Masukแพทย์สาวยอดนักฆ่าผู้เย็นชาและเลือดเย็นทะลุมิติมาอยู่ในร่างสตรีผู้อ่อนแอถูกทอดทิ้ง นางเลี้ยงลูกน้อยเพียงลำพังอย่างยากลำบาก แต่ด้วยวิชาชีพติดตัวมาตั้งแต่ชาติก่อนทำให้นางมองเห็นทางรอดให้ตนเองและลูก ขณะเดียวกันนางก็เลือกกลับเข้าใกล้เป้าหมายด้วยการเปิดโรงหมอ จงใจสร้างชื่อเสียงเพื่อรอการสะสางบางอย่าง แต่เขานี่สิกลับวนเวียนเข้ามาในชีวิตแล้วยังตามง้อนางไม่ลดละ แต่เสี่ยวไป๋ เด็กชายตัวแสบมีหรือจะยอมรับบิดาที่ไม่รู้จักง่าย ๆ
Lihat lebih banyakหลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว
ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด
ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห
พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่
กลางดึก เสียงเพรียกหวาดกลัวของสาวใช้ดังลั่นขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกแบกเข้ามา เลือดซึมจากบาดแผลยาวบนสีข้าง หายใจรวยริน หลี่ซืออวี้ใบหน้าแข็งราวกับน้ำแข็ง "ออกไปให้หมด! เอายาห้ามเลือดมา แล้วปิดประตูให้แน่น" หลงจิ่นเซวียนยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู สายตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่นางโน้มตัวเย็บแผลให้ลู
ห้องลับภายในตำหนักไทเฮายามค่ำ แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนใบหน้าแก่ชราของไทเฮาที่ซีดเผือดเพราะโรครุมเร้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นนางเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่เด็ดขาด "ฆ่านางไม่ได้ ก็จงหั่นหัวลูกของนางเสีย" เสียงกึกของถ้วยชาตกลงพื้นเมื่อขันทีคนสนิทหน้าซีดเผือด พยายามทัดทาน "แต่เด็กคนนั้นคือ..." "
ไทเฮานั่งอยู่ในห้องส่วนตัวอย่างอ่อนแรง เสี่ยวไป๋รับหน้าที่จากหลี่ซืออวี้เข้ามาเสนอแผนการดูแลสุขภาพอย่างละเอียดแทนนาง "หากไทเฮาปรับลดงานกิจกรรมและให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น สุขภาพของท่านจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดพะย่ะค่ะ" ไทเฮาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธ "ข้าก็รู้ว่าต้องลดบทบาทแต่ข้า
ในเรือนพักหมอหลวงในวังยามค่ำ แสงตะเกียงสลัวในห้องยา กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้ง หลี่ซืออวี้นั่งบดรากสมุนไพร ข้างกายมีเสี่ยวไป๋คอยนั่งจดบันทึกตำรับยา เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นหน้าประตู ร่างหนึ่งแฝงเงาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะย่างก้าวเข้ามา นางกำนัลชื่อหรงหลัน ผู้เป็นคนสนิทของไทเฮา และทุกคนรู้ดีว่านางคือ หูตาขอ


















Ulasan-ulasan