LOGIN“เพราะความรัก…อาจเป็นเชื้อเพลิงที่ปลุกคำสาปให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง” กันต์ธีร์ แพทย์นิติเวชหนุ่มมากฝีมือที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศ เพื่อเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเอ หรือที่กล่าวถึงกันว่าทีมหัวกะทิ ของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน คดีที่เขาเจอ มีหลักฐานบางอย่างเกี่ยวพันกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งชิ้นส่วนของศพที่หายไป และสัญลักษณ์ที่ตรงกับรอยลึกลับบนหน้าอกของเขาเอง ขณะเดียวกัน เขาเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ความฝันประหลาด ชีวิตที่เคยมีเหตุผลเริ่มสั่นคลอน เมื่อเขาได้พบกับ จันอับ นักข่าวหนุ่มผู้ดูเหมือนจะ “เกลียด” เขามากตั้งแต่แรกเห็น แม้พวกเขาเพิ่งเคยเจอกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จากคู่กัด ค่อย ๆ พัฒนาไปพร้อมกับการคลี่คลายปริศนา แต่ยิ่งเข้าใกล้ความจริง กันต์ธีร์ก็ยิ่งถูกดึงกลับเข้าสู่อดีตชาติอันเจ็บปวด ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก ความตาย และคำสาปร้ายแรงที่ไม่อาจหลุดพ้น ความรู้สึกที่เขาไม่ควรมีในชาตินี้… กลับเป็นชนวนให้คำสาปเริ่มตื่น และพุ่งเป้าเล่นงานจันอับอย่างโหดเหี้ยม ในท้ายที่สุด พวกเขาต้องร่วมกันไขคดี คลี่คลายเงื่อนงำในอดีตชาติ และเลือก ว่าจะยอมแพ้ให้กับคำสาป หรือจะเผชิญหน้ากับมันเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของทั้งคู่
View Moreภายในห้องนอนอันเงียบสงบ อากาศที่เย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศโอบล้อมไปทั่วห้องนอน ผ้าม่านสีทึบช่วยปิดกั้นแสงรบกวน เตียงหลังใหญ่กลางห้องดูน่านอนจนชวนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและจมดิ่งสู่การพักผ่อนอันยาวนาน
แต่ไม่ใช่กับชายหนุ่มที่กำลังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงหลังนั้น คิ้วเข้มได้รูปเหมือนถูกเขียนด้วยหมึก ขมวดเข้าหากันจนหว่างคิ้วเป็นร่องลึก สีหน้าบ่งบอกว่าการนอนมีปัญหา นั่นเพราะในยามนี้ เขากำลังถูกดึงเข้าสู่ห่วงฝันอย่างไม่ทันตั้งตัว ในความฝัน ชายหนุ่มพบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องว่างเปล่าขนาดใหญ่ไม่คุ้นตา เขากวาดตาไปทั่วด้วยความสงสัย ไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ที่ไหนหรือมาได้อย่างไร จนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งในมุมมืด ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องเขม็งมาทางนี้ มันราวกับมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ความเย็นจากที่ไหนไม่รู้ค่อย ๆ ซึมลึกลงไปถึงกระดูก เสียงกระซิบแผ่วราวสายลม ลอยมากระทบโสต คล้ายพยายามพูดบางอย่าง ทว่าประโยคนั้นพร่าเลือนเกินกว่าจะจับใจความได้ “คุณ... คุณพูดกับผมใช่ไหม? ผมฟังไม่ถนัดเลย ช่วยพูดเสียงดังอีกหน่อยสิครับ” ชายหนุ่มร้องบอก ทว่าเสียงที่ส่งกลับมายังคงเป็นเช่นเดิม เมื่อไร้คำตอบ “คุณ… เป็นใคร? แล้ว… ที่นี่ที่ไหน?” เขาถามอีกครั้ง ตอนนี้ลำคอเริ่มแห้งผาก ลมหายใจขาดห้วง หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกที ความหนาวเย็นคืบคลานจากปลายนิ้วเข้าสู่กลางอก แต่เขายังคงจ้องไปข้างหน้าตาไม่กะพริบ เสียงกระซิบดังขึ้นอีกระลอก แต่ประหนึ่งถูกบดบังด้วยม่านหมอก “…@#$%@^#...เช่นกู...” ชายหนุ่มเพ่งฟังทุกถ้อยคำ พลางรวบรวมความกล้าก้าวเข้าใกล้ทีละน้อย หวังว่าระยะที่สั้นลงจะทำให้เสียงนั้นชัดเจนขึ้น แต่ละก้าวที่ขยับ ความประหม่าก็เริ่มไหล่เข้ามา ระยะห่างที่ลดลง ทำให้ร่างในเงามืดเริ่มเผยรูปลักษณ์ทีละน้อย จนกระทั่งภาพนั้นชัดเจน… มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต หากแต่เป็นซากศพที่เน่าเปื่อย เสียหายจนยากจะบอกว่าเคยเป็นใคร สภาพนั้นทำให้เขาสั่นสะท้านตั้งแต่แรกเห็น ลูกนัยน์ตาที่หลุดจากเบ้าห้อยโตงเตง น้ำเหลืองและเลือดไหลย้อยเหนียวหนืดเหมือนแป้งเปียกเกาะตามใบหน้า เส้นผมกระเซอะกระเซิงจับเป็นกระจุก บางส่วนของร่างกายเผยให้เห็นกระดูกสีขาว บางส่วนมีหนอนชอนไช และฉีกขาดเหมือนถูกกัดกระชาก ชวนให้สะอิดสะเอียน ชายหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อร่างเน่าเปื่อยตรงหน้ากระโจนเข้าใส่ ความตกใจแล่นวาบเข้ามา เขาพยายามถอยหนี แต่ขากลับแข็งทื่อเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนแทบอาเจียนแทรกซึมเข้าทุกอณูผิว ก่อนเสียงที่แหบแห้งอัดแน่นด้วยความแค้นจะดังก้องในหัว “กูจะทำให้มึงเจ็บปวด… เหมือนที่มึงเคยทำกับกู!!” “เฮือก!! แฮก ๆ” กันต์ธีร์ หิรัญณรากุล สะดุ้งตื่นสุดแรง ร่างกายสะท้านพร้อมลมหายใจหอบถี่ เหงื่อกาฬผุดพรายตามกรอบหน้าคม ดวงตาสีเข้มที่ปกติเปี่ยมไปด้วยประกายความซุกซน บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนก ริมฝีปากได้รูปสั่นระริก เสื้อด้านหลังเปียกชุ่มจนแนบติดกับผิว เขายกมือปาดเหงื่อที่ไหลลงมาตามสันจมูก พยายามรวบรวมสติ แม้เป็นเพียงความฝัน แต่ความสมจริงของมันยังเกาะกุมหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ‘ฝันบ้าอะไรวะ หลอนฉิบ!’ ไม่นานเสียงเคาะประตูและเสียงเรียกจากคนด้านนอก ก็ดึงสติของเขากลับมา ~ ก๊อก ก๊อก ก๊อก!~ “ตากันต์ ตื่นรึยังลูก? วันนี้รายงานตัววันแรกนะ” เสียงนั้นมาจาก กรรณิกา มารดาของเขา “ผมตื่นแล้วครับ” วันนี้เขาต้องไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ในหน่วยพิสูจน์หลักฐาน “ถ้าอย่างนั้นก็ไปอาบน้ำ เสร็จแล้วลงมากินข้าวก่อนออกไปทำงานนะลูก” เสียงจากหลังประตูดังขึ้นอีกครั้ง “ครับ…คุณนาย” เขาตอบยิ้มๆ กันต์ธีร์เคยเป็นแพทย์นิติเวชในทีมออบส์ ทีมหัวกะทิของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขอลาไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะหลายปีในการทำงานภาคสนามทำให้เขาได้เห็นอาชญากรรมหลายรูปแบบ และยิ่งมองลึกก็ยิ่งอยากเข้าใจว่าทำไมคนเราถึงกลายเป็นอาชญากร กระทั่งปลายปีที่แล้ว ขณะรอดำเนินการเรื่องจบการศึกษา กันต์ธีร์ก็ได้รับโทรศัพท์จาก จินดา หัวหน้าทีมพร้อมข่าวใหญ่ “ไอ้กันต์ ฉันมีข่าวมาบอก” “ข่าวอะไรครับ พี่จะแต่งงาน?” “ไอ้นี่เปิดปากมาก็กวนบาทาเลยนะ” เธอบ่นแล้วเล่าต่อ “ฉันจะบอกว่าฉันได้เลื่อนเป็นผอ. แล้วนะยะ” จินดาพูดเหมือนเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศไม่ใช่ข่าวใหญ่โตอะไร ผิดกับคนที่ได้รู้ข่าว “เฮ้ย!! ดีใจด้วยนะครับหัวหน้า… เอ้ะ ไม่สิ ต้องบอกว่าดีใจด้วยครับ ผอ. ที่ได้เลื่อนขั้น!” กันต์ธีร์รู้สึกยินดีไม่น้อย ที่หัวหน้าได้เลื่อนตำแหน่งสำเร็จ หลังจากทั้งทีมร่วมกันฝ่าฟันคดีหนักและปัญหานานับไม่ถ้วนมาด้วยกัน ความพยายามและความทุ่มเทของจินดาก็ได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร “แกไม่ต้องตื่นเต้นไป ฉันยังไม่ตื่นเต้นอะไรเล๊ย—แต่ก็ขอบใจนะ ” กันต์ธีร์ยิ้มขำ ฟังดูก็รู้ว่าเธอแอบดีใจ “เหรอครับ ผมจะเชื่อให้ก็ได้ ถ้าพี่คิดว่ามันเนียนน่ะนะ” “รู้ดี— เพราะมีแกเป็นตัวอย่างแบบนี้ไง ไอ้สี่สลึงถึงไม่ค่อยเคารพฉัน” สี่สลึงที่จินดาบอก หมายถึงลูกน้องอีกสี่คนในทีมออบส์นั่นแหละ— ขาด ๆ เกิน ๆ กันคนละนิด แต่พอรวมกันแล้วก็เต็มบาทพอดี “ฮา ฮา ฮา ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อย” “จะว่าไปผมไม่ได้แกล้งพี่มาหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะ” “ไม่โทรหาฉันเองช่วยไม่ได้” “ผมเรียนหนักนี่ครับ” กันต์ธีร์ยืดคำท้าย จงใจใส่แววอ้อนในน้ำเสียง “หึ ข้ออ้างละสิไม่ว่า” จินดาหัวเราะแผ่ว ๆ ในลำคอ ก่อนเว้นจังหวะเพื่อเปลี่ยนโหมดเป็นจริงจัง “เออนี่...เหลือกี่เดือนถึงจะเรียนจบล่ะ” “เรียนจบแล้วครับ แต่กว่าจะทำเรื่องเรียบร้อย คงอีกสองเดือน ทำไมพี่จะมาหาผมเหรอ ตั้งตารอเลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง “เฮอะ! แกฝันเหรอ ฝันไปหรือเปล่าว่าฉันจะไปหา” เธอเหน็บ รอจนเสียงหัวเราะของกันต์ธีร์เริ่มซาลง ก่อนเสริม “ที่จริงวันนี้นอกจากจะโทรมาบอกเรื่องของฉันแล้ว ยังมีของแกด้วยนะ” “เรื่องผม? เรื่องอะไรครับ? อย่าบอกนะว่าผมได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าแทนพี่” กันต์ธีร์แซว “ก็ใช่น่ะสิ นายได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมออบส์แล้ว” “แหม…นี่ถ้าไม่รู้จักกันผมจะคิดว่าพี่พูดจริงนะเนี่ย...” กันต์ธีร์หัวเราะในลำคอ ยังคงไม่เชื่อ “เรื่องแบบนี้มันล้อเล่นได้เหรอ มันใช่เวลา?” น้ำหนักคำตอกย้ำให้ชายหนุ่มรู้ตัวแล้วว่าปลายสายพูดจริง และนั่นทำเอาเขาเงียบกริบ “....” “นี่ได้ยินมั้ย ไอ้กันต์?” “...” “เฮ้ย! ช็อกไปแล้วหรือไง ฉันถามว่าได้ยินมั้ย” เธอตะโกนผ่านหูโทรศัพท์ เสียงเสียดหูทำให้เขาตั้งสติได้ในที่สุด—ย้อนถามอีกครั้ง “โอ๊ยยย! หูจะแตก ได้ยินแล้ว แต่ว่าพี่ไม่ได้อำจริงดิ?” “วะ! ไอ้นี่ ใครจะเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นกัน” เสียงปลายสายเริ่มหงุดหงิด “พี่ไง” ชายหนุ่มยังไม่วายแหย่รังแตน รอยยิ้มผุดขึ้นขณะรอฟังปฏิกิริยาจากปลายสาย “ไอ้เด็กนี่! ฉันโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วนะ อะไรควรไม่ควร ฉันรู้ดียะ!” คาดไม่ผิดจริง ๆ “ใจเย็นสิจินดา เดี๋ยวหัวใจเต้นแรงแล้ววูบไปจะทำไง ลูกกับสามีก็ไม่มี” กันต์ธีร์ยังคงกวนประสานต่อ “โอ๊ย!! คุยกับมึงทีไรกูลมตีขึ้นมาทุกทีให้ตายสิ ยาดม! ยาดมฉันอยู่ไหน” จินดาหลุดแทน “มึงกู” ใส่อีกฝ่ายอย่างลืมตัว กันต์ธีร์ได้ยินเสียงกุก ๆ กัก ๆ จากปลายสาย เหมือนเจ้าตัวกำลังรื้อหายาดมจริง ๆ ถึงกลับหัวเราะสุดเสียง “ไม่แกล้งแล้ว ๆ—แต่จะดีเหรอพี่ ผมมาจากหน่วยงานอื่นนะ มาที่นี่ด้วยตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ผมกลัวคนอื่นจะไม่เห็นด้วย” เขารู้ตัวว่าฝีมือไม่เป็นรองใคร แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับ โดยเฉพาะพวกอาวุโสที่เสียตำแหน่งไป ถ้าพวกนั้นคิดจะปัดแข้งปัดขาเมื่อไหร่ งานก็อาจมีปัญหาจนบานปลายได้ง่าย ๆ ซึ่งเขาไม่อยากให้เกิด “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง มีการเรียกประชุมเพื่อลงความเห็น และทุกคนเห็นด้วยว่าแกเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด” ปลายสายตอบอย่างมั่นใจ “ถ้าทุกคนเห็นด้วยผมก็ยินดีรับครับ” “หึ! แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี ฉันเล่นงานแกแน่” จินดาขู่ กันต์ธีร์ขำหึในลำคอ ก่อนตอบกลับ “ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ทำให้ชื่อเสีย… เฮ้ย! ชื่อเสียงของพี่เสื่อมเสียแน่นอน” “ไอ้...เด็ก...เวร...ตะไล” จินดาด่าเน้นทีละคำ “กลับเมื่อไรให้มารายงานตัวเลยนะแค่นี้ล่ะ ฉันจะไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้รัศมีความเป็นผอ. ของฉันจะลดลง บาย!” ถึงเหตุการณ์นี้จะผ่านมาเป็นเดือน แต่เวลานึกถึงกันต์ธีร์ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเตียงสักพักก่อนจะลุกไปทำภารกิจยามเช้า และลงไปทานอาหารที่มารดาเตรียมไว้ให้เติ่มพลัง จากนั้นจึงออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นการทำงานกับตำแหน่งใหม่ในทีมเดิมอีกครั้งหลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วย
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำ รอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกตรงกับตำแหน่งหัวใจ กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บที่แล่นปราดมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ “มึงจงจำไว้ คำสาปของมึงเริ่มทำงานแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!—” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเขาเผลอยกมือกุมอกด้านที่
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคนใหม่ของออบส์… กันต์ นี่จันอับกับแอนนี่ นักข่าวสายอาชญากรรม ต่อไปพวกแกจะได้ทำงานร่วมกันบ่อย ๆ” เมื่อได้ยินจินดาแนะนำ จันอับที่กำลังคุยเล่นและหัวเราะกับเพื่อนสาวทั้งสองเพลิน ๆ จึงเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะกล่าวคำทักทายกับคนมาใหม่ แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับคนข้างตัว เขาและกันต์ธีร์ต่างเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นวูบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มือของทั้งสองยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายแทบจะในจังหวะเดียว “นี่นาย/นี่คุณ!!” แอนนี่ได้แต่กุมขมับที่ปวดตุบ ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนคนอื่น ๆ มองกันไปมาอย่างงง ๆ โรสเขยิบตัวเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา “นี่พวกมึง…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ? ทำไมบรรยากาศดูตึง ๆ แปลก ๆ วะ” หญิงสาวถอนหายใจน้อย ๆ กระซิบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจันอับกับกันต์ธีร์ ให้คนที่อยู่ใกล้ระยะได้ยินฟ
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดิ