เดิมพันรัก ทายาทพันล้าน

เดิมพันรัก ทายาทพันล้าน

last updateLast Updated : 2026-10-17
By:  พิมพ์ใจUpdated just now
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
Not enough ratings
30Chapters
6views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

สิบปีที่ทนเป็นเพียงเงาไร้ค่าในบ้าน… พวกเขาคงไม่คิดว่าวันที่ผมก้าวออกมา ทุกสิ่งที่พวกเขาครอบครองจะพังทลายลงในพริบตา หลังแม่เสียชีวิต ‘ภีม’ ต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ตัวตนในบ้านหลังใหญ่ พ่อพาเมียน้อยและลูกชายคนใหม่เข้ามาแย่งชิงทุกอย่าง ทั้งความรัก ความอบอุ่น และทรัพย์สิน เมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัย พ่อก็รีบส่งเขาออกไปอยู่คอนโดตามลำพัง พร้อมเงินค่าขนมเพียงน้อยนิด เพราะไม่ต้องการให้ลูกชายคนนี้ขัดขวางความสุขของครอบครัวใหม่ เพราะมรดกมหาศาลที่พ่อใช้ครอบครองอำนาจมาตลอด กลับเป็นกรรมสิทธิ์ของภีมตามพินัยกรรมลับที่แม่ทิ้งไว้ และวันที่ความจริงถูกเปิดเผย กำลังใกล้เข้ามา! ทว่าก่อนแผนแก้แค้นจะเริ่มต้น ภีมกลับได้พบกับ ‘อคิน วรโชติเมธา’ ทายาทกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ ผู้มองทะลุหน้ากากของเขาได้ตั้งแต่แรกพบ แถมยังล่วงรู้ความลับที่แม้แต่ภีมเองก็ไม่เคยรู้ ยิ่งภีมเข้าใกล้บัลลังก์ของตัวเองมากเท่าไร ความจริงเกี่ยวกับการตายของแม่เมื่อสิบปีก่อนก็ยิ่งเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น เมื่อข้อความปริศนา แฟลชไดรฟ์ลับ และพยานที่หายตัวไปเชื่อมโยงกับแผนฆาตกรรมที่ถูกปกปิดมานาน ในสงครามชิงมรดกที่เดิมพันด้วยเงินพันล้านและชีวิต ภีมจะกระชากหน้ากากฆาตกรตัวจริงได้หรือไม่?

View More

Chapter 1

บทที่ 1: ก้าวออกจากเงามืด

บทที่ 1: ก้าวออกจากเงามืด

เสียงรูดซิปของกระเป๋าเดินทางผ้าใบสีเข้มดังก้องสะท้อนในความเงียบ

ภีมยืนนิ่งอยู่กลางห้องนอนชั้นสองของคฤหาสน์รัตนเดชา ข้าวของเครื่องใช้ที่เขานำติดตัวไปมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด หนังสือเรียนสองสามเล่ม และกล่องไม้สนใบเก่าที่เก็บสิ่งของตกทอดเพียงชิ้นเดียวของแม่เอาไว้ รอบห้องที่เขาใช้ชีวิตมาตลอดสิบแปดปีบัดนี้โล่งเตียนจนแทบไม่เหลือร่องรอยการอยู่อาศัย รอยฝุ่นบางเบาบนชั้นวางหนังสือขับเน้นให้เห็นว่าเขาไม่เคยมีตัวตนในบ้านหลังนี้นานแค่ไหนแล้ว

“คุณหนูคะ...”

เสียงแหบเครือที่ดังขึ้นตรงกรอบประตูทำให้ภีมต้องหันกลับไปมอง ป้านวลยืนกำชายผ้ากันเปื้อนแน่น ขอบตาของหญิงชราแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ เธอมองกระเป๋าเดินทางใบย่อมบนเตียงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่อาจซ่อนมิด

“ป้าช่วยยกกระเป๋าลงไปให้นะคะ ทำไมคุณท่านถึงได้ใจร้ายนัก วันนี้เปิดเรียนวันแรกแท้ๆ ยังจะเร่งรัดให้คุณหนูย้ายออกแต่เช้าตรู่ ข้าวต้มปลาของโปรดที่คุณหนูชอบ ป้าเพิ่งตั้งเตาไว้เอง...”

ภีมคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยปรากฏให้ใครในบ้านหลังนี้เห็น เขาก้าวเข้าไปแตะหลังมือที่เหี่ยวย่นของหญิงชราอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจากมือคู่นี้คือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจเขาให้รอดพ้นจากความหนาวเหน็บในบ้านหลังนี้มาได้

“ไม่ต้องหรอกครับป้า ผมยกเองไหว ข้าวต้มปลาไว้คราวหน้าผมจะแวะมากินนะ”

“คุณหนูจะกลับมาจริงๆ หรือคะ” ป้านวลเอ่ยถามเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล “คุณท่านไม่ยอมให้ป้าตามไปดูแลที่คอนโด ป้าเป็นห่วงคุณหนูเหลือเกิน จะอยู่คนเดียวได้ยังไง กับข้าวกับปลาใครจะทำให้กิน...”

“ผมโตแล้วครับป้า ดูแลตัวเองได้สบายมาก” ภีมตบหลังมือเธอเบาๆ ปลอบประโลม “อยู่ที่นี่หรืออยู่ที่นั่นก็ไม่ต่างกันหรอกครับ ออกไปอยู่ข้างนอก สบายใจกว่าเยอะ”

ไม่ใช่แค่สบายใจกว่า... แต่มันคือโอกาสเดียวที่เขาจะได้เริ่มเดินหมากในกระดานของตัวเองอย่างอิสระ

ภีมยกกระเป๋าเดินทางลงจากเตียง เดินนำป้านวลลงบันไดวนสู่ห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง กระเบื้องหินอ่อนขัดมันวาวสะท้อนแสงไฟระย้าอลังการ ทุกตารางนิ้วในคฤหาสน์หลังนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงและทรัพย์สินของตระกูลฝั่งแม่ ทว่าเวลานี้ ผู้ที่กำลังนั่งเสวยสุขอยู่บนชุดโซฟาหลุยส์กลางห้อง กลับเป็นคนอื่นที่ไม่เคยมีส่วนร่วมสร้างมันขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

ธีรเดชนั่งจิบกาแฟอยู่หัวโต๊ะ สวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมดูภูมิฐาน ข้างกายคือ นงนุช ในชุดผ้าไหมประณีต กำลังกรีดกรายจัดดอกลิลลี่ลงแจกันแก้วเจียระไนอย่างเพลิดเพลิน บนพรมหนานุ่มตรงหน้ามี ภวัต ลูกชายวัยสิบเจ็ดปีที่หน้าตาถอดแบบพ่อมาไม่ผิดเพี้ยน กำลังก้มหน้าเล่นสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ล่าสุดโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

ภาพครอบครัวอบอุ่นที่สมบูรณ์แบบ... หากไม่มีกาฝากอย่างเขายืนขวางสายตา

“เก็บของเสร็จแล้วหรือ” ธีรเดชปรายตามอง วางถ้วยกาแฟลงบนจานรองเสียงดังกึก สายตาที่ทอดมองลูกชายคนโตไม่มีประกายของความผูกพัน มีเพียงความรำคาญใจที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบัง

“เสร็จแล้วครับ” ภีมหยุดยืนห่างออกไปสามก้าว วางกระเป๋าลงข้างตัว แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างสงบนิ่ง

“คอนโดที่ฉันซื้อให้ มันอยู่ใกล้สถานศึกษา เดินทางสะดวกกว่าที่นี่เยอะ” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้มีพระคุณที่กำลังหยิบยื่นความเมตตา “เข้ามหา’ ลัยแล้ว ก็หัดทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ เลิกทำนิสัยเงียบขรึมอมพะนำเหมือนคนอมทุกข์เสียที มีอะไรก็หัดปรับตัวให้เข้ากับสังคม แล้วก็จำไว้... อย่าทำตัวให้มีปัญหาจนแม่ใหม่กับน้องต้องพลอยลำบากใจไปด้วย”

นงนุชเงยหน้าขึ้นจากแจกันดอกไม้ ส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบยาพิษมาให้

“นั่นสิคะคุณพี่ น้องภีมน่ะเป็นเด็กดี น้าเชื่อว่าไปอยู่คนเดียวคงไม่ทำตัวเหลวไหลหรอกจริงไหมจ๊ะ? มีเงินพอใช้หรือเปล่า ขาดเหลืออะไรก็โทรบอกน้าได้นะ ถึงช่วงนี้น้องภวัตจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่เตรียมตัวสอบชิงทุนไปดูงานที่ยุโรป แต่น้าก็พร้อมจะเจียดให้ภีมเสมอนะจ๊ะ”

ถ้อยคำที่ฟังดูใจกว้างทว่าแฝงการเหยียดหยามอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ภวัตส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายต่างแม่

ภีมไม่ได้ขยับตัว สองมือที่ทอดอยู่ข้างลำตัวผ่อนคลาย ไร้ความเกรี้ยวกราด ไร้ประกายความน้อยเนื้อต่ำใจ คนที่ตายไปแล้วจากความรู้สึกของเขา ไม่มีค่าพอให้ต้องเปลืองอารมณ์ด้วยอีกต่อไป

“ขอบคุณครับคุณนงนุช แต่เงินที่ป๊าโอนให้ พอใช้แล้วครับ” ภีมค้อมศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท “ผมขอตัวก่อน เดี๋ยวจะเข้าเรียนสาย”

“อืม ไปเถอะ ถ้าไม่มีธุระจำเป็นอะไรก็ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา ที่บ้านมีเรื่องต้องจัดการเยอะ ภวัตเขาต้องใช้สมาธิเตรียมตัวสอบ” ธีรเดชโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปลูบหัวลูกชายคนโปรดด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “จริงไหมเจ้าวัต วันนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษ เดี๋ยวตอนเย็นป๊าพาไปเลี้ยงฉลองล่วงหน้า”

ภีมไม่รอฟังบทสนทนานั้นต่อ เขาหันหลังแล้วลากกระเป๋าเดินทางก้าวพ้นธรณีประตูคฤหาสน์รัตนเดชาออกมาทันที

สายลมยามเช้าพัดวูบเข้าปะทะใบหน้า ภีมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกยาว เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขารู้สึกว่าหัวอกของตนเองโล่งกว้าง ไร้ความอึดอัดที่คอยกดทับ สิบปีที่เขายอมก้มหัว แสร้งทำตัวเป็นเด็กหัวอ่อน ไร้เดียงสา และไร้พิษสง เพื่อรอคอยให้ถึงเวลาที่ปีกกล้าขาแข็งพอ

และในที่สุด วันที่เขาจะได้เริ่มทวงคืนทุกอย่างก็มาถึง

ห้องชุดบนชั้นสี่สิบสองของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางย่านธุรกิจ

เสียงสัญญาณประตูดิจิทัลส่งเสียงปลดล็อก ภีมก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคุมโทนสีเทาดำ ทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าไร้กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต ธีรเดชคิดว่าการทุ่มเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาแปดหลักให้ คือการชดเชยที่ยิ่งใหญ่และเป็นการเนรเทศลูกชังออกไปให้พ้นหูพ้นตาได้อย่างแนบเนียนที่สุด

ภีมไม่เสียเวลาแม้แต่จะแกะกระเป๋าเสื้อผ้า เขาวางสัมภาระลงข้างโซฟา แล้วเดินตรงไปยังตู้หนังสือไม้บิวต์อินที่ติดผนังห้องด้านใน

ปลายนิ้วเรียวกดลงบนสันหนังสือปกหนังเล่มหนาเล่มหนึ่งเบาๆ แผ่นไม้ด้านข้างเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นตู้เซฟระบบดิจิทัลที่ซ่อนอยู่ด้านใน ภีมทาบลายนิ้วมือลงไปบนแป้นสแกน เสียงกลไกภายในปลดล็อกดังกริ๊ก ก่อนบานประตูตู้เซฟจะเปิดออกอย่างช้าๆ

ภายในนั้นไม่มีเครื่องประดับหรือเงินสด มีเพียงแฟ้มเอกสารหนังแท้สีดำสองแฟ้ม และแท็บเล็ตส่วนตัวที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

ภีมหยิบแฟ้มแรกขึ้นมาเปิดอ่านอย่างทะนุถนอม... เอกสารสิทธิ์ พินัยกรรม และสัญญาจัดตั้งกองทุนทรัสต์ของ ‘คุณหญิงรัตนเดชา’

มารดาของเขารู้ดีว่าสันดานความโลภของสามีไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนที่โรคร้ายจะพรากลมหายใจสุดท้ายของเธอไป เธอจึงแอบจัดตั้งกองทุนทรัสต์ลับขึ้นมา โอนถ่ายกรรมสิทธิ์ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่ามหาศาล และหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมดของรัตนเดชากรุ๊ปเข้ามาอยู่ในกองทุนนี้ โดยระบุชื่อภีมเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว และเงื่อนไขทั้งหมดจะมีผลสมบูรณ์ทันทีที่เขาบรรลุนิติภาวะ

ธีรเดชหลงระเริง คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่เคยรู้เลยว่า เก้าอี้ประธานที่นั่งบัญชาการอยู่นั้น ตั้งอยู่บนมรดกของลูกชายที่ตัวเองไม่เคยเห็นค่าแม้แต่น้อย

ภีมเปิดแท็บเล็ตขึ้นมา ล็อกอินเข้าสู่ระบบบัญชีภายในที่ทนายความประจำตระกูลคอยป้อนข้อมูลอัปเดตให้ทุกสัปดาห์ สายตาคมกริบกวาดมองตัวเลขทางบัญชีย้อนหลังสามปี ก่อนที่นิ้วมือจะหยุดชะงักลง

คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันทันที

เงินสดรวมกว่า 420 ล้านบาท...

ตัวเลขมหาศาลถูกโอนออกจากบัญชีหลักของรัตนเดชากรุ๊ปอย่างต่อเนื่องตลอดสามสิบหกเดือนที่ผ่านมา โดยกระจายออกไปในรูปของงบที่ปรึกษาโครงการ งบวิจัยตลาด และสัญญาว่าจ้างระบบขนส่งพิเศษ ซึ่งปลายทางของเงินทั้งหมด ไหลเข้าไปยังบริษัทลูกสามแห่งที่เพิ่งจดทะเบียนได้ไม่นาน

ภีมเคาะนิ้วลงบนหน้าจอเป็นจังหวะช้าๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็น

“บริษัท ที.ดี. อินเวสต์เมนต์... บริษัท ขนส่งรุ่งเรือง... และ N.N. โฮลดิ้งส์”

แม้จะใช้ชื่อนอมินีถือหุ้นบังหน้า แต่เส้นทางการเงินและอำนาจลงนามตัวจริงกลับเชื่อมโยงตรงไปยังคนสองคน... ธีรเดช และ นงนุช

พวกมันกำลังแอบสูบเงินออกจากบริษัทแม่ เพื่อไปสร้างฐานอำนาจใหม่ของตัวเอง หวังจะทำให้รัตนเดชากรุ๊ปกลายเป็นเพียงบริษัทกลวงๆ ที่มีแต่หนี้สิน แล้วทิ้งซากปรักหักพังนี้ไว้ให้เขาในวันที่เปิดพินัยกรรม

“ยิ่งพวกคุณเอาออกไปมากเท่าไร...” ภีมพึมพำกับความเงียบ แววตาว่างเปล่าแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟที่เยียบเย็น “วันที่ผมกระชากพรมออก พวกคุณจะยิ่งตกลงมาคอหักตายเร็วขึ้นเท่านั้น”

ภีมบันทึกไฟล์หลักฐานทั้งหมดลงในไดรฟ์ลับส่วนตัวอย่างใจเย็น ก่อนจะปิดหน้าจอลง

สายวันเดียวกัน มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ

แสงแดดจัดจ้านสาดส่องลงบนลานกิจกรรมหน้าคณะบริหารธุรกิจ เสียงเพลงจากซุ้มรับน้องดังกระหึ่มเคล้ากับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของเหล่านักศึกษาใหม่ที่เดินกันขวักไขว่ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยพลังงานของวัยรุ่นที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

ภีมเดินผ่านความวุ่นวายเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบเฉย

เขาสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาแขนยาวสีขาวสะอาด กางเกงสแล็กสีดำทรงกระบอกเล็กพอดีตัว รูปร่างโปร่งบางทว่าสมส่วน ผิวขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิท ใบหน้าหวานติดจะนิ่งสนิท ดวงตากลมโตที่มีปลายหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยให้ความรู้สึกเข้าถึงยาก ในมือของเขาถือแฟ้มเอกสารลงทะเบียนเรียนและโครงสร้างหลักสูตรที่เพิ่งรับมาจากฝ่ายทะเบียน

ภีมตั้งใจจะเดินเลี่ยงกลุ่มคนไปยังมุมสงบใต้ร่มไม้ใหญ่ แต่ลานกิจกรรมที่คนแน่นขนัดทำให้จังหวะการเดินติดขัด

“เฮ้ย! ระวังหน่อยเว้ย!”

เสียงเอะอะดังขึ้นจากด้านข้าง พร้อมกับแรงเบียดจากกลุ่มนักศึกษาที่กำลังแย่งกันถ่ายรูปป้ายคณะ ร่างของภีมถูกกระแทกเข้าที่หัวไหล่อย่างจังจนเสียหลัก แฟ้มเอกสารในมือหลุดร่วง แผ่นกระดาษปลิวกระจายเกลื่อนไปตามพื้นลานซีเมนต์

“อ๊ะ...” ภีมถอนหายใจยาวอย่างนึกรำคาญใจ

เขาย่อตัวลงนั่ง คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นเพื่อรีบเก็บแผ่นกระดาษที่ปลิวว่อน ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะถึงเอกสารแผ่นแรก เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาบดบังแสงแดดเบื้องบนจนเกิดเป็นร่มเงาทอดทับลงมา

“ขอโทษครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มลึก และมีกังวานหนักแน่นดังขึ้นเหนือศีรษะ

ภีมยังไม่ทันได้เงยหน้า ร่างสูงนั้นก็ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าลงตรงข้ามเขาอย่างไม่ถือตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อดีถูกพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดนูนบางเบา และนาฬิกาข้อมือแบรนด์สวิสราคาแพงระยับ มือหนาที่ข้อนิ้วเรียวยาวเอื้อมลงมาช่วยรวบเก็บกระดาษที่กระจายอยู่บนพื้นอย่างคล่องแคล่ว

จนกระทั่งกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ตกอยู่ตรงกลาง

มือของคนทั้งสองเอื้อมไปจับที่ขอบกระดาษแผ่นเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ปลายนิ้วเรียวของภีมสัมผัสเข้ากับข้อนิ้วอุ่นจัดของอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที สัมผัสนั้นทำให้กระแสความรู้สึกประหลาดแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นสู่ท่อนแขนอย่างเฉียบพลัน

ทั้งสองชะงักค้างไปพร้อมกัน

ภีมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตา

ชายหนุ่มตรงหน้ามีโครงหน้าคมคายราวกับรูปสลัก สันกรามเด่นชัด จมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากหยักลึก ทรงผมสีดำสนิทเซตเปิดหน้าผากอย่างประณีต ขับเน้นให้ดวงตาเรียวรีคมกริบดุจพญาเหยี่ยวนั้นดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามจนน่าอึดอัด

แต่สิ่งที่ทำให้ภีมรู้สึกสะดุดใจจนลมหายใจติดขัด... คือ ‘สายตา’ คู่นั้น

ดวงตาคมเข้มคู่นั้นไม่ได้มองเขาด้วยความรู้สึกผิดที่ชนกัน ไม่ได้มองด้วยความชื่นชมในรูปลักษณ์ภายนอก และไม่ได้มีความประหม่าแม้แต่น้อย แต่มันเป็นสายตาที่ลุ่มลึก เฉียบแหลม และจับจ้องราวกับกำลังมองทะลุหน้ากากอันเยือกเย็นที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตัวเอง

อคินมองเด็กหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มวาววับขึ้นวูบหนึ่งเมื่อสังเกตเห็นประกายความเจ็บปวดอันดำมืดที่ซ่อนอยู่ลึกสุดในแววตาคู่สวย แววตาของคนที่ผ่านการสูญเสีย แววตาของคนที่แบกรับความเคียดแค้น... และเป็นแววตาของเสือร้ายที่กำลังซ่อนเขี้ยวเล็บอย่างอดทน

ช่างแตกต่างจากเด็กปีหนึ่งทั่วไปที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง

“ขอบคุณครับ” ภีมดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขารีบชักมือกลับ ดึงแผ่นกระดาษมาแนบอก แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย ไร้อารมณ์ดังเดิม

อคินลุกขึ้นตาม รูปร่างสูงใหญ่ที่น่าจะเกินร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรทำให้ภีมต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตา

“ไม่เป็นไรครับ” อคินเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งการ์ดป้องกันตัวเองอย่างแน่นหนา “เอกสารครบไหม?”

“ครบครับ” ภีมตอบสั้น กระชับแฟ้มในมือแน่นขึ้นอีกนิด เตรียมตัวจะก้าวเดินเลี่ยงออกไป

“เด็กปีหนึ่ง บริหารธุรกิจเหรอครับ?”

คำทักทายที่ดังขัดขึ้นทำให้ภีมต้องหยุดชะงักปลายเท้า เขาหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยสายตาระแวดระวัง

“ครับ... รุ่นพี่มีอะไรหรือเปล่า?”

อคินมองท่าทางที่เหมือนแมวป่ากำลังระวังภัยแล้วหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ ชายหนุ่มเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางผ่อนคลายแต่แผ่รังสีของผู้นำออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“ไม่มีอะไรครับ แค่จะบอกว่า... ท่าทางคุณดูไม่เหมือนคนที่ตื่นเต้นกับวันเปิดเทอมวันแรกเลยสักนิด” อคินโน้มตัวลงมาหาเล็กน้อย ลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบที่ได้ยินกันสองคน “ดูเหมือนคนที่กำลังจะไปออกรบมากกว่า”

หัวใจของภีมกระตุกวูบ ปลายนิ้วที่กอดแฟ้มเอกสารจิกแน่นลงบนกระดาษโดยไม่รู้ตัว

เขามองผู้ชายตรงหน้าด้วยความหวาดระแวงที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร? ทำไมถึงกล้าพูดจาเหมือนอ่านใจเขาออกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน?

“รุ่นพี่คงคิดมากไปเองครับ ผมแค่เหนื่อย” ภีมกดเสียงต่ำลง พยายามตัดบทสนทนาให้เร็วที่สุด “ขอตัวนะครับ”

ภีมหมุนตัวเดินจากมาทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบ ฝีเท้าของเขาก้าวอย่างมั่นคงและรวดเร็ว ไม่หันหลังกลับไปมองแม้แต่แวบเดียว

อคินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมดุจับจ้องแผ่นหลังเหยียดตรงที่ค่อยๆ กลืนหายไปในฝูงชน ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ

โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของอคินสั่นครืน ชายหนุ่มหยิบขึ้นมากดรับสาย น้ำเสียงทุ้มต่ำเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและเด็ดขาดในชั่วพริบตา

“ว่าไง”

(“นายครับ เอกสารตรวจสอบสถานะการเงินของรัตนเดชากรุ๊ปที่นายสั่งให้ดึงข้อมูลมาเมื่อคืน ได้ครบแล้วครับ”) เลขาส่วนตัวรายงานมาตามสาย (“มีรายการยักยอกเงินสดกว่าสี่ร้อยล้านจริงตามที่นายสงสัย และดูเหมือนว่านายธีรเดชกำลังจะใช้ที่ดินริมน้ำเป็นหลักค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหม่สองพันล้านตอนบ่ายสองวันนี้ครับ”)

อคินทอดสายตามองไปยังทิศทางที่เด็กหนุ่มคนนั้นเพิ่งเดินหายไป ภาพดวงตากลมโตที่วาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแค้นยังคงติดตา

ภีมเดช รัตนเดชา...

ทายาทตัวจริงที่ถูกคนในบ้านเหยียบย่ำจนต้องระเห็จออกมาอยู่ข้างนอก ทว่ากลับมีแววตาที่ไม่ยอมสยบต่อสิ่งใด

“ส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าแท็บเล็ตฉัน” อคินสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเปล่งประกายคมปลาบ “แล้วเตรียมรถให้พร้อม... บ่ายนี้ ฉันจะไปดูละครเวทีฉากใหญ่ที่ตึกรัตนเดชาด้วยตัวเอง”

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
30 Chapters
บทที่ 1: ก้าวออกจากเงามืด
บทที่ 1: ก้าวออกจากเงามืดเสียงรูดซิปของกระเป๋าเดินทางผ้าใบสีเข้มดังก้องสะท้อนในความเงียบภีมยืนนิ่งอยู่กลางห้องนอนชั้นสองของคฤหาสน์รัตนเดชา ข้าวของเครื่องใช้ที่เขานำติดตัวไปมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด หนังสือเรียนสองสามเล่ม และกล่องไม้สนใบเก่าที่เก็บสิ่งของตกทอดเพียงชิ้นเดียวของแม่เอาไว้ รอบห้องที่เขาใช้ชีวิตมาตลอดสิบแปดปีบัดนี้โล่งเตียนจนแทบไม่เหลือร่องรอยการอยู่อาศัย รอยฝุ่นบางเบาบนชั้นวางหนังสือขับเน้นให้เห็นว่าเขาไม่เคยมีตัวตนในบ้านหลังนี้นานแค่ไหนแล้ว“คุณหนูคะ...”เสียงแหบเครือที่ดังขึ้นตรงกรอบประตูทำให้ภีมต้องหันกลับไปมอง ป้านวลยืนกำชายผ้ากันเปื้อนแน่น ขอบตาของหญิงชราแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ เธอมองกระเป๋าเดินทางใบย่อมบนเตียงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่อาจซ่อนมิด“ป้าช่วยยกกระเป๋าลงไปให้นะคะ ทำไมคุณท่านถึงได้ใจร้ายนัก วันนี้เปิดเรียนวันแรกแท้ๆ ยังจะเร่งรัดให้คุณหนูย้ายออกแต่เช้าตรู่ ข้าวต้มปลาของโปรดที่คุณหนูชอบ ป้าเพิ่งตั้งเตาไว้เอง...”ภีมคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยปรากฏให้ใครในบ้านหลังนี้เห็น เขาก้าวเข้าไปแตะหลังมือที่เหี่ยวย่นของหญิงชราอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจากมือคู่
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 2: ดวงตาของผู้ล่า
บทที่ 2: ดวงตาของผู้ล่าห้องบรรยายรวมขนาดใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจถูกออกแบบให้ลาดต่ำเป็นขั้นบันได เสียงอื้ออึงของนักศึกษาใหม่นับร้อยชีวิตดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งพื้นที่ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผสมปนเปกับความคึกคักของคนวัยเดียวกันที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่ละคนขะมักเขม้นกับการจับกลุ่ม แลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อ และถ่ายรูปเช็กอินลงโซเชียลมีเดีย แถวที่นั่งช่วงกลางลงไปจนถึงหน้าเวทีถูกรุ่นพี่ฝ่ายสันทนาการจัดสรรจนแน่นขนัดมีเพียงแถวบนสุดริมหน้าต่างกระจกบานยาวเท่านั้นที่เงียบสนิทภีมเลือกนั่งตรงมุมอับสายตานั้น กระเป๋าเป้ใบเก่าถูกวางลงบนเก้าอี้พับตัวข้างๆ เพื่อสร้างแนวเขตตัดขาดตัวเองจากคนอื่น ร่างโปร่งเอนแผ่นหลังพิงพนัก เสื้อเชิ้ตนักศึกษาแขนยาวสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดยามสายที่ส่องลอดผ่านมู่ลี่ไม้ เขาไม่ได้สนใจสมุดคู่มือนักศึกษาใหม่หรือเสียงปรบมือเป็นจังหวะที่ดังมาจากเวทีเบื้องล่าง บนตักมีแท็บเล็ตส่วนตัววางราบอยู่ หน้าจอแสดงผังโครงสร้างของบริษัทลูกสามแห่งที่ธีรเดชเพิ่งจดทะเบียนขึ้นมาเพื่อรองรับเงินสดที่ผันออกจากระบบสี่ร้อยยี่สิบล้านบาท...ตัวเลขแปดหลักนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่ก้าวเท้าออก
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 3: จดหมายจากอดีต
บทที่ 3: จดหมายจากอดีตเข็มสั้นของนาฬิกาข้อมือเพิ่งจะแตะเลขสิบเอ็ด เข็มยาวชี้บอกเวลาสี่สิบห้านาทีภีมก้าวออกจากลิฟต์โดยสารของตึกอำนวยการชั้นหกก่อนเวลานัดหมายถึงสิบห้านาที ทางเดินปูพรมหนานุ่มกลืนเสียงฝีเท้าจนเงียบสนิท สองข้างทางกรุด้วยกระจกนิรภัยตัดแสง เผยให้เห็นวิวตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวงที่ทอดตัวยาวเหยียดใต้แดดเที่ยงวัน บรรยากาศเงียบงันเป็นส่วนตัว แตกต่างจากความโกลาหลของลานกิจกรรมเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิงภีมไม่ได้ตั้งใจจะมาถึงก่อนเวลา แต่ความจริงที่ได้ยินในห้องบรรยายทำให้เขาไม่อาจนั่งทนอยู่ในคลาสเรียนได้อีกต่อไป ทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาเดินไปข้างหน้า เหมือนเสียงนับถอยหลังสู่การถูกปล้นชิงมรดกชิ้นสุดท้ายของแม่ไปต่อหน้าต่อตาหน้าห้องรับรองกระจกฝ้าหมายเลข 601 เลขานุการหญิงในชุดสูทสีกรมท่าลุกขึ้นยืนต้อนรับอย่างรู้หน้าที่ เธอค้อมศีรษะเล็กน้อยแล้วผายมือไปยังบานประตูด้านในโดยไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปาก“คุณอคินรออยู่ด้านในแล้วค่ะ คุณภีม เชิญค่ะ”ภีมพยักหน้ารับเบาๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติสัมปชัญญะกลับมาอยู่กับตัว ก่อนจะผลักบานประตูไม้โอ๊กบานหนาเข้าไปช้าๆห้องรับรองขนาดใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างโอ
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 4: รุกฆาตกลางห้องประชุม
บทที่ 4: รุกฆาตกลางห้องประชุมกระจกหน้ารถเก๋งสีดำสนิทสะท้อนภาพตึกสูงระฟ้าสี่สิบชั้นของอาคารสำนักงานใหญ่รัตนเดชากรุ๊ปที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายธุรกิจภีมนั่งเงียบอยู่เบาะหลัง สายตามองข้ามกระจกไปยังตัวอักษรโลหะสีทองที่สลักชื่อตระกูลของแม่อยู่บนยอดตึก สิบปีแล้วที่เขาไม่ได้ก้าวขาเข้ามาที่นี่ นับตั้งแต่วันที่แม่ต้องเข้าโรงพยาบาลและไม่มีโอกาสได้กลับออกมาอีกเลย สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยความทรงจำอันอบอุ่น บัดนี้กลายเป็นรังของคนที่ทรยศและเหยียบย่ำครอบครัวของเขา“เอกสารพร้อมทุกอย่างแล้วครับนาย”เสียงของหัวหน้าทีมทนายความประจำตระกูลวรโชติเมธาที่นั่งอยู่เบาะหน้าหันมารายงาน “คำสั่งเพิกถอนอำนาจบริหารตามเงื่อนไขทรัสต์สากลถูกยื่นเข้าระบบนายทะเบียนกลางและส่งตรงถึงฝ่ายตรวจสอบของสถาบันการเงินแล้ว เหลือแค่การประกาศต่อหน้าคณะกรรมการอย่างเป็นทางการครับ”“ดี” อคินที่นั่งอยู่ข้างภีมตอบสั้นๆ ชายหนุ่มไม่ได้ละสายตาไปจากแท็บเล็ตในมือ เขากำลังตรวจสอบคำสั่งระงับธุรกรรมทางการเงินของระบบธนาคารแบบเรียลไทม์เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถชั้นผู้บริหาร อคินหันมามองคนข้างตัวภีมนั่งนิ่ง แผ่นหลังตรง สองมือประสานอยู่บนตัก ปล
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 5: กล่องแพนโดราและสารพิษ
บทที่ 5: กล่องแพนโดราและสารพิษเสียงฝีเท้าของทีมรักษาความปลอดภัยและคณะทำงานด้านกฎหมายชุดใหม่ดังก้องไปทั่วโถงทางเดินชั้นสามสิบห้า บรรยากาศตึงเครียดภายในห้องประชุมใหญ่เริ่มคลี่คลายลงเมื่อธีรเดชกับนงนุชถูกพาตัวออกไปจากอาคารสำนักงานใหญ่ในสภาพหมดรูป เจ้าหน้าที่ไอทีทยอยเข้าควบคุมห้องเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางเพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานทางการเงิน ขณะที่ทนายสมคิดแยกตัวไปประสานงานกับตัวแทนสถาบันการเงินเพื่อจัดการข้อกฎหมายให้เสร็จสิ้นภีมลุกขึ้นจากเก้าอี้ประธานตัวใหญ่ เดินไปหยุดยืนริมหน้าต่างกระจกบานเดิมแสงสีส้มทองยามแดดร่มลมตกสาดส่องลงมากระทบแนวตึกระฟ้าเบื้องล่าง ความเงียบสงัดรอบตัวทำให้ภีมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าๆ ไหล่ทั้งสองข้างที่เคยเกร็งแน่นแบกรับความกดดันมาตลอดทั้งวันเริ่มล้าจนรู้สึกหนักอึ้ง ชัยชนะก้าวแรกเกิดขึ้นรวดเร็วจนเขายังไม่ทันได้ตั้งรับความรู้สึกว่างเปล่าที่แล่นเข้ามาแทนที่“ตรงนี้ปล่อยให้ทีมงานจัดการต่อเถอะครับ”เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกล อคินเดินเข้ามายืนเคียงข้าง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็ก ทอดสายตามองแสงอัสดงบนท้องฟ้าด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ระบบการเงินถูกล็อกไว้หมดแล้
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 6: ทางเดินใต้ดินที่เปียกฝน
บทที่ 6: ทางเดินใต้ดินที่เปียกฝนสายฝนยามดึกโหมกระหน่ำซัดสาดกระจกเพนต์เฮาส์จนเกิดเสียงดังกึกก้อง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบสะท้อนเข้ามาในห้องทำงาน ขับเน้นให้ใบหน้าของภีมที่นั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ดูขาวซีด คราบน้ำตาบนพวงแก้มแห้งสนิทไปแล้ว เหลือเพียงรอยแดงตรงขอบตาและความเยือกเย็นที่ทอประกายขึ้นมาแทนที่ความโศกเศร้า ภีมนั่งจ้องชื่อของ นพ.อดิศักดิ์ และรายการโอนเงินสิบห้าล้านบาทบนหน้าจอ นิ่งสนิทเหมือนแผ่นหินที่ไร้ความรู้สึกเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองจังหวะ ดึงบรรยากาศในห้องทำงานให้ออกจากความเงียบงันหัวหน้าทีมสืบสวนส่วนตัวของตระกูลวรโชติเมธาก้าวเข้ามาในห้อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตสีเข้มค้อมศีรษะให้อคินเล็กน้อยแล้วยื่นแท็บเล็ตรายงานด่วนส่งให้“นายครับ สายข่าวของเราในเขตปริมณฑลเพิ่งตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของเป้าหมายได้เมื่อสิบนาทีก่อน”อคินรับแท็บเล็ตมาดู แววตาคมกริบหรี่ลง “หมอกิตติพงศ์?”“ใช่ครับ นายแพทย์กิตติพงศ์ วัฒนกุล อดีตอายุรแพทย์ของโรงพยาบาลธนเวช คนที่ลงชื่อตรวจพบสารทัลเลียมเป็นคนแรก” หัวหน้าทีมรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “หลังจากโรงพยาบาลธนเวชถูกสั่งปิดกิจการเมื่อห้าปี
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 7: ความจริงใต้หยดน้ำเกลือ
บทที่ 7: ความจริงใต้หยดน้ำเกลือเสียงยางรถยนต์บดไปบนผิวถนนเปียกลื่นตัดกับเสียงลมหวีดหวิวภายนอกรถตู้กันกระสุนเคลื่อนตัวเข้าสู่ทางด่วนยกระดับ มุ่งหน้าออกจากเขตชานเมืองภายใต้การคุ้มกันของขบวนรถติดตามอีกสองคัน แสงไฟนีออนสีส้มสลัวริมทางหลวงสาดส่องผ่านรอยร้าวแตกระแหงบนกระจกหน้าต่าง เข้ามากระทบเงาร่างของคนทั้งสี่ในห้องโดยสาร กลิ่นดินปืนจางๆ ยังคงลอยอวลผสมกับกลิ่นไอฝนที่ติดมากับเสื้อแจ็กเก็ตอคินนั่งนิ่งอยู่บนเบาะหนัง แขนขวาที่ถูกเศษปูนบาดวางพาดไว้บนที่เท้าแขน มีผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้มผืนเดิมของภีมผูกปมรัดแน่นคอยกดแผลไว้ มือซ้ายของเขายังคงกุมประสานนิ้วทั้งห้าเข้ากับมือของภีมไม่ยอมปล่อย นิ้วหัวแม่มือคอยลูบเบาๆ บนหลังมือเรียวที่ยังคงเย็นเฉียบตรงข้ามพวกเขาทั้งสอง คือหมอกิตติพงศ์ ชายวัยกลางคนนั่งกอดกระเป๋าเอกสารหนังแนบอก ร่างกายซูบผอมยังคงสั่นเทาจากเหตุการณ์เฉียดตายที่เพิ่งผ่านพ้นมา แววตาที่จ้องมองภีมเต็มไปด้วยความละอายใจที่ทับถมมานานนับสิบปี“หมอปลอดภัยแล้วครับ” ภีมเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ “คนที่ตามล่าหมอเมื่อกี้ เป็นคนของใคร”หมอกิตติพงศ์กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผา
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 8: วันพิพากษาบ้านใหญ่
บทที่ 8: วันพิพากษาบ้านใหญ่แสงเงินแสงทองยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านม่านหมอกบางหลังค่ำคืนพายุฝน ยอดไม้ใบหญ้าตามแนวถนนใหญ่ยังคงชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำค้างขบวนรถตู้สีดำตราโล่ของกองบังคับการปราบปรามสี่คัน และรถยนต์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่ซอยส่วนบุคคลของตระกูลรัตนเดชาอย่างเงียบเชียบ โดยมีรถซีดานกันกระสุนคันหรูของอคินแล่นนำอยู่หัวขบวนภีมนั่งมองประตูรั้วอัลลอยด์สีดำขลิบทองบานยักษ์ที่ค่อยๆ ปรากฏสู่สายตาเมื่อวานนี้ในเวลาเดียวกัน เขาเพิ่งลากกระเป๋าเดินทางก้าวพ้นธรณีประตูบานนี้ออกไปด้วยสถานะลูกชังที่ถูกขับไล่ไสส่ง คนในบ้านคิดว่าเขาเป็นเพียงเด็กหัวอ่อนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา หากเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงผ่านไป เขากำลังจะก้าวกลับเข้าไปในฐานะเจ้าของที่แท้จริง พร้อมกับเพลิงพิพากษาที่จะเผาผลาญความอยุติธรรมให้มอดไหม้รถยนต์จอดสนิทลงหน้าบันไดหินอ่อนของคฤหาสน์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบ้านยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบและคอมมานโดพร้อมอาวุธครบมือก้าวลงมากระจายกำลังปิดล้อมทางเข้าออกทุกจุดอคินก้าวลงจากรถก่อน ชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ตตัวยา
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 9: ปลดเปลื้องรอยร้าวในค่ำคืนฝนพรำ [20+++ ]
บทที่ 9: ปลดเปลื้องรอยร้าวในค่ำคืนฝนพรำ [20+++ ]เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำสะท้อนก้องอยู่นอกผืนกระจกบานยักษ์ สายฝนระลอกใหม่ซัดสาดเข้าใส่ระเบียงเพนต์เฮาส์จนกลายเป็นม่านน้ำพร่ามัว แสงไฟนีออนระยิบระยับของเมืองใหญ่เบื้องล่างถูกกลืนหายไปในความมืดมิด หลงเหลือเพียงเงาสะท้อนสลัวบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนของห้องนั่งเล่นที่เงียบสนิทภีมยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าต่างกระจก สองมือทิ้งขนานลำตัว เสื้อสูทสีดำสนิทตัวนอกถูกถอดทิ้งไว้บนโซฟาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกปลดกระดุมคอสองเม็ด แผ่นหลังบางที่เคยเหยียดตรงอย่างทรนงในห้องโถงคฤหาสน์รัตนเดชา บัดนี้กลับค่อมลงเล็กน้อยเมื่อช่วงเช้า ความยุติธรรมที่รอคอยมาสิบปีมาถึงอย่างสมบูรณ์แบบ มือปืนถูกคุมตัว ธีรเดชและนงนุชถูกใส่กุญแจมือต่อหน้าต่อตา ทรัพย์สินและเกียรติยศทุกอย่างของแม่ถูกดึงกลับมาสู่อ้อมอกอย่างหมดจด ทว่าในวินาทีที่เปลวเพลิงแห่งความแค้นมอดดับลง สิ่งที่แทรกซึมเข้ามาแทนที่กลับเป็นความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาเนิ่นนานกดทับลงมาบนบ่าจนแทบยืนไม่อยู่หยดน้ำอุ่นร้อนไหลรินอาบสองแก้มช้าๆภีมไม่ได้ยกมือขึ้นเช็ด เขาปล่อยให้น้ำตามันร่วงห
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
บทที่ 10: ฟ้าหลังฝนและแสงแรกของวัน
บทที่ 10: ฟ้าหลังฝนและแสงแรกของวันม่านเมฆสีเทาหม่นที่เคยบดบังขอบฟ้าเมืองหลวงตลอดค่ำคืนพายุสลายตัวไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผืนฟ้าสีครามกระจ่างตา แสงแดดยามเช้าทอดผ่านแนวกระจกบานยักษ์ของห้องนอนใหญ่ ไออุ่นแรกของวันสาดส่องลงมากระทบผืนผ้านวมเนื้อหนา ละอองน้ำที่ยังเกาะค้างอยู่ตามขอบระเบียงสะท้อนประกายวิบวับราวกับละอองแก้วภีมค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นอันหนักแน่นที่โอบล้อมรอบกาย แผ่นอกกว้างเปลือยเปล่าของอคินแนบสนิทอยู่เบื้องหลัง ท่อนแขนแข็งแรงพาดรัดรอบเอวบางไว้หลวมๆ ดึงรั้งให้ร่างโปร่งจมอยู่ในอ้อมอกตลอดทั้งคืน กลิ่นหอมสะอาดของไม้สนซีดาร์เจือไอแดดอวลอยู่รอบตัว สร้างความรู้สึกปลอดภัยจนไม่อยากขยับเขยื้อนภีมพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ความเมื่อยล้าแล่นริ้วตั้งแต่สะโพกลงไปถึงเรียวขา อาการปวดหนึบตรงช่องทางด้านหลังย้ำเตือนถึงบทรักอันลึกซึ้งและเร่าร้อนเมื่อคืนวาน เสียงครางแผ่วเบาหลุดรอดออกมาจากลำคอ“อื้อ...”แรงขยับตัวเพียงเล็กน้อยทำให้คนที่นอนซ้อนอยู่ด้านหลังรู้สึกตัว ท่อนแขนหนากระชับแน่นขึ้นในทันที ดึงร่างของภีมให้ถอยกลับเข้าไปชิดแผงอกยิ่งกว่าเดิม ลมหายใจอุ่นเป่ารดลงบนซ
last updateLast Updated : 2026-10-17
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status