Chapter: บทที่ 62 อ่อนหวานอย่างยิ่งยวดหลังเห็นว่ากองทหารและแพทย์สนามจัดแถวเสร็จแล้ว เฉินฝู่หมิงในเครื่องแบบทหารก็ก้าวขึ้นไปบนยกพื้นสำหรับสั่งการของจุดรวมพล นางหยิบจดหมายปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ชูขึ้นฟ้าแล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ที่แห่งนี้มีแพทย์สนามนามเยี่ยอี้เฉินอยู่หรือไม่”ทุกเสียงในลานกว้างเงียบไปชั่วครู่ก่อนตนผู้หนึ่งจะตะโกนตอบนางกลับมาว่า “มี มี เป็นข้า!”เฉินฝู่หมิงมองตามเสียง นางเห็นคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากแถวของแพทย์สนาม เขาเอ่ยขอโทษขอทางคนรอบข้างก่อนจะเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางที่หน้ายกพื้นด้วยท่าทางตกประหม่า เดี๋ยวกำเดี๋ยวแบมือนางกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า บุรุษผู้นี้สูงกว่านางไม่ถึงสองฝ่ามือ แต่เพราะมีรูปร่างโปร่งติดไปทางผอมจึงดูสูงกว่าความเป็นจริง เขาสวมเครื่องแบบสีขาวของแพทย์สนาม ใช้ผ้าพันคอผืนใหญ่ปิดบังใบหน้าส่วนล่างและเส้นผมไว้จนเหลือแต่ดวงตา“...เขาเป็นเด็กหนุ่ม...ชายหนุ่มผิวสีขาวหน้าแดงง่ายมีไฝเม็ดหนึ่งอยู่ที่ใต้ตาซ้าย นามเยี่ยอี้เฉิน...”หลี่ถงฮว่าบอกนางเช่นนั้น เฉินฝู่หมิงหรี่ตา ก่
Last Updated: 2026-08-03
Chapter: บทที่ 61 เพียงเห็นหน้าจากที่ไกลซูมู่ถงนำทัพออกจากประตูใหญ่ของพระบรมมหาราชวังหยาง ในบรรดาทหารที่เขาพาไปมีถังเยว่พลธนูมือหนึ่งแห่งแคว้นหยาง เฉินฝู่หมิงนางแอ่นดำแห่งยุทธภพสตรีที่งดงามที่สุดในแปดแคว้น และกุนซือหูทิพย์หลิวชิงซากองกำลังของเขาเดินทางตามกำหนดการได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง ออกจากเขตนครหลวงหยางได้ก็ตรงไปยังตะวันตกเฉียงเหนือสู่เขตภูเขาสูง แต่มีเหตุให้เปลี่ยนเส้นทาง เมื่อที่หมู่บ้านหนึ่งใกล้เชิงเขาขณะหยุดพักแรมเพื่อเดินทางต่อในยามรุ่งสาง หลิวชิงซาหูไวดื่มสุราพูดคุยกับชาวบ้านไม่นานก็ได้ข่าวการระบาดของโจรภูเขาในแถบชายแดนติดกับแคว้นไป๋ความว่า ระยะนี้มีโจรกลุ่มหนึ่งดักปล้นทั้งชาวบ้าน กองสินค้า และกองเสบียง แต่ทางการยังปราบปรามไม่สำเร็จ เพราะอยู่ใกล้เขตสงครามระหว่างสองแคว้นใหญ่จึงมักหลบหนีไปมาระหว่างแคว้น ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเมื่อหลุดจากการตามล่ายามแรกที่ทราบข่าวซูมู่ถงเพียงกำชับให้กองทหารของตนระวังตัวให้มากขึ้นยามเข้าเขตภูเขา แต่เมื่อม้าเร็วคนหนึ่งจากขบวนแพทย์สนามของแคว้นไป๋แจ้งว่า ขบวนแพทย์สนามจำต้องเปลี่ยนเส้นทางเพราะดินถล่ม แม่ทัพวัยกลางคนก็ตัดสินใจเปลี่ยนกำหนดการภูเขาเป็นถิ่นของแคว้นหยาง พวกเขาเจนพื้นที่
Last Updated: 2026-07-28
Chapter: บทที่ 60 เพราะเป็นพระสหายเพราะเป็นพระสหายสนิทขององค์หญิงไป๋หวังเยี่ยน การออกเดินทางของเยี่ยอี้เฉินจึงเป็นที่รับรู้ขององค์จักรพรรดิไป๋ผู้เป็นพระเชษฐาของพระนางจากพระบรมมหาราชวังไป๋สู่เขตพระราชฐานชั้นในของแคว้นหยาง ในวันที่ทราบผลการจับฉลากสถานที่ประจำการของแพทย์สนาม มีสารด่วนฉบับหนึ่งเดินทางข้ามแคว้นว่องไวยิ่งกว่าสายลม และที่หมายของสารฉบับนั้นก็คือพระสนมไป๋หวังเยี่ยนและนางข้าหลวงหลี่ถงฮว่าเป็นข่าวกำหนดการเดินทางของแพทย์สนามเยี่ยอี้เฉินครั้งนั้นจักรพรรดิหยางไท่ซานในวัย 31 พรรษา หลังทรงทราบว่ากองกำลังพิชิตเมฆา ภายใต้การนำของแม่ทัพเฉินจางหย่งสามารถทวงคืนหัวเมืองเหนือของแคว้นไป๋มาจากแคว้นฉีได้สำเร็จ ก็ทรงเล็งเห็นว่าหากแคว้นไป๋รุกคืบเข้าไปทางใต้...หากสามารถตีหัวเมืองทางใต้ของแคว้นฉีได้ บทสรุปของสงครามก็คงมาเยือนในเวลาอันรวดเร็วเพราะผิดกับแคว้นไป๋ที่หากไม่ตายกันไปข้างหนึ่งก็จะรบพุ่งต่อ แคว้นฉีมิใคร่จะมีหัวใจนักรบนักแคว้นฉี หากรู้ว่าสู้ต่อแล้วมีแต่จะเสียย่อมไม่ลังเลจะถอยหนี และเพราะเป็นแคว้นที่อยู่เหนือสุดของแดนดินมีภูมิประเทศและภูมิอากาศหนาวเย็นอย่างยิ่งยวด ชาวฉีจึงไม่ค่อยอาศัยอยู่ทางเหนือของแคว้นตน พวกเขาจะอยู่ท
Last Updated: 2026-07-20
Chapter: บทที่ 59 ธงเขียวทองเยี่ยอี้เฉิน หลังทราบว่าเปลี่ยนสถานที่ประจำการได้สำเร็จก็รีบกลับบ้านไปเขียนจดหมายหาเฉินจางหย่ง แต่กำลังจะพับจดหมายลงซองกระดาษก็กำไว้ในมือเสียก่อน เมื่อระลึกได้ว่ารอบส่งที่เร็วที่สุดคือ วันเดินทางของตนในฐานะแพทย์สนามจดหมายจะออกเดินทางพร้อมเขาพอดีมือเรียวเต็มไปด้วยแผลเป็นสีจางกำกระดาษจดหมายที่จ่าหน้าถึงเฉินจางหย่งแน่นเขา...ใกล้จะได้เจอชายหนุ่มแล้ว...เฉินจางหย่งเยี่ยอี้เฉินคิดถึงชายหนุ่มมากมีบ้างที่น้องชายคนเล็กของเฉินจางหย่งมานั่งเล่นกับเขาที่หอสมุดหลวงแต่นั่นก็เฉพาะวันที่เด็กชายไม่มีฝึกกระบี่หรือนัดเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน และทุกครั้งที่มาเด็กชายก็จะเล่าเรื่องของพี่ชายให้เขาฟัง แต่เพราะเขาอายุเพียงสิบขวบจึงทราบเพียงไม่กี่เรื่องของพี่ชาย อย่างเช่นเรื่องอาหารการกินที่ไม่ใคร่อร่อยและน่าเบื่อหน่ายของกองกำลังพิชิตเมฆาสามปีที่ผ่านมา นอกจากจดหมายแล้วเฉินจางหย่งก็มีบ้างที่ส่งสิ่งของบางอย่างกลับมา บางครั้งก็เป็นสินค้าขึ้นชื่อตามเมืองต่าง ๆ ที่เขาเดินทางผ่าน แต่ส่วนมากเฉินจางหย่งมักจะส่งหนังสือนิยายรัก
Last Updated: 2026-07-13
Chapter: บทที่ 58 ราวกับจะเรียกหาสถานการณ์สร้างคนฉันใด สงครามก็ขัดเกลาเฉินจางหย่งฉันนั้น3 ปีในสงคราม สถานการณ์ของแคว้นไป๋ในช่วงปีที่สองไม่ใคร่สู้ดีนัก เพราะหัวเมืองเหนือที่รบพุ่งกับทางใต้ของแคว้นฉีมาตลอดสูญเสียแม่ทัพคนสำคัญไปคนหนึ่ง และแม่ทัพผู้นั้นก็คือบิดาแซ่เฉินของเฉินจางหย่งบิดาของเฉินจางหย่งมิได้แพ้พ่ายแก่ผู้ใด เขาพาทัพไป๋สู่ชัยชนะจนได้ดินแดนของแคว้นฉีมาอยู่ในครอบครองเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะศึกครั้งนั้นหนักหนาเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว หลังทราบว่าตนชิงดินแดนสำเร็จแล้ว ร่างกายที่ทั้งกาลเวลากัดกินและถูกอาวุธทำร้ายจึงถึงขีดจำกัด และไม่อาจทานทนพิษบาดแผลได้อีกเล่าขานกันว่า ก่อนตายเขาเพ้อพูดถึงสามี เอ่ยขอโทษที่คงไปรับกลับบ้านได้ช้าเสียแล้วคราวนี้ และยามร่างของเขาเดินทางไปถึงบ้านสกุลเฉิน บิดาที่คลอดเฉินจางหย่งออกมาก็ทุบฝาโลงร้องไห้ตัดพ้อสามีผู้ลาลับว่า “ไหนท่านบอกข้าว่าจบสงครามแล้วจะมารับข้ากลับบ้านดังเดิมอย่างไรเล่า”ชื่อของเขาได้รับการสลักไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของแคว้นไป๋ในฐานะวีรชน แต่เมื่อแคว้นไป๋ขาดขุนพลคนสำคัญที่ไม่อาจหาผู้ใดมาแทนที่ได้ ดินแดนที่บิดาของเฉินจางหย่งเคยชิงมาจากแคว้นฉีก็ถูกชิงคืน และถูกกองทัพฉีรุกคืบเ
Last Updated: 2026-07-06
Chapter: บทที่ 57 ภาพเดียวกันกับในวันวานเพียงหนึ่งวันนับจากสิ้นเสียงประกาศ เจ้าพนักงานของกลาโหมก็มาปรากฏกายที่บ้านใหญ่สกุลเฉิน เพื่อประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งบิดาแซ่เฉินของเฉินจางหย่งเป็นแม่ทัพของหนึ่งในหัวเมืองทางตอนเหนือของแคว้นไป๋ และให้บิดาที่คลอดเขาออกมาเป็นกุนซือให้ทัพหลวง ก่อนจะแจ้งหมายเรียกตัวเขาซึ่งปีนั้นอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ให้เข้าเป็นทหาร โดยให้ไปประจำการที่หัวเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือสกุลเฉินเหลือเพียงบรรดาผู้เฒ่าและน้องชายทั้งสองคนของเขาเท่านั้นที่ได้รับการงดเว้นที่หอสมุดหลวง หลังทราบว่าอีกไม่นานเฉินจางหย่งจะต้องไปศึกสงคราม เยี่ยอี้เฉินเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว“…เฉินจางหย่ง” เยี่ยอี้เฉินเรียกชื่อเขา เอื้อมมือมาหา แต่เฉินจางหย่งกลับทำได้เพียงรับมือเรียวน่าถนอมนักหนาสำหรับเขามากอบกุม เขาไม่อาจเอ่ยสิ่งใดตอบกลับเยี่ยอี้เฉิน เพราะไม่อาจให้สัญญาได้ว่าจะได้กลับมาเยี่ยอี้เฉินร้องไห้ แล้วเฉินจางหย่งก็รู้สึกราวกับว่าน้ำตาของเขาคือเลือดของตนต่างก็ทราบดีว่าหมายความเช่นไรเยี่ยอี้เฉินได้รับการงดเว้นจากราชการทหาร เพราะอายุยังไม่ถึงสิบแปดบริบูรณ์และเป็นแพทย์ฝึก
Last Updated: 2026-06-29