เข้าสู่ระบบคำโปรย: นพ.อารัญ ศัลยแพทย์มือหนึ่งผู้ผันตัวมาเป็นผู้คุมกฎแห่งโลกใต้ดิน เฝ้ารอเวลาชำระความแค้นกับตระกูลหวังที่ฆ่าพ่อบุญธรรมของเขามาตลอดสิบปี กระทั่งวันหนึ่ง นิริน ลูกสาวนอกสมรสที่ถูกครอบครัวทิ้งขว้าง ถูกจับโยนทิ้งไว้หน้าคลินิกเถื่อนของเขาในสภาพร่อแร่ใกล้ตาย เพื่อเป็นของขัดดอกซื้อเวลาให้ตระกูล อารัญตั้งใจจะทรมานเธอให้ตายทั้งเป็น แต่ความบอบบางและความอดทนของลูกนกปีกหักตัวนี้ กลับกะเทาะกำแพงน้ำแข็งในใจของมัจจุราชทีละน้อย จากความเกลียดชัง แปรเปลี่ยนเป็นความหวงแหน และการปกป้องที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต เมื่อความจริงปรากฏว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่ตระกูลหวัง แต่เป็นคนใกล้ตัวที่ชักจูงอยู่เบื้องหลัง อารัญจึงต้องเปิดศึกกับคนทั้งสภามาเฟีย ในเกมที่มีลมหายใจของนิรินเป็นเดิมพัน เขาพร้อมจะทิ้งอำนาจ และยอมให้กระดูกมือขวาที่ใช้จับมีดผ่าตัดถูกบดขยี้จนแหลกเหลว... เพียงเพื่อรักษารอยยิ้มและเสียงหัวใจของเธอเอาไว้!
ดูเพิ่มเติมเสียงสายฝนกระหน่ำตกกระทบหลังคาคอนกรีตด้านบนดังทึบอู้ สอดประสานไปกับเสียงน้ำก๊อกที่กำลังไหลทะลักผ่านฝ่ามือใหญ่ นพ. อารัญ ภักดีดำรง ยืนอยู่หน้าอ่างล้างมือสเตนเลสภายในห้องเตรียมผ่าตัด เขาก้มหน้ามองสายน้ำที่เปลี่ยนจากสีแดงฉานเป็นสีชมพูจาง และใสสะอาดในที่สุด
ชายหนุ่มปิดน้ำด้วยศอกตามความเคยชิน ดึงผ้าขนหนูปลอดเชื้อมาซับมือที่เปียกชื้นอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาคมกริบทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก เสื้อกาวน์สีขาวของเขาปรากฏรอยหยดเลือดกระเซ็นเป็นจุดเล็กๆ ตรงช่วงหน้าอกและชายเสื้อ มันเป็นเลือดของหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่เพิ่งถูกคู่อริสาดกระสุนใส่จนไส้ไหล และเขาเพิ่งใช้เวลาห้าชั่วโมงที่ผ่านมาในการยัดอวัยวะเหล่านั้นกลับเข้าที่พร้อมเย็บปิดแผลจนเสร็จสิ้น
อารัญปลดเสื้อกาวน์เปื้อนเลือดออก โยนมันลงถังขยะติดเชื้อตรงมุมห้องอย่างไม่ไยดี เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่พับแขนขึ้นลวกๆ จนถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งและปลายนิ้วเรียวยาวที่เพิ่งทำหน้าที่ยื้อชีวิตมัจจุราชบนเตียงผ่าตัดเมื่อครู่
เขาหมุนตัวเดินออกจากห้องปลอดเชื้อ ทะลุผ่านโถงทางเดินที่ตกแต่งด้วยผนังสีเทาเข้มและแสงไฟสีขาวสว่างจ้า คลินิกวีไอพีแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินของตึกระฟ้าใจกลางเมือง ไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีโฆษณา และไม่มีการรับคนไข้ทั่วไป มีเพียงอาชญากร มาเฟีย และคนมีสีที่กระทำเรื่องเน่าเฟะจนไม่สามารถเดินเข้าโรงพยาบาลปกติได้เท่านั้นที่จะถูกส่งตัวมาที่นี่
และแน่นอน ค่ารักษาของเขาไม่ได้จ่ายด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
ทันทีที่อารัญผลักประตูบานเลื่อนอัตโนมัติออกมายังโถงรับรองด้านหน้า ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำเปียกชุ่มก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า คิน มือขวาและบอดี้การ์ดคนสนิทของเขาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย น้ำฝนหยดจากปลายผมของคินลงบนพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาดจนเป็นรอยด่าง
“มีเรื่องอะไร” อารัญถามเสียงเรียบ ดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย
คินไม่ได้ตอบในทันที แต่เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง เผยให้เห็นสิ่งที่เขาลากติดมือมาด้วย
ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถูกโยนกองลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ สภาพของเธอไม่ต่างจากเศษผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำ เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งและกางเกงยีนส์รัดรูปเปียกชุ่มจนแนบไปกับผิวเนื้อ ผิวพรรณของเธอขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด เส้นผมสีดำสนิทเปียกลู่ล้อมกรอบหน้า ร่างกายบอบบางนั้นกำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และสิ่งที่ดึงดูดสายตาของอารัญไม่ใช่ความน่าสมเพช แต่เป็นเสียงสูดอากาศที่ดังครืดคราดน่ารำคาญ
“นี่ขยะจากไหน คิน” อารัญปรายตามองร่างบนพื้นด้วยสายตาเย็นชา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นรอยน้ำฝนและดินโคลนเลอะเทอะบนพื้นคลินิกของเขา
“คนของเจ้าสัวหวังเอามาทิ้งไว้ที่หน้าประตูทางเข้าโกดังชั้นบนครับนาย” คินรายงานเสียงเรียบ “พวกมันบอกว่า นี่คือดอกเบี้ยก้อนแรก สำหรับหนี้ที่ตระกูลหวังค้างสภามาเฟียและค้างนายเอาไว้”
ชื่อของ ‘เจ้าสัวหวัง’ ทำให้บรรยากาศรอบตัวอารัญลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ดวงตาที่เคยสงบราบเรียบแปรเปลี่ยนเป็นความวาวโรจน์ที่ซ่อนความเกลียดชังเอาไว้มิดชิด เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่นอนคุดคู้กอดตัวเองอยู่บนพื้น
“ลูกสาวคนเล็กของเจ้าสัวหวัง... นิริน หวัง ครับ” คินเสริมข้อมูล
อารัญแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขบขันเจือปนแม้แต่น้อย เขาไล่สายตามอง ‘ดอกเบี้ย’ ที่ศัตรูส่งมาขัดดอก ลูกสาวนอกสมรสที่ใครๆ ในวงการก็รู้ว่าเจ้าสัวหวังเกลียดชังและไม่เคยเชิดชูออกหน้าออกตา ถูกเลี้ยงดูทิ้งขว้างไม่ต่างจากคนใช้ในบ้าน และวันนี้ เมื่อตระกูลหวังเพลี่ยงพล้ำ ถูกสภามาเฟียบีบจนตรอก ตาแก่สารเลวนั่นก็เลือกที่จะโยนเศษขยะชิ้นนี้มาให้เขาเพื่อซื้อเวลา
“ส่งลูกเมียน้อยที่ตัวเองไม่เคยแยแสมาขัดดอก” อารัญพูดเสียงหยัน “ตาแก่นั่นคิดว่าฉันเปิดสถานสงเคราะห์สัตว์อนาถาหรือไง”
ร่างบนพื้นพยายามขยับตัว นิรินเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้ช้อนมองผู้ชายร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือหัว ภาพของเขาพร่ามัวจากหยาดน้ำและสติที่กำลังเลือนราง เธอเห็นเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำและใบหน้าที่คมคายทว่าเย็นชาดุจรูปสลักน้ำแข็ง
นิรินพยายามจะอ้าปากพูด แต่สิ่งที่หลุดออกมามีเพียงเสียงหอบหายใจที่ติดขัด
ครืด... ครืด...
ลมหายใจของเธอตีบตัน หน้าอกบางยกขึ้นและยุบลงอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำทั้งที่นอนอยู่บนพื้นแห้งๆ หลอดลมของเธอหดเกร็ง อากาศเย็นจัดของเครื่องปรับอากาศในคลินิกยิ่งทำให้อาการหอบหืดที่กำเริบมาตั้งแต่ตากฝนอยู่ด้านนอกทรุดหนักลงไปอีก
“เอาไปทิ้ง” อารัญออกคำสั่งสั้นๆ โดยไม่เสียเวลาคิด “โยนมันออกไปนอกถนน ให้มันไปตายข้างกองขยะที่ไหนก็ไป คลินิกฉันไม่ใช่ที่ทิ้งศพของบ้านหวัง”
“แต่พวกมันบอกว่า ถ้านายปล่อยให้ตาย นายจะไม่ได้อะไรจากเจ้าสัวอีกเลยนะครับ” คินเตือน
“ฉันไม่ต้องการเศษเนื้อเน่าๆ จากพวกมัน สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือหัวของเจ้าสัวหวัง” อารัญตวัดสายตากลับมามองลูกน้อง “จัดการตามที่สั่ง คิน ลากมันออกไป”
“ครับนาย”
คินก้มลงไปจับต้นแขนของนิรินเพื่อจะลากตัวเธอขึ้น แต่อารัญที่หันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าห้องทำงานกลับชะงักฝีเท้า เมื่อโสตประสาทของแพทย์ที่ถูกฝึกมาอย่างเข้มงวดจับความผิดปกติบางอย่างได้
“เป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว” เขาตั้งคำถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่คาดคั้นนิรินยังคงหอบหายใจน้อยๆ เธอส่ายหน้าเบาๆ พยายามกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก “หนู... ไม่แน่ใจค่ะ มันชอบเป็นเวลาที่หนูตกใจ หรือเวลาที่อากาศเย็นจัด...”“ฉันไม่ได้ถามถึงอาการกำเริบ” อารัญสวนกลับ ขยับเข้ามาประชิดขอบเตียงอีกก้าว “ฉันถามว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะเรื้อรังขนาดนี้ ปล่อยทิ้งไว้มานานแค่ไหน ทำไมถึงไม่มีประวัติการทำเอคโค่ หรือการปรับยาในรอบสองปีที่ผ่านมาเลย”คำถามทางการแพทย์ที่แทงตรงจุดทำให้นิรินชะงัก หญิงสาวก้มหน้ามองมือตัวเองที่ประสานกันอยู่บนตัก ริมฝีปากที่เพิ่งมีสีเลือดฝาดกลับมาซีดลงอีกครั้ง“ไม่มีใครพาหนูไปตรวจหรอกค่ะ” เธอตอบเสียงเบาหวิว คล้ายกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าตอบคำถามหมอ “คุณพ่อบอกว่า... การพาหนูเข้าออกโรงพยาบาลเอกชนบ่อยๆ มันเป็นเรื่องสิ้นเปลือง และทำให้ตระกูลเสียชื่อเสียงที่มีลูกสาวขี้โรค”คำตอบนั้นทำให้อารัญขบกรามแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์“แล้วเธอกินยาอะไรควบคุมอาการ”“ยาเม็ดสีขาวๆ เล็กๆ ค่ะ หนูไม่รู้ชื่อ...” นิรินตอบตามตรง “เวลาที่หนูหายใจไม่ออก ป้าแม่บ้านจะไปซื้อยาจากคลินิกทั่วไปแถวปากซอยมาให้กิน พออาการดีขึ้น
อารัญปั้นหน้าตึง ปรับแววตาให้กลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็งตามเดิม เขาทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้นิรินต้องจดจำสถานะของตัวเอง"พรุ่งนี้เช้าฉันจะให้พยาบาลเข้ามาเช็กน้ำหนักเธอ..." น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดและไร้ความปรานี "ถ้าพรุ่งนี้น้ำหนักลดไปขีดเดียว เธอเจอดีแน่"ความเงียบสงัดยามค่ำคืนภายในคลินิกใต้ดินถูกทำลายลงด้วยเสียงเตือนแหลมเล็กจากหน้าจอมอนิเตอร์ส่วนกลางบนโต๊ะทำงานกระจกอารัญละสายตาจากแฟ้มประวัติคนไข้วีไอพีรายอื่นตรงหน้า แสงสีแดงจากหน้าจอมอนิเตอร์สะท้อนวาบบนเลนส์แว่นของเขาจากหน้าจอที่เชื่อมต่อกับห้องพักฟื้นหมายเลขหนึ่ง กราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจของนิรินที่เคยวิ่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บัดนี้กำลังเต้นรัวและแกว่งตัวผิดรูปอย่างเห็นได้ชัดตัวเลขชีพจรพุ่งทะยานแตะหลักร้อยห้าสิบครั้งต่อนาที และไม่มีทีท่าว่าจะลดลงศัลยแพทย์หนุ่มลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้หนัง เขาดึงหูฟังแพทย์ที่วางพาดอยู่บนโต๊ะมาคล้องคอ ก้าวยาวๆ ออกจากห้องทำงานส่วนตัวตรงดิ่งลงไปยังชั้นล่างทันทีแม้ปากจะพร่ำบอกว่าเกลียดชังตระกูลหวัง และมองเด็กคนนั้นเป็นแค่สิ่งของขัดดอกรอวันชำระแค้น แต่ในฐานะหมอ เขาปล่อยให้คนไข้อาการโคม่าตายในอาณาเขตของตัวเองไม่ได้เด็ด
เขาเห็นรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่ข้อเท้าของเธอตรงจุดที่เขาเพิ่งกระชากเมื่อครู่ เห็นรอยแดงจางๆ บนสันกรามที่เกิดจากปลายนิ้วของเขากดทับ เห็นซี่โครงที่ปูดโปนผ่านเสื้อคนไข้สีฟ้าที่บางเบา และที่สำคัญที่สุด... เขาเห็นความกลัวตายที่ฝังรากลึกอยู่ในแววตาและท่าทางการยกมือไหว้นั้นตระกูลหวังเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาแบบไหน ถึงทำให้เธอมีสัญชาตญาณการรับโทษที่น่าสมเพชขนาดนี้อารัญค่อยๆ ลดมือลงข้างลำตัว เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวขาวซีด พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ว้าวุ่นที่ตีรวนขึ้นมาในอก เขาบอกตัวเองว่าความรู้สึกว้าวุ่นในอกตอนนี้คือความสมเพชหาใช่ความเวทนา"เลิกบีบน้ำตาสักที" อารัญพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้แข็งกระด้าง แม้จะรู้ตัวว่ามันเบาลงกว่าตอนแรกมาก "ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลย"นิรินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ลงไม้ลงมือ เธอก็รีบดึงทิชชูจากหัวเตียงมาเช็ดคราบอาเจียนที่มุมปากตัวเอง มือของเธอยังสั่นจนควบคุมแทบไม่อยู่"หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ..." เธอพูดเสียงสั่น "หนูบอกแล้วว่าร่างกายมันไม่รับ... หนูขอโทษที่ทำเสื้อคุณหมอเลอะ..."อารัญมองเสื้อเชิ้ตที่เปื้อนคราบอาเจียนของตัวเอง เขารู้สึกขย
“สองวัน” อารัญเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน “นั่นคือเวลาที่เธอเอาแต่นั่งอมทุกข์และเทข้าวของคลินิกฉันทิ้งลงถังขยะ”“หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจทิ้งค่ะ” นิรินตอบเสียงเบาหวิว พยายามหลบสายตาดุดันคู่นั้น “หนูแค่... ทานไม่ลง”“กินไม่ลง หรือกำลังหาทางตายเพื่อหนีความรับผิดชอบ” อารัญสาวเท้าเข้ามาประชิดขอบเตียง “ฉันเคยบอกเธอไปแล้วริน ว่าชีวิตเธอเป็นของฉัน หนี้ที่พ่อเธอสร้างไว้ยังไม่ได้รับการชำระแม้แต่สตางค์เดียว เธอไม่มีสิทธิ์มาอดข้าวตายในถิ่นของฉัน”“หนูไม่ได้ประท้วงนะคะ” นิรินเงยหน้าขึ้นเถียง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว “หนูกลืนมันไม่ลงจริงๆ แค่ได้กลิ่นก็คลื่นไส้แล้ว ร่างกายหนูมันไม่รับ...”“ข้ออ้างของคนอ่อนแอ”อารัญตอกกลับทันที เขาเกลียดคำว่าทำไม่ได้ เกลียดการยอมจำนนต่อสภาพร่างกาย ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบชามซุปไก่ที่ยังร้อนกรุ่นขึ้นมา ถือช้อนสเตนเลสไว้ในมืออีกข้าง“ลงมานั่งดีๆ” เขาสั่งนิรินส่ายหน้าช้าๆ ขยับตัวหนีไปชิดหัวเตียงยิ่งกว่าเดิม “หนูขอเวลาอีกนิดนะคะ เดี๋ยวหนูจะพยายามฝืนกินเอง คุณหมอวางไว้เถอะค่ะ”“ฉันสั่งให้ลงมานั่งดีๆ อย่าให้ฉันต้องใช้กำลังกับคนป่วย” น้ำเสียงของอารัญลดต่ำลงในระดับอ