LOGINกริ๊ก...เสียงคีย์การ์ดแตะเข้ากับเครื่องอ่านหน้าประตูดังขึ้น นิรินสะดุ้งเล็กน้อย หันขวับไปมองทางเข้า หญิงวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบแม่บ้านสีเทาเข้มผลักประตูรถเข็นอุปกรณ์ทำความสะอาดเข้ามาด้านใน ใบหน้าของแม่บ้านคนนี้ค่อนข้างแปลกตา ไม่ใช่ป้าแม่บ้านคนเดิมที่เคยยกอาหารขึ้นมาให้เธอเมื่อวันก่อน"ขอโทษที่รบกวนค่ะคุณผู้หญิง" แม่บ้านคนใหม่เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา "ป้าชไมคนเก่าแกขอลาป่วยกะทันหันค่ะ หัวหน้าแม่บ้านเลยส่งดิฉันขึ้นมาทำความสะอาดเพนต์เฮาส์แทน""อ๋อ... ไม่เป็นไรค่ะ ตามสบายเลย" นิรินตอบรับเสียงเบา ขยับตัวหลีกทางให้แม่บ้านเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาแม่บ้านคนใหม่เริ่มลงมือทำความสะอาดตั้งแต่โซนนั่งเล่นส่วนหน้า ปัดกวาดเช็ดถูด้วยท่าทีคล่องแคล่ว แต่นิรินกลับรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก จังหวะการกวาดสายตาของแม่บ้านคนนี้ดูรวดเร็วและจับจ้องไปยังสิ่งของต่างๆ บนโต๊ะทำงานมากเกินกว่าการทำความสะอาดปกติ แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่สัญชาตญาณระแวงภัยที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กทำให้นิรินรู้สึกไม่ปลอดภัยเธอเลือกที่จะเดินถอยร่
ความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับผิวเนื้อที่โผล่พ้นขอบผ้าห่ม ปลุกให้นิรินตื่นขึ้นจากห้วงนิทราที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า หญิงสาวขยับตัวช้าๆ ความปวดเมื่อยร้าวลึกไปตามแนวกระดูกสันหลังและช่วงเอวคือหลักฐานชิ้นดีที่ตอกย้ำถึงพายุอารมณ์ริมขอบสระว่ายน้ำเมื่อคืนที่ผ่านมา ฝ่ามือเล็กยกขึ้นแตะลงบนพื้นที่ว่างฝั่งซ้ายของเตียงคิงไซส์ ผ้าปูที่นอนบริเวณนั้นเย็นชืด บ่งบอกว่าเจ้าของพื้นที่ลุกออกไปนานหลายชั่วโมงแล้วนิรินยันตัวลุกขึ้นนั่ง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทับหน้าอก สายตากวาดมองไปรอบห้องนอนที่เงียบสนิท ประตูกระจกบานเลื่อนที่กั้นระหว่างห้องนอนกับห้องทำงานส่วนหน้าถูกเปิดแง้มไว้ แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาเป็นลำ สะท้อนให้เห็นแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่กำลังยืนติดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทอยู่หน้าโต๊ะกระจกตัวยาว
"พี่รัญ... รินอยู่นี่... รินอยู่กับพี่..." เธอพึมพำเสียงสั่น ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามสันกรามและลาดไหล่กว้างของเขาคำยืนยันนั้นยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นเจ้าของของอารัญให้รุนแรงขึ้น เขาผละใบหน้าออกจากหน้าอกของเธอ มือใหญ่เอื้อมไปจัดการกับปราการชิ้นสุดท้ายที่ขวางกั้นความต้องการ เขารูดชั้นในตัวจิ๋วที่เปียกชื้นของเธอออก โยนทิ้งไปบนพื้นกระเบื้อง ก่อนจะปลดเปลื้องกางเกงว่ายน้ำของตัวเองออกอย่างรวดเร็วความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและการเตรียมพร้อมที่ปวดหนึบ ถูกนำมาจ่อประชิดกับความอ่อนนุ่มที่กำลังบีบรัดตัวรอคอย อารัญไม่ได้เสียเวลาเล้าโลมส่วนนั้นนานนัก เขารู้ว่าน้ำในสระทำหน้าที่ชโลมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการลุกล้ำแล้ว ช
หยดน้ำเกาะพราวไปตามโครงหน้าคมคายและแพขนตาหนา นิรินหยิบผ้าขนหนูบนตัก คลี่มันออก แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อซับน้ำออกจากใบหน้าและเส้นผมของเขาอย่างเบามือ เธอไม่ได้ถามเรื่องสภามาเฟียอีก ไม่ได้เซ้าซี้หาความจริง เธอเพียงแค่อยากทำหน้าที่ดูแลเขาในส่วนที่เธอพอจะทำได้ เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุของความเครียดทั้งหมดนี้"เหนื่อยมากไหมคะ" เธอถามเสียงแผ่ว ปลายนิ้วเกลี่ยซับหยดน้ำบริเวณคิ้วเข้มของเขาการสัมผัสที่อ่อนโยนและปราศจากการต่อต้านนั้น กลายเป็นตัวจุดชนวนที่ทำลายความอดทนเส้นสุดท้ายของอารัญลงจนราบคาบ เขาไม่ต้องการคำปลอบประโลม เขาไม่ต้องการความเข้าอกเข้าใจ สิ่งเดียวที่เขาต้องการในเวลานี้ คือการตอกย้ำความเป็นเจ้าของ การระบายความอัดอั้นและกดดันทั้งหมดที่แบกรับมาตลอดทั้งวัน ให้แปรเปลี่ยนเป็นความแนบชิดทางร่างกาย เพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงคนนี้ยังอยู่ตรงหน้า และเป็นสิทธิ์ขาดของเขาเพียงผู้เดียวหมับ!ฝ่ามือใหญ่ที่เปียกชุ่มพุ่งขึ้นมาคว้าเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของนิรินอย่างรวดเร็วและรุนแรง หญิงสาวเบิกตากว้าง ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องตกใจ แรงกระชากมหาศาลก็ดึงรั้งร
"พี่รัญ..." นิรินเค้นเสียงเรียกชื่อเขาออกมาอย่างยากลำบาก ความเงียบที่หนักอึ้งทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนต้องเป็นฝ่ายทำลายมันลง เธอเดินเข้าไปใกล้ เว้นระยะห่างไว้ประมาณสองก้าว "การประชุม... เป็นยังไงบ้างคะ"เคร้ง!แก้วเปล่าในมือถูกกระแทกลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนเสียงดังสนั่นจนนิรินสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว ไหล่กว้างที่ตึงเครียดของชายหนุ่มขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วง เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีเงินไม่ได้มีความอ่อนโยนหรือความห่วงใยเจือปนอยู่เหมือนเมื่อเช้า มันมืดมิด เยียบเย็น และเต็มไปด้วยพายุอารมณ์ที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง
"แก... แกว่าไงนะ" ลุงเสือเบิกตากว้าง "เมีย? นังเด็กสวะนั่นมันก็แค่ของขัดดอก!""เธอคือเมียฉัน" อารัญประกาศกร้าว ตอกย้ำสถานะของนิรินต่อหน้าผู้นำทุกตระกูล เสียงของเขาหนักแน่นและไม่มีความลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที "และกฎข้อเดียวที่ฉันยึดถือมาตลอดชีวิต... คือของๆ ฉัน ใครก็ห้ามแตะ"อารัญโน้มตัวไปข้างหน้า ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางเคาะลงบนลำกล้องปืนที่วางอยู่บนโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สายตาของมัจจุราชแผดเผาความน่าเกรงขามของลุงเสือจนหมดสิ้น "เอาสิ... ถ้าสภาอยากจะได้ตัวเธอ ก็ยกกำลังคนไปบุกเพนต์เฮาส์ฉันเลย จะตัดเส้นทางยา จะรวมหัวกันคว่ำบาตรคลินิกฉันก็เอาเลย"ชายหนุ่มหยุดเคาะนิ้ว เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้นำทุกคนที่กำลังตัวสั่น "แต่จำเอาไว้ให้ดี... ใครหน้าไหนที่กล้าก้าวล้ำเข้าไปในอาณาเขตของฉัน หรือกล้าเอ่ยชื่อนิรินออกมาให้กูได้ยินอีกแม้แต่คำเดียว... กูจะเอาปืนกระบอกนี้เป่าหัวพวกมึงเรียงตัว แล้วจะตามไปชำแหละครอบครัวพวกมึงให้ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก"บรรยากาศในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัดที่สุด ไม่มีใครกล้าสบตาต้านทานรังสีฆ่าฟันที่รุนแรงของศัลยแพทย์หนุ่ม ทุกคนในวงการมืดรู้







