที่คงจะเป็นน้อง ๆ ของนาง“ซือซือ” หยวนจิ้งเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นก้าวเข้ามาหาจิวเฟย เขาดูแก่ขึ้นมาก ผิดกับรูปร่างสง่างามเมื่อยามที่นางยังเด็ก เมื่อได้เห็นหน้าบิดาใกล้ ๆ จิวเฟยก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมาดื้อ ๆ ทว่านางหาได้ก้าวเข้าไปกอดบิดาไม่จิวเฟยทำเพียงคารวะตามธรรมเนียมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จิวเฟยคารวะบิดา”“จิวเฟย?”“สิบปีก่อนท่านยอบรับกฎดังนั้นแล้วตัวข้าคือจิวเฟย หาใช่ซือซือไม่” นางตอบกลับ หยวนจิ้งหน้าเสียไปครู่ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง“นั่นสินะ ข้าเลอะเลือนเสียจริง มาเถอะจิวเฟย พ่อจะแนะนำให้เจ้ารู้จักน้อง ๆ”นางเดินตามบิดามาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่านางราวปีกว่าด้วยความรู้สึกคิดถึงก่อนที่หยวนจิ้งจะเอ่ย “นี่ซือจิ้น เจ้าจำน้องได้หรือไม่?”“หยวนซือจิ้น ข้าจำได้ เจ้าเหมือนบิดามากกว่าท่านแม่เสียอีก” นางเอ่ยพร้อมกับยื่นมือไปจับมือของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีด้วยความคะนึงหา หยวน

  • เฉินอันหนิง องค์หญิงผู้หวนคืน   บทที่8 หวนคืนสกุลหยวน

    หลักจากพ้นโทษจิวเฟยก็ต้องเตรียมตัวลงเขาเพื่อที่จะกลับไปเข้าพิธีปักปิ่นอย่างคนจำใจ ตั้งแต่ถึงวัยปักปิ่นบิดาเพียรส่งจดหมายอ้างเหตุผลร้อยแปดให้นางลงเขาแต่นางก็ไม่ตอบรับมาโดยตลอด คราวนี้นางก็ไม่คิดที่จะตอบรับเช่นเคยแต่เพราะคราวนี้ผู้เป็นอาจารย์มีเหตุผลให้ต้องลงเขานางจึงเลี่ยงอีกไม่ได้...จำต้องลงไปเข้าพิธีปักปิ่นทั้งที่ไม่เคยคิดว่าจำเป็นเพื่อไม่ให้อาจารย์ขุ่นเคืองจนส่งนางไปช่วยผู้เฒ่าหมื่นพิษทดสอบพิษลงเขาดีกว่าไปหุบเขาพิษยิ่งนักเหตุผลที่โอวหยางเหวินหลงลงเขาในครั้งนี้เป็นเพราะมารดาของเขาที่อยู่เมืองหลวงส่งข่าวมาให้เขาลงไปหา และอีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะจดหมายของหยวนจิ้งที่ส่งมาให้เขา...ศิษย์พี่ขอร้องให้เขาช่วยพาบุตรสาวลงเขาไปหาสักครั้งแน่นอนว่าเรื่องจดหมายขอร้องเขามิได้บอกเล่าให้ศิษย์หญิงเพียงคนเดียวได้ฟัง สิ่งที่เขาบอกจึงมีเพียงว่าเขาจะไปพบบิดาและมารดาและมีเรื่องที่จำเป็นต้องให้ศิษย์ทั้งห้าติดตามไปช่วยจัดการ...ด้วยเหตุนี้จิวเฟย จึงไม่มีข้ออ้างให้บ่ายเบี่ยงจิวเฟยเคยลงเขามาแล้วหลายครั้งเพื่อคุ้มกันคนและสืบข่าวลับ บ้างก็ลงไปเพื่อสืบดูหน้าตาคุณสมบัติของคุณหนูจวนขุนนางที่มารดาของอาจารย์คิดจะทาบท

  • เฉินอันหนิง องค์หญิงผู้หวนคืน   บทที่7 เรียกตัวไปปักปิ่น

    ดวงตางดงามแต่แฝงความนิ่งสงบมองจดหมายประทับตราสกุลหยวนที่อยู่ในมือของผู้เป็นอาจารย์แล้วก็พลางอ่อนอกอ่อนใจ จดหมายเช่นนี้ถูกส่งมาบ่อยนักอ้างโน่นอ้างนี่มาในจดหมายจุดประสงค์ก็เพื่อให้นางหวนกลับ...วันนี้ก็ส่งมาอีกแล้วคราวนี้เอาอันใดมาอ้างอีกเล่า“บิดาเจ้าส่งจดหมายมาให้เจ้ากลับไปเข้าพิธีปักปิ่นพร้อมน้องสาว” เหวินหลงเอ่ยพร้อมกับยื่นจดหมายให้แก่ศิษย์เอกหญิงเพียงคนเดียวที่ยามนี้เติบโตขึ้นมาเป็นหญิงงามล่มเมืองจนศิษย์สายอื่นเพียรส่งถังหูลู่มาให้เป็นการเกี้ยวอยู่บ่อยครั้งจิวเฟยที่รับจดหมายมาเปลี่ยนสีหน้าจากอ่อนอกอ่อนใจเป็นสีหน้างุนงงอย่างโง่งมในทันที “ปักปิ่น?”“อะไรกันน้องเล็ก เจ้าไม่รู้รึว่าสตรีต้องผ่านพิธีปักปิ่นน่ะ” เมื่อจิวเฟยมีสีหน้าที่งุนงงศิษย์พี่ใหญ่จึงถามไปอย่างล้อเลียน“ใช่ การปักปิ่นเป็นการบ่งบอกว่าเจ้าพร้อมจะเป็นเจ้าสาวแล้ว พอเจ้าปักปิ่นแล้วเจ้าก็จะมีเหย้ามีเรือนได้ เอ๋ เอ๋ เอ๋ หรือบิดาเจ้าจะคิดให้เจ้าแต่งงาน อ่า ข้าสงสารน้องเขยในอนาคตของข้ายิ่ง ที่จะได้เจ้าไปเป็นฮูหยิน” จิวหลินเสริมก่อนจะถูกน้องหญิงคนเดียวมองค้อน“ได้ข้าเป็นฮูหยินแล้วมันเป็นอย่างไรกัน!”“ก็เจ้ามันนางปีศาจอย่างไรเล่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status