LOGINบทที่ 2: ดวงตาของผู้ล่า
ห้องบรรยายรวมขนาดใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจถูกออกแบบให้ลาดต่ำเป็นขั้นบันได เสียงอื้ออึงของนักศึกษาใหม่นับร้อยชีวิตดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งพื้นที่ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผสมปนเปกับความคึกคักของคนวัยเดียวกันที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่ละคนขะมักเขม้นกับการจับกลุ่ม แลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อ และถ่ายรูปเช็กอินลงโซเชียลมีเดีย แถวที่นั่งช่วงกลางลงไปจนถึงหน้าเวทีถูกรุ่นพี่ฝ่ายสันทนาการจัดสรรจนแน่นขนัด มีเพียงแถวบนสุดริมหน้าต่างกระจกบานยาวเท่านั้นที่เงียบสนิท ภีมเลือกนั่งตรงมุมอับสายตานั้น กระเป๋าเป้ใบเก่าถูกวางลงบนเก้าอี้พับตัวข้างๆ เพื่อสร้างแนวเขตตัดขาดตัวเองจากคนอื่น ร่างโปร่งเอนแผ่นหลังพิงพนัก เสื้อเชิ้ตนักศึกษาแขนยาวสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดยามสายที่ส่องลอดผ่านมู่ลี่ไม้ เขาไม่ได้สนใจสมุดคู่มือนักศึกษาใหม่หรือเสียงปรบมือเป็นจังหวะที่ดังมาจากเวทีเบื้องล่าง บนตักมีแท็บเล็ตส่วนตัววางราบอยู่ หน้าจอแสดงผังโครงสร้างของบริษัทลูกสามแห่งที่ธีรเดชเพิ่งจดทะเบียนขึ้นมาเพื่อรองรับเงินสดที่ผันออกจากระบบ สี่ร้อยยี่สิบล้านบาท... ตัวเลขแปดหลักนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากคอนโดมิเนียม ธีรเดชค่อยๆ ดึงเงินออกไปทีละส่วนผ่านการอนุมัติรายจ่ายเท็จ ภีมรู้ดีว่าคนเป็นพ่อกำลังร้อนรน ยิ่งใกล้ถึงวันที่เขาอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์เท่าไร การเคลื่อนย้ายเงินก็ยิ่งถี่และมักง่ายขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังติดค้างในใจ คือทำไมธีรเดชถึงกล้าทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ทั้งที่รู้ดีว่าระบบตรวจสอบบัญชีกลางของเครือรัตนเดชาไม่ใช่เรื่องที่จะตบตาได้ง่ายๆ นอกเสียจากว่า... ธีรเดชไม่ได้คิดจะรักษาบริษัทนี้ไว้ตั้งแต่แรก และเตรียมพร้อมจะทิ้งซากปรักหักพังให้ล้มละลายไปพร้อมกับหนี้ก้อนโต เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวขึ้นบันไดข้างห้องบรรยายดึงภีมออกจากความคิด เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ด้วยคิดว่าเป็นเพียงนักศึกษาที่มาสายและกำลังหาที่นั่งว่าง ทว่ากลิ่นหอมสะอาดของไม้สนซีดาร์เจือไอแดดที่ลอยมาแตะจมูกกลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนสะดุดใจ เก้าอี้พับตัวถัดจากกระเป๋าเป้ของเขาถูกดึงลง พร้อมกับน้ำหนักตัวของใครบางคนที่ทิ้งตัวลงนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ภีมกดปุ่มล็อกหน้าจอแท็บเล็ตทันที แผ่นกระจกสีดำดับสนิทสะท้อนเพียงเงารางเลือน เขาหันไปมองคนข้างกายด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “ที่ตรงนี้มีคนนั่งไหมครับ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ตรงมุมปาก อคินนั่งอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเดิมถูกพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกอย่างไม่เคร่งครัด ชายหนุ่มไม่ได้ถือแฟ้มเอกสารพะรุงพังเหมือนตอนเจอกันที่ลานกิจกรรม มีเพียงสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มกับปากกาหมึกซึมหนึ่งด้ามวางอยู่ตรงหน้า ท่วงท่าที่ผ่อนคลายทว่าแผ่รังสีของอำนาจออกมาเงียบๆ ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะตัวนี้ราวกับถูกตัดขาดจากความวุ่นวายเบื้องล่างในทันที “มีครับ” ภีมตอบเสียงนิ่ง “กระเป๋าผมจองไว้แล้ว” อคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบกวาดมองกระเป๋าเป้ที่วางคั่นกลางระหว่างพวกเขา แล้วเลื่อนสายตากลับมาสบตากับภีมตรงๆ “แต่ผมก็นั่งลงไปแล้ว คงต้องรบกวนช่วยขยับกระเป๋าออกหน่อย” “ที่นั่งแถวล่างยังว่างอีกเยอะครับ” ภีมไม่ขยับตัว เขายังคงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา “รุ่นพี่ควรจะลงไปนั่งตรงที่ที่เขาจัดไว้สำหรับพวกนักศึกษาปีโตมากกว่า” “ตรงนั้นคนเยอะ เสียงดัง น่ารำคาญ” อคินเอนหลังพิงพนัก วางท่อนแขนข้างหนึ่งพาดไปกับขอบโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วเคาะลงบนหน้าโต๊ะเป็นจังหวะเนิบช้า “ตรงนี้ลมพัดดี แดดไม่ส่อง... แถมเพื่อนร่วมโต๊ะก็น่าสนใจกว่าเยอะ” ภีมขมวดคิ้วแน่น ปลายหางตาเชิดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “ผมไม่มีอะไรให้น่าสนใจหรอกครับ” “คนเราชอบความสงบได้ แต่การตัดขาดตัวเองจากคนทั้งห้องตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ก้าวเข้ามา... มันดูเหมือนคนที่กำลังมีความลับมากกว่านะ คุณว่าไหม?” คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงความนัยทำให้ภีมรู้สึกเหมือนมีกระแสลมเย็นเฉียบพัดผ่านต้นคอ แววตาของอคินไม่ได้มีความยียวนกวนประสาท แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังไล่ต้อนเหยื่อทีละก้าวอย่างใจเย็น ยังไม่ทันที่ภีมจะได้เอ่ยปากตัดบท เสียงกระซิบกระซาบจากแถวนั่งด้านล่างถัดไปสองขั้นก็ดังแว่วขึ้นมาขัดจังหวะ “แก... นั่นพี่อคิน วรโชติเมธา ใช่ไหม” “ใช่จริงๆ ด้วย ปกติแทบไม่เคยเห็นพี่เขามานั่งคลาสรวมเลยนะ ได้ยินว่าเข้าไปคุมบอร์ดบริหารฝั่งธุรกิจการเงินของที่บ้านเต็มตัวแล้วไม่ใช่เหรอ” “นึกว่าปีนี้จะดรอปเรียนไปบริหารงานเต็มเวลาซะอีก แล้วทำไมขึ้นไปนั่งข้างหลังกับเด็กปีหนึ่งได้ล่ะนั่น...” เสียงพึมพำเหล่านั้นทำให้ภีมชะงักไปเล็กน้อย วรโชติเมธา... ชื่อตระกูลธุรกิจการเงินและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ระดับประเทศ กลุ่มคนที่กุมเส้นเลือดใหญ่ด้านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตระกูลที่พ่อของเขาพยายามหาทางเข้าไปผูกสัมพันธ์เพื่อขอยื่นกู้เงินก้อนโตมาตลอดหลายเดือน แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ภีมปรายตามองคนข้างตัวช้าๆ อคินไม่ได้แสดงท่าทีว่าได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้น เขายังคงนั่งเท้าคาง มองตรงไปยังเวทีเบื้องล่างด้วยสีหน้าสงบ ก่อนจะเบนสายตากลับมามองภีมที่กำลังจ้องเขาอยู่ “ตกใจเหรอครับ?” อคินถาม น้ำเสียงแผ่วเบาเจือรอยยิ้ม “เปล่าครับ” ภีมปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย บังคับลมหายใจให้คงที่ “แค่แปลกใจ ที่ทายาทตระกูลใหญ่ขนาดนั้น มานั่งเรียนเงียบๆ อยู่หลังห้องเหมือนคนว่างงาน” “ผมก็แค่นักศึกษาคนหนึ่ง มีวิชาที่ต้องเก็บหน่วยกิตเหมือนคุณ” “คนระดับคุณ ไม่จำเป็นต้องมานั่งเช็กชื่อในคลาสปฐมนิเทศหรอกครับ” “ก็จริง” อคินยอมรับอย่างไม่ปิดบัง เขาลดมือลงมาประสานไว้บนโต๊ะ โน้มตัวเข้ามาใกล้ภีมอีกนิดจนกลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขาชัดเจนขึ้น “แต่ถ้าไม่มา... ผมก็คงพลาดโอกาสได้เห็นหน้าคนที่กำลังนั่งคำนวณเงินสี่ร้อยยี่สิบล้านอยู่ในหัว” หัวใจของภีมกระตุกวูบอย่างแรง เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่สายตาของเขาสั่นไหว แต่มันไม่อาจรอดพ้นการสังเกตของอคินไปได้ ภีมกำมือที่วางอยู่บนตักแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อผ้ากางเกง บังคับให้สีหน้าของตนเองนิ่งสนิทที่สุดเท่าที่จะทำได้ “คุณพูดเรื่องอะไร” น้ำเสียงของภีมเย็นเยียบลงทันที “ผมพูดเรื่องตัวเลขที่คุณเพิ่งกดดูในแท็บเล็ตเมื่อกี้ไงครับ” “ผมไม่ได้เปิดแท็บเล็ตตอนคุณเดินเข้ามา” ภีมโต้กลับทันควัน “และหน้าจอผมติดฟิล์มกันมองข้าง คุณไม่มีทางเห็น” “ผมไม่ได้มองหน้าจอของคุณ” อคินหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาคมคายคู่นั้นพราวระยับอย่างถือไพ่เหนือกว่า “แต่ผมเห็นตัวเลขนี้ในรายงานตรวจสอบสถานะการเงินของรัตนเดชากรุ๊ปมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว... เงินสดสี่ร้อยยี่สิบล้านที่ถูกโอนเข้าบริษัท ที.ดี. อินเวสต์เมนต์ กับ N.N. โฮลดิ้งส์ ตัวเลขมันตรงกับสิ่งที่คุณกำลังสงสัยอยู่พอดีใช่ไหมล่ะ?” ภีมเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง ผู้ชายคนนี้ไม่ได้แค่บังเอิญมานั่งข้างเขา ไม่ได้แค่อ่านสีหน้าเก่ง แต่อคินถือข้อมูลส่วนตัวของตระกูลเขาไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ภีมจะได้ซักไซ้ต่อ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นสะเทือนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภีมเหลือบมองอคินแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูใต้ขอบโต๊ะ สายเรียกเข้าจาก ‘ทนายสมคิด’ ทนายความประจำตระกูลที่ดูแลเอกสารทรัสต์ของแม่ ภีมกดตัดสายแล้วเปลี่ยนเป็นเปิดแอปพลิเคชันส่งข้อความที่มีการเข้ารหัสความปลอดภัยสูงทันที ข้อความจากทนายความเด้งขึ้นมาสามข้อความติดกัน [คุณภีมครับ มีเรื่องด่วนมาก] [เมื่อคืนตอนตีสอง มีเซิร์ฟเวอร์ภายนอกพยายามยิงคำขอเข้าถึงข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินและผังพินัยกรรมของคุณหญิงในระบบฐานข้อมูลส่วนบุคคล] [ฝ่ายไอทีตรวจสอบเส้นทางสัญญาณแล้ว ต้นทางมาจากเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยสูงของ ‘วรโชติเมธา กรุ๊ป’ ครับ] นิ้วหัวแม่มือของภีมหยุดชะงักอยู่เหนือหน้าจอ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม แล้วหันกลับไปสบตากับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ช้าๆ อคินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วหมุนปากกาหมึกซึมเล่นอย่างใจเย็น ราวกับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าข้อความในโทรศัพท์นั้นเขียนว่าอะไร “คุณส่งคนไปเจาะระบบพินัยกรรมของแม่ผม” ภีมกดเสียงต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความเดือดดาลที่พยายามสะกดกลั้น “วรโชติเมธาต้องการอะไรจากรัตนเดชา? คิดจะใช้เรื่องทุจริตในบ้านผมมาเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์เพื่อฮุบหุ้นบริษัทเหรอครับ?” การถูกปรักปรำอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ทำให้อคินสะทกสะท้าน ชายหนุ่มวางปากกาลงบนสมุดบันทึก เสียงโลหะกระทบพื้นผิวกระดาษเบาๆ ดึงความเงียบระหว่างคนทั้งสองให้ตึงเครียดขึ้น “รัตนเดชากรุ๊ปในตอนนี้ มีอะไรให้ผมต้องอยากได้งั้นเหรอ?” อคินถามกลับ น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าบาดลึก “บริษัทขนส่งที่รายได้หดตัวลงทุกปี หนี้สินสะสมพอกพูน แถมยังมีผู้บริหารที่คอยสูบเงินสดออกไปเข้ากระเป๋าตัวเองทุกเดือน... ถ้าผมอยากได้ซากบริษัทแบบนั้น ผมคงไม่เสียเวลาส่งคนไปตรวจสอบให้เปลืองทรัพยากรของผมหรอก” “ถ้าไม่อยากได้ แล้วคุณมาสืบเรื่องของผมทำไม!” “เพราะพ่อของคุณ กำลังจะเอาของที่คุณควรจะได้ ไปเร่ขายในตลาด” คำตอบนั้นทำให้ภีมชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “คุณหมายความว่ายังไง...” อคินขยับตัว โน้มเข้ามาใกล้จนภีมเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาสีเข้มคู่นั้น แววตาจริงจัง ไร้ร่องรอยของการล้อเล่นอีกต่อไป “เมื่อสองวันก่อน ธีรเดช พ่อของคุณ เพิ่งส่งทีมงานมายื่นขอสินเชื่อวงเงินสองพันล้านบาทกับสถาบันการเงินในเครือของผม” อคินพูดช้าๆ ทีละคำ “เขาไม่ได้ต้องการกู้เงินไปหมุนเวียนในบริษัท แต่เขาต้องการกู้เงินเพื่อนำไปปล่อยให้บริษัทลูกของตัวเองกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และหลักทรัพย์ที่เขาใช้ยื่นค้ำประกันเงินกู้ก้อนนี้... คือโฉนดที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา แปลงที่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของคุณหญิงรัตนเดชา” “เป็นไปไม่ได้!” ภีมโพล่งขึ้นมาลืมตัว โชคดีที่เสียงเพลงจากด้านล่างกลบเสียงของเขาไว้ “ที่ดินผืนนั้นติดสัญญาทรัสต์ พ่อไม่มีสิทธิ์เอาไปทำนิติกรรมใดๆ ทั้งนั้น ถ้าไม่มีลายเซ็นยินยอมจากผม!” “เขารู้ดีว่าคุณไม่มีทางเซ็นให้” อคินเอ่ยต่ออย่างเลือดเย็น “เขาถึงได้ทำ ‘เอกสารสิทธิ์ครอบครองแทน’ ปลอมขึ้นมา โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินบางคนที่เขายัดเงินใต้โต๊ะไว้ อ้างว่าคุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ และในฐานะบิดาผู้ใช้อำนาจปกครอง เขามีสิทธิ์จัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สูงสุดของทายาท” ภีมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกดึงออกไปจนหมด หัวใจบีบรัดจนเจ็บแปลบ ที่ดินริมน้ำผืนนั้น... คือผืนดินที่แม่รักมากที่สุด แม่เคยพาเขาไปนั่งเล่นใต้ต้นก้ามปูริมน้ำในวัยเด็ก เคยบอกว่าสักวันหนึ่งจะสร้างพื้นที่สีเขียวให้คนทั่วไปได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่แม่แลกมาด้วยความอดทนตลอดชีวิต แต่ธีรเดชกำลังจะเอามันไปขายทอดตลาด เพื่อแลกกับเงินก้อนโตมาปรนเปรอนงนุชกับลูกชายคนโปรด “ถ้าเขากู้ผ่าน...” ภีมพึมพำ ริมฝีปากสั่นระริก “เขาจะจงใจปล่อยให้บริษัทแม่ผิดนัดชำระหนี้” “ใช่” อคินพยักหน้า ยอมรับในความหัวไวของคนตรงหน้า “เมื่อบริษัทแม่ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะฟ้องยึดที่ดินผืนนั้น จากนั้นบริษัท N.N. โฮลดิ้งส์ ของแม่เลี้ยงคุณ ที่เตรียมเงินรอไว้แล้ว ก็จะเข้าช้อนซื้อที่ดินแปลงนั้นจากการขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง... เท่านี้ ที่ดินของแม่คุณ ก็จะกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวใหม่ของพ่อคุณอย่างสมบูรณ์แบบและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ” มือของภีมที่วางอยู่บนตักกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เปลวไฟแห่งความเคียดแค้นที่เคยมอดนิ่งอยู่ในอกปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นเทา สิบปีที่เขาทนก้มหน้า ยอมถูกมองข้าม ยอมโดนตัดหางปล่อยวัด... แต่คนพวกนั้นกลับไม่เคยคิดจะหยุดทำลายสิ่งที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้เลยแม้แต่วินาทีเดียว “แล้วคุณมาบอกผมทำไม” ภีมเงยหน้าขึ้นสบตากับอคิน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ดุดัน “ในเมื่อคุณรู้แผนการทั้งหมด ถ้าคุณเป็นนายทุน คุณก็แค่ปล่อยให้เขากู้ แล้วรอฮุบผลประโยชน์ หรือไม่ก็เข้ามาร่วมวงฟอกเงินกับพวกเขา มันไม่ดีกว่าเหรอครับ?” อคินมองแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นนั้นแล้วระบายยิ้มบางๆ มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่กำลังพึงพอใจในสิ่งที่เห็น “ผมเป็นนักธุรกิจ คุณภีม แต่ผมไม่ใช่นักต้มตุ๋น” อคินเอ่ยเสียงเรียบ “วรโชติเมธาไม่เคยทำงานกับคนที่ใช้เอกสารปลอม และผมก็รังเกียจพวกขี้ขโมยที่ชอบเอาหยาดเหงื่อของคนอื่นมาชุบมือเปิบ... อีกอย่าง การร่วมมือกับคนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาดอย่างธีรเดช มันมีแต่จะพาความเสี่ยงมาให้” “แล้วคุณต้องการอะไร?” “ผมต้องการพันธมิตรที่แท้จริง” อคินสบตาคู่นั้นนิ่งลึก “คนที่ถือสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินตัวจริง คนที่ใจเย็นพอจะทนอยู่ในเงามืดมาได้ตั้งสิบปีเพื่อรอวันรุกฆาต... คนอย่างคุณ” “ผมไม่มีอะไรจะแลกเปลี่ยนกับคุณ” “มีสิครับ ที่ดินผืนนั้นไง” อคินชี้ชัด “หลังจากที่คุณดึงมันกลับมาเป็นของคุณได้ วรโชติเมธาต้องการสิทธิ์ในการร่วมพัฒนาโครงการริมน้ำผืนนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และแบ่งผลกำไรตามสัดส่วนที่ยุติธรรม” ภีมนิ่งเงียบไป สมองกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอของอคินฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงธุรกิจ ไม่มีอะไรแอบแฝงเกินจริง ทว่าความหวาดระแวงที่ฝังลึกมาเนิ่นนานยังคงทำให้เขาตั้งกำแพง “ถ้าผมปฏิเสธล่ะ?” อคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขายกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาดูเวลา “ตอนนี้สิบโมงสิบห้านาที” อคินลดมือลง สบตากับภีมด้วยสายตาของผู้คุมเกมที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกมิติ “พ่อของคุณมีนัดเซ็นสัญญากู้เงินฉบับนั้นที่ห้องประชุมใหญ่ชั้นสามสิบห้า ตึกรัตนเดชากรุ๊ป ในเวลาบ่ายสองโมงตรง... ถ้าคุณปฏิเสธผม คุณก็มีเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการหาทางหยุดสัญญานั้นด้วยตัวคนเดียว” ภีมชะงัก ลมหายใจสะดุดลงทันที สี่ชั่วโมง... การจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งระงับนิติกรรมฉุกเฉิน หรือการประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อตรวจสอบเอกสารปลอม ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวันทำการ ลำพังแค่ทนายสมคิดคนเดียว ไม่มีทางหยุดการเซ็นสัญญานี้ได้ทันเวลาอย่างแน่นอน ธีรเดชคำนวณเวลามาเป็นอย่างดี เลือกวันเปิดเทอมวันแรกที่ภีมต้องวุ่นวายกับการเข้าเรียน เพื่อไม่ให้เขามีเวลาตั้งตัว “คุณกำลังบีบผม” ภีมเค้นเสียงลอดไรฟัน “ผมไม่ได้บีบ ผมกำลังยื่นบันไดให้คุณปีนขึ้นมาจากหลุมต่างหาก” อคินหยิบนามบัตรสีดำสนิทขลิบทองตัวอักษรนูนต่ำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วางมันลงบนแท็บเล็ตของภีมเบาๆ ปลายนิ้วของชายหนุ่มแตะลงบนหลังมือของภีมชั่วครู่ สัมผัสอุ่นวาบนั้นทำให้ภีมสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับไม่อาจละสายตาไปจากแววตาลุ่มลึกคู่นั้นได้ “เที่ยงตรง... ไปพบผมที่ห้องรับรองชั้นหก ตึกอำนวยการ” อคินเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มั่นคง “ผมมีเอกสารสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่คุณต้องอ่านก่อนจะตัดสินใจ... เอกสารที่แม่ของคุณ ทิ้งไว้ให้กับตระกูลของผมตั้งแต่สิบปีก่อน” ภีมเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง แม่ทิ้งเอกสารไว้ให้อคิน? ตั้งแต่สิบปีก่อนงั้นเหรอ? ยังไม่ทันที่ภีมจะได้อ้าปากถามอะไรต่อ อคินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่อย่างใจเย็น ร่างสูงใหญ่ก้าวออกจากแถวที่นั่ง เดินลงบันไดข้างห้องบรรยายท่ามกลางสายตาของนักศึกษาหลายสิบคนที่หันมองตามด้วยความสนใจ ภีมนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือข้างหนึ่งกำนามบัตรสีดำขลิบทองไว้แน่นจนขอบกระดาษแทบจะบาดผิวเนื้อ อคิน วรโชติเมธา รองประธานบริหาร วรโชติเมธา กรุ๊ป ตัวอักษรสีทองบนนามบัตรสะท้อนแสงแดดวิบวับ ราวกับกำลังตอกย้ำความจริงที่ว่าโลกใบนี้ไม่เคยมีความบังเอิญ ภีมสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา เขามองนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์ ตัวเลขบอกเวลาเคลื่อนผ่านไปทีละวินาทีอย่างไม่คอยท่า เกมกระดานนี้ไม่ได้มีแค่เขากับครอบครัวใจร้ายอีกต่อไปแล้ว มีผู้ล่าที่ทรงอำนาจและคาดเดาไม่ได้อย่างอคินก้าวลงมาร่วมวงด้วย และดูเหมือนว่า... หากเขาต้องการจะปกป้องสิ่งสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องก้าวเดินเข้าไปในกรงเล็บของผู้ชายคนนี้ด้วยตัวเองบทที่ 30: รอยยิ้มใต้ดวงดาวนำทาง (จบบริบูรณ์)เวลาล่วงเลยผ่านไปสองปีเต็มสายลมปลายฤดูหนาวพัดโชยระลอกคลื่นในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ซัดสาดเข้าหาแนวเขื่อนหินธรรมชาติ เสียงระลอกน้ำกระทบฝั่งแผ่วเบาดังก้องผสานไปกับเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันบนลานหญ้าเขียวชอุ่ม แสงแดดยามแดดร่มลมตกทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นอาบไล้ผืนดินสามสิบไร่ ซึ่งบัดนี้แปรสภาพกลายเป็น ‘รัตนเดชา พาร์ค แอนด์ เลิร์นนิ่ง สเปซ’ ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ริมคุ้งน้ำที่เปิดต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอาคารหอสมุดชุมชนเรือนกระจกสองชั้นรูปทรงทันสมัย มีแสงไฟสีส้มนวลส่องสว่างออกมาจากภายใน นักเรียนและนักศึกษาหลายสิบชีวิตกำลังนั่งอ่านหนังสือและค้นคว้าข้อมูลอย่างตั้งใจ ถัดออกไปไม่ไกลคือลานดนตรีกลางแจ้งใต้ร่มเงาของต้นก้ามปูยักษ์ กิ่งก้านสาขาที่แผ่กว้างอุดมไปด้วยใบไม้สีเขียวสด มอบร่มเงาอันร่มเย็นให้แก่ผู้สูงอายุและครอบครัวที่มานั่งปิกนิกพักผ่อนหย่อนใจผืนแผ่นดินที่เคยรกร้างและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวของการแก่งแย่ง บัดนี้เบ่งบานไปด้วยชีวิต ความหวัง และความสุขบริเวณเฉลียงไม้หน้าศูนย์การเรียนรู้ ป้านวลในวัยห้าสิบห้าปีสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าคราม
บทที่ 29: ไออุ่น ณ วิลลาเทือกเขาแอลป์ [20+++ ]เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่นอย่างไม่ขาดสายลมหนาวแห่งเทือกเขาแอลป์พัดกรูผ่านยอดสนและทิวเขาสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งหนาทึบ หิมะนุ่มสะสมตัวตามขอบหน้าต่างกระจกบานยักษ์ของชาเลต์ไม้สนสองชั้นหลังใหญ่ ตัดขาดความเยือกเย็นติดลบสิบองศาภายนอกออกจากบรรยากาศภายในวิลลาส่วนตัวอันอบอุ่นและเงียบสงบใจกลางห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เปลวไฟสีส้มทองลุกโชนอยู่ในเตาผิงหินธรรมชาติ เสียงฟืนไม้สนแห้งแตกเปรี๊ยะส่งประกายไฟจิ๋วเต้นระริกเป็นระยะ กลิ่นหอมกรุ่นของยางไม้สนเผาไหม้ผสานกับกลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ร้อนลอยอวลในอากาศภีมนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมขนแกะผืนหนานุ่มสีครีมหน้าเตาผิงร่างโปร่งสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าตัวโคร่งสีครีมกับกางเกงผ้าวูลขายาว สองมือกุมแก้วเซรามิกที่มีไอควันลอยกรุ่น ดวงตากลมโตทอดมองเปลวไฟที่พลิ้วไหวด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย หลังจากตรากตรำอ่านหนังสือสอบปลายภาควิชาการเงินและการตลาดจนดึกดื่น ประกอบกับต้องดูแลความเรียบร้อยของโครงการสวนสาธารณะริมแม่น้ำ การได้ทิ้งภาระหน้าที่ทั้งหมดไว้ข้างหลังแล้วบินลัดฟ้ามาพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำ
บทที่ 28: ศิลาฤกษ์แห่งการเริ่มต้นฤกษ์มงคลเวลาแปดโมงสิบเก้านาที แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทาบทาคุ้งน้ำเจ้าพระยาจนเป็นประกายสีส้มทองอบอุ่นลมแม่น้ำพัดโชยเอื่อย นำพาไอเย็นสดชื่นเข้ามาปะทะผืนดินขนาดสามสิบไร่ที่ได้รับการปรับภูมิทัศน์จนเขียวชอุ่ม พาวิลเลียนสีขาวหลังใหญ่เปิดโล่งรับลมธรรมชาติ ถูกประดับประดาด้วยซุ้มดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์และกิ่งไม้นานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ใจกลางงานคือต้นก้ามปูยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างสง่างาม ดุจพยานผู้มีชีวิตที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่าครึ่งศตวรรษบริเวณลานพิธีเนืองแน่นไปด้วยแขกผู้มีเกียรติระดับประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานหอการค้า ตลอดจนผู้นำกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจนับร้อยชีวิตที่มาร่วมทำข่าวการเปิดตัวอภิมหาโครงการเพื่อสังคมครั้งประวัติศาสตร์โต๊ะรับรองแถวหน้าสุด มีชายชราผมขาวโพลนในชุดสูทสากลภูมิฐานนั่งเด่นเป็นสง่าคุณปู่วรโชติเมธาจิบน้ำชาอุ่นพลางกวาดสายตามองความพร้อมของงานด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ข้างกายมีทนายสมคิดและป้านวลที่สวมชุดผ้าไหมสีสุภาพคอยดูแลอย่างใก
บทที่ 27: ล่วงเวลาในห้องประธาน [20+++ ]เวลาล่วงเลยผ่านสองทุ่มตรงไปแล้วความเงียบสงัดเข้ายึดครองชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่รัตนเดชากรุ๊ป พนักงานฝ่ายบริหารและเลขาฯ หน้าห้องต่างทยอยเดินทางกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงแสงไฟสปอตไลต์ดวงเล็กตรงโถงทางเดิน และแสงสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะภายในห้องประธานกรรมการบริหารภีมนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้พนักสูงสีดำตัวใหญ่ หลังโต๊ะทำงานไม้สักทองขัดมันวาวตัวยักษ์ร่างโปร่งถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปที่ปลดกระดุมคอออกสองเม็ด แขนเสื้อพับร่นขึ้นมาถึงข้อศอก แว่นสายตากรอบบางขับเน้นดวงหน้ารูปไข่ให้ดูเฉลียวฉลาดและสุขุม บนโต๊ะเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารงบการเงินไตรมาสสุดท้าย รายงานภาษี และแผนการปรับโครงสร้างหนี้หลังคดีความสิ้นสุดลง ปลายนิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์ตัวเลขสลับกับพลิกหน้ากระดาษอย่างตั้งใจเสียงเปิดประตูดังแกร๊กเบาๆ ดึงสายตาของภีมให้ละออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อคินก้าวเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มสวมชุดสูทสากลสีเทาเข้ม เสื้อเชิ้ตสีดำด้านในปลดกระดุมคอลงเช่นกัน เนกไทผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มคลายออกหลวมๆ พาดอยู่ใต้ปกเสื้อ ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินอ
บทที่ 26: เปิดตัวอย่างเป็นทางการในรั้วมหาลัยแสงแดดอ่อนยามแปดโมงเช้าสาดส่องผ่านทิวต้นหางนกยูงฝรั่ง ปูพรมสีทองลงบนลานกว้างหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจสายลมต้นสัปดาห์พัดพาความสดชื่นเข้ามาไล่ความอบอ้าว เสียงจอแจของเหล่านักศึกษาที่เดินขวักไขว่ เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วจากซุ้มเครื่องดื่มใต้ถุนตึก สร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาตามแบบฉบับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หากในเช้าวันจันทร์นี้ สายตานับร้อยคู่กลับคอยเหลือบมองไปยังถนนทางเข้าหน้าคณะเป็นระยะข่าวใหญ่เรื่องคำพิพากษาคดีฆาตกรรมอำพรางคุณหญิงรัตนเดชา และการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติที่ออกอากาศสดไปทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้สถานะของภีมเปลี่ยนไปตลอดกาล จากเด็กหนุ่มปีหนึ่งที่เคยถูกมองว่าโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง บัดนี้ทุกคนรู้ซึ้งแล้วว่าเขาคือประธานกรรมการบริหารตัวจริงของรัตนเดชากรุ๊ป ผู้ถือครองสินทรัพย์และผืนดินนับหมื่นล้านเสียงเครื่องยนต์เดินเรียบสนิทของรถซีดานคันหรูสีดำคุ้นตาดังขึ้น เมื่อตัวรถแล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาหน้าบันไดตึกคณะการปรากฏตัวของรถคันดังกล่าวทำให้บทสนทนารอบบริเวณค่อยๆ เงียบเสียงลงประตูฝั่งคนขับเปิดออก บอดี้การ์ด
บทที่ 25: แสงดาวเหนือน่านน้ำเจ้าพระยา [20+++ ]ความเงียบสงัดอันแสนอบอุ่นเข้าปกคลุมห้องชุดเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดม่านโปร่งแสงถูกเปิดกว้างออกจนสุด เผยให้เห็นทัศนียภาพของโค้งน้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวไปตามแนวตึกระฟ้า แสงไฟนีออนระยิบระยับนับล้านดวงจากตัวเมืองสะท้อนลงบนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว กลายเป็นทางสายธารสีทองระยับพร่างพราว ท้องฟ้าเบื้องบนโปร่งโล่งจนมองเห็นดวงดาวส่องแสงสว่างไสว แข่งกับเงาสะท้อนในสายน้ำเบื้องล่างบนโซฟาเบดหนังแท้ตัวยาวริมกระจก ภีมนั่งพิงแผงอกกว้างของอคินสองร่างสวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำผ้าฝ้ายสีขาวเนื้อนุ่มหลวมโพรก ในมือของอคินถือแก้วแชมเปญคริสตัลที่มีฟองพรายผุดขึ้นเป็นสาย ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบช้าๆ แขนอีกข้างหนึ่งโอบรัดเอวคอดของคนรักไว้แนบชิด คางคมสันเกยอยู่บนลาดไหล่บาง สูดดมกลิ่นหอมสะอาดของสบู่อ่อนๆ จากผิวกายเนียนละเอียดมือซ้ายของภีมวางทาบอยู่บนต้นขาแกร่ง ปลายนิ้วเรียวขยับหมุนแหวนทองคำขาวบนนิ้วนางข้างซ้ายของตนเองเล่นอย่างเพลิดเพลิน เพชรเม็ดงามรูปดาวแปดแฉกส่องประกายวาววับสะท้อนแสงไฟเมืองหลวง“ชอบไหมครับ?” อคินกระซิบถามชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มละมุนภีมเงยหน้าข







