INICIAR SESIÓN“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันเนี่ย”
รอบตัวดูแปลกตา รู้เพียงว่าตอนนี้เหนื่อยล้าจนลมหายใจยังทำได้แค่หายใจสั้น ๆ แขนขาอ่อนแรง ธารน้ำนี้หากมองเผิน ๆ ดูไม่ลึกเท่าไหร่ แต่จากประสบการณ์ตรง เขารู้ดีเลยว่ามันลึกพอจะซ่อนคนทั้งคนเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
จากธารน้ำแคบลึกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสายใหญ่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามแนวต้นไม้ในป่า พอใจสงบลงเขาก็เริ่มได้ยินแมลงกลางคืนส่งเสียงลอดออกมากจากแนวแมกไม้น้อยใหญ่ริมธาร ประสานไปกับเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ
ภาพจำและความรู้สึกสุดท้ายคือพื้นแข็ง ๆ ของซีเมนต์และความปวดร้าวของปอดที่ฉีกขาดจนหายใจไม่ออก เพียงแต่เมื่อภาพตัดฉับเพียงพริบตาเขากลับมาโผล่อยู่ที่นี่ ซ้ำยังโดนจับกดน้ำโดยใครก็ไม่รู้อีกต่างหาก
ถึงแม้จะรู้สึกคุ้นกับความเจ็บที่ท้ายทอยนั้นก็ตามที
พอนึกถึงนาทีร่างแหลกสลายความเจ็บปวดนั้นก็ยังติดอยู่ในใจจนเผลอนิ่วหน้า เขาจำได้ขึ้นใจว่าการเจ็บจนต้องร้องของความตายนั้นเป็นอย่างไร
“เฮ้อ”
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาไม่อาจทราบได้ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เสียงของแมลงทั้งหลายเริ่มเงียบลง พร้อมกับสีฟ้าอ่อนที่ค่อย ๆ เคลือบอยู่บนเส้นขอบฟ้า ต้นไม้หนาทึบก็เริ่มห่าง ไม่ตั้งต้นถี่แน่นเหมือนกลางป่า นั่นเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าสายน้ำนี้พัดพาเขาออกมายังชายป่าแล้ว เสียงน้ำที่ไหลเริ่มฟังชัดเจนขึ้นบ่งบอกอีกว่าระดับน้ำเองก็ค่อย ๆ ตื้นขึ้นเช่นเดียวกัน คงได้เวลาที่เขาจะต้องหาทางขึ้นบกก่อนที่ตัวจะยุ่ยไปมากกว่านี้
จากที่ลอยตัวในท่านอนหงายร่างเล็กก็เริ่มพลิกตัวและออกแรงจ้วงน้ำตรงไปที่ริมตลิ่งอย่างทุลักทุเล เขาฝืนแรงน้ำจนมาถึงได้ในที่สุด ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหินกลมพร้อมหอบเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ทำไมถึงได้เหนื่อยขนาดนี้นะ” เขาทอดถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะปัดเส้นผมยาวรุงรังออกให้พ้นใบหน้าด้วยความรำคาญ จึงได้เห็นอีกว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็ยืดยาวพะรุงพะรังไม่แพ้กัน
“โธ่เว้ย อะไรกันนักหนา” เขาสาระวนกับการเสื้อผ้าอยู่พักใหญ่ก่อนจะสังเกตความผิดปกติบางอย่างได้
เสื้อผ้าแบบนี้ ไม่ใช่ของเขา
เส้นผมสีเงินที่ยาวรุงรังนี่ ก็ไม่ใช่อย่างไม่ต้องสงสัย
สายตาแห่งความฉงนค่อย ๆ ไล่มองไปตามร่างกาย แขนเรียวบางที่ขาวสะอาดและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนดูต่างไปจากกล้ามหนาแน่นและผิวสีน้ำผึ้งจนใจเริ่มเต็มตึกตัก รีบถกกางเกงผ้าที่ขาดวิ่นขึ้นดูด้วยความตกใจ
เชี่ยไรวะเนี่ย! ได้แต่สบถอยู่ในใจเมื่อเห็นเรียวขาวบอบบาง ปลายนิ้วมือสั่นเทาค่อย ๆ ยื่นไปสัมผัสอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะตบฉาดเข้าที่ข้างแก้มเต็มแรงจนตัวเองหน้าหัน
“ซี้ดด ก็เจ็บนี่หว่า บ้าเอ้ย!” เขาร้องโอดโอยพลางลูบแก้มไปมาเพื่อบรรเทาความแสบ ก่อนจะชันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและเริ่มสำรวจร่างกายของตัวเอง “คนใหม่” อย่างจริงจังอีกครั้ง เมื่อตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เขาได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของใครบางคน
จากระดับสายตา ตอนนี้เขาสูงราว ๆ 150 เซนติเมตรบวกลบจากนี้ไม่มาก ร่างกายโปร่งติดจะผอมอยู่สักหน่อยแต่ก็ดูไม่ได้ขาดสารอาหาร เล็บมือเล็บเท้าก็ถูกแต่งทรงได้รูปอย่างสะอาดดูแล้วคงเป็นคนที่หมั่นดูแลตัวเองอยู่ไม่น้อย
ผมก็ยาวสลวยแม้ในตอนที่พันกันยุ่งก็ยังนุ่มและสางออกได้โดยง่าย
เดี๋ยวนะ? ผมยาว ตัวเล็ก ผิวขาวและบอบบา...ง
พรึบ! มือบางตะปบลงบนหน้าอกและเบื้องล่างตรวจเช็คสภาพส่วนนั้นอย่างเร็ว ก่อนจะต้องถอดหายใจโล่งเมื่อเขายังสัมผัสได้ว่าต่อให้ข้ามโลกมาเกิดใหม่เขาก็ยังเป็นผู้ชายเหมือนเดิม
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ”
เฮ้อ มองไปรอบตัวตอนนี้ก็ไม่มีใคร อยู่ที่ไหนก็ไม่อาจเดาได้ ซ้ำร้ายร่างใหม่นี้ยัง...
“โดนหลอกมาฆ่าหรือไงกันนะ” เขาว่าอย่างนึกสงสาร เป็นเพียงเด็กผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งเท่านั้น ทำไมถึงมีชะตากรรมแบบนี้ได้ ถูกปล้นหรือเปล่า หรือถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ แต่ต่อให้หาคำตอบตอนนี้ไปก็ปวดสมองเปล่า
เขาต้องรีบไปจากตรงนี้ แม้จะมั่นใจว่าลอยออกมาไกลแต่หากโชคร้ายไปเจอกับคนร้ายคนนั้นเข้าจะยิ่งแย่ ไม่ใช่เพียงเรื่องการเกิดใหม่ แต่การตายแล้วฟื้นก็ไม่ส่งผลดีต่อเขาในตอนนี้แน่
พรึบ
“เฮ้ยย! พระ พระ พระ!” เขาร้องเสียงหลงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีลูกกวางกระโดดออกมาจากพงหญ้าด้านหลัง จนเขาร้องลั่นหัวใจเกือบวาย ลูกกวางตัวเล็กเพียงกระดิกหูพลางขยับจมูกไปมา ก่อนเดินเยื้องย่างไปกินน้ำในลำธาร โดยไม่สนใจเขาสักนิด
“พระที่ไหนเล่า! ตกใจหมดเป็นแกนี่เอง คิดว่าโดนเข้าให้แล้วไหมล่ะ” เขาพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนสายตาจะมองเลยเจ้ากวางไปเห็นสิ่งปลูกสร้างสูงตระหง่านอยู่ไกลลิบตา
ไหน ๆ ก็ไม่รู้อะไร งั้นลองไปที่นั่นดูก่อนก็แล้วกัน
เท้าบางคู่ใหม่ออกเดินไปยังจุดหมายแม้จะรู้สึกเจ็บเพราะเหยียบกรวดหินตามทางแต่ก็ต้องฝืนทน เอาไว้ถ้าเจอคนค่อยของความช่วยเหลือ
ใช้เวลาอยู่นานมากกว่าเขาจะเดินมาถึง ตรงหน้านั้นคือรั้วเหล็กหนาสูงกว่าสามเมตร เขาเงยหน้ามองเห็นเพียงยอดหลังคาของอาคารสูง รั้วเหล็กนี้ดูเก่าแก่และขึ้นสีสนิมบ่อบอกอายุความเก่าแก่ได้ชัดเจน ก่อนเขาจะตาดีเห็นซี่เหล็กถูกสนิมกร่อนจากหักพังเป็นช่องเล็ก ๆ ก็รีบสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้
“เห็นแล้วหิวและแฮะ” ตรงหน้าเขาคือสวนผลไม้เล็ก ๆ คล้ายโรงเกษตร ที่มีทั้งพืชผักผลไม้ และทุ่งดอกไม้ที่ออกดอกบานสะพรั่ง ตาดีมองไปเห็นผลไม้สุกงอมสีแดงสดก็ลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะค่อย ๆ เอีองกายแทรกตัวผ่านช่องเหล็กผุพังนั้นเข้าไปด้านในได้สำเร็จ แต่ปลายเหล็กแหลมอันหนึ่งดันเกี่ยวเข้ากับชายเสื้อจนเขาสะดุดและต้องหันกลับมาปลดมันออก
“นั่นใคร!”
ด้วยความตกใจปลายเสื้อที่จับไว้นั้นกระตุกฉีกขาดดังแคว่กขึ้นมาทันที เกิดมาทั้งชาติไม่เคยเป็นขโมย แต่เพียงแค่เริ่มก็ดันโดนจับได้ทันทีเสียแล้ว
“อะ เอ่อ” เขาหันกลับมายังต้นเสียงทันยังไม่ได้แก้ตัวอีกฝ่ายก็ตวาดเสียงกร้าว
“แกเป็นใคร? ตั้งใจจะทำอะไร?” อีกคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
“ตอบ!” อีกฝ่ายเร่ง
“ค...คือ...” แทบหาเสียงของตัวเองไม่เจอเมื่อเงาสูงพาดทับลงมาบนตัวเขา ไหล่หนานั้นตั้งตรงอย่างระแวดระวังมองคนตัวเล็กกว่าอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนคิ้วหนาจะกระตุกเมื่อสายตาไปสะดุดกับบางอย่าง
“แอบเข้ามาจากช่องนั้นงั้นหรือ?”
“เอ่อ ใช่ครับ”
“เร่ร่อน?” อีกฝ่ายหรี่ตาถามอย่างจับผิด “เธอเข้ามาที่นี่ไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต”
“ขอโทษครับ” เขารีบเอ่ยคำขอโทษออกไป แต่ท้องเจ้ากรรมกลับไม่สนหน้านาย ส่องเสียง จ๊อก~ ออกมาอย่างหน้าอาย
“หึ” อีกฝ่ายฟหลุดหัวเราะก่อนจะกลับมาตีหน้าเข้มและเดินเข้ามาใกล้เขายิ่งกว่าเดิม เป็นขณะเดียวกันกับสายลมที่พัดผ่านร่างสูงหอบเอากลิ่นหอมละมุนโชยเข้ามาในจมูก
หือ ตัวหอมเป็นบ้า
“ไม่ได้เป็นนักเรียนของที่นี่สินะ?”
อ๋อ ที่นี่เป็นโรงเรียนนี่เอง
“แค่ผ่านมาครับ ขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ” เขาได้แต่รีบก้มหัวกล่าวขอโทษซ้ำเพราะไม่อยากมีปัญหา แต่อีกฝ่ายกลับยื่นมือมาแตะไหล่ เขาจึงรีบเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่จู่ ๆ ก็ดูตื่นตกใจราวกับเห็นสิ่งประหลาด
“นายเป็น... คนจากตระกูลฟรอส!”
ตระกูลอะไรนะ?
“เอ่อ...ก็...ไม่ค่อยแน่ใจนะ” เขาตอบบตะกุกตะกักอย่างไม่มั่นใจ นี่เราอ้างชื่อตระกูลนี้ได้ไหมเนี่ย
“หมายความว่าอย่างไร ที่ว่าไม่แน่ใจ?”
“คือผม...จำอะไรไม่ได้” คำตอบนั้นยิ่งทำให้อีกฝ่ายแสดงสีหน้าประหลาดเข้าไปใหญ่
“เดี๋ยว ๆ นี่คุณโดนทำร้ายมางั้นเหรอ ไม่สิแค่เห็นสภาพก็น่าจะรู้แล้วนี่นา เซรอนเอ้ย ไอ้เจ้าบ้า!” อีกฝ่ายต่อว่าตัวเองก่อนจะรีบถอดเสื้อนอกออกมาคลุมไหล่ให้กับเขา
“ขอบคุณครับ” เสื้อหนานี้อุ่นดีชะมัด ถึงแม้ชุดที่ใส่จะแห้งสนิทแต่มันกลับบางจนต้านลมเย็นไม่ไหว แต่ทั้งที่เขาเอ่ยขอบคุณไปแล้วคนตรงหน้ากลับเงียบและนิ่ง ราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว
“เป็น... ผู้ชาย?” คำถามนั้นพาให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบ
“ครับ?” ใช่สิ เขาเป็นผู้ชาย ตรวจสอบมาเองกับมือ แต่คำตอบนั้นกลับทำอีกคนตาโตเป็นไข่ห่านก่อนจะละล่ำละลักบอก
“ไม่! ไม่ไม่ไม่! ถ้านายเป็นผู้ชายจากตระกูลฟรอส นายจะเป็นโอเมก้าไม่ได้เด็ดขาด!”
“?”
ร่างสูงบอกออกไปด้วยอาการตกใจที่สุดในชีวิต เขามั่นใจว่าจมูกของเขาได้กลิ่นโอเมก้ามาจากคนตรงหน้าไม่ผิดแน่ เพราะการเป็นโอเมก้าชายนั้นไม่แปลก แต่ที่แปลกคือการเป็นโอเมก้าจากตระกลูอัลฟ่าเลือดบริสุทธิ์...ตระกูลฟรอสผู้ปกครองรัฐนั่นต่างหากล่ะ!
To be continued...............
บทที่ 14 เพื่อนร่วมทางวิลเลียสตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของทอนซ์ หนุ่มน้อยวิ่งขึ้นมาตามพวกเขาให้ลงไปทานมื้อเช้าด้วยกันข้างล่างหลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอาหารเช้าถูกจัดเตรรียมไว้ให้เรียบร้อย พร้อมเสบียงและน้ำดื่มเพิ่มเติมให้พวกเขาติดตัวสำหรับเดินทางต่ออีกด้วยวิลเลียสมองไปรอบ ๆ บ้าน บรรยากาศยังคงเงียบและเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คลี่คลายลงจากเมื่อคืน เจ้าของบ้านเอ่ยลาพร้อมส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้“เดินทางปลอดภัยนะ”รถที่นั่งต่อเข้าไปยังรัฐแคโร รอบนี้ไม่ต่างจากคันแรกนัก แต่จะกว้างกว่าและมีคนเดินทางไปด้วยเยอะกว่าเดิม ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน จนเขาทั้งคู่ไม่อาจหลบเลี่ยงอัลฟ่าคนนั้นได้“ไง” อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยทักทั้งรอยยิ้มกว้างเซรอนทีคอยกันวิลเลียสเอาไว้ส่งยิ้มตอบเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรและไม่ได้วางท่าข่มคนอื่นแม้แต่น้อย ติดจะขี้เล่นขี้คุยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงผ่อนคลายลงกล่าทักทายอีกฝ่ายกลับ จนทราบว่าอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ชื่อรีลิฟฟ์ เป็นอัลฟ่าที่มาทำงานในกรมการศึกษาระหว่างรัฐ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่รัฐแคโร“ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนสเตรย์บิล อย่างนั้นเหรอ” อัลฟ่าที่
บทที่ 13 โรคทมิฬ 2 “นี่แหละ...โรคทมิฬที่เคยบอก”วิลเลียสหันไปตามเสียง ก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสีดำในห้องสลัว เขามีร่างกายที่ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังดำคล้ำแห้งเหี่ยว ร่างกายบิดผิดรูปจนเจ้าของร่างได้แต่อ้าปากค้างกว้างน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดออกมา ร่างกายเกร็งจนคอแทบพับไปข้างหลังสองแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง นี่เป็นภาพที่ทั้งหดหู่และสยดสยองที่สุดตราบที่เขามีชีวิตมาเลย“แจ้งทางการเถอะครับ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” เซรอนตัดสินใจพูดออกมา เพราะอาการป่วยของคนตรงหน้านั้น เกินกว่าจะยื้อเอาไว้แล้วคนเป็นแม่ได้แต่สะอึกสะอื้น สายตาห่วงหายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลูกชายคนโต “ถ้าแจ้งไป ทางการก็จะมาพาตัวเขาไป แม้แต่ตอนตายก็คงไม่ได้บอกลากัน พวกเราทำใจไม่ได้หรอกค่ะ”“แต่ทิ้งไว้แบบนี้ คนในหมู่บ้านก็จะเสี่ยงไปด้วยนะครับ!” เซรอนพูดออกมาเสียงเครียด การพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ส่งให้ทางการนับเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง“เขาเป็นเด็กดี ขยัน แต่ทำไม… ทำไมต้องมาติดไอ้โรคบ้า ๆ นี้ด้วยล่ะ! เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!” คนเป็นแม่โวยวายออกมาสุดเสียงแล้วร้องไห้จนตัวโยน “ฮือออ
บทที่ 12 โรคทมิฬ 1หลังจากที่พวกเขาไปพบกับศาสตราจารย์ลีโอนีเมื่อวันก่อน เซรอนได้ปรึกษาพูดคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการเดินทางและเรื่องที่ศาสตราจารย์จะช่วยออกหน้าให้อยู่พักใหญ่โดยแจ้งเรื่องขอหยุดเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปเป็นนักศึกษาอาสาลงพื้นที่ในภาควิชาปรุงยาของตน“เอาเอกสารนี้ติดตัวไป หากเกินเรื่องอะไรให้นำมันออกมายืนยันกับเจ้าหน้าที่”เซรอนกล่าวขอบคุณพร้อมรับปากว่ารากพิสทิลจะถูกส่งมาถึงมือศาสตราจารย์เพิ่มอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นสองวันถัดมาหลังเตรียมของสำหรับเดินทางครบถ้วน พวกเขาก็มาพร้อมกันที่ท่ารถฉันมเมือง พวกเขาเลือกใช้การเดินทางโดยรถม้าแทนรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน เขาไม่รู้ว่าช่วงฮีทของวิลเลียสจะมาช่วงไหน ดังนั้นจำกัดจำนวนคนที่เดินทางไปด้วยน่าจะดีกว่า“เราต้องเดินทางเข้าเมืองแคโร เพื่อผ่านทางหลวงไปยังเมืองฟอร์มิสทางตอนเหนือนะวิลเลียส แต่ที่ฉันกังวลคือคนที่เคยทำร้ายนาย” เซรอนว่าออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลตามปากว่า“พวกมันคงคิดว่าฉันตายไปแล้วมากกว่า”“คิดเช่นนั้นหรือ? แต่อย่างไรเราก็ควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”“เข้าใจแล้ว จะคอยระวังนะ" เซรอนพยักหน้ารับ “การเดินทางอาจล
บทที่ 11 ศาสตราจารย์“วิลเลียส วิลเลียส ตื่น” เซรอนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาปลุกวิลเลียสที่ยังคงหลับอยู่ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้คนตัวเล็กสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย “หือ ใครอ่ะ?”“ฉันเอง” เซรอนตอบ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย ความทรงจำของเมื่อวานก็ไหลเข้ามาในหัวทันที ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นนานแล้วเหรอ?” เขาลูบหน้าตั้งสติแล้วถามอีกฝ่ายกลับ เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเช่นเดียวกันกับเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“สักพักแล้วล่ะ นายควรเตรียมตัวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะสายเอา”“ไปไหน?” วิลเลียสลุกไปหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดไหล่ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อย “ไปหาคนที่จะช่วยเราได้ไง”เซรอนเดินนำวิลเลียสไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางปีกขวาของโรงเรียน พวกเขาเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูไม้สีดำ เซรอนไม่รีรอเคาะประตูไม้สองสามครั้ง“เข้ามา” ไม่นานเสียงตอบรับจากข้างในก็เอ่ยอนุญาต บานประตูจึงถูกผลักเข้าไปเบา ๆทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ก็ปรากฎห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีอุปกรณ์มากมายวางกองไว้ที่มุมห้อง โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้อง บนนั้นมีทั้งหนังสือที่เปิดค้า
บทที่ 10 เรียนรู้โลกใหม่ทางเดินคดเคี้ยวตามคำบอกของดาด้านั้นไม่เกินจริง พวกเขาเดินเบียดเสียดกับผู้คนที่แวะเวียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มบางตา ร้านส่วนใหญ่จะขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษา จำวพวกหนังสือและอุปกรณ์เฉพาะทางต่าง ๆ จากที่เขาสังเกตุดูเหมือนโลกนี้จะยังอยู่ในช่วงที่กับคล้ายยุคกลางของโลกเดิม ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก เท่าที่เห็นยังคงใช้รถม้าในการเดินทาง และมีรถรางทั้งเครื่องไอน้ำและเคเบิลอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านสินะ“รอตรงนี้นะ ฉันเข้าไปไม่นาน”เซรอนขอให้เขารออยู่นอกร้านที่เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรทั้งแบบสดและตากแห้งแขวนอยู่เต็มไปหมด มีพืชหลายอย่างที่ดูแปลกตา และเนื่องจากขนาดร้านที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ พืชสมุนไพรหลายชิ้นจึงถูกวางสุมเป็นกองโตวิลเลียสยืนหลบอยู่ที่มุมหน้าร้าน มีลูกค้าเดินเข้าออก บางประปราย แต่ทุกคนล้วนออกมาพร้อมถุงหรือไม่ก็กระสอบใบใหญ่เซรอนเข้าไปไม่นานอย่างที่บอก เขาเดินออกมาพร้อมห่อกระดาษขนาดย่อม วิลเลียสไม่ได้สนใจถามว่าอีกฝ่ายเข้าไปซื้ออะไรจากร้านนั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาตอนนี้คือรถรางไอน้ำที่ส่งเสียงหู
บทที่ 9 ไทม์สแคว์ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดในเมืองเดลาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายรัฐ มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ในไทม์สแควร์ นอกจากพ่อค้าแม่ค้าแล้วยังคับคั่งไปด้วยผู้คนท่าทางภูมิฐานดูมีความรู้ แต่ละคนมักจะถือสมุดหรือไม่ก็หนังสือเล่มหนาในมือ ซึ่งสมกับที่เป็นเมืองแห่งการศึกษาจริง ๆ“คนที่นี่ดูมีความรู้กันทั้งนั้นเลยนะ”“ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในเมืองนี้เป็นนักศึกษาหรือไม่ก็อาจารย์ที่เข้ามาศึกษาต่อจากรัฐอื่นน่ะ”เดินมาสักพักเซรอนก็พาเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง มือหนาผลักเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยกุ๊งกิ๊ง~“สวัสดีครับ ขอรบกวนหน่อยนะครับ” เซรอนเอ่ยทักทายคนในร้าน“ไงเซรอนวันนี้มีแบบเสื้อผ้าอะไรมาเสนอหรือจ๊ะ” เจ้าของร้านหนุ่มหน้าสวยเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง“ลืมบอกไป ฉันออกแบบเสื้อผ้าส่งให้กับทางร้านเป็นงานอดิเรกน่ะ” คนตัวสูงหันมากระซิบ ก่อนหันไปเอ่ยปฏิเสธเจ้าของร้านอย่างสุภาพ“วันนี้ไม่งานมาเสนอหรอกครับ แต่มีเพื่อนมาด้วย อยากให้ดาด้าช่วยหาชุดเหมาะ ๆ สักสองสามชุด สะดวกไหมครับ”“แฟน?” ดาด้ามองจับผิดเซรอนที่ยกมือบอกปัด “ไม่ใช่ นี่เพื่อนครับ”“แหม ๆ ก็เห็นพาหนุ่มน้อยโอเมก้ามาคิดว่าจะเป็นแฟนเสี




![เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในซีรีส์วายเรื่องหนึ่ง [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


