LOGINสิบปีที่ทนเป็นเพียงเงาไร้ค่าในบ้าน… พวกเขาคงไม่คิดว่าวันที่ผมก้าวออกมา ทุกสิ่งที่พวกเขาครอบครองจะพังทลายลงในพริบตา หลังแม่เสียชีวิต ‘ภีม’ ต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ตัวตนในบ้านหลังใหญ่ พ่อพาเมียน้อยและลูกชายคนใหม่เข้ามาแย่งชิงทุกอย่าง ทั้งความรัก ความอบอุ่น และทรัพย์สิน เมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัย พ่อก็รีบส่งเขาออกไปอยู่คอนโดตามลำพัง พร้อมเงินค่าขนมเพียงน้อยนิด เพราะไม่ต้องการให้ลูกชายคนนี้ขัดขวางความสุขของครอบครัวใหม่ เพราะมรดกมหาศาลที่พ่อใช้ครอบครองอำนาจมาตลอด กลับเป็นกรรมสิทธิ์ของภีมตามพินัยกรรมลับที่แม่ทิ้งไว้ และวันที่ความจริงถูกเปิดเผย กำลังใกล้เข้ามา! ทว่าก่อนแผนแก้แค้นจะเริ่มต้น ภีมกลับได้พบกับ ‘อคิน วรโชติเมธา’ ทายาทกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ ผู้มองทะลุหน้ากากของเขาได้ตั้งแต่แรกพบ แถมยังล่วงรู้ความลับที่แม้แต่ภีมเองก็ไม่เคยรู้ ยิ่งภีมเข้าใกล้บัลลังก์ของตัวเองมากเท่าไร ความจริงเกี่ยวกับการตายของแม่เมื่อสิบปีก่อนก็ยิ่งเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น เมื่อข้อความปริศนา แฟลชไดรฟ์ลับ และพยานที่หายตัวไปเชื่อมโยงกับแผนฆาตกรรมที่ถูกปกปิดมานาน ในสงครามชิงมรดกที่เดิมพันด้วยเงินพันล้านและชีวิต ภีมจะกระชากหน้ากากฆาตกรตัวจริงได้หรือไม่?
View Moreบทที่ 1: ก้าวออกจากเงามืด
เสียงรูดซิปของกระเป๋าเดินทางผ้าใบสีเข้มดังก้องสะท้อนในความเงียบ ภีมยืนนิ่งอยู่กลางห้องนอนชั้นสองของคฤหาสน์รัตนเดชา ข้าวของเครื่องใช้ที่เขานำติดตัวไปมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด หนังสือเรียนสองสามเล่ม และกล่องไม้สนใบเก่าที่เก็บสิ่งของตกทอดเพียงชิ้นเดียวของแม่เอาไว้ รอบห้องที่เขาใช้ชีวิตมาตลอดสิบแปดปีบัดนี้โล่งเตียนจนแทบไม่เหลือร่องรอยการอยู่อาศัย รอยฝุ่นบางเบาบนชั้นวางหนังสือขับเน้นให้เห็นว่าเขาไม่เคยมีตัวตนในบ้านหลังนี้นานแค่ไหนแล้ว “คุณหนูคะ...” เสียงแหบเครือที่ดังขึ้นตรงกรอบประตูทำให้ภีมต้องหันกลับไปมอง ป้านวลยืนกำชายผ้ากันเปื้อนแน่น ขอบตาของหญิงชราแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ เธอมองกระเป๋าเดินทางใบย่อมบนเตียงด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่ไม่อาจซ่อนมิด “ป้าช่วยยกกระเป๋าลงไปให้นะคะ ทำไมคุณท่านถึงได้ใจร้ายนัก วันนี้เปิดเรียนวันแรกแท้ๆ ยังจะเร่งรัดให้คุณหนูย้ายออกแต่เช้าตรู่ ข้าวต้มปลาของโปรดที่คุณหนูชอบ ป้าเพิ่งตั้งเตาไว้เอง...” ภีมคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยปรากฏให้ใครในบ้านหลังนี้เห็น เขาก้าวเข้าไปแตะหลังมือที่เหี่ยวย่นของหญิงชราอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจากมือคู่นี้คือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจเขาให้รอดพ้นจากความหนาวเหน็บในบ้านหลังนี้มาได้ “ไม่ต้องหรอกครับป้า ผมยกเองไหว ข้าวต้มปลาไว้คราวหน้าผมจะแวะมากินนะ” “คุณหนูจะกลับมาจริงๆ หรือคะ” ป้านวลเอ่ยถามเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล “คุณท่านไม่ยอมให้ป้าตามไปดูแลที่คอนโด ป้าเป็นห่วงคุณหนูเหลือเกิน จะอยู่คนเดียวได้ยังไง กับข้าวกับปลาใครจะทำให้กิน...” “ผมโตแล้วครับป้า ดูแลตัวเองได้สบายมาก” ภีมตบหลังมือเธอเบาๆ ปลอบประโลม “อยู่ที่นี่หรืออยู่ที่นั่นก็ไม่ต่างกันหรอกครับ ออกไปอยู่ข้างนอก สบายใจกว่าเยอะ” ไม่ใช่แค่สบายใจกว่า... แต่มันคือโอกาสเดียวที่เขาจะได้เริ่มเดินหมากในกระดานของตัวเองอย่างอิสระ ภีมยกกระเป๋าเดินทางลงจากเตียง เดินนำป้านวลลงบันไดวนสู่ห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง กระเบื้องหินอ่อนขัดมันวาวสะท้อนแสงไฟระย้าอลังการ ทุกตารางนิ้วในคฤหาสน์หลังนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงและทรัพย์สินของตระกูลฝั่งแม่ ทว่าเวลานี้ ผู้ที่กำลังนั่งเสวยสุขอยู่บนชุดโซฟาหลุยส์กลางห้อง กลับเป็นคนอื่นที่ไม่เคยมีส่วนร่วมสร้างมันขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ธีรเดชนั่งจิบกาแฟอยู่หัวโต๊ะ สวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมดูภูมิฐาน ข้างกายคือ นงนุช ในชุดผ้าไหมประณีต กำลังกรีดกรายจัดดอกลิลลี่ลงแจกันแก้วเจียระไนอย่างเพลิดเพลิน บนพรมหนานุ่มตรงหน้ามี ภวัต ลูกชายวัยสิบเจ็ดปีที่หน้าตาถอดแบบพ่อมาไม่ผิดเพี้ยน กำลังก้มหน้าเล่นสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ล่าสุดโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ภาพครอบครัวอบอุ่นที่สมบูรณ์แบบ... หากไม่มีกาฝากอย่างเขายืนขวางสายตา “เก็บของเสร็จแล้วหรือ” ธีรเดชปรายตามอง วางถ้วยกาแฟลงบนจานรองเสียงดังกึก สายตาที่ทอดมองลูกชายคนโตไม่มีประกายของความผูกพัน มีเพียงความรำคาญใจที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบัง “เสร็จแล้วครับ” ภีมหยุดยืนห่างออกไปสามก้าว วางกระเป๋าลงข้างตัว แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างสงบนิ่ง “คอนโดที่ฉันซื้อให้ มันอยู่ใกล้สถานศึกษา เดินทางสะดวกกว่าที่นี่เยอะ” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้มีพระคุณที่กำลังหยิบยื่นความเมตตา “เข้ามหา’ ลัยแล้ว ก็หัดทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ เลิกทำนิสัยเงียบขรึมอมพะนำเหมือนคนอมทุกข์เสียที มีอะไรก็หัดปรับตัวให้เข้ากับสังคม แล้วก็จำไว้... อย่าทำตัวให้มีปัญหาจนแม่ใหม่กับน้องต้องพลอยลำบากใจไปด้วย” นงนุชเงยหน้าขึ้นจากแจกันดอกไม้ ส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบยาพิษมาให้ “นั่นสิคะคุณพี่ น้องภีมน่ะเป็นเด็กดี น้าเชื่อว่าไปอยู่คนเดียวคงไม่ทำตัวเหลวไหลหรอกจริงไหมจ๊ะ? มีเงินพอใช้หรือเปล่า ขาดเหลืออะไรก็โทรบอกน้าได้นะ ถึงช่วงนี้น้องภวัตจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่เตรียมตัวสอบชิงทุนไปดูงานที่ยุโรป แต่น้าก็พร้อมจะเจียดให้ภีมเสมอนะจ๊ะ” ถ้อยคำที่ฟังดูใจกว้างทว่าแฝงการเหยียดหยามอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ภวัตส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายต่างแม่ ภีมไม่ได้ขยับตัว สองมือที่ทอดอยู่ข้างลำตัวผ่อนคลาย ไร้ความเกรี้ยวกราด ไร้ประกายความน้อยเนื้อต่ำใจ คนที่ตายไปแล้วจากความรู้สึกของเขา ไม่มีค่าพอให้ต้องเปลืองอารมณ์ด้วยอีกต่อไป “ขอบคุณครับคุณนงนุช แต่เงินที่ป๊าโอนให้ พอใช้แล้วครับ” ภีมค้อมศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท “ผมขอตัวก่อน เดี๋ยวจะเข้าเรียนสาย” “อืม ไปเถอะ ถ้าไม่มีธุระจำเป็นอะไรก็ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา ที่บ้านมีเรื่องต้องจัดการเยอะ ภวัตเขาต้องใช้สมาธิเตรียมตัวสอบ” ธีรเดชโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปลูบหัวลูกชายคนโปรดด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “จริงไหมเจ้าวัต วันนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษ เดี๋ยวตอนเย็นป๊าพาไปเลี้ยงฉลองล่วงหน้า” ภีมไม่รอฟังบทสนทนานั้นต่อ เขาหันหลังแล้วลากกระเป๋าเดินทางก้าวพ้นธรณีประตูคฤหาสน์รัตนเดชาออกมาทันที สายลมยามเช้าพัดวูบเข้าปะทะใบหน้า ภีมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกยาว เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขารู้สึกว่าหัวอกของตนเองโล่งกว้าง ไร้ความอึดอัดที่คอยกดทับ สิบปีที่เขายอมก้มหัว แสร้งทำตัวเป็นเด็กหัวอ่อน ไร้เดียงสา และไร้พิษสง เพื่อรอคอยให้ถึงเวลาที่ปีกกล้าขาแข็งพอ และในที่สุด วันที่เขาจะได้เริ่มทวงคืนทุกอย่างก็มาถึง ห้องชุดบนชั้นสี่สิบสองของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางย่านธุรกิจ เสียงสัญญาณประตูดิจิทัลส่งเสียงปลดล็อก ภีมก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคุมโทนสีเทาดำ ทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าไร้กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต ธีรเดชคิดว่าการทุ่มเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาแปดหลักให้ คือการชดเชยที่ยิ่งใหญ่และเป็นการเนรเทศลูกชังออกไปให้พ้นหูพ้นตาได้อย่างแนบเนียนที่สุด ภีมไม่เสียเวลาแม้แต่จะแกะกระเป๋าเสื้อผ้า เขาวางสัมภาระลงข้างโซฟา แล้วเดินตรงไปยังตู้หนังสือไม้บิวต์อินที่ติดผนังห้องด้านใน ปลายนิ้วเรียวกดลงบนสันหนังสือปกหนังเล่มหนาเล่มหนึ่งเบาๆ แผ่นไม้ด้านข้างเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นตู้เซฟระบบดิจิทัลที่ซ่อนอยู่ด้านใน ภีมทาบลายนิ้วมือลงไปบนแป้นสแกน เสียงกลไกภายในปลดล็อกดังกริ๊ก ก่อนบานประตูตู้เซฟจะเปิดออกอย่างช้าๆ ภายในนั้นไม่มีเครื่องประดับหรือเงินสด มีเพียงแฟ้มเอกสารหนังแท้สีดำสองแฟ้ม และแท็บเล็ตส่วนตัวที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ภีมหยิบแฟ้มแรกขึ้นมาเปิดอ่านอย่างทะนุถนอม... เอกสารสิทธิ์ พินัยกรรม และสัญญาจัดตั้งกองทุนทรัสต์ของ ‘คุณหญิงรัตนเดชา’ มารดาของเขารู้ดีว่าสันดานความโลภของสามีไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนที่โรคร้ายจะพรากลมหายใจสุดท้ายของเธอไป เธอจึงแอบจัดตั้งกองทุนทรัสต์ลับขึ้นมา โอนถ่ายกรรมสิทธิ์ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่ามหาศาล และหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมดของรัตนเดชากรุ๊ปเข้ามาอยู่ในกองทุนนี้ โดยระบุชื่อภีมเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว และเงื่อนไขทั้งหมดจะมีผลสมบูรณ์ทันทีที่เขาบรรลุนิติภาวะ ธีรเดชหลงระเริง คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่เคยรู้เลยว่า เก้าอี้ประธานที่นั่งบัญชาการอยู่นั้น ตั้งอยู่บนมรดกของลูกชายที่ตัวเองไม่เคยเห็นค่าแม้แต่น้อย ภีมเปิดแท็บเล็ตขึ้นมา ล็อกอินเข้าสู่ระบบบัญชีภายในที่ทนายความประจำตระกูลคอยป้อนข้อมูลอัปเดตให้ทุกสัปดาห์ สายตาคมกริบกวาดมองตัวเลขทางบัญชีย้อนหลังสามปี ก่อนที่นิ้วมือจะหยุดชะงักลง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันทันที เงินสดรวมกว่า 420 ล้านบาท... ตัวเลขมหาศาลถูกโอนออกจากบัญชีหลักของรัตนเดชากรุ๊ปอย่างต่อเนื่องตลอดสามสิบหกเดือนที่ผ่านมา โดยกระจายออกไปในรูปของงบที่ปรึกษาโครงการ งบวิจัยตลาด และสัญญาว่าจ้างระบบขนส่งพิเศษ ซึ่งปลายทางของเงินทั้งหมด ไหลเข้าไปยังบริษัทลูกสามแห่งที่เพิ่งจดทะเบียนได้ไม่นาน ภีมเคาะนิ้วลงบนหน้าจอเป็นจังหวะช้าๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็น “บริษัท ที.ดี. อินเวสต์เมนต์... บริษัท ขนส่งรุ่งเรือง... และ N.N. โฮลดิ้งส์” แม้จะใช้ชื่อนอมินีถือหุ้นบังหน้า แต่เส้นทางการเงินและอำนาจลงนามตัวจริงกลับเชื่อมโยงตรงไปยังคนสองคน... ธีรเดช และ นงนุช พวกมันกำลังแอบสูบเงินออกจากบริษัทแม่ เพื่อไปสร้างฐานอำนาจใหม่ของตัวเอง หวังจะทำให้รัตนเดชากรุ๊ปกลายเป็นเพียงบริษัทกลวงๆ ที่มีแต่หนี้สิน แล้วทิ้งซากปรักหักพังนี้ไว้ให้เขาในวันที่เปิดพินัยกรรม “ยิ่งพวกคุณเอาออกไปมากเท่าไร...” ภีมพึมพำกับความเงียบ แววตาว่างเปล่าแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟที่เยียบเย็น “วันที่ผมกระชากพรมออก พวกคุณจะยิ่งตกลงมาคอหักตายเร็วขึ้นเท่านั้น” ภีมบันทึกไฟล์หลักฐานทั้งหมดลงในไดรฟ์ลับส่วนตัวอย่างใจเย็น ก่อนจะปิดหน้าจอลง สายวันเดียวกัน มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ แสงแดดจัดจ้านสาดส่องลงบนลานกิจกรรมหน้าคณะบริหารธุรกิจ เสียงเพลงจากซุ้มรับน้องดังกระหึ่มเคล้ากับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของเหล่านักศึกษาใหม่ที่เดินกันขวักไขว่ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยพลังงานของวัยรุ่นที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ภีมเดินผ่านความวุ่นวายเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบเฉย เขาสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาแขนยาวสีขาวสะอาด กางเกงสแล็กสีดำทรงกระบอกเล็กพอดีตัว รูปร่างโปร่งบางทว่าสมส่วน ผิวขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิท ใบหน้าหวานติดจะนิ่งสนิท ดวงตากลมโตที่มีปลายหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยให้ความรู้สึกเข้าถึงยาก ในมือของเขาถือแฟ้มเอกสารลงทะเบียนเรียนและโครงสร้างหลักสูตรที่เพิ่งรับมาจากฝ่ายทะเบียน ภีมตั้งใจจะเดินเลี่ยงกลุ่มคนไปยังมุมสงบใต้ร่มไม้ใหญ่ แต่ลานกิจกรรมที่คนแน่นขนัดทำให้จังหวะการเดินติดขัด “เฮ้ย! ระวังหน่อยเว้ย!” เสียงเอะอะดังขึ้นจากด้านข้าง พร้อมกับแรงเบียดจากกลุ่มนักศึกษาที่กำลังแย่งกันถ่ายรูปป้ายคณะ ร่างของภีมถูกกระแทกเข้าที่หัวไหล่อย่างจังจนเสียหลัก แฟ้มเอกสารในมือหลุดร่วง แผ่นกระดาษปลิวกระจายเกลื่อนไปตามพื้นลานซีเมนต์ “อ๊ะ...” ภีมถอนหายใจยาวอย่างนึกรำคาญใจ เขาย่อตัวลงนั่ง คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นเพื่อรีบเก็บแผ่นกระดาษที่ปลิวว่อน ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะถึงเอกสารแผ่นแรก เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาบดบังแสงแดดเบื้องบนจนเกิดเป็นร่มเงาทอดทับลงมา “ขอโทษครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มลึก และมีกังวานหนักแน่นดังขึ้นเหนือศีรษะ ภีมยังไม่ทันได้เงยหน้า ร่างสูงนั้นก็ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าลงตรงข้ามเขาอย่างไม่ถือตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อดีถูกพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดนูนบางเบา และนาฬิกาข้อมือแบรนด์สวิสราคาแพงระยับ มือหนาที่ข้อนิ้วเรียวยาวเอื้อมลงมาช่วยรวบเก็บกระดาษที่กระจายอยู่บนพื้นอย่างคล่องแคล่ว จนกระทั่งกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ตกอยู่ตรงกลาง มือของคนทั้งสองเอื้อมไปจับที่ขอบกระดาษแผ่นเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปลายนิ้วเรียวของภีมสัมผัสเข้ากับข้อนิ้วอุ่นจัดของอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที สัมผัสนั้นทำให้กระแสความรู้สึกประหลาดแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นสู่ท่อนแขนอย่างเฉียบพลัน ทั้งสองชะงักค้างไปพร้อมกัน ภีมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มตรงหน้ามีโครงหน้าคมคายราวกับรูปสลัก สันกรามเด่นชัด จมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากหยักลึก ทรงผมสีดำสนิทเซตเปิดหน้าผากอย่างประณีต ขับเน้นให้ดวงตาเรียวรีคมกริบดุจพญาเหยี่ยวนั้นดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามจนน่าอึดอัด แต่สิ่งที่ทำให้ภีมรู้สึกสะดุดใจจนลมหายใจติดขัด... คือ ‘สายตา’ คู่นั้น ดวงตาคมเข้มคู่นั้นไม่ได้มองเขาด้วยความรู้สึกผิดที่ชนกัน ไม่ได้มองด้วยความชื่นชมในรูปลักษณ์ภายนอก และไม่ได้มีความประหม่าแม้แต่น้อย แต่มันเป็นสายตาที่ลุ่มลึก เฉียบแหลม และจับจ้องราวกับกำลังมองทะลุหน้ากากอันเยือกเย็นที่เขาสร้างขึ้นมาบดบังตัวเอง อคินมองเด็กหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มวาววับขึ้นวูบหนึ่งเมื่อสังเกตเห็นประกายความเจ็บปวดอันดำมืดที่ซ่อนอยู่ลึกสุดในแววตาคู่สวย แววตาของคนที่ผ่านการสูญเสีย แววตาของคนที่แบกรับความเคียดแค้น... และเป็นแววตาของเสือร้ายที่กำลังซ่อนเขี้ยวเล็บอย่างอดทน ช่างแตกต่างจากเด็กปีหนึ่งทั่วไปที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง “ขอบคุณครับ” ภีมดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขารีบชักมือกลับ ดึงแผ่นกระดาษมาแนบอก แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย ไร้อารมณ์ดังเดิม อคินลุกขึ้นตาม รูปร่างสูงใหญ่ที่น่าจะเกินร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรทำให้ภีมต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตา “ไม่เป็นไรครับ” อคินเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งการ์ดป้องกันตัวเองอย่างแน่นหนา “เอกสารครบไหม?” “ครบครับ” ภีมตอบสั้น กระชับแฟ้มในมือแน่นขึ้นอีกนิด เตรียมตัวจะก้าวเดินเลี่ยงออกไป “เด็กปีหนึ่ง บริหารธุรกิจเหรอครับ?” คำทักทายที่ดังขัดขึ้นทำให้ภีมต้องหยุดชะงักปลายเท้า เขาหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยสายตาระแวดระวัง “ครับ... รุ่นพี่มีอะไรหรือเปล่า?” อคินมองท่าทางที่เหมือนแมวป่ากำลังระวังภัยแล้วหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ ชายหนุ่มเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางผ่อนคลายแต่แผ่รังสีของผู้นำออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “ไม่มีอะไรครับ แค่จะบอกว่า... ท่าทางคุณดูไม่เหมือนคนที่ตื่นเต้นกับวันเปิดเทอมวันแรกเลยสักนิด” อคินโน้มตัวลงมาหาเล็กน้อย ลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบที่ได้ยินกันสองคน “ดูเหมือนคนที่กำลังจะไปออกรบมากกว่า” หัวใจของภีมกระตุกวูบ ปลายนิ้วที่กอดแฟ้มเอกสารจิกแน่นลงบนกระดาษโดยไม่รู้ตัว เขามองผู้ชายตรงหน้าด้วยความหวาดระแวงที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร? ทำไมถึงกล้าพูดจาเหมือนอ่านใจเขาออกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน? “รุ่นพี่คงคิดมากไปเองครับ ผมแค่เหนื่อย” ภีมกดเสียงต่ำลง พยายามตัดบทสนทนาให้เร็วที่สุด “ขอตัวนะครับ” ภีมหมุนตัวเดินจากมาทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบ ฝีเท้าของเขาก้าวอย่างมั่นคงและรวดเร็ว ไม่หันหลังกลับไปมองแม้แต่แวบเดียว อคินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมดุจับจ้องแผ่นหลังเหยียดตรงที่ค่อยๆ กลืนหายไปในฝูงชน ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของอคินสั่นครืน ชายหนุ่มหยิบขึ้นมากดรับสาย น้ำเสียงทุ้มต่ำเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและเด็ดขาดในชั่วพริบตา “ว่าไง” (“นายครับ เอกสารตรวจสอบสถานะการเงินของรัตนเดชากรุ๊ปที่นายสั่งให้ดึงข้อมูลมาเมื่อคืน ได้ครบแล้วครับ”) เลขาส่วนตัวรายงานมาตามสาย (“มีรายการยักยอกเงินสดกว่าสี่ร้อยล้านจริงตามที่นายสงสัย และดูเหมือนว่านายธีรเดชกำลังจะใช้ที่ดินริมน้ำเป็นหลักค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหม่สองพันล้านตอนบ่ายสองวันนี้ครับ”) อคินทอดสายตามองไปยังทิศทางที่เด็กหนุ่มคนนั้นเพิ่งเดินหายไป ภาพดวงตากลมโตที่วาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแค้นยังคงติดตา ภีมเดช รัตนเดชา... ทายาทตัวจริงที่ถูกคนในบ้านเหยียบย่ำจนต้องระเห็จออกมาอยู่ข้างนอก ทว่ากลับมีแววตาที่ไม่ยอมสยบต่อสิ่งใด “ส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าแท็บเล็ตฉัน” อคินสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเปล่งประกายคมปลาบ “แล้วเตรียมรถให้พร้อม... บ่ายนี้ ฉันจะไปดูละครเวทีฉากใหญ่ที่ตึกรัตนเดชาด้วยตัวเอง”บทที่ 30: รอยยิ้มใต้ดวงดาวนำทาง (จบบริบูรณ์)เวลาล่วงเลยผ่านไปสองปีเต็มสายลมปลายฤดูหนาวพัดโชยระลอกคลื่นในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ซัดสาดเข้าหาแนวเขื่อนหินธรรมชาติ เสียงระลอกน้ำกระทบฝั่งแผ่วเบาดังก้องผสานไปกับเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันบนลานหญ้าเขียวชอุ่ม แสงแดดยามแดดร่มลมตกทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นอาบไล้ผืนดินสามสิบไร่ ซึ่งบัดนี้แปรสภาพกลายเป็น ‘รัตนเดชา พาร์ค แอนด์ เลิร์นนิ่ง สเปซ’ ปอดสีเขียวขนาดใหญ่ริมคุ้งน้ำที่เปิดต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอาคารหอสมุดชุมชนเรือนกระจกสองชั้นรูปทรงทันสมัย มีแสงไฟสีส้มนวลส่องสว่างออกมาจากภายใน นักเรียนและนักศึกษาหลายสิบชีวิตกำลังนั่งอ่านหนังสือและค้นคว้าข้อมูลอย่างตั้งใจ ถัดออกไปไม่ไกลคือลานดนตรีกลางแจ้งใต้ร่มเงาของต้นก้ามปูยักษ์ กิ่งก้านสาขาที่แผ่กว้างอุดมไปด้วยใบไม้สีเขียวสด มอบร่มเงาอันร่มเย็นให้แก่ผู้สูงอายุและครอบครัวที่มานั่งปิกนิกพักผ่อนหย่อนใจผืนแผ่นดินที่เคยรกร้างและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวของการแก่งแย่ง บัดนี้เบ่งบานไปด้วยชีวิต ความหวัง และความสุขบริเวณเฉลียงไม้หน้าศูนย์การเรียนรู้ ป้านวลในวัยห้าสิบห้าปีสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าคราม
บทที่ 29: ไออุ่น ณ วิลลาเทือกเขาแอลป์ [20+++ ]เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่นอย่างไม่ขาดสายลมหนาวแห่งเทือกเขาแอลป์พัดกรูผ่านยอดสนและทิวเขาสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งหนาทึบ หิมะนุ่มสะสมตัวตามขอบหน้าต่างกระจกบานยักษ์ของชาเลต์ไม้สนสองชั้นหลังใหญ่ ตัดขาดความเยือกเย็นติดลบสิบองศาภายนอกออกจากบรรยากาศภายในวิลลาส่วนตัวอันอบอุ่นและเงียบสงบใจกลางห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เปลวไฟสีส้มทองลุกโชนอยู่ในเตาผิงหินธรรมชาติ เสียงฟืนไม้สนแห้งแตกเปรี๊ยะส่งประกายไฟจิ๋วเต้นระริกเป็นระยะ กลิ่นหอมกรุ่นของยางไม้สนเผาไหม้ผสานกับกลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ร้อนลอยอวลในอากาศภีมนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมขนแกะผืนหนานุ่มสีครีมหน้าเตาผิงร่างโปร่งสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าตัวโคร่งสีครีมกับกางเกงผ้าวูลขายาว สองมือกุมแก้วเซรามิกที่มีไอควันลอยกรุ่น ดวงตากลมโตทอดมองเปลวไฟที่พลิ้วไหวด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย หลังจากตรากตรำอ่านหนังสือสอบปลายภาควิชาการเงินและการตลาดจนดึกดื่น ประกอบกับต้องดูแลความเรียบร้อยของโครงการสวนสาธารณะริมแม่น้ำ การได้ทิ้งภาระหน้าที่ทั้งหมดไว้ข้างหลังแล้วบินลัดฟ้ามาพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำ
บทที่ 28: ศิลาฤกษ์แห่งการเริ่มต้นฤกษ์มงคลเวลาแปดโมงสิบเก้านาที แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาทาบทาคุ้งน้ำเจ้าพระยาจนเป็นประกายสีส้มทองอบอุ่นลมแม่น้ำพัดโชยเอื่อย นำพาไอเย็นสดชื่นเข้ามาปะทะผืนดินขนาดสามสิบไร่ที่ได้รับการปรับภูมิทัศน์จนเขียวชอุ่ม พาวิลเลียนสีขาวหลังใหญ่เปิดโล่งรับลมธรรมชาติ ถูกประดับประดาด้วยซุ้มดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์และกิ่งไม้นานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ใจกลางงานคือต้นก้ามปูยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างสง่างาม ดุจพยานผู้มีชีวิตที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่าครึ่งศตวรรษบริเวณลานพิธีเนืองแน่นไปด้วยแขกผู้มีเกียรติระดับประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานหอการค้า ตลอดจนผู้นำกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจนับร้อยชีวิตที่มาร่วมทำข่าวการเปิดตัวอภิมหาโครงการเพื่อสังคมครั้งประวัติศาสตร์โต๊ะรับรองแถวหน้าสุด มีชายชราผมขาวโพลนในชุดสูทสากลภูมิฐานนั่งเด่นเป็นสง่าคุณปู่วรโชติเมธาจิบน้ำชาอุ่นพลางกวาดสายตามองความพร้อมของงานด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ข้างกายมีทนายสมคิดและป้านวลที่สวมชุดผ้าไหมสีสุภาพคอยดูแลอย่างใก
บทที่ 27: ล่วงเวลาในห้องประธาน [20+++ ]เวลาล่วงเลยผ่านสองทุ่มตรงไปแล้วความเงียบสงัดเข้ายึดครองชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่รัตนเดชากรุ๊ป พนักงานฝ่ายบริหารและเลขาฯ หน้าห้องต่างทยอยเดินทางกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงแสงไฟสปอตไลต์ดวงเล็กตรงโถงทางเดิน และแสงสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะภายในห้องประธานกรรมการบริหารภีมนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้พนักสูงสีดำตัวใหญ่ หลังโต๊ะทำงานไม้สักทองขัดมันวาวตัวยักษ์ร่างโปร่งถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปที่ปลดกระดุมคอออกสองเม็ด แขนเสื้อพับร่นขึ้นมาถึงข้อศอก แว่นสายตากรอบบางขับเน้นดวงหน้ารูปไข่ให้ดูเฉลียวฉลาดและสุขุม บนโต๊ะเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารงบการเงินไตรมาสสุดท้าย รายงานภาษี และแผนการปรับโครงสร้างหนี้หลังคดีความสิ้นสุดลง ปลายนิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์ตัวเลขสลับกับพลิกหน้ากระดาษอย่างตั้งใจเสียงเปิดประตูดังแกร๊กเบาๆ ดึงสายตาของภีมให้ละออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อคินก้าวเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มสวมชุดสูทสากลสีเทาเข้ม เสื้อเชิ้ตสีดำด้านในปลดกระดุมคอลงเช่นกัน เนกไทผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มคลายออกหลวมๆ พาดอยู่ใต้ปกเสื้อ ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินอ



![The Feast of Casier มื้อค่ำของคาเซียร์[Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

