Masuk"ซูซินหยางเจ้ามันสตรีใจคอคับแคบ คิดริษยาหมายเอาชีวิตอนุตัวเล็กๆ นางนึงได้เช่นไร ฮวาเอ่อก็เป็นตรีเช่นเดียวกันกับเจ้า เหตุใดเจ้าไม่เห็นใจนางบาง นางตัวคนเดียว นางและปู่ของนางมีบุญคุณช่วยชีวิตข้า ที่เป็นสามีเจ้า ข้าเพียงแค่จะรับนางมาเป็นอนุเพื่อตอบแทน เหตุใดเจ้าต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย!!" "เด็กๆ โบยอูหยินสามสิบไม้โทษฐานคิดสังหารอนุภรรยา" "หึ ท่านไม่คิดจะถามข้าบ้างหรือไร" "เหตุใดต้องถาม ข้าถามพวกบ่าวแล้วทุกคนล้วนพูดตรงกัน วันนี้ข้าต้องลงโทษเจ้าให้ได้ จะได้ไม่ต้องหึงหวงข้าจนเกินขอบเขตเช่นนี้อีก โบยนางซะ!" "ท่านแม่ๆ ท่านพ่อๆ อย่าตีท่านแม่นะ"
Lihat lebih banyak“ฮึกๆ ฮูหยิน ท่านตื่นขึ้นมาได้แล้วนะเจ้าคะ ท่านหลับไปนานสามวันแล้ว ท่านไม่สงสารคุณชายน้อยหรือเจ้าคะ”
“ท่านแม่ ท่านเจ็บแผลไหมขอรับ ตื่นมาหาอวี้เอ่อเถอะ ลูกคิดถึงท่าน”
อึก ‘เจ็บหลังจริงเชียว’ อดีตหญิงงามอันดับหนึ่งซูซินหยางที่เริ่มรู้สึกแล้วตัวพยายามลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ ของคนทั้งสองที่อยู่ข้างๆ
“ท่านแม่ๆ ท่านตื่นแล้ว พี่หลันหลัน ท่านแม่ตื่นแล้ว ตามหมอเร็วเข้า” เด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบจ้าวเฉิงอวี้รีบหันไปบอกกับสาวใช้คนสนิทของท่านแม่ทันที ส่วนตนเองนั้นก็นั่งอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
“เจ้าค่ะคุณชายน้อย ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ฝากคุณชายดูฮูหยินประเดี๋ยวนะเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปตามท่านหมอทันที”
“ประเดี๋ยว หลันหลัน อย่าพึ่งไป”
ตอนนี้ซินหยางได้เห็นสภาพห้องที่ตนเองนอนอย่างเต็มตาแล้ว สภาพเก่า ทรุดโทรมขนาดนี้จะใช่เรือนของตนเองได้อย่างไร 'ดียิ่ง ไม่ถามข้าสักคำ ทั้งยังสั่งโบยข้าให้อับอาย เพื่ออนุของผู้มีพระคุณของเจ้า แล้วยังขับข้าออกจากเรือนฮูหยินเอก จะดีชั่วอย่างไรข้าก็เป็นถึงบุตรีท่านแม่ทัพไร้พ่ายสหายสนิทของฝ่าบาท เจ้าหยามเกียติข้ามากเกินไปแล้ว เห๊อะ!'
หลังจากตั้งสติได้แล้วจึงเอ่ยถามสาวใช้ข้างกายว่าหลังจากที่นางสลบไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เรียนฮูหยิน หลังจากที่ท่านสลบไป ซื่อจื่อก็สั่งให้ส่งท่านมาอยู่เรือนท้ายจวนนี้ สั่งให้หมอมารักษาแต่ไม่ให้บ่าวคนใดมารับใช้นอกจากข้าน้อยเจ้าค่ะ นายท่านยังบอกอีกว่าให้ฮูหยินรักษาตนจนกว่าจะสำนึกผิดได้จึงจะยอมให้กลับไปที่เรือนเดิม”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูซินหยางจึงได้หันไปมองจ้าวเฉิงอวี้ที่นั่งอยู่ข้างเตียงตนเอง บุตรชายนางช่างน่าสงสารยิ่งนัก อายุเพียงแค่สี่ขวบหนาว กลับต้องมาเจอกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่บิดาสั่งโบยมารดาของตนเองเพื่อหญิงอื่น นางกลัวจริงๆว่าเขาจะเกิดปมรอยแผลในใจ
โดยที่นางไม่รู้เลยว่าตอนนี้บุตรชายของตนนั้นมีปมในใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในระหว่างที่หลันหลัน เล่าให้มารดาฟังนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
จ้าวเฉิงอวี้บุตรชายวัยสี่ขวบปีก็ได้นึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านแม่โดนโบยมีรอยแผลที่มีเลือดอยู่เต็มหลัง แต่ท่านพ่อก็เพียงยืนมองดูด้วยความโมโห ไม่แม้แต่จะสั่งให้หยุดเลยสักนิด วันนั้นหลังจากที่ท่านแม่สลบ ท่านพ่อสั่งให้ท่านแม่มาอยู่ที่เรือนเก่าท้ายจวน สั่งความแค่ให้ท่านหมอมารักษาส่วนตนเองก็รีบกลับไปดูผู้หญิงคนนั้น
ไม่แม้แต่จะหันมามองท่านแม่เลย วันนั้นตัวเขาเองก็นั่งเฝ้าท่านแม่ข้างเตียงไม่ห่างจนหลับไป ในคืนนั้นเขาฝันว่าท่านแม่ไม่ค่อยทานข้าว อาการทรุดลงเรื่อยๆ ส่วนท่านพ่อก็เข้ามาต่อว่าท่านแม่บ่อยครั้ง และทุกครั้งก็เกี่ยวกับอนุภรรยาที่ท่านพ่อพึ่งรับเข้ามา หลังจากที่ท่านแม่ถูกโบยผ่านไปเพียงสามเดือนนางก็หลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ท่านแม่ทิ้งเขาไว้กับท่านพ่อเพียงลำพัง
ท่านพ่อเมื่อทราบว่าท่านแม่สิ้นใจแล้ว ก็ทำได้แค่โทษว่าเป็นเพราะตนเอง ในฝันนั้นเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อโทษว่าเป็นเพราะตนเองท่านแม่จึงต้องตาย แต่เมื่อผ่านงานศพท่านแม่ไปไม่ถึงเดือนท่านพ่อก็เลื่อนให้อนุนางนั้นมาแทนที่ท่านแม่!!
“อวี้เอ่อ ๆ ...”
“ขอรับท่านแม่ ท่านอย่าพึ่งพูดอะไรเลย ให้พี่หลันหลันไปตามหมอมาก่อนเกิด" จ้าวเฉิงอี้เร่งให้หลันหลันรีบออกไปตามหมอมาดูอาการของมารดาจากนั้นก็หันมากล่าวกับมารดาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
"ฮึกๆ..ท่านแม่ท่านสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าท่านจะไม่ทิ้งข้าไปไหน ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ท่านต้องพาข้าไปด้วยนะขอรับ” จ้าวเฉิงอวี้นั้นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
เมื่อเห็นว่าลูกชายทำหน้าจริงจังไม่สมกับวัยเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเด็กน้อยนั้นได้เติบโตขึ้นภายในชั่วข้ามคืน นางจึงได้ตัดสินใจหันไปสั่งความกับสาวใช้คนสนิททันที ยามนี้บุตรชายตนนั้นดูแปลกไป นางจะไม่ยอมให้เขามีแผลในใจเพราะคนผู้นั้นเป็นอันขาด!
“หลันหลัน ไปที่จวนท่านพ่อตามหมอที่จวนมา แล้วเล่าเรื่องให้ท่านพ่อข้าฟัง ถามท่านว่าถ้าข้ากับอวี้เอ่อร์จะย้ายกลับไปอยู่ที่จวนท่านพ่อได้หรือไม่”
“เจ้าค่ะฮูหยิน แล้วต้องแจ้งซื่อจื่อไหมเจ้าคะว่าท่านฟื้นแล้ว”
“หึ.. อย่าเลยข้ามิกล้าไปรบกวนซือจื่อท่านนั้นหรอก หูเบาเยี่ยงนั้นเดี๋ยวจะกล่าวว่าข้าเรียกร้องความสนใจเอา”
“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ”
ตำหนักชินอ๋องหลังจากที่เมิ่งเหลียนฮวาออกจากจวนไปได้สามเค่อ ชินอ๋องจ้าวจื่อเหวินและพระชายาฮั่วเย่วอิงก็เดินทางมาถึงตำหนักในยามเว่ย(13.00-14.59น) ทั้งสองนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เนื่องจากระหว่างที่เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงต่างก็มีเรื่องโจษจันกันว่าบุตรชายนั้นลุ่มหลงอนุภรรยาที่พึ่งรับเข้ามาจนถึงขนาดสั่งโบยภรรยาที่ตบแต่งมาด้วยเกี้ยวแปดคนหามนานกว่าห้าปีโดยไม่กระพริบตาและตอนนี้ทั้งลูกสะใภ้และหลานชายของพวกตนนั้นก็ได้ขนย้ายข้าวของออกจากตำหนักกลับไปยังบ้านเดิมแล้ว โดยมีแม่ทัพซูเป็นผู้มารับเอง ดีเท่าใดแล้วที่ทางบิดาของลูกสะใภ้ไม่ลงมือสั่งสอนบุตรเขยคนนี้หากว่าจ้าวหนานหลิงมิใช่บุตรชายของสหายสนิทเช่นตนเกรงว่าป่านนี้คงนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปนานแล้วเมื่อชินอ๋องและพระชายาลงมาจากรถม้าก็มีบุตรชายจ้าวหนานหลิงสองพ่อลูกแซ่ไป๋และบรรดาบ่าวไพร่ออกมายืนต้อนรับ "ถวายพระพรเสด็จพ่อเสด็จแม่พะยะค่ะยินดีต้อนรับบ้านพะยะค่ะ" จ้าวหนานหลิงกล่าวทักทายคนทั้งสองด้วยความปิติยินดีที่
เมื่อพ่อบ้านไป๋ออกไปแล้ว จ้าวหนานหลิงก็ได้แช่น้ำชำระกาย คิดถึงเรื่องถุงหอมตอนที่เขาจะไปที่ค่าย ไม่ได้บอกกล่าวแก่เมิ่งเหลียนฮวา นางถึงขั้นสั่งให้บ่าวนำถุงหอมมาให้ตนเองถึงที่ค่ายทหาร ครานั้นเขาก็เพียงรับมาสูดดมแล้วก็พกติดตัวอยู่ตลอด ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เพราะกลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจริงๆเขาไม่เตยสังเกตุว่าตนเองมักจะคนึงหาแต่เมิ่งเหลียนฮวาทุกครา บางครั้งยามที่อยู่คนเดียวก็มักจะนั่งเหม่อลอยแต่ถุงหอมใบนั้นก็อยู่กับเขาได้ไม่ถึงสองวันก็มีเหตุให้ฉีกขาดระหว่างกำลังฝึกทักษะต่อสู้บนหลังม้าให้ทหารใหม่เมื่อขาดไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอันใด เพียงแต่เขากลับรู้สึกเมื่อยล้า ไม่มีกำลังและมักจะหงุดหงิด นอนหลับไม่สนิท ในทุกคืนก็สะดุ้งตื่นบ่อยครั้งเพราะในฝันนั้นมีเสียงสตรีนางนึงเอ่ยกับเขาว่า 'ท่านเป็นของข้า จงมาหาข้า จงปกป้องข้าจงเชื่อฟังข้า!'หลายวันเข้างานที่ต้องทำเสร็จแล้วกลับล่าช้าลงแต่ทุกอาการที่เกิดขึ้นนี้เขานั้นไม่ได้มีความรู้สึกคนึงหาเมิ่งเหลียนฮวาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได
"คารวะซื่อจื่อ ขออภัยที่ข้ามิอาจลุกขึ้นคารวะท่านได้ตามพิธีการ" น้ำเสียงที่ฟังดูห่างเหิน อีกทั้งถ้อยคำที่กล่าวออกมานั้นราวกับนางนั้นไม่ได้กำลังสนทนาอยู่กับสามีร่วมผูกผมแต่นางกำลังสนทนาอยู่กับคนแปลกหน้า"ซินเอ่อร์ เจ้า..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" จ้าวหนานหลิงน้ำเสียงสั่นแววตาเริ่มแดงก่ำภายในอกของเขาตอนนี้กำลังอัดอั้นเจียนจะขาดใจอย่างถึงที่สุด"เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยสบายดี รบกวนซื่อจื่อเรียกข้าว่าคุณหนูสามเถิด ข้าน้อยมิอาจเอื้อมจะสนิทกับซื่อจื่อได้หรอกเจ้าค่ะ" ตลอดทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมานั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลย"ข้า..." จ้าวหนานหลิงนั้นไม่สามารถพูดประโยคหลังออกมาได้ว่า 'เป็นสามีเจ้าใยต้องเรียกเจ้าว่าคุณหนูสาม' เพราะประโยคนี้มันจุกอยู่ในอก สามีอะไรกันถึงทำกับภรรยาตนเองเช่นนั้น"ซื่อจื่อมาพอดีเลย คราแรกข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านพ่อนำหนังสือหย่านี้ไปให้ท่านลงนาม แต่ฝ่าบาทขอเวลาไว้สามเดือน ข้ามาคิดดูแล้วเห็นว่าไม่
ในคืนวันเดียวกันยามห้าย(21.00-22.59น) หลังจากเมื่อยล้าอยู่กับการสะสางงานต่างๆที่ค้างคาระหว่างที่ตนไปจัดการราชกิจให้แก่ฮ่องเต้กำลังจะเตรียมเข้านอน ก็มีทหารเข้ามารายงานว่ามีกงกงจากในวังขอเข้าพบ"ให้เข้ามาได้""คารวะซื่อจื่อ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00-10.59น) พะยะค่ะ" เจากงกงลูกศิษย์ของเกากงกงได้รับมอบหมายให้มาแจ้งรับสั่งในยามดึก"เข้าใจแล้ว มีอะไรอีกหรือไม่""ไม่มีแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน""หยวนคัง พรุ่งนี้เจ้ากลับจวนไปก่อน ไม่ต้องตามข้าเข้าวัง" ไป๋หยวนคังเป็นบุตรชายของไป๋ซานพ่อบ้านใหญ่ตำหนักชินอ๋องเดิมทีพ่อบ้านใหญ่นั้นเป็นทหารในสังกัดของชินอ๋องมาก่อนแต่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ชินอ๋องจึงได้เสนอให้มาเป็นพ่อบ้านใหญ่ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกองอีกทั้งยังเป็นคนสนิทของจ้าวหนานหลิงอีกด้วย"ขอรับซื่อจื่อ งั้นข้าน้อยขอตัวก่อน" หยวนคังนั้นพึ่งกลับมาจากเมือ











