Beranda / วาย / เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!? / บทที่ 3 เหมือนวันแรกที่พระองค์หัดเดิน

Share

บทที่ 3 เหมือนวันแรกที่พระองค์หัดเดิน

last update Terakhir Diperbarui: 2025-06-03 23:33:42

บางอย่างคล้ายสัญชาตญาณ...คล้ายลางสังหรณ์บอกนางว่า พระองค์จะไม่กลับมา ตั้งแต่พระองค์ตรัสว่า จะออกไปร่ำสุราเพียงลำพังในคืนวันคล้ายวันประสูติ แต่นางก็เลือกที่จะไม่เชื่อมัน และเมื่อพระองค์ตื่นมาไม่เหมือนเดิมในสายวันถัดมา แม้พระองค์จะลืมพระเนตรขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก นางก็ยังเลือกที่จะไม่เชื่อสิ่งที่ตาเห็นและหัวใจรับรู้อยู่ดี

เฉินฝู่หมิง คือหญิงรับใช้เพียงหนึ่งเดียวที่กล้าปรนนิบัติรับใช้ดูแลองค์ชายเจ็ด

หากกล่าวกันตามจริง นางอาจเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับมารดาที่สุดสำหรับหยางซิงอีแล้วก็เป็นได้ และสำหรับนาง หยางซิงอีเองก็เปรียบได้กับลูกในไส้คนหนึ่งเช่นกัน

ไม่ว่าหยางซิงอีจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและร้ายกาจเพียงไร จะคว้างปาสิ่งของหรือโมโหร้ายแค่ไหน นางก็ไม่เคยทอดทิ้งยุวกษัตริย์พระองค์นี้ไปที่ใดเลยสักครั้ง เพราะนางรู้ดีว่า ใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้างของเขา หยางซิงอีน่าสงสารและโดดเดี่ยวเพียงไร

นางเห็นมาตลอด เห็นหยางซิงอีมาตั้งแต่เขายังเป็นทารกน้อย และอยู่กับเขามาตั้งแต่เขายังอยู่ในพระครรภ์ของพระมเหสีหลี่

พระมเหสีหลี่เป็นสตรีผู้อ่อนหวาน และเป็นรักสุดท้ายของจักรพรรดิหยางองค์ก่อน แต่ก็เพราะรักมากเหลือเกิน ยามหยางซิงอีเกิดมาพร้อมพรากลมหายใจของพระมเหสีไป องค์จักรพรรดิจึงเกลียดชังองค์ชายพระองค์นี้นัก และยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งเกลียดจนไม่อาจสบพักตร์ เหตุเพราะหยางซิงอีมีใบหน้าละม้ายคล้ายพระนาง

หยางซิงอีถูกสั่งห้ามมิให้แย้มยิ้มและแสดงสีหน้าแต่เล็ก จะหัวเราะก็ไม่ได้ จะขมวดคิ้วก็ไม่ได้ เวลาผ่านไปชายหนุ่มจึงกลายเป็นคนไม่มีสีหน้า จะสุขหรือทุกข์ใบหน้าก็เรียบนิ่ง แต่ก็ใช่ว่าหยางซิงอีจะไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวออกมาเลย

ภายใต้พระพักตร์เรียบนิ่งและพระสุรเสียงราบเรียบ พระองค์แสดงความทุกข์ด้วยการขว้างปาสิ่งของ ยามสุขก็รับสั่งขอของหวานที่โปรดปราน มีเพียงการกระทำเท่านั้นที่บอกได้ว่า หยางซิงอีในเวลานั้น ๆ มีอารมณ์เช่นไร

ในวัยเยาว์ เฉินฝู่หมิงจำได้ดี หากหยางซิงอีรู้สึกหนาวจนทนไม่ไหว พระองค์จะตรัสขอมือนางมาจับไว้คลายหนาว และหากร้อนก็จะขอให้นางช่วยเตรียมน้ำสำหรับลงสรง พระองค์จะคอยทอดพระเนตรทุกการกระทำของนางด้วยพระเนตรทองคำสุกใส

หยางซิงอีแม้จะโหดร้ายแต่ก็มีมุมที่น่ารักเอ็นดูสำหรับนางไม่น้อย

นั่นละ หยางซิงอีของนาง

แต่ก็เพราะเป็นหยางซิงอีอีกเช่นกัน ยามพระองค์ตรัสแก่นางว่า จำอะไรไม่ได้ นางจึงไม่อาจทำใจเชื่อพระองค์ได้

เพราะหยางซิงอี...จะโกหกหรือพูดความจริงสีหน้าก็ไม่เคยเปลี่ยน

นางไม่เชื่อพระองค์แม้ในยามที่พระองค์สติแตก จนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ ไม่เชื่อพระองค์แม้จะเห็นพระองค์บรรทมกันแสงทั้งวันทั้งคืนราวกับหัวใจแหลกสลาย ไม่เชื่อพระองค์แม้พระองค์จะเอาแต่เหม่อทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง จนลืมสนพระทัยสำรับอาหารที่นางยกมาถวาย ไม่เชื่อแม้พระองค์จะถามถึงเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวราวกับไม่เคยรู้จักสิ่งใดมาก่อน และไม่เชื่อแม้ในยามที่ทุกคนในตำหนักเชื่อกันหมด

นางไม่เชื่อพระองค์ ไม่เชื่อจนกระทั่งพลบค่ำวันนั้น วันที่นางนำสำรับอาหารมาถวายถึงห้องบรรทม แล้วพระองค์แย้มพระสรวลอ่อนหวานมาให้ รอยแย้มพระสรวลที่แทบจะทำให้นางเห็นภาพซ้อนทับของพระมเหสีผู้ลาไกล

แค่หนึ่งยิ้มแล้วนางก็เชื่อพระองค์ เพราะนี่คือสิ่งที่หยางซิงอีไม่มีวันกระทำ

นับตั้งแต่นางเฝ้าดูแลองค์ชายเจ็ดมา 17 ปี นี่เป็นรอยแย้มพระสรวลแรกที่นางได้รับจากพระองค์ แม้ผู้ที่ส่งยิ้มให้นาง จะมิใช่องค์ชายหยางซิงอีพระองค์เดิมอีกแล้วก็ตาม

บางที...นี่อาจเป็นสวรรค์เมตตาให้องค์ชายน้อยของนางหลงลืมทุกสิ่งอย่างในวังหลวง หญิงสูงวัยคิด ขณะแผ่นหลังเล็กของนางแนบประตูไม้ด้านนอกของห้องบรรทมที่จงใจอิงไว้เพื่อให้มีแรงยืน

มือเหี่ยวย่นหยาบกระด้างยกขึ้นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น ไม่มีอีกแล้วองค์ชายเจ็ดผู้โหดร้ายเย็นชา ไม่มีอีกแล้ว หยางซิงอีที่นางเลี้ยงดูมากับมือ ไม่ว่าจะพระหัตถ์เล็กที่เคยขอให้นางจับเพื่อคลายหนาว พระเนตรสุกใสที่เคยเห็นยามนางตักน้ำให้สรง หรือพระพักตร์เย็นชาล้วนหายไปหมดสิ้น จะเหลือก็แต่หยางซิงอีคนนี้ หยางซิงอีผู้ไม่รู้สิ่งใด หยางซิงอีผู้สะอาดบริสุทธิ์จากมลทินของวังหลวง...หยางซิงอีผู้มีรอยแย้มพระสรวลของพระมเหสี

ทั้ง ๆ ที่คืนนั้น นางจะรั้งพระองค์ไว้ในวังก็ยังได้ ทั้ง ๆ ที่ในสมองคล้ายได้ยินเสียงเตือนบางอย่าง แต่นางก็ยังเลือกที่จะปล่อยพระองค์ไป หรือลึกลงไปแล้วเป็นนางเองที่อยากให้พระองค์จากไป จากไปจากสถานที่แห่งนี้ จากไปจากบาปกรรมที่พระองค์ได้ก่อไว้ ให้พระองค์ได้เป็นอิสระจากวังหลวงและราชสำนักที่ก่อร่างสร้างมาจากหยาดเลือดมากมายราวกับท้องทะเล นางก็ไม่อาจบอกได้

หยางซิงอีของนาง องค์ชายน้อยที่นางเฝ้าภาวนาต่อเทพเซียนและพุทธองค์ ขอให้พระองค์มีความสุข

หากพระองค์จากไปแล้วมีความสุข เช่นนั้น นางก็จะยินดีกับพระองค์ แต่หากพระองค์เพียงอยากลืมเลือนทุกสิ่งอย่างเพื่อเริ่มต้นใหม่ เช่นนั้น นางก็พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ไปกับพระองค์

เหมือนวันแรกที่พระองค์หัดเดิน...นางจะอยู่กับพระองค์เอง

จะดูแลให้ดีไม่ขาดตกบกพร่อง จะดูแลให้ดียิ่งกว่าเดิมจนลมหายใจสุดท้ายอย่างที่มารดาคนหนึ่งจะกระทำให้บุตรได้

ฉะนั้น เมื่อพระองค์เรียกหานาง นางย่อมขานรับพระองค์อย่างที่เคยทำทุกคืนวัน

ไม่ชิน อันวาร์ วราหะรู้สึกไม่ชินกับตู้เสื้อผ้าของหยางซิงอีอย่างแรง

เมื่อจิตใจเข้มแข็งขึ้น อันวาร์ก็เริ่มใส่ใจรายละเอียดรอบตัวตั้งแต่เตียงในห้องไปจนถึงฝ้าเพดาน

ห้องของหยางซิงอีเป็นสีขาวจะมีสีสันอื่นก็เพียงเครื่องเรือนจากไม้ขัดมันสีดำ และดอกไม้สีแดงสดในแจกันกระเบื้องเคลือบ ดอกไม้ที่เขาไม่รู้จักชื่อ ดอกไม้ที่ดูเหมือนเปลวไฟ ห้องนี้มีหน้าต่างกลมอยู่บานหนึ่งขนาดใหญ่มาก เส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าความสูงของหยางซิงอีราวครึ่งคนเห็นจะได้ ที่ริมหน้าต่างมีเก้าอี้ไม้ตัวยาวสีดำสนิทซ้อนเบาะนิ่มสีขาวประดับหมอนอิง คาดว่าใช้สำหรับนั่งชมต้นบ๊วยด้านนอก แต่ถึงจะมีข้าวของภายในห้องพร้อมสรรพจัดเก็บเป็นระเบียบมากมายเพียงไร ในสายตาอันวาร์ ห้องนี้กลับดูว่างเปล่าอย่างน่าประหลาดจนทำให้เขารู้สึกหดหู่

ต้องเป็นเพราะสีแน่ ๆ ชายหนุ่มคิด ก่อนจะเริ่มรื้อดูตู้เสื้อผ้าและหีบสมบัติของหยางซิงอี ผ่านไปครึ่งชั่วยามกับห้องรก ๆ อีกหนึ่งห้อง อันวาร์ วราหะก็พบว่า ข้าวของของหยางซิงอี ไม่ว่าจะเครื่องประดับหรือเพชรนิลจินดาล้วนเป็นแนวเดียวกันหมด สีขาวและดำ

หมอนี่มันไม่มีเสื้อสีอื่นใส่เลยหรือไงวะ ห้องก็มีแค่ 2 สี เสื้อผ้าก็มีแค่ 2 สี คือชีวิตจะมีแต่ขาวกับดำเหรอ โอเค ถ้ามันเป็นความชอบเขาก็เข้าใจ แต่หยางซิงอีนี่มันจะเกินจริงไปแล้วนะ คือนายเป็นองค์ชายไง จะไม่มีเสื้อสำหรับออกงานหรือเสื้อผ้าตามธีมงานพิธีต่าง ๆ เลยจริง ๆ เหรอ

แปลกนี่มันแปลกมาก แต่ในเมื่ออีกคนไม่อยู่ให้เขาถามแล้วว่า ทำไมสภาพความเป็นอยู่ทางสีสันถึงมาได้ไกลจนเหลือแค่ 2 สีขนาดนี้ เขาก็ได้แต่ปลงตก

หมายถึงปลงที่ถามไม่ได้ ไม่ได้ปลงที่จะไม่เปลี่ยนสีนะ! เพราะของจังซี่มันต้องถอน มันต้องถอน เขาจะบอกลาความพิการทางสีสันนี้ให้ดู ความหดหู่เหรอ เฮอะ! มาเจอสีเสื้อมงคลเหมือนรุ้งเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงของเขาหน่อยเป็นไง

“บอกเลย หายแน่! พลังแห่งสีสันจะเยียวยาทุกสิ่ง

และเพราะเป็นเช่นนี้เขาจึงเรียกหาหญิงรับใช้ที่คล้ายจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่เขาได้เห็นหน้ามาเข้าพบ

...เฉินฝู่หมิง

“องค์ชายเจ็ดเรียกหาหม่อมฉัน ไม่ทราบว่าพระองค์มีสิ่งใดให้เฉินฝู่หมิงผู้นี้รับใช้หรือเพคะ” แล้วนางก็ขานรับเขาเช่นทุกวันที่ได้เจอ

“คุณป้าครั- เอ๊ย ท่านป้าเฉิน” เฉินฝู่หมิงฟังองค์ชายตรงหน้าเรียกนาง เห็นนัยน์ตาทองคำฉายแววลังเล และเมื่อนางไม่ขานรับ พระองค์ก็คล้ายจะนึกอะไรได้

นางเห็นพระองค์แย้มพระโอษฐ์แหยครั้งหนึ่ง ก่อนพระองค์จะช้อนพระเนตรทองคำขึ้นมองใบหน้านางจากหน้าโต๊ะหนังสือ

“เอ่อ...เฉินฝู่หมิง” พระองค์ตรัสออกมาเสียงแผ่วคล้ายจะขอโทษไปในที

“เพคะองค์ชาย” และเมื่อนางขานรับ พระองค์ก็แย้มพระสรวลยินดี

“ที่นี่...ข้ามีเสื้อผ้าสีอื่นไหมเฉินฝู่หมิง”

“ไม่มีเพคะองค์ชาย”

“เป็นเช่นนั้น...”

“เป็นเช่นนั้นเพคะ”

“เยี่ยงนั้น ข้าหาซื้อเสื้อผ้าได้ที่ใดบ้างหรือเฉินฝู่หมิง ข้าว่าเสื้อผ้าของข้ามันออกจะดูน่าหดหู่ไปเสียหน่อยน่ะ”

สดใสราวกับดอกไม้แรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิหลังฤดูหนาวอันยาวนาน

วันใหม่...หยางซิงอีคนใหม่

เหมือนวันแรกที่พระองค์หัดเดิน...นางจะอยู่กับพระองค์เอง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!?   บทที่ 40 กระหม่อมประสงค์...

    “แสงรวีท่านมานั่งนี่เร็ว นั่ง ๆ ๆ”เฉินอวี้มองหยางซิงอีตรัสเรียกเขาเสียงใส เห็นพระองค์โบกพระกรไปมาคล้ายกลัวว่าเขาจะไม่เห็น แต่ถึงจะอยากทะยานกายไปนั่งกับองค์ชายตามเสียงเรียกทันทีแค่ไหน ชายหนุ่มก็ยังสำรวมกิริยา คุกเข่าลงคารวะองค์จักรพรรดิหยางก่อน ซึ่งพระองค์ก็รับคารวะ“ท่านทำตัวตามสบายเถิด คืนนี้ข้าเป็นเพียงหยางลู่จื้อ” พระองค์ตรัสแก่เขา แล้วเขาก็ขอบคุณ ก่อนจะเดินไปคุกเข่าลงข้างหยางซิงอีตรงจุดที่องค์ชายผายพระหัตถ์ให้“กระหม่อม...” เฉินอวี้กำลังจะเอ่ยขออนุญาตนั่ง แต่อีกฝ่ายกลับกอดพระอุระตรัสขัดขึ้นมาว่า “ไม่เอาราชาศัพท์ เข้าใจยาก วันนี้ข้าไม่ใช่องค์ชาย” พร้อมช้อนพระเนตรทองคำฉ่ำเยิ้มขึ้นมองอย่างไม่พอพระทัยมองพระองค์ แล้วสมองของเฉินอวี้ก็ว่างเปล่าไปชั่ววินาทีหนึ่ง เคราะห์ดีที่ไม่นานจนผิดสังเกต แต่ชายหนุ่มถามอีกคนเพื่อความมั่นใจว่า “เป็นเช่นนั้นหรือ”&n

  • เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!?    บทที่ 39 แสงรวี

    แล้วคืนนั้น รจนาก็มายืนโอดครวญในใจอยู่หน้าตำหนักองค์ชายเจ็ด โดยมีหลินซีและซานหลินยืนอารักขาอยู่ไม่ไกลนักอันวาร์แก…แกมันร้ายกาจคิดได้ยังไง เอากิจกรรมที่ต้องใช้สติมากเป็นพิเศษมารวมกับกิจกรรมชวนขาดสติน่ะหึ! แตกแน่ ๆ แอ๊บแมนของรจนาแตกแน่ จบจากนี้หล่อนจะควิซอันวาร์ให้หนัก ให้เขาไม่มีเวลาออกไปเดินตลาดเลยคอยดูหล่อนเหลือบตามองคนที่ทำให้หล่อนต้องมาตกระกำลำบาก อันวาร์บอกหล่อนว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเขาจะดูแลหล่อนเอง แต่พอคำพูดนั้นออกมาจากปากอันวาร์ผู้คออ่อนกว่าหล่อน หล่อนก็รู้สึกว่า ดูแลตัวเองน่าจะเจริญกว่าเจ้าแม่คะ ประทานความเข้มแข็งให้รจนาด้วยอันวาร์หลังแจ้งแก่ซูมู่ถงถึงนัดหมายที่เขามีกับเฉินอวี้ และขอให้ราชองครักษ์สูงวัยไปตามชายหนุ่มมาที่ตำหนักเสร็จก็หันหลังไปสนใจรจนา เขารู้ดีว่าตนรบกวนหล่อนครั้งใหญ่แล้ว และก็รู้ด้วยว่าหล่อนเป็นกังวล ฉะนั้น เพื่อให้หล่อนกังวลน้อยลงเขาจึง...หันไปชูนิ้วโป้งให้กำลังใจ เหมือนเวลาเดินสวนกับเพื่อนในคาบพละ แล้วมันกำลังตั้งใจฝึกซ้อมปิงปอง“สู้เว

  • เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!?   บทที่ 38 อะไรนะแก!?

    “อันวาร์แก! ทำไมแกไม่บอกฉันก่อนว่าเขาหล่อขนาดนี้ ฉันจะได้เตรียมใจ”“ก็ผมลืม”คือเจ้าแม่คะ เขาหล่อมากเลยค่ะ ทำไมพระเอกหล่อขนาดนี้คะ นี่ขนาดยังไม่โตเป็นชายฉจกรรย์ยังหล่อทะลุจักรวาลขนาดนี้ ตอนโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแบบในนิยายแล้วจะหล่อขนาดไหนกันคะฮือ รจนาจะเป็นลมค่ะเจ้าแม่ นายเอกทำบุญมาด้วยอะไรคะ ทำไมถึงมีคนรูปงามหน้าหล่อขนาดนี้มารักมาชอบ แล้วในนิยายนะคะเจ้าแม่ พระเอกคือดีมากเลยค่ะ ดีแบบพ่อพระ พ่อเทพบุตร บนเตียงก็ดุ๊ดุไม่รู้จะดุอย่างไร ดีทุกจุดหมดจดขนาดนี้ไม่ใช่ในนิยายไม่มีอยู่จริงแน่นอนค่ะเจ้าแม่ แต่ค่ะแต่นะคะเจ้าแม่ ยังไงในสายตาของรจนาพระเอกก็ยังหล่อสู้ผัวขาไม่ได้หรอกค่ะ! เพราะพี่ลู่จื้อของรจนาน่ะ อันดับหนึ่งในดวงใจยิ่งกว่ากาแฟยี่ห้อดังอีกยังไงละคะแล้วพลังแห่งความรัก (ข้างเดียว) ที่รจนามีต่อหยางลู่จื้อก็เรียกสติหล่อนกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบันในห้องรับรองแขกอันวาร์เห็นอาการเดี๋ยวตากระตุกเดี๋ยวหรี่ตาคล้ายจะหลุดแอ๊บของรจนาแล้วได้แต่สงสาร เมื่อสักคร

  • เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!?   บทที่ 37 อันวาร์เอ๊ยอันวาร์แก

    เพราะเสร็จจากกิจธุระ (ช็อปปิ้ง รับหลินซีกลับวัง และช็อปปิ้งอีกที) นอกพระบรมมหาราชวังหยางเร็วกว่ากำหนดเวลาพอสมควรอย่างไม่น่าเชื่อ รจนาและหลินซีจึงมาถึงวังหลวงตั้งแต่ช่วงเย็นที่ตะวันยังทอแสงทอง และตามประสาหญิงสาวเจ้าสำอางค์รักสวยรักงามนางหนึ่ง สิ่งแรกที่รจนาทำจึงเป็นการช่วยหญิงรับใช้และหลินซีหอบข้าวของที่ซื้อมาทั้งหมดไปไว้ในห้องทรงงาน เพื่อหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ หล่อนจะได้มานั่งจัดของที่ซื้อมาเข้าที่อย่างสบายอุราเป็นจักรพรรดินี่ก็ดีอยู่นะ อย่างน้อยหล่อนก็มีเงินใช้สอย แต่จะดีกว่านี้มากถ้าหล่อนมาในตำแหน่งพระมเหสีของผัวขาเฮ้อ ได้แต่ถอนหายใจแล้วเอาแก้มซบมือแกร่งพลางจินตนาการถึงฉากต่าง ๆ นานาในนิยายทะลุมิติรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่เคยอ่าน นิยายที่มักจะขึ้นต้นว่า “เกิดใหม่เป็นพระมเหสี...จะทำอย่างไรดี” ซึ่งต้องใช้น้ำเสียงน่าหมั่นไส้อ่านตรง “จะทำอย่างไรดี” ด้วยอุ๊ยว้าย แค่คิดรจนาก็เขินแล้วค่ะเจ้าแม่ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นผัวขาจะต้องเป็นองค์จักรพรรดิเพลย์บอยทรงแบดด้วยรึเปล่านะ อย่าเชียวนะคะพี่ลู่จื้อ ถ้าพี่เป็นแบบนั้นรจนาจะโกรธพี่มาก ๆ เลย เอาละอย่าไปคิดถึงอะไรที่มันบั่นทอนจิตใจสาวน้อยเลยดีกว่า คิดถึงแค่ฉา

  • เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!?   บทที่ 36 โบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ”

    โบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” “กระหม่อมแซ่เฉิน นามอวี้ เฉินอวี้ เป็นบุตรของเฉินจางหย่ง หัวหน้าราชองครักษ์แห่งแคว้นไป๋พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” “จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“กระหม่อมมีนามว่าเฉินอวี้พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เฉินอวี้...เฉินอวี้...เฉินอวี้ เชี่ย! นี่มันพระเอกนี่หว่า!ลมแทบจับ เข่าแทบทรุด อันที่จริงถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่บนพื้นอันวาร์ก็คงเข่าทรุดลงไปนอนแกล้งตายเหมือนนักเดินป่าเจอหมี และถ้าเขาหลุดเข้ามาในหนังจีนกำลังภายในไม่ใช่นิยายวาย อันวาร์ก็เชื่อว่า เขาคงกระอักเลือดดัง เอื้อ! แล้วไม่ปาดก่อนจะล้มลงไปเสียด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ขันทีหม่าเยว่ก็คงโวยวายว่า ในน้ำชาของเขามียาพิษ โดยหารู้ไม่ว่าเขาธาตุไฟเข้าแทรก เพราะเจอหน้าพระเอกต่างหาก จะเป็นแบบไหนก็น่าอนาถทั้งนั้นเลยนี่หว่า แต่ถึงจะดูอนาถน่าสมเพชแค่ไหนอันวาร์ก็ไม่สนหรอก โอ้พระสงฆ์! โบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” ทำไมคนโบราณต้องพูดถูกด้วย!? แต่เอ๊ะ...เขาไม่ได้เกลียดพระเอกนี่ ไม่เลยสักนิด คนที่เขาเกลียด เอ๊ย ไม่ชอบน่ะมันนายเอกต่างหาก...แต่อย่า! อย่าเข้าใจผิดว่าเขาอยากเจอนายเอกเชียวนะ ไม่! เพราะจะคนไหนเขาก็ไม่อยากเจอทั้งนั้นน่ะแหละโอ๊ย! ขอเขาทำตั

  • เดี๋ยวก่อน! นายเป็นนายเอกไม่ใช่เหรอ!?   บทที่ 35 โอ้พระธรรม!

    เมื่อยามเย็นใกล้เข้ามา อันวาร์จึงเห็นว่าสมควรหยุดการเก็บเกี่ยวได้เสียที เขาเรียกรวมกลุ่มชาวสวนจำเป็นของตนบนทางเดินหิน จุดที่กองเมล็ดดอกตะวันจิ๋วไว้ อันวาร์และซานหลินช่วยกันโกยเมล็ดตะวันจิ๋วลงเสื้อนอกสีไข่แดงเค็ม ด้วยทักษะการมัดเชือกของซานหลินเสื้อนอกตัวนั้นก็กลายเป็นถุงใส่เมล็ดพืชอย่างดีความสามัคคีของพวกเขาออกดอกผลเป็นเมล็ดดอกตะวันจิ๋วหนึ่งถุงน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมบนทางเดินหิน สี่บุรุษสภาพเหงื่อโทรมกายเพราะทำงานกลางแจ้ง แต่ที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นอันวาร์ วราหะ ผู้ถกขากางเกงขึ้นสูงและถูกใบไม้ใบหญ้าบาดขาขณะเก็บเกี่ยวจนเป็นแผลเล็กแผลน้อยเต็มไปหมดว่ากันตามจริง ตอนแรกเขาไม่รู้สึกอะไรเลย แต่พอขึ้นมายืนให้ลมโกรกคลายร้อนบนทางเดินหินสักพักก็รู้สึกคันยุบยิบที่ขาขึ้นมา ก้มลงมองก็พบว่าขาตนมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมดขันทีหม่าเยว่ตกใจมากยามเห็นว่าขาสองข้างของอันวาร์มีบาดแผล กระวีกระวาดเข้ามาดูราวมันเป็นแผลใหญ่โตพลางตำหนิซานหลินว่า เหตุใดจึงไม่ดูแลองค์ชายให้ดี ซึ่งเจ้าของชื่อก็นิ่วหน้ามองบรรดาแผลเล็กแผลน้อยบนขาของวัยรุ่นชาววัง ขณะที่หนุ่มหล่อนิรนามยืนสำรวมกิริยาอยู่ไม่ไกลนักพอมั่นใจว่าไม่มีแผลใดน่าเป็นห่ว

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status