INICIAR SESIÓNจิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ
เสียงนกร้องจิ๊บดังเข้ามาในโสตประสาทของร่างหนาที่นอนขดตัวคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงหลังเล็ก ม่านหน้าต่างสีขาวพลิ้วไปตามลม แสงแดดอ่อนรำไรยามเช้าลอดเข้ามาทางหน้าต่าง พาดลงมาบนก้อนผมสีดำสนิทที่โผล่พ้นชายผ้าห่มขึ้นมาเล็กน้อย
“อืออ~”
เสียงทุ้มงัวเงียของชายใต้ผ้าห่มลอดออกมา ก่อนผ้าห่มผืนหนาที่คลุมหัวจะถูกนายตัวเลื่อนออกเผยใบหน้าหล่อเหลาที่ยังเมาขี้ตาเหมือนทุกวัน คิ้วเข้มเส้นหนาดำสนิทเข้ากับผมหยักศกที่ยุ่งเหยิง มือหนาขยี้ปลายจมูกโด่งของตัวเองแรง ๆ อย่างเคยชิน แล้วยืดแขนบิดขี้เกียจก่อนจะค่อย ๆ ปรือตาปรับแสง
มือหนาเลื่อนขึ้นจับท้ายทอยพลางลูบไปมาเบา ๆ รู้สึกราวกับว่าความร้อนผ่าวของฝ่ามือบางคนบางคนยังคงอยู่
ฟู่~
“เหมือนจะฝันอะไรอีกแล้ว...หรือเปล่านะ?”
เขาสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะปล่อยออกมาเฮือกใหญ่ นัยน์ตาดำขลับมองเพดานสีขาวเปื้อนรอยเชื้อราสีเหลืองที่คุ้นเคยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งจากที่นอนจนผ้าห่มหล่นลงมากองบนตัก เผยให้เห็นผิวกายเข้มคร้ามของร่างกายท่อนบนที่ไร้เสื้อผ้าปกปิด และหน้าท้องที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามเนื้อสวยอย่างคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
ตาคมมองไปเห็นนกกระจิบสองตัว ร้องหยอกล้อกันอยู่นอกหน้าต่าง ก่อนสะบัดผ้าห่มออกจากกายแล้วยืนขึ้นบิดขี้เกียจ เช้าวันใหม่เป็นเหมือนเดิมทุกวัน
ยาสีฟันสูตรธรรมชาติถูกบีบลงบนขนแปรงก่อนจะถูกใช้งานตามหน้าที่ น้ำเย็น ๆ ทำให้เขาตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที ก่อนหันไปคว้าผ้าขนหนูบนราวข้าง ๆ มาพันเอาไว้รอบเอว ร่างเปียกชื้นหอมกลิ่นครีมอาบน้ำเดินออกมาจากห้องน้ำแคบ เนื้อตัวยังมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่เต็มตัว
ติ๊ด ๆ ๆ
นาฬิกาแจ้งเตือนเวลาเดิมเร่งให้เขารีบแต่งตัวแม้แผ่นหลังจะยังไม่แห้งสนิท พลางคิดว่าเช้านี้จะกินอะไรดี เขาใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ คนเดียวจึงไม่คิดจะปรุงอาหารให้วุ่นวาย มือหนาหันไปคว้ากุญแจรถมอเตอร์ไซค์บนโต๊ะเพื่อตรงไปฝากท้องกับร้านประจำที่ ไปทุกเช้าตลอดเจ็ดปีหลังจากเรียนจบ
เขาเลือกสั่งเมนูเดิม ๆ คือข้าวไข่เจียวกินกับซอสมะเขือเทศ ร่างสูงใหญ่ใช้เวลาจัดการกับมื้อเช้าไม่นานก็เรียกคิดเงินแล้วตรงไปที่รถที่จอดไว้หน้าร้าน ชีวิตเรียบง่ายของเขาดำเนินไปอย่างช้า ๆ แบบนี้มาเนิ่นนาน จะมีก็เพียงแต่...
“ไปดีมานะไอ้หนุ่ม”
เจ้าของร้านข้าวแกงตะโกนบอก แกผละจากลูกค้าหันมาโบกมือให้อย่างเป็นกันเอง เช้าตรู่แบบนี้ลูกค้าวัยทำงานค่อนข้างเยอะเพราะรสมือและราคาถูกเป็นมิตรกับคนจนแบบเขามากทีเดียว
“ครับผม”
ตื่นนอน กินข้าว และออกไปทำงาน ... นี่แหละชีวิตชนชั้นล่างดี ๆ ที่เขาคู่ควร ...อย่าเพิ่งเบื่อกันล่ะ ลองอ่านกันไปก่อน อย่างน้อยก็ให้จบบทนี้ก็ยังดี
เขาติดไฟแดงอยู่สามนาทีก็ขี่ตรงขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ไป เช้านี้ถนนโล่งมากทีเดียว ฝั่งตรงข้ามของสะพานคือที่ตั้งของร้านตัดผมชายเล็ก ๆ ที่เขารวบรวมเงินจากการทำงานพิเศษมาเปิด หวังจะประสบความสำเร็จอย่างใครเขาเข้าสักวัน
“ท้องฟ้าเช้านี้โล่งดีชะมัด”
อากาศบนสะพานช่วงนี้ค่อนข้างเย็นสบายเลยทีเดียว สบายจนเขาเผลอมองไปบนท้องฟ้าเห็นนกตัวใหญ่ท่าทางแปลก ๆ บินวนอยู่แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร
เขาชอบมองท้องฟ้า ยิ่งมองมันในวันที่ฟ้าสวยเขายิ่งชอบ มันเหมือนกับว่าตัวเขาโดนโอบกอดด้วยอ้อมแขนยักษ์ใหญ่ของผืนฟ้าที่สดใส
อาจเป็นเพราะการใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวมันอิสระ และก็ว่างเปล่ากว่าที่คิด
นกตัวนั้นยังบินวนไม่ห่าง และนาทีที่ราวกับว่าเขาได้สบตาเล็ก ๆ คู่นั้นของมัน สมองของเขาพลันขาวโพลน
ตึง!!! เอี๊ยดดด โครม!
ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกราวกับได้กลายเป็นนกที่กำลังโบยบิน
ร่างหนาบนมอเตอร์ไซค์ลอยคว้างไปกลางอากาศ ก่อนโลกทั้งใบจะทุ่มเขาลงและโถมใส่ด้วยคลื่นแห่งความเจ็บปวด ทันทีที่ร่างกำยำตกกระแทกพื้นซีเมนต์ด้านล่างสะพานที่สูงกว่า 10 เมตร
“กรี๊ดด” เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังระงมจากผู้คนที่มาออกกำลังกายใต้สะพานในยามเช้า
เลือดสีแดงสดทะลักออกจากร่างที่ล่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงมหาศาลของพื้นโลก ตามมาด้วยเสียงในหัวที่ดังเป็นเสียงนาฬิกาปลุกเมื่อเช้า
ติ๊ด ๆ ๆ
น่ารำคาญจริง
และมันดังวนอยู่แบบนั้นซ้ำไปซ้ำมาจนอยากจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาปิดเสียง แต่กลับไม่รู้ว่ามือเขาอยู่ตรงไหนกัน ดวงตาพร่าราวมีม่านหมอกกันพยายามเพ่งมองก้อนบางอย่างที่ตกอยู่ไม่ไกล
นั่นหรือเปล่า?
“รถชนบนสะพาน!”
“คนขี่ตกสะพาน!!”
โอ้ย เสียงแสบแก้วหูจัง
เสียงคนตะโกนก้องไปทั่วบริเวณ ตอนนี้ดวงตาของเขาอาบไปด้วยเลือดสีแดงสดทำให้มันพร่าเบลอและเริ่มมองเห็นชัดบ้างมัวบ้าง และบางทีก็มืดสนิทเหมือนทีวีติด ๆ ดับ ๆ
“แกเอ้ย เรียกตำรวจเร็วเข้า...โธ่เอ๊ยไอ้หนุ่ม...”
“ยายมีเบอร์ไหม!”
“โธ่เอ้ย เอ็งก็หาเอาสิ ฉันก็ไม่รู้เว้ย!”
มีหลายเสียงปนกันจนเขาฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้สึกชาไปทั้งร่าง เมื่อครู่นี้เขายังมองเห็นนกตัวใหญ่บินบนท้องฟ้าสวย ๆ อยู่เลย ตอนนี้กลับมองเห็นเพียงเงาของเท้าคน
หน้าหนาวแล้วเหรอ...ทำไมหนาวขนาดนี้นะ
หนาวมากจนใจหาย
หายใจไม่ออกเลยแน่นหน้าอกไปหมด แต่ทำไมมันคุ้นจัง อ๋อ จุกเหมือนกับตอนที่ตกต้นไม้ตอนเด็ก ๆ ไง หึ ตอนนั้นไม่มีใครมาช่วยสักนิดเขาต้องนอนอยู่ท่าเดิมอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นมาได้ ...แล้วครั้งนี้ต้องนอนรอแค่ไหนกันนะ
ติดอยู่ในห้วงคิดอยู่อย่างนั้นสักพัก ร่างกายก็เริ่มกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง
“โอ...ย”
โอ้ย คำเดียวเขาก็ร้องไม่ออก มันเจ็บมาก ๆ เลย ร่างกายกลับมาเจ็บปวดจนเขาทนไม่ได้ แต่ก็ร้องไม่ออก ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดบอกเล่าความทรมานที่วิ่งเข้ามาคล้ายคันธนูที่ล็อกเป้าปักลงบนร่างเขานับหมื่นนับพันลูก
ปกติ เขาต้องตายแล้วหรือเปล่า
ได้แต่คิดและปล่อยให้น้ำตาร้อนให้ค่อย ๆ ไหลปนไปกับเลือดที่ไหลเปื้อนเต็มพื้นถนน ในหัวฉายภาพของเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่วิ่งตามหญิงแก่ท่าทางใจดีที่กำลังแบกหาบขายของไปตามถนน รอยยิ้มเหี่ยวย่น ฝ่ามืออุ่นและอ้อมกอดที่มีกลิ่นเฉพาะของคุณยาย
“อึก” ลิ่มเลือดข้นทะลักออกจากปาก พร้อมมือที่ยกขึ้นปิดตาแล้วเบือนหน้าหนีของคนรอบข้าง
ความทรงจำเก่า ๆ ไหลผ่านเข้ามา พร้อมกับความเจ็บปวดที่เพิ่มเป็นทวีคูณจากร่างกายที่บิดผิดรูปและขาดวิ่น
นี่หรือเปล่าที่คนใกล้ตายเขาจะเห็นกัน
‘ขอผม ตายไปเลยได้ไหม...’
“ถ่วงมันลงไปให้ลึกที่สุด”
คำสั่งแข็งกร้าวบอกกับลูกน้องที่ลากเรือเล็กเข้ามารอรับร่างไร้ลมหายใจในมือหนา ร่างสูงที่หอบเหนื่อยถอนหายใจออกมาอย่างพอใจเมื่อร่างเล็กที่คว่ำหน้าอยู่นั้นไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ
เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงปล่อยมือจากต้นคอบอบบางที่ขึ้นรอยช้ำเป็นจ้ำจากแรงบีบของเขาเอง ก่อนไล้ปลายนิ้วไปบนเส้นผมสีเงินที่สยายแผ่บนผืนน้ำด้วยแววตายากที่จะอธิบาย
รอบข้างเงียบสนิทไร้ซุ่มเสียงของสิ่งมีชีวิต ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดออกมา สายลมเย็นพัดเอื่อยในป่ารกชัฏนั้นแฝงไปด้วยความน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก เขาเพียงสะบัดไล่น้ำที่เปียกมือก่อนจะหันหลังเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น
และในเป็นนาทีนั้นเอง...
ที่เส้นด้ายแห่งชีวติจากแดนไกลถูกถักทอขึ้นใหม่แทนที่เส้นที่ขาดสะบั้นออกจากร่างที่น่าสังเวชนี้
เกินกว่าดวงตามนุษย์จะมองเห็น ด้ายเงินทอดยาวเข้าโอบล้อมร่างเล็กที่สิ้นลม ด้ายนับล้านล้านเส้นผูกเข้ากับร่างบางพลางดึงดวงจิตจากอีกโลกหนึ่งทะยานเข้าประสานกับเรือนกายที่ว่างเปล่า
ดวงตากลมหมองหม่นที่เบิกโพลงยามสิ้นใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปใต้ผืนน้ำเย็น เมื่อเนื้อแท้ซับสีเงินจากสายใยแห่งดวงจิตจนกลายเป็นนัยน์ตาสีม่วงอ่อนประกายเงินแวววาว
อีกฝ่ายที่ย่ามใจกำลังจะหันกลับขึ้นฝั่งหลังทำภารกิจสำเร็จ แต่ก็ตกชะงัก เมื่อจู่ ๆ ร่างไร้วิญญาณที่ลอยคว้างกลับกระตุกเฮือกขึ้นมายืนหอบหาอากาศหายใจ
“ตายยากตายเย็น!” เขาที่ยังยืนอยู่อยู่ไม่ไกลจึงรีบคว้าลำคอขาวแล้วกดให้จมดิ่งลงไปอีกครั้ง
อะไรวะเนี่ย!!
ร่างบางออกแรงดิ้นจนสุดแรงเมื่อกำลังจะขาดอากาศหายใจ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ถีบขาและปัดป่ายเอาตัวรอดอย่างสุดแรงจนเชือกที่มัดมือทั้งสองข้างหลุดออก น้ำโดยรอบซ่านกระเซ็น เกิดเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ขึ้นที่ริมธารลึก
หยุดเถอะ
เสียงหนึ่งกระซิบบอกชิดหู ก่อนเสียงนาฬิกาปลุกเดิมจะดังขึ้นอีกครั้ง ติ๊ด ๆ ๆ แล้วค่อย ๆ แผ่วลง จากนั้นเขาก็สิ้นแรงราวร่างกายกลายเป็นอัมพาต แต่รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ รอบกายได้อย่างชัดเจน เขาได้ยินเสียงก่นด่าจากคนด้านบนที่ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความสงบราวกับอยู่คนละโลกจะแทรกผ่าน ทุกอย่างในร่างกายล้วนหยุดนิ่ง หยุดแม้กระทั่งลมหายใจของเขาที่ตื่นตระหนก…
ในขณะที่หูแว่วได้ยินเสียงหนึ่งแทรกซึมเข้ามาในห้วงสติที่พร่าเลือน
...ช่วยผมแก้ไขมันที
ร่างหนาจับกดเอาไว้นิ่งนานกว่าครั้งแรก เขารอจนกว่าจะแน่ใจว่า ร่างเล็ก ๆ ที่ดูบอบบางนี้จะไม่มีทางหวนกลับมาได้อีกเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องนำร่างไร้วิญญาณนี้ไป
“ถ่วงมันลงไปให้ลึกที่สุด” คำสั่งเดิมยังคงหนักแน่น ก่อนหันหลังเดินเดินขึ้นฝั่งไปดดยไม่หันกลับมามองอีกเลย เรือเล็กนำร่างที่สิ้นลมขึ้นเรือเพื่อล่องออกไปยังจุดที่ลึกที่สุด ข้อเท้าช้ำถูกผูกติดเอาไว้ด้วยหินก้อนใหญ่พอที่จะถ่วงร่างให้จมไร้เงาไปตลอดกาล
ตูมม
ร่างบางจมหายไปทันทีที่ถูกผลักร่างลงจากเรือ หินก้อนใหญ่ดิ่งลงไปกระแทกพื้นดินใต้น้ำ พาร่างเล็กลอยค้างอยู่ในกระแสน้ำเย็น ผมยาวสีเงินแผ่สยายพลิ้วไหวตามกระแสน้ำ เมื่อทุกอย่างสงบลงมันช่างดูงดงามอยู่ในที แต่ก็ดูน่าสะพรึงไปในคราวเดียวกัน เมื่อภาพนั้นประกอบกับใบหน้าสวยซีดขาวไร้สีเลือด รอยช้ำปื้นใหญ่ตรงลำคอและริมฝีปากบางสีม่วงคล้ำของร่างที่หยุดหายใจ
สัญญานะ
เสียงกระซิบหวานดังแผ่วในสายน้ำ กระแสน้ำไหลผ่านร่างไประลอกแล้วระลอกเล่า สายลมเย็นพัดผิวน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นบาง ๆ เมฆบางเคลื่อนตัวจนเผยให้เห็นดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้าที่คราคร่ำไปด้วยหมู่ดาวแม้จะเป็นคืนเดือนเด่นเช่นนี้ แสงจันทร์นวลสาดทาบลงบนผืนน้ำทำให้ใต้น้ำมีแสงรำไรพาดผ่านไปจนถึงร่างเล็กที่จมอยู่ก้นแม่น้ำที่มืดมิด
นกตัวใหญ่บินวนก่อนจะลาลับไปสุดแดนป่า เวลาผ่านไปนานนับไม่ได้ ผิวขาวซีดนั้นค่อย ๆ กลับคืนสีเลือดฝาด ริมฝีปากเริ่มคลายจากสีม่วงคล้ำเป็นแดงระเรื่อ หัวใจดวงน้อยค่อย ๆ กลับมาเต้นอย่างเป็นจังหวะ ก่อนเปลือกตาบางจะเปิดขึ้นเผยนัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่ตื่นตะลึง
อะไรวะเนี่ย!
เขาสบถในใจอีกครั้ง หันมองไปรอบตัวอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะเริ่มตั้งสติ รั้งตัวเองลงไปแก้ปมเชือกที่ข้อเท้า
นี่ก็มัดแน่นกะว่าไม่ให้แกะเลยว่างั้น!
ใช้เวลาไม่นานปมเชือกก็คลายออก ร่างเล็กรีบทะลึ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อหอบอากาศเข้าปอดในทันที
ซ่า!!
“เฮือก! แค่ก ๆ”
ทันทีที่โผล่พ้นผิวน้ำเขาทำได้เพียงพยายามหอบเอาอากาศเข้าปอดจนสำลักไอ ยกมือปัดผมที่เปียกให้พ้นหน้าแล้วมองไปรอบตัว ก่อนจะเห็นฝั่งอยู่ไกลออกไป แต่ตอนนี้เขาไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะฝืนว่ายฝ่ากลับเข้าฝั่งได้ สู้ลอยคอเก็บแรงอย่างนี้ไปสักพักจะมีแววรอดมากกว่า
คิดได้ดังนั้นเขาก็กวักมือใต้น้ำปรับท่าเป็นนอนลอยคอ มองท้องฟ้าสีเข้มและปล่อยตัวให้ไหลไปตามกระแสน้ำ
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันเนี่ย”
To be continued...............
บทที่ 14 เพื่อนร่วมทางวิลเลียสตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของทอนซ์ หนุ่มน้อยวิ่งขึ้นมาตามพวกเขาให้ลงไปทานมื้อเช้าด้วยกันข้างล่างหลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอาหารเช้าถูกจัดเตรรียมไว้ให้เรียบร้อย พร้อมเสบียงและน้ำดื่มเพิ่มเติมให้พวกเขาติดตัวสำหรับเดินทางต่ออีกด้วยวิลเลียสมองไปรอบ ๆ บ้าน บรรยากาศยังคงเงียบและเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คลี่คลายลงจากเมื่อคืน เจ้าของบ้านเอ่ยลาพร้อมส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้“เดินทางปลอดภัยนะ”รถที่นั่งต่อเข้าไปยังรัฐแคโร รอบนี้ไม่ต่างจากคันแรกนัก แต่จะกว้างกว่าและมีคนเดินทางไปด้วยเยอะกว่าเดิม ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน จนเขาทั้งคู่ไม่อาจหลบเลี่ยงอัลฟ่าคนนั้นได้“ไง” อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยทักทั้งรอยยิ้มกว้างเซรอนทีคอยกันวิลเลียสเอาไว้ส่งยิ้มตอบเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรและไม่ได้วางท่าข่มคนอื่นแม้แต่น้อย ติดจะขี้เล่นขี้คุยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงผ่อนคลายลงกล่าทักทายอีกฝ่ายกลับ จนทราบว่าอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ชื่อรีลิฟฟ์ เป็นอัลฟ่าที่มาทำงานในกรมการศึกษาระหว่างรัฐ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่รัฐแคโร“ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนสเตรย์บิล อย่างนั้นเหรอ” อัลฟ่าที่
บทที่ 13 โรคทมิฬ 2 “นี่แหละ...โรคทมิฬที่เคยบอก”วิลเลียสหันไปตามเสียง ก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสีดำในห้องสลัว เขามีร่างกายที่ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังดำคล้ำแห้งเหี่ยว ร่างกายบิดผิดรูปจนเจ้าของร่างได้แต่อ้าปากค้างกว้างน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดออกมา ร่างกายเกร็งจนคอแทบพับไปข้างหลังสองแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง นี่เป็นภาพที่ทั้งหดหู่และสยดสยองที่สุดตราบที่เขามีชีวิตมาเลย“แจ้งทางการเถอะครับ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” เซรอนตัดสินใจพูดออกมา เพราะอาการป่วยของคนตรงหน้านั้น เกินกว่าจะยื้อเอาไว้แล้วคนเป็นแม่ได้แต่สะอึกสะอื้น สายตาห่วงหายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลูกชายคนโต “ถ้าแจ้งไป ทางการก็จะมาพาตัวเขาไป แม้แต่ตอนตายก็คงไม่ได้บอกลากัน พวกเราทำใจไม่ได้หรอกค่ะ”“แต่ทิ้งไว้แบบนี้ คนในหมู่บ้านก็จะเสี่ยงไปด้วยนะครับ!” เซรอนพูดออกมาเสียงเครียด การพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ส่งให้ทางการนับเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง“เขาเป็นเด็กดี ขยัน แต่ทำไม… ทำไมต้องมาติดไอ้โรคบ้า ๆ นี้ด้วยล่ะ! เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!” คนเป็นแม่โวยวายออกมาสุดเสียงแล้วร้องไห้จนตัวโยน “ฮือออ
บทที่ 12 โรคทมิฬ 1หลังจากที่พวกเขาไปพบกับศาสตราจารย์ลีโอนีเมื่อวันก่อน เซรอนได้ปรึกษาพูดคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการเดินทางและเรื่องที่ศาสตราจารย์จะช่วยออกหน้าให้อยู่พักใหญ่โดยแจ้งเรื่องขอหยุดเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปเป็นนักศึกษาอาสาลงพื้นที่ในภาควิชาปรุงยาของตน“เอาเอกสารนี้ติดตัวไป หากเกินเรื่องอะไรให้นำมันออกมายืนยันกับเจ้าหน้าที่”เซรอนกล่าวขอบคุณพร้อมรับปากว่ารากพิสทิลจะถูกส่งมาถึงมือศาสตราจารย์เพิ่มอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นสองวันถัดมาหลังเตรียมของสำหรับเดินทางครบถ้วน พวกเขาก็มาพร้อมกันที่ท่ารถฉันมเมือง พวกเขาเลือกใช้การเดินทางโดยรถม้าแทนรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน เขาไม่รู้ว่าช่วงฮีทของวิลเลียสจะมาช่วงไหน ดังนั้นจำกัดจำนวนคนที่เดินทางไปด้วยน่าจะดีกว่า“เราต้องเดินทางเข้าเมืองแคโร เพื่อผ่านทางหลวงไปยังเมืองฟอร์มิสทางตอนเหนือนะวิลเลียส แต่ที่ฉันกังวลคือคนที่เคยทำร้ายนาย” เซรอนว่าออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลตามปากว่า“พวกมันคงคิดว่าฉันตายไปแล้วมากกว่า”“คิดเช่นนั้นหรือ? แต่อย่างไรเราก็ควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”“เข้าใจแล้ว จะคอยระวังนะ" เซรอนพยักหน้ารับ “การเดินทางอาจล
บทที่ 11 ศาสตราจารย์“วิลเลียส วิลเลียส ตื่น” เซรอนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาปลุกวิลเลียสที่ยังคงหลับอยู่ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้คนตัวเล็กสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย “หือ ใครอ่ะ?”“ฉันเอง” เซรอนตอบ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย ความทรงจำของเมื่อวานก็ไหลเข้ามาในหัวทันที ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นนานแล้วเหรอ?” เขาลูบหน้าตั้งสติแล้วถามอีกฝ่ายกลับ เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเช่นเดียวกันกับเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“สักพักแล้วล่ะ นายควรเตรียมตัวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะสายเอา”“ไปไหน?” วิลเลียสลุกไปหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดไหล่ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อย “ไปหาคนที่จะช่วยเราได้ไง”เซรอนเดินนำวิลเลียสไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางปีกขวาของโรงเรียน พวกเขาเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูไม้สีดำ เซรอนไม่รีรอเคาะประตูไม้สองสามครั้ง“เข้ามา” ไม่นานเสียงตอบรับจากข้างในก็เอ่ยอนุญาต บานประตูจึงถูกผลักเข้าไปเบา ๆทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ก็ปรากฎห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีอุปกรณ์มากมายวางกองไว้ที่มุมห้อง โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้อง บนนั้นมีทั้งหนังสือที่เปิดค้า
บทที่ 10 เรียนรู้โลกใหม่ทางเดินคดเคี้ยวตามคำบอกของดาด้านั้นไม่เกินจริง พวกเขาเดินเบียดเสียดกับผู้คนที่แวะเวียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มบางตา ร้านส่วนใหญ่จะขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษา จำวพวกหนังสือและอุปกรณ์เฉพาะทางต่าง ๆ จากที่เขาสังเกตุดูเหมือนโลกนี้จะยังอยู่ในช่วงที่กับคล้ายยุคกลางของโลกเดิม ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก เท่าที่เห็นยังคงใช้รถม้าในการเดินทาง และมีรถรางทั้งเครื่องไอน้ำและเคเบิลอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านสินะ“รอตรงนี้นะ ฉันเข้าไปไม่นาน”เซรอนขอให้เขารออยู่นอกร้านที่เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรทั้งแบบสดและตากแห้งแขวนอยู่เต็มไปหมด มีพืชหลายอย่างที่ดูแปลกตา และเนื่องจากขนาดร้านที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ พืชสมุนไพรหลายชิ้นจึงถูกวางสุมเป็นกองโตวิลเลียสยืนหลบอยู่ที่มุมหน้าร้าน มีลูกค้าเดินเข้าออก บางประปราย แต่ทุกคนล้วนออกมาพร้อมถุงหรือไม่ก็กระสอบใบใหญ่เซรอนเข้าไปไม่นานอย่างที่บอก เขาเดินออกมาพร้อมห่อกระดาษขนาดย่อม วิลเลียสไม่ได้สนใจถามว่าอีกฝ่ายเข้าไปซื้ออะไรจากร้านนั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาตอนนี้คือรถรางไอน้ำที่ส่งเสียงหู
บทที่ 9 ไทม์สแคว์ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดในเมืองเดลาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายรัฐ มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ในไทม์สแควร์ นอกจากพ่อค้าแม่ค้าแล้วยังคับคั่งไปด้วยผู้คนท่าทางภูมิฐานดูมีความรู้ แต่ละคนมักจะถือสมุดหรือไม่ก็หนังสือเล่มหนาในมือ ซึ่งสมกับที่เป็นเมืองแห่งการศึกษาจริง ๆ“คนที่นี่ดูมีความรู้กันทั้งนั้นเลยนะ”“ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในเมืองนี้เป็นนักศึกษาหรือไม่ก็อาจารย์ที่เข้ามาศึกษาต่อจากรัฐอื่นน่ะ”เดินมาสักพักเซรอนก็พาเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง มือหนาผลักเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยกุ๊งกิ๊ง~“สวัสดีครับ ขอรบกวนหน่อยนะครับ” เซรอนเอ่ยทักทายคนในร้าน“ไงเซรอนวันนี้มีแบบเสื้อผ้าอะไรมาเสนอหรือจ๊ะ” เจ้าของร้านหนุ่มหน้าสวยเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง“ลืมบอกไป ฉันออกแบบเสื้อผ้าส่งให้กับทางร้านเป็นงานอดิเรกน่ะ” คนตัวสูงหันมากระซิบ ก่อนหันไปเอ่ยปฏิเสธเจ้าของร้านอย่างสุภาพ“วันนี้ไม่งานมาเสนอหรอกครับ แต่มีเพื่อนมาด้วย อยากให้ดาด้าช่วยหาชุดเหมาะ ๆ สักสองสามชุด สะดวกไหมครับ”“แฟน?” ดาด้ามองจับผิดเซรอนที่ยกมือบอกปัด “ไม่ใช่ นี่เพื่อนครับ”“แหม ๆ ก็เห็นพาหนุ่มน้อยโอเมก้ามาคิดว่าจะเป็นแฟนเสี





![เฝ้า(รอ)รัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

