LOGINคนเก่าคนแก่ในวังหลวงต่างก็รู้ดีว่า บัลลังก์ราชวงศ์หยางเป็นบัลลังก์เลือด
ราวกับต้องคำสาป อาจเพราะสถานที่แห่งนี้ก่อร่างสร้างมาจากหยาดเลือดและความเกลียดแค้นชิงชัง คนในราชวงศ์หยางจึงไม่อาจส่งมอบบัลลังก์ให้แก่กันได้โดยสงบ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนต่อรุ่นไหนก็มีแต่การนองเลือดกันเองภายในครอบครัว จนเหลือแต่ผู้ที่เลือดเย็น...ที่เหลือเป็นคนสุดท้ายของราชวงศ์เท่านั้นที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์
บัลลังก์เลือดที่โดดเดี่ยว บัลลังก์เลือดที่เหมือนต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ไปเสียหมดทุกครั้งที่เปลี่ยนองค์จักรพรรดิ และมีจุดจบที่การนองเลือดเช่นเดิมซ้ำ ๆ
กรณีของอดีตจักรพรรดิ หยางไท่ซาน บิดาบังเกิดเกล้าของหยางซิงอีเองก็เช่นกัน เพราะเลือดเย็นที่สุดในบรรดาพี่น้อง สุดท้ายจึงเหลือเพียงหนึ่งเดียว และเพียงขึ้นบัลลังก์ ทั้งวังหลวงก็คล้ายจะเย็นยะเยือกราวกับไม่เคยต้องแสงตะวัน เป็นเช่นนั้นอยู่นาน จนกระทั่งวันที่พระมเหสีหลี่เหยียบเข้ามาในวังหลวงนั่นแล ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ราวกับมีดวงตะวันอบอุ่นผุดกำเนิดขึ้นกลางพระราชวังน้ำแข็ง...ทั้งรอยยิ้มอ่อนหวาน และเสียงสรวลสดใสไม่ดังไม่เบาคู่ไปกับพระสุรเสียงทุ้มต่ำขององค์จักรพรรดิ บังเกิดเป็นโมงยามอันอ่อนหวานให้ผู้คนได้พบเจอ
เป็นชั่วขณะหนึ่ง ที่พระบรมมหาราชวังหยางอบอุ่น แต่ช่วงเวลานั้นก็สั้นนัก เมื่อพระมเหสีนิราศลาโลกนี้ไปพร้อมกับที่องค์ชายเจ็ดประสูติมา
พระมเหสีเหมือนพาตะวันดวงน้อยติดตัวเข้ามาในวังหลวง และยามพระนางจากไปก็คล้ายทรงเอาตะวันดวงนั้นไปด้วย...ซ้ำยังจากไปพร้อมพระหทัยขององค์จักรพรรดิ
เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับฝันหนึ่งตื่นสำหรับซูมู่ถง หัวหน้าราชองครักษ์ในองค์ชายเจ็ด
ซูมู่ถง ดั้งเดิมเป็นเพียงคนป่าเถื่อนที่มีฝีมือมาก แต่ต่อมาคล้ายเป็นลิขิตสวรรค์ให้ได้เข้ามารับราชการในวังหลวง เริ่มจากการเป็นเพียงพลทหารในสมัยที่หยางไท่ซานยังเป็นเพียงองค์ชาย ก่อนตำแหน่งจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เหมือนกับที่หยางไท่ซานเปลี่ยนจากองค์ชายเป็นองค์จักรพรรดิ จนได้เป็นแม่ทัพประจำกองรบพิเศษคอยกระทำเรื่องสกปรกให้พระองค์ นับได้ว่าเป็นที่ไว้วางใจอย่างยิ่งของหยางไท่ซาน
และเพราะไว้ใจมากที่สุดจากคนทั้งวัง มากเสียยิ่งกว่าพี่น้องท้องเดียวกันที่เคยเข่นฆ่า ยามพระมเหสีหลี่ทรงครรภ์พระโอรส องค์จักรพรรดิจึงพระราชทานซูมู่ถงให้แก่พระโอรส ตั้งแต่พระองค์ยังเป็นเพียงตัวอ่อนในพระครรภ์ ให้เขาคอยปกปักรักษาและดูแลชีวิตของหยางซิงอี นับตั้งแต่องค์ชายยังไม่ลืมพระเนตรดูโลก เปลี่ยนจากแม่ทัพสู่ราชองครักษ์ของพระโอรสและพระมเหสีที่ทรงรักที่สุด
ฉะนั้น เขาจึงทันเห็นพร้อมหญิงรับใช้เฉินฝู่หมิงว่า พระบรมมหาราชวังหยางเคยอบอุ่นมากมายเพียงไร
ยามพระมเหสียังอยู่ พระบรมมหาราชวังสวยงามใต้แสงตะวัน จนแทบจะทำให้ลืมไปเสียด้วยซ้ำว่า บัลลังก์ราชวงศ์หยางนั้นสืบทอดกันมาเช่นไร และคนในราชวงศ์นองเลือดกันเองมามากมายแค่ไหน
ใต้ดอกบ๊วยบานสะพรั่ง ทั้งหัวร่อต่อกระซิกกระซิบกระซาบ ทั้งจับหน้าท้องนูน และแนบพระกรรณสดับเสียง ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยามพระครรภ์ของพระมเหสีขยับเคลื่อน เมื่อพระโอรสในพระครรภ์ทรงบิดขี้เกียจ
“จะเป็นธิดาหรือโอรสบิดาย่อมรักเจ้า”
“หากเป็นพระโอรสคงหล่อเหลาเหมือนพระองค์”
“…และหากเป็นธิดาคงงดงามเช่นเจ้า หรือบางทีอาจเป็นโอรสที่หน้าคล้ายเจ้าและธิดาที่หน้าคล้ายข้าก็เป็นได้ใครจะรู้”
“หากเป็นพระโอรสหน้าตาเหมือนหม่อมฉัน หม่อมฉันว่าพระโอรสต้องหล่อเหลาเอาการมากแน่ ๆ” พระมเหสีหลี่กล่าวแล้วองค์จักรพรรดิหยางไท่ซานก็สรวลในอก
เขาและเฉินฝู่หมิงเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ยังอดคิดไม่ได้ว่า ยามพระโอรสเกิดมาคงเป็นองค์ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก
แต่นั่นก็จนกระทั่งถึงวันประสูติการที่คืนวันแห่งความสุขจบลง
หลังพระมเหสีจากไป หยางไท่ซานก็กลับไปเป็นเหมือนเก่าก่อน...พระบรมมหาราชวังเองก็เหมือนกัน ทั้งเย็นเยือกและโหดร้าย แต่ถึงอย่างนั้นภายใต้ม่านน้ำแข็ง เศษซากของหัวใจก็ยังพอเหลืออยู่ให้เห็น
โดยที่หญิงรับใช้เฉินฝู่หมิงไม่มีโอกาสได้รู้ คืนหนึ่งไม่กี่วันหลังจากงานพระศพของพระมเหสีจบลง ในโมงยามที่ทุกคนล้วนหลับนอนนอกจากอารักขาและเขาผู้เป็นราชองครักษ์ขององค์ชายเจ็ด องค์จักรพรรดิหยางเสด็จมายังตำหนักของพระมเหสี
ยามเข้ามาทรงให้สัญญาณแก่เขาว่าให้เงียบ ก่อนจะเดินไปทางห้องบรรทมของพระโอรสด้วยใบหน้าราวกับซากศพ ทั้งโศกเศร้าและอ่อนล้า
ซูมู่ถงเห็นทรงอุ้มพระโอรสขึ้นแนบพระอุระ ก่อนจะโยกพระวรกายไปมาน้อย ๆ พลางทอดพระเนตรพระพักตร์ขององค์ชาย
เขาได้ยินพระองค์ตรัสเสียงแผ่วว่า “แล้วเขาก็เกิดมาหน้าเหมือนเจ้า ดูจมูกนั่นสิ ไหนจะใบหูกับคิ้วอีก เหมือนเจ้าไปเสียหมดทุกอย่าง อีกหน่อยยามเขายิ้มก็คงเหมือนเจ้า ยามหัวเราะก็คงเหมือนเจ้า ยามร่ำไห้ก็คงเหมือนเจ้า แล้วเยี่ยงนี้ข้าจะทำใจได้อย่างไร พระมเหสีหลี่เคยมีใครบอกเจ้าไหมว่าเจ้าเป็นคนโหดร้าย เจ้าทำได้อย่างไรมาทิ้งข้ากับลูกไปเช่นนี้”
ซูมู่ถงถอยออกมายืนเฝ้าระวังอยู่นอกห้องบรรทม ฟังเสียงองค์จักรพรรดิครวญทำนองเพลงที่เขาจำได้ว่า พระองค์เคยใช้เกี้ยวพระมเหสี สุรเสียงทุ้มต่ำคล้ายจะกล่อมให้พระโอรสบรรทม แต่ก็คล้ายกันแสงอยู่ในที เป็นคืนโศกที่ยากจะบรรยาย
ก่อนพระองค์จะกลับไปในรุ่งสาง พระองค์เรียกเขาเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ ถ่ายทอดรับสั่งแสนสำคัญยิ่งให้เขาชุดหนึ่ง ทั้งทรงกอดทั้งจุมพิตพระปรางค์ของพระโอรส ราวกับจากนี้จะไม่ทรงได้เจอราชบุตรอีก แล้วก็จริง เพราะเมื่อก้าวออกจากตำหนักของอดีตพระมเหสีที่บัดนี้กลายเป็นตำหนักองค์ชายเจ็ดไปแล้ว หยางไท่ซานผู้อ่อนโยนก็ไม่มีอยู่อีก
พระองค์กลับไปเป็นจักรพรรดิหยางผู้โหดร้ายอีกครั้ง
แล้วหลังจากนั้น ก็เป็นที่รู้จักในวังหลวงว่า หยางไท่ซาน แม้จะไม่เคยแสดงความรักแก่พระโอรสหรือพระธิดาองค์ใดเป็นพิเศษ แต่ก็มีพระโอรสอยู่พระองค์หนึ่ง ที่พระองค์จงเกลียดจงชังมากกว่าพระโอรสหรือพระธิดาองค์ใด...พระโอรสที่พระองค์สั่งห้ามมิให้แสดงสีหน้า จนในวัยเยาว์พระองค์ต้องสวมหน้ากากไม้ปกปิดพระพักตร์ไม่ให้พระบิดาเห็น เกลียดเสียจนกระทั่งสิทธิ์ในการขึ้นครองบัลลังก์เช่นโอรสธิดาพระองค์อื่นก็ยังไม่มี
ทุกคนล้วนเข้าใจว่า หยางไท่ซานเกลียดหยางซิงอี เพราะพระโอรสมีใบหน้าคล้ายพระมารดา ในขณะที่ซูมู่ถงรู้ดีว่า นั่นไม่ใช่ความจริง
เพราะจะเป็นจริงได้เช่นไร ในเมื่อรับสั่งในคืนนั้นช่างชัดเจน
“มู่ถงสหายข้า บุตรของข้าคนนี้เจ้าต้องดูแลเขาให้ดี ทุกสิ่งที่ซิงอีได้รับต้องเป็นของที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ข้าวของเครื่องใช้ หรือข้ารับใช้ ข้าฝากเจ้าจัดการด้วย ส่วนเรื่องในวังหลวง ข้าจะจัดการเอง ลูกข้าคนนี้เหมือนแม่ของเขานักและข้าก็ไม่อยากให้เขาต้องมาเผชิญกับชะตากรรมเช่นที่ข้าเผชิญ อย่างน้อยลูกคนนี้...อย่างน้อยก็ตราบเท่าที่ข้ายังอยู่ ข้าจะไม่ให้เขาต้องมาข้องเกี่ยวกับบัลลังก์หยางโดยเด็ดขาด”
ใครบอกว่าทรงไม่รักหยางซิงอีกัน ในเมื่อหลังพระโอรสมีประสูติกาลมา หยางไท่ซานก็ยกพระชนม์ชีพที่เหลือให้การพิทักษ์พระโอรสจากกระดานอำนาจในวังต้องสาปแห่งนี้
แล้วทรงปกป้องพระโอรสสำเร็จไหม ผลลัพธ์ก็อยู่ตรงนี้อย่างไรเล่า แม้ราชบัลลังก์หยางจะผลัดเปลี่ยนองค์จักรพรรดิแล้ว หยางซิงอีก็ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ในวังหลวง
...ยังมีชีวิตอยู่ แม้สภาพจิตใจจะบุบสลายและพังทลายจนไม่อาจมีความสุขได้เช่นคนปกติแล้วก็ตาม
ซูมู่ถงสงสารหยางซิงอี
พระองค์คล้ายจะมีความสุขได้เมื่อสุราต้องพระโอษฐ์ เมื่อมึนเมาก็หลงลืมทุกสิ่งอย่างว่าพระองค์เป็นผู้ใด ลงเป็นเช่นนี้พระองค์จึงมักเสด็จออกไปร่ำสุราเพียงลำพังนอกวัง แกล้งทำตนเป็นผู้อื่น เสวยจนสุราขมกลายเป็นรสหวาน ลืมฐานันดรและชื่อของพระองค์เองไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะมีแค่ยามนี้เท่านั้นที่ทรงแย้มยิ้มได้เช่นคนหนุ่มธรรมดา
ความสุขชั่วข้ามคืน เมื่อตื่นบรรทมมาพระองค์จึงยิ่งทุกข์พระหทัยที่ความสุขจากการลืมเลือนไม่ยืนยาว ก่อนจะจบลงที่การขว้างปาทำลายข้าวของด้วยพระพักตร์นิ่งสนิท
เขารู้ เพราะทุกครั้งเมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานเกินควร เขาจะออกไปรับองค์ชายกลับสู่วังหลวง จึงเคยเห็นว่ายามพระองค์เมามายมีอาการเช่นไร
ฉะนั้น สายวันที่ทรงตื่นมาจดจำสิ่งใดไม่ได้ ลึกลงไปเขาจึงยินดีกับพระองค์นัก
เพราะนี่คือสิ่งที่พระองค์ปรารถนามาตลอด
เหมือนเฉินฝู่หมิง เขาเองก็รักเอ็นดูหยางซิงอีไม่ต่างจากลูกในไส้
“ราชองครักษ์ซู องค์ชายมีรับสั่งว่าอยากได้ฉลองพระองค์ใหม่ วานท่านส่งจดหมายหาช่างตัดฉลองพระองค์ประจำพระองค์เช่นทุกครั้งด้วยนะเจ้าคะ”
“ย่อมได้เช่นทุกครั้งไปแม่นางเฉิน”
“แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ...”
“เรื่องใดหรือแม่นาง”
“องค์ชายเจ็ดขอฉลองพระองค์สักเจ็ดตัวอย่างต่ำ และแต่ละตัวก็ขอให้สีสันแตกต่างกัน ข้าว่าท่านแจ้งเรื่องนี้แก่ช่างตัดฉลองพระองค์เสียหน่อยคงดีไม่น้อยเขาจะได้เตรียมการได้ถูก”
“…องค์ชายทรงเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ”
“เปลี่ยนไปมากเลยละเจ้าค่ะ ราวกับเกิดใหม่ แต่ก็ดูสุขใจมากกว่าแต่ก่อนนักเจ้าค่ะ”
“แค่นั้นก็เพียงพอแล้วแม่นาง”
“แสงรวีท่านมานั่งนี่เร็ว นั่ง ๆ ๆ”เฉินอวี้มองหยางซิงอีตรัสเรียกเขาเสียงใส เห็นพระองค์โบกพระกรไปมาคล้ายกลัวว่าเขาจะไม่เห็น แต่ถึงจะอยากทะยานกายไปนั่งกับองค์ชายตามเสียงเรียกทันทีแค่ไหน ชายหนุ่มก็ยังสำรวมกิริยา คุกเข่าลงคารวะองค์จักรพรรดิหยางก่อน ซึ่งพระองค์ก็รับคารวะ“ท่านทำตัวตามสบายเถิด คืนนี้ข้าเป็นเพียงหยางลู่จื้อ” พระองค์ตรัสแก่เขา แล้วเขาก็ขอบคุณ ก่อนจะเดินไปคุกเข่าลงข้างหยางซิงอีตรงจุดที่องค์ชายผายพระหัตถ์ให้“กระหม่อม...” เฉินอวี้กำลังจะเอ่ยขออนุญาตนั่ง แต่อีกฝ่ายกลับกอดพระอุระตรัสขัดขึ้นมาว่า “ไม่เอาราชาศัพท์ เข้าใจยาก วันนี้ข้าไม่ใช่องค์ชาย” พร้อมช้อนพระเนตรทองคำฉ่ำเยิ้มขึ้นมองอย่างไม่พอพระทัยมองพระองค์ แล้วสมองของเฉินอวี้ก็ว่างเปล่าไปชั่ววินาทีหนึ่ง เคราะห์ดีที่ไม่นานจนผิดสังเกต แต่ชายหนุ่มถามอีกคนเพื่อความมั่นใจว่า “เป็นเช่นนั้นหรือ”&n
แล้วคืนนั้น รจนาก็มายืนโอดครวญในใจอยู่หน้าตำหนักองค์ชายเจ็ด โดยมีหลินซีและซานหลินยืนอารักขาอยู่ไม่ไกลนักอันวาร์แก…แกมันร้ายกาจคิดได้ยังไง เอากิจกรรมที่ต้องใช้สติมากเป็นพิเศษมารวมกับกิจกรรมชวนขาดสติน่ะหึ! แตกแน่ ๆ แอ๊บแมนของรจนาแตกแน่ จบจากนี้หล่อนจะควิซอันวาร์ให้หนัก ให้เขาไม่มีเวลาออกไปเดินตลาดเลยคอยดูหล่อนเหลือบตามองคนที่ทำให้หล่อนต้องมาตกระกำลำบาก อันวาร์บอกหล่อนว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเขาจะดูแลหล่อนเอง แต่พอคำพูดนั้นออกมาจากปากอันวาร์ผู้คออ่อนกว่าหล่อน หล่อนก็รู้สึกว่า ดูแลตัวเองน่าจะเจริญกว่าเจ้าแม่คะ ประทานความเข้มแข็งให้รจนาด้วยอันวาร์หลังแจ้งแก่ซูมู่ถงถึงนัดหมายที่เขามีกับเฉินอวี้ และขอให้ราชองครักษ์สูงวัยไปตามชายหนุ่มมาที่ตำหนักเสร็จก็หันหลังไปสนใจรจนา เขารู้ดีว่าตนรบกวนหล่อนครั้งใหญ่แล้ว และก็รู้ด้วยว่าหล่อนเป็นกังวล ฉะนั้น เพื่อให้หล่อนกังวลน้อยลงเขาจึง...หันไปชูนิ้วโป้งให้กำลังใจ เหมือนเวลาเดินสวนกับเพื่อนในคาบพละ แล้วมันกำลังตั้งใจฝึกซ้อมปิงปอง“สู้เว
“อันวาร์แก! ทำไมแกไม่บอกฉันก่อนว่าเขาหล่อขนาดนี้ ฉันจะได้เตรียมใจ”“ก็ผมลืม”คือเจ้าแม่คะ เขาหล่อมากเลยค่ะ ทำไมพระเอกหล่อขนาดนี้คะ นี่ขนาดยังไม่โตเป็นชายฉจกรรย์ยังหล่อทะลุจักรวาลขนาดนี้ ตอนโตเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแบบในนิยายแล้วจะหล่อขนาดไหนกันคะฮือ รจนาจะเป็นลมค่ะเจ้าแม่ นายเอกทำบุญมาด้วยอะไรคะ ทำไมถึงมีคนรูปงามหน้าหล่อขนาดนี้มารักมาชอบ แล้วในนิยายนะคะเจ้าแม่ พระเอกคือดีมากเลยค่ะ ดีแบบพ่อพระ พ่อเทพบุตร บนเตียงก็ดุ๊ดุไม่รู้จะดุอย่างไร ดีทุกจุดหมดจดขนาดนี้ไม่ใช่ในนิยายไม่มีอยู่จริงแน่นอนค่ะเจ้าแม่ แต่ค่ะแต่นะคะเจ้าแม่ ยังไงในสายตาของรจนาพระเอกก็ยังหล่อสู้ผัวขาไม่ได้หรอกค่ะ! เพราะพี่ลู่จื้อของรจนาน่ะ อันดับหนึ่งในดวงใจยิ่งกว่ากาแฟยี่ห้อดังอีกยังไงละคะแล้วพลังแห่งความรัก (ข้างเดียว) ที่รจนามีต่อหยางลู่จื้อก็เรียกสติหล่อนกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบันในห้องรับรองแขกอันวาร์เห็นอาการเดี๋ยวตากระตุกเดี๋ยวหรี่ตาคล้ายจะหลุดแอ๊บของรจนาแล้วได้แต่สงสาร เมื่อสักคร
เพราะเสร็จจากกิจธุระ (ช็อปปิ้ง รับหลินซีกลับวัง และช็อปปิ้งอีกที) นอกพระบรมมหาราชวังหยางเร็วกว่ากำหนดเวลาพอสมควรอย่างไม่น่าเชื่อ รจนาและหลินซีจึงมาถึงวังหลวงตั้งแต่ช่วงเย็นที่ตะวันยังทอแสงทอง และตามประสาหญิงสาวเจ้าสำอางค์รักสวยรักงามนางหนึ่ง สิ่งแรกที่รจนาทำจึงเป็นการช่วยหญิงรับใช้และหลินซีหอบข้าวของที่ซื้อมาทั้งหมดไปไว้ในห้องทรงงาน เพื่อหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ หล่อนจะได้มานั่งจัดของที่ซื้อมาเข้าที่อย่างสบายอุราเป็นจักรพรรดินี่ก็ดีอยู่นะ อย่างน้อยหล่อนก็มีเงินใช้สอย แต่จะดีกว่านี้มากถ้าหล่อนมาในตำแหน่งพระมเหสีของผัวขาเฮ้อ ได้แต่ถอนหายใจแล้วเอาแก้มซบมือแกร่งพลางจินตนาการถึงฉากต่าง ๆ นานาในนิยายทะลุมิติรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่เคยอ่าน นิยายที่มักจะขึ้นต้นว่า “เกิดใหม่เป็นพระมเหสี...จะทำอย่างไรดี” ซึ่งต้องใช้น้ำเสียงน่าหมั่นไส้อ่านตรง “จะทำอย่างไรดี” ด้วยอุ๊ยว้าย แค่คิดรจนาก็เขินแล้วค่ะเจ้าแม่ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นผัวขาจะต้องเป็นองค์จักรพรรดิเพลย์บอยทรงแบดด้วยรึเปล่านะ อย่าเชียวนะคะพี่ลู่จื้อ ถ้าพี่เป็นแบบนั้นรจนาจะโกรธพี่มาก ๆ เลย เอาละอย่าไปคิดถึงอะไรที่มันบั่นทอนจิตใจสาวน้อยเลยดีกว่า คิดถึงแค่ฉา
โบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” “กระหม่อมแซ่เฉิน นามอวี้ เฉินอวี้ เป็นบุตรของเฉินจางหย่ง หัวหน้าราชองครักษ์แห่งแคว้นไป๋พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” “จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“กระหม่อมมีนามว่าเฉินอวี้พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เฉินอวี้...เฉินอวี้...เฉินอวี้ เชี่ย! นี่มันพระเอกนี่หว่า!ลมแทบจับ เข่าแทบทรุด อันที่จริงถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่บนพื้นอันวาร์ก็คงเข่าทรุดลงไปนอนแกล้งตายเหมือนนักเดินป่าเจอหมี และถ้าเขาหลุดเข้ามาในหนังจีนกำลังภายในไม่ใช่นิยายวาย อันวาร์ก็เชื่อว่า เขาคงกระอักเลือดดัง เอื้อ! แล้วไม่ปาดก่อนจะล้มลงไปเสียด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ขันทีหม่าเยว่ก็คงโวยวายว่า ในน้ำชาของเขามียาพิษ โดยหารู้ไม่ว่าเขาธาตุไฟเข้าแทรก เพราะเจอหน้าพระเอกต่างหาก จะเป็นแบบไหนก็น่าอนาถทั้งนั้นเลยนี่หว่า แต่ถึงจะดูอนาถน่าสมเพชแค่ไหนอันวาร์ก็ไม่สนหรอก โอ้พระสงฆ์! โบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” ทำไมคนโบราณต้องพูดถูกด้วย!? แต่เอ๊ะ...เขาไม่ได้เกลียดพระเอกนี่ ไม่เลยสักนิด คนที่เขาเกลียด เอ๊ย ไม่ชอบน่ะมันนายเอกต่างหาก...แต่อย่า! อย่าเข้าใจผิดว่าเขาอยากเจอนายเอกเชียวนะ ไม่! เพราะจะคนไหนเขาก็ไม่อยากเจอทั้งนั้นน่ะแหละโอ๊ย! ขอเขาทำตั
เมื่อยามเย็นใกล้เข้ามา อันวาร์จึงเห็นว่าสมควรหยุดการเก็บเกี่ยวได้เสียที เขาเรียกรวมกลุ่มชาวสวนจำเป็นของตนบนทางเดินหิน จุดที่กองเมล็ดดอกตะวันจิ๋วไว้ อันวาร์และซานหลินช่วยกันโกยเมล็ดตะวันจิ๋วลงเสื้อนอกสีไข่แดงเค็ม ด้วยทักษะการมัดเชือกของซานหลินเสื้อนอกตัวนั้นก็กลายเป็นถุงใส่เมล็ดพืชอย่างดีความสามัคคีของพวกเขาออกดอกผลเป็นเมล็ดดอกตะวันจิ๋วหนึ่งถุงน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมบนทางเดินหิน สี่บุรุษสภาพเหงื่อโทรมกายเพราะทำงานกลางแจ้ง แต่ที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นอันวาร์ วราหะ ผู้ถกขากางเกงขึ้นสูงและถูกใบไม้ใบหญ้าบาดขาขณะเก็บเกี่ยวจนเป็นแผลเล็กแผลน้อยเต็มไปหมดว่ากันตามจริง ตอนแรกเขาไม่รู้สึกอะไรเลย แต่พอขึ้นมายืนให้ลมโกรกคลายร้อนบนทางเดินหินสักพักก็รู้สึกคันยุบยิบที่ขาขึ้นมา ก้มลงมองก็พบว่าขาตนมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมดขันทีหม่าเยว่ตกใจมากยามเห็นว่าขาสองข้างของอันวาร์มีบาดแผล กระวีกระวาดเข้ามาดูราวมันเป็นแผลใหญ่โตพลางตำหนิซานหลินว่า เหตุใดจึงไม่ดูแลองค์ชายให้ดี ซึ่งเจ้าของชื่อก็นิ่วหน้ามองบรรดาแผลเล็กแผลน้อยบนขาของวัยรุ่นชาววัง ขณะที่หนุ่มหล่อนิรนามยืนสำรวมกิริยาอยู่ไม่ไกลนักพอมั่นใจว่าไม่มีแผลใดน่าเป็นห่ว







![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)