LOGINแพทย์สาวยอดนักฆ่าผู้เย็นชาและเลือดเย็นทะลุมิติมาอยู่ในร่างสตรีผู้อ่อนแอถูกทอดทิ้ง นางเลี้ยงลูกน้อยเพียงลำพังอย่างยากลำบาก แต่ด้วยวิชาชีพติดตัวมาตั้งแต่ชาติก่อนทำให้นางมองเห็นทางรอดให้ตนเองและลูก ขณะเดียวกันนางก็เลือกกลับเข้าใกล้เป้าหมายด้วยการเปิดโรงหมอ จงใจสร้างชื่อเสียงเพื่อรอการสะสางบางอย่าง แต่เขานี่สิกลับวนเวียนเข้ามาในชีวิตแล้วยังตามง้อนางไม่ลดละ แต่เสี่ยวไป๋ เด็กชายตัวแสบมีหรือจะยอมรับบิดาที่ไม่รู้จักง่าย ๆ
View Moreเสียงกรีดร้องสุดท้ายของหญิงสาวผู้หนึ่ง ดังก้องในความทรงจำของลู่ชิงเหยียน ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
เธอเคยเป็นหมอที่ไม่ใช่หมอธรรมดา แต่เป็นหมอที่ใช้มีดผ่าตัดเป็นอาวุธ หมอนักฆ่าผู้ไร้หัวใจในโลกที่มืดมิดและไร้กฎเกณฑ์ เธอเคยหลงตนว่าคนอย่างเธอไม่มีวันตายง่าย ๆ ทว่าในวินาทีที่มีดปักเข้ากลางหลังจากคนที่ไว้ใจที่สุด ทุกอย่างก็จบลงไม่ต่างจากเรื่องล้อเล่น เมื่อลืมตาอีกครั้งกลับพบว่าตนเองอยู่ในร่างของสตรีผู้หนึ่งในโลกที่ไม่คุ้นเคย ร่างกายอ่อนแอเสียจนลมพัดก็แทบปลิวไปกับลม นางก้มมองสารรูปตนเองแล้วถึงกับส่ายหน้าอย่างเย้ยหยัน "ช่างน่าสมเพชเสียจริง" ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยพลางเหลียวมองไปรอบกายที่มีแต่ต้นไม้และความเงียบ มุมปากนางกระตุกยิ้มเย็น แม้ร่างนี้จะอ่อนแรงแต่จิตใจยังเป็นนักฆ่าผู้เย็นชาเช่นเดิม หากสวรรค์จะให้นางเริ่มต้นใหม่ในร่างนี้ ก็อย่าได้หวังว่านางจะยอมให้ใครเหยียบย่ำซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง "สวรรค์ มันช่างเป็นความตายที่น่าเบื่อสิ้นดี" นางทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า สดใสท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าเหนือศีรษะราวกับเทพสวรรค์กำลังเยาะเย้ยนาง เมื่อครู่นางยังถือมีดอยู่ในมือ ข้างกายคือร่างไร้วิญญาณของเป้าหมาย แต่คนที่ลงมือแทงนางกลับเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจ คนที่นางเคยช่วยเย็บแผลให้ด้วยมือของตัวเอง ภาพสุดท้ายที่ติดตาคือนางถูกคมมีดแทงจากข้างหลัง หึ มันช่างงดงามจนอยากปรบมือให้ พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลับกลายเป็นสตรีที่อ่อนแอจนแม้แต่ลมพัดก็ล้มลงง่าย ๆ สวมชุดเก่าซีดชุ่มเหงื่อไปทั้งตัว นอนอยู่บนพื้นหญ้าโล่ง ๆ ในวันที่อากาศร้อนจัด "หึ ให้ตายเถอะ ร่างใหม่ของข้านี่มัน...น่าสมเพชเสียจริง" ลู่ชิงเหยียนหัวเราะเสียงแผ่วก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเหยียดเย้ยในชะตากรรมของตนเอง "แต่ช่างเถอะ หากสวรรค์ยังใจดีให้ข้ามีชีวิต ข้าก็จะใช้มันให้คุ้มค่า" นางยันกายลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาที่แม่น้ำไกลออกไปไม่มาก จากนั้นนางก็ถือตะกร้าสานใส่พืชผักป่าเดินไปนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ฉับพลันความทรงจำมากมายไหลบ่าเข้ามาราวกับน้ำหลาก มันทั้งยุ่งเหยิงและตึงเครียด "ข้าคือหลี่ซืออวี้สินะ" นางพึมพำกับตนเองพลางหลับตาย้อนคิดถึงอดีตของเจ้าของร่างเดิม สตรีอ่อนแอผู้นี้มีนามว่าหลี่ซืออวี้ ชีวิตของนางดั่งบทละครน้ำเน่า นางเป็นสตรีงดงามสะดุดตาคนหนึ่ง ชีวิตพลิกผันจากสามัญชนสู่พระชายาเอกขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าหลง หลงจิ่นเซวียน ผู้มีราชกิจล้นมือ มักออกไปว่าราชการต่างเมืองแทบไม่ได้หยุดพัก เขาจะอยู่ในวังหลวงเฉพาะช่วงมีพิธีการสำคัญที่ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นตัวแทนไทเฮาเดินทางไปทั่วแคว้น บัลลังก์ก็ไม่ได้ขึ้นครองอย่างสมบูรณ์หลังฮ่องเต้สวรรคต เพราะเขายังรับผิดชอบงานรอบนอกทั่วทั้งแคว้น จึงมีไทเฮารักษาการแทน และนั่นทำให้ไทเฮามีอำนาจเหนือองค์รัชทายาท ด้วยอำนาจล้นฟ้าของไทเฮานางจะชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ในแคว้นนี้ หลงจิ่นเซวียนพอรู้ว่าไทเฮาไม่โปรดปรานหลี่ซืออวี้ เหตุเพราะนางเป็นเป็นหญิงสาวจากชนบทต้นตระกูลมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไร้ซึ่งอำนาจและบารมี เขาก็แยกตำหนักออกมาอยู่ห่างไกลจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นและมีนางกำนัลพร้อมองครักษ์คอยปรนนิบัติและเป็นหูเป็นตาแทนเขายามที่เขาไม่อยู่ อย่างน้อยก็ทำให้ไทเฮาไม่ขัดหูขัดตาแล้วใช้อำนาจไม่ชอบธรรมกับนาง เพราะภารกิจมากมายจนล้นมือทำให้หลงจิ่นเซวียนไม่เคยรู้ว่าช่วงที่เขาไม่อยู่วังหลวงเกิดเรื่องใดขึ้นกับนางบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับเข้าเมืองหลวง ไทเฮาได้แจ้งว่าได้ให้โหรมาดูดวง ปรากฏว่าดวงของหลี่ซืออวี้เป็นกาลกิณีต่อราชสำนัก หากมีบุตรก็เป็นบุตรมหาโจร จะฆ่าล้างเลือดบิดาและทำให้ราชวงศ์เสื่อมถอยจนไร้อำนาจ แต่นางบอกว่ายังเมตตาให้หลี่ซืออวี้อยู่ต่อจนคลอดบุตรเพราะเห็นใจนาง ทว่านางกลับหนีตามทหารชั้นต่ำที่ลอบเป็นชู้กันและหายสาบสูญไปแล้ว หลงจิ่นเซวียนได้ยินดังนั้นเขาก็ร้อนใจเป็นอันมาก ไม่เชื่อว่าพระชายาที่ตนรักจะหักหลังได้ลงคอ เขาเที่ยวออกตามหาพระชายาทั้งวันทั้งคืนเป็นแรมเดือนก็ไม่พบ จนเข้าใจว่านางคงเสียชีวิตแล้วพร้อมกับทหารคนที่พานางหนีไป เป็นเหตุให้เขาเสียใจจนถึงทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าไทเฮาให้คนวางยาสลบนางแล้วนำไปทิ้งนอกเมืองในที่ที่ไม่มีคนรู้จักเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามคนสำคัญ ส่วนบุตรในครรภ์นางไม่เคยยอมรับ การทำเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะไทเฮารู้ดีว่านางไม่มีทางบากหน้ากลับมาอีก เพราะถูกยัดคดีคบชู้ติดตัวไปแล้ว หากนางกล้าท้าทายก็มีโทษประหารชีวิตรออยู่ ยาวนานกว่าห้าปีแล้วที่หลี่ซืออวี้ถูกขับออกจากวังหลวง จากความทรงจำของร่างเดิม นางต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตปากกัดตีนถีบเพื่อเลี้ยงบุตรชายตัวน้อยให้เติบโตเป็นคนดี และเสี่ยวไป๋ หรือ หลงเซียวไป๋ก็เป็นเด็กฉลาด กล้าหาญและคอยปกป้องมารดาเมื่อถูกรังแก แต่สิ่งที่น่าขัดใจคือร่างนี้ยังอาลัยอาวรณ์พระสวามี เฝ้ารอคอยเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมานานถึงห้าปี แต่ไม่เคยมีวี่แววของคนที่นางรักมาตามหานาง ทุก ๆ วันนางจึงอยู่อย่างคนไร้หัวใจ ยามมองหน้าบุตรชายนางมักจะร้องไห้ออกมาอยู่เสมอ ในใจของนางมีแต่ความทุกข์ตรม ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงทุกวันจนกระทั่งครั้งสุดท้ายของชีวิต นางขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายแลกเงินประทังชีวิต โดยฝากเสี่ยวไป๋ไว้กับเพื่อนบ้าน นางขึ้นเขาทั้งที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องเพราะซาลาเปาก้อนสุดท้ายนางเก็บไว้ให้เสี่ยวไป๋กินประทังความหิว เมื่อร่างกายอ่อนแอผสานกับหัวใจที่แตกสลายทำให้นางหิวโหยจนเป็นลมหัวฟาดพื้นเสียชีวิตอยู่กลางป่าในทันที "ข้าชื่อหลี่ซืออวี้สินะ" นางพึมพำชื่อนี้อีกครั้ง ยอมรับชื่อนี้ไปโดยปริยายพลางยกมือขึ้นจับไปที่แผลบนหน้าผาก "ในตะกร้ามีอะไรบ้าง" นางถามตัวเองและเริ่มค้นตะกร้า โชคดีเจอสมุนไพรรักษาแผลสด นางเอามือขยี้และแปะหน้าผากเอาไว้ เมื่อรู้สึกดีขึ้นจึงลุกขึ้นเอาตะกร้าสะพายหลังมุ่งหน้ากลับบ้าน หลี่ซืออวี้เดินมาถึงบ้าน นางเปิดประตูเข้าไป วางตะกร้าไว้ในห้องครัวแล้วเร่งฝีเท้าออกไปรับบุตรชายที่ฝากเอาไว้กับเพื่อนบ้าน นางเดินมาถึงบ้านอีกฝั่งเพราะเป็นห่วงลูก ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางต้องขบกรามแน่น เด็กชายหญิงยืนล้อมเสี่ยวไป๋ที่ตัวเล็กกว่าเอาไว้ เด็ก ๆ ตบมือล้อเลียนเขา บางคนก็แลบลิ้น พูดจาดูถูกเหยียดหยาม ราวกับเขามิใช่คน "ไอ้ยาจก สกปรกจะตายยังกล้ามาเล่นกับพวกเรา" "ไอ้ลูกกำพร้า พ่อของเจ้าทิ้งเจ้ากับแม่แล้วยังมาอวดดีใส่ข้า" อีกคนเข้ามาแย่งซาลาเปาในมือเสี่ยวไป๋แล้วทิ้งลงพื้นใช้เท้าบดขยี้จนเละเทะพร้อมกับหัวเราะเยาะ "เก็บมากินสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เสี่ยวไป๋ที่มีเลือดนักสู้เต็มตัวกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครสักคน "พวกเจ้าอย่าคิดมารังแกข้า มิเช่นนั้นเจอดีแน่" เสี่ยวไป๋ข่มขู่ ทว่าเด็กเกเรเหล่านั้นกลับหัวเราะอย่างพึงพอใจ "จะไปฟ้องแม่เจ้าน้ำตาของเจ้าหรือไร ไปสิ ถ้านางรู้ว่าเจ้าโดนแกล้ง นางก็ต้องวิ่งหาของป่ามาให้พ่อแม่พวกข้าเป็นการอ้อนวอนให้เลิกยุ่งกับเจ้าเหมือนคราวก่อน ๆ ไปสิไป๊ ชิ้ว ๆ ไอ้ลูกไม่มีพ่อ" "อย่ามาว่าท่านแม่ของข้านะ" เสี่ยวไป๋โกรธจัด กำหมัดชกหน้าเด็กคนนั้นล้มหงายหลังดังโครม คนอื่นเห็นเพื่อนโดนทำร้าย พวกเขายอมไม่ได้มุ่งตรงเข้าหาเสี่ยวไป๋หมายสั่งสอนให้เข็ดหลาบ ทว่า "เมื่อครู่พวกเจ้าว่าไงนะ"หลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว
ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด
ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห
พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่
ณ ตำหนักรองแห่งวังหลวงแคว้นต้าหลง แสงคบเพลิงไหวระริกสะท้อนเงาใบหน้าคมคายขององค์รัชทายาทหลงจิ่นเซวียน ผู้กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้ารายงานลับจากองครักษ์เงาจดหมายร้อยเรียงด้วยลายมือสั่นเทา'เป็นนางจริง ๆ นางมิใช่เพียงหมอสามัญ แต่มีความสามารถในการล้วงความลับ ล่อหลอก และทำให้ข้าต้องเปิดเผยทุกอย่างโดยไม่ได้ต
รุ่งเช้าของวันหนึ่ง รถม้าโอ่อ่าพลันมาหยุดลงหน้าประตูโรงหมอเซียนลู่ กลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดีลอยฟุ้ง เสียงฝีเท้าทหารติดตามดังกระหึ่ม จนผู้คนรอบด้านแตกตื่นหลีกทางให้ บุรุษผู้แต่งกายหรูหราสวมตราหยกข้างเอวก้าวลงจากรถ เขาคือ ท่านรองเจ้าเมือง หวังหลี่ชิง ขุนนางใหญ่จากเมืองหลวง ผู้มีอำนาจล้นฟ้า และขึ้
ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไห
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บ






reviews