Mag-log in“ท่านแม่ ข้าหิวแล้วขอรับ” ฉีเป่ากลืนน้ำลายหลายอึกลงคอ กลิ่นของปลานึ่งบ๊วยยากจะต้านทานไหว
หว่านอี้ซูเก็บคำพูดกลืนลงคอ นางรู้ว่าบุตรสาวคงต้องลำบากที่ข้างนอกเป็นแน่ หากนางคิดจะขโมยคงยากที่จะได้ปิ่นโตไม้มาในสภาพปกติ
“เช่นนั้นไปนำเอาข้าวสวยเมื่อเช้ามาแบ่งกันเถิด”
เมื่อมารดาเอ่ยเช่นนั้น ฉีชิงอีจึงเดินไปถือเอาชามไม้ใหญ่ใส่ข้าวสวยออกมา ฉีเป่าหยิบถ้วยและตะเกียบเดินตามหลังพี่สาว มารดาทำหน้าที่ตักข้าวสวยแบ่งใส่ถ้วยให้
“รีบลงมือกันเถิด อย่าให้มีคนเห็นเชียว ปิ่นโตนี่ก็ต้องซ่อนให้มิดชิด หรือจะให้ดี ชิงชิง เจ้าต้องรีบเอากลับไปคืนที่ภัตตาคารให้เร็วที่สุด”
“อือๆ” เด็กหญิงร้องรับ
ทุกคนลงมือกินอย่างรวดเร็ว ปลายยามเว่ย[1]แล้ว ถ้านับจากเมื่อตอนเช้าที่พวกเขาดื่มนมและกินขนมปังไส้กรอกไปก็สมควรแล้วที่จะหิว
ฉีเป่าวางตะเกียบลงก่อนเป็นคนแรก เด็กชายหันไปรินน้ำดื่มแล้วยกมือเล็กๆ ขึ้นลูบท้อง “พี่ชิงชิง ข้าอิ่มมากเลยขอรับ”
หว่านอี้ซูเหมือนจะเจริญอาหารมากกว่าทุกวัน นางไม่เพียงแต่กินข้าวจนหมดถ้วยแต่ยังกินปลาหมดไปแถบหนึ่ง
“อืม...อร่อยจริงๆ ปลานึ่งภัตตาคารเทียนเต่อนี่ ไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเราจึงจะมีวาสนาได้กินอีก”
ฉีชิงอีเคี้ยวปลาคำสุดท้ายเสร็จก็ยิ้มให้มารดาและน้องชาย ปลาในจานเหลือเพียงก้าง กระทั่งน้ำนึ่งปลาก็หมดเกลี้ยง
ฉีเป่ายื่นถ้วยน้ำให้กับมารดาและพี่สาว “ดื่มน้ำขอรับ”
หว่านอี้ซูพลันนึกขึ้นได้รีบลุกขึ้น “ต้องรีบล้างถ้วยชามให้เรียบร้อย ก่อนจะมีคนมา”
ครั้นมารดาล้างจานและเก็บคืนในปิ่นโตไม้ให้ เด็กหญิงก็ชี้เป็นเชิงบอกให้มารดาทราบว่านางจะกลับไปที่ภัตตาคารเทียนเต่ออีกครั้ง
“เจ้ารีบไปเถิด ได้ยินว่าแขกคนสำคัญของท่านย่ายังไม่กลับ กลับไวไวหน่อยเพราะเราอาจจะต้องไปช่วยพวกสาวใช้เก็บกวาดทำความสะอาด”
เด็กหญิงพยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วหิ้วปิ่นโตไม้ออกไปด้านหลังเรือน
ฮูหยินผู้เฒ่าต้อนรับแขกพิเศษด้วยความชื่นมื่น ระยะนี้มีขุนนางหลายคนขอมาชมม้วนอักษรภาพโบราณในจวนของนางอยู่เรื่อยๆ ที่ผ่านมาผู้มาเยือนล้วนเป็นขุนนางเล็กๆ และบัณฑิตที่ยังไม่ผ่านการสอบเคอจวี่[2] แต่คราวนี้ฉีหนิงจินบุตรชายคนโตของนางถึงกับเชิญนายอำเภอมาเยือนจวนได้
“ได้ยินว่าจวนพวกเจ้ายังมีอักษรภาพโบราณอีกมาก ผู้แซ่เซียวจึงตั้งใจมาขอชม” นายอำเภอเอ่ยอย่างนอบน้อม
หนิงเฉิงกวางเป็นนายอำเภอเมืองต้าซาน เขาสอบได้อันดับหนึ่งในการสอบจวี่เหริน[3] แม้จะไม่ติดหนึ่งในสามในการสอบจิ้นซื่อ[4] ทว่าก็ยังอยู่ในสิบอันดับแรก ตำแหน่งนายอำเภอนับว่ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่หนิงเฉิงกวางที่สอบได้ในช่วงที่อายุเกือบสามสิบปีต้องการกลับมาอยู่อำเภอนี้เพื่อดูแลครอบครัว จึงยอมสละโอกาสทำงานในราชสำนักมาเป็นขุนนางท้องถิ่น
“ท่านนายอำเภอเกรงใจเกินไปแล้ว การที่ท่านมาเยือนจวนสกุลฉีนับว่าเป็นเกียรติของเราอย่างมาก” ฮูหยินผู้เฒ่าไฉเอินรีบผายมือเชิญแขกเข้าภายในบ้าน
ชุยหงเป็นคนสั่งให้ในครัวเตรียมอาหารอย่างดี ครั้งนี้นายอำเภออุตส่าห์มาเยือนถึงจวน สามีของนางนับว่าได้หน้าอย่างมาก ฉีหนิงจินยิ้มกริ่ม คิดไม่ถึงว่าหีบไม้เก่าๆ ในห้องของน้องชายผู้ล่วงลับจะเก็บงำของมีค่าเอาไว้
หนิงเฉิงกวางอยู่ชมอักษรภาพที่ราวยี่สิบม้วนอยู่ในห้องโถงของสกุลฉีร่วมหนึ่งชั่วยามก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน
ฉีฟู่กับฉีกุ้ยหลินแต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงามประณีตเพื่อออกมาต้อนรับนายอำเภอหนิง ชุยหงกำชับพวกเขาให้คอยอยู่ใกล้ๆ รับใช้นายอำเภอเพื่อให้อีกฝ่ายคุ้นตา
“พี่สะใภ้ ท่านจะให้ตั้งโต๊ะยามนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ” ซูเยว่สะใภ้รองรับหน้าที่ดูแลโต๊ะอาหาร
นางถูกกีดกันให้อยู่ด้านนอก กระทั่งบุตรสาวของนาง ฉีอ้ายเหม่ยก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องโถงใหญ่ในวันนี้
“ได้เลย เจ้ารีบทำเสีย อย่าให้ท่านนายอำเภอรอนาน” ชุยหงผงกศีรษะให้สะใภ้รอง
ฮูหยินผู้เฒ่านึกเสียดายที่บุตรชายคนรองไม่อาจละงานจากศาลมาได้ ฉีเฉิงบุตรชายของนางได้เป็นเสมียนศาลก็นับว่าดียิ่งแล้ว ในการสอบซิ่วไฉเขาอยู่อันดับท้ายๆ อาศัยความสัมพันธ์เก่าก่อนของสามีผู้ล่วงลับกับขุนนางเก่าในศาลจึงได้ผลักดันบุตรชายคนรองเข้าไปทำงาน
ช่วงบ่าย นายอำเภอหนิงชมอักษรภาพที่เหลือจนครบก็ถึงลากลับ
“ใต้เท้าหนิง ให้รถม้าในจวนเราไปส่งท่านดีหรือไม่ขอรับ”
หนิงเฉิงกวางยกมือขึ้นห้าม “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวรถม้าที่แวะไปรับบุตรชายข้าที่สำนักศึกษาก็จะมารับเอง ข้าสั่งเอาไว้แล้ว”
รถม้าคันใหญ่ประจำจวนนายอำเภอวิ่งมาไม่เร็วนัก เด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่อยู่บนรถม้าใช้มือแหวกม่านหน้าต่างออกมาดูถนน
“จอดรถสักครู่ ข้าจะแวะซื้อเป็ดตุ๋นน้ำแดงให้ท่านแม่สักหน่อย”
บ่าวรับใช้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าจึงเอนกายไปข้างหน้าเพื่อบอกกับคนขับรถม้าให้จอดที่หน้าภัตตาคารเทียนเต่อ
ยามนั้นฉีชิงอีหิ้วปิ่นโตไม้เดินเข้ามาพอดี เด็กหนุ่มปรายตามองเด็กหญิงผู้นั้นแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเด็กคนนี้มาก่อน แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นนางที่ใด
ฉีชิงอีนำเอาปิ่นโตไม้ไปคืนและรับเงินสองร้อยอีแปะเก็บใส่ถุง จากนั้นก็วางกระบุงที่สะพายมาลงข้างๆ โต๊ะของหลงจู๊
“อือๆ” นางชี้ไปยังหลงจู๊และชี้ไปในกระบุง
หลงจู๊มองตามมือนางเข้าไปในกระบุงนั้น พลันเห็นแผ่นสีเหลืองอร่ามมีเกล็ดขาวๆ ปนอยู่ประปรายก็นึกประหลาดใจ
“เจ้าคิดจะเอามาขายให้ข้ารึ!”
เด็กหญิงพยักหน้าพร้อมกับหยิบเอาแผ่นมันฝรั่งทอดบางกรอบขึ้นมายื่นให้ หลงจู๊แซ่เถารับแล้วลองกัดคำเล็กๆ
“กรอบ มัน เค็มนิดๆ” เอ่ยเสร็จก็ใส่ปากไปจนหมด ครั้นเคี้ยวจนกลืนเรียบร้อยก็ทำตาโต “อร่อยมากจริงๆ”
เด็กหญิงยืนยิ้มปรบมือชอบใจ นางหยิบขึ้นมาอีกชิ้นส่งให้กับหลงจู๊ เขาก็รับและใส่ปากอีกคราหนึ่ง
[1] ยามเว่ย ช่วงเวลา 13.00-15.00 น.
[2] การสอบเคอจวี่ คือ ระบบการสอบคัดเลือกขุนนางจีนในสมัยโบราณ
[3] จวี่เหริน เป็นการสอบเคอจวี่ในระดับภูมิภาค
[4] การสอบจิ้นซื่อ คือ การสอบขุนนางระดับสูงสุดในยุคจีนโบราณ เป็นการสอบหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจะเรียกว่า จ้วงหยวนหรือจอหงวน
เฉินลี่น่าเดินสวนกับหนุ่มหล่อร่างสูงโปร่งที่หน้าร้านกาแฟก็ถึงกับตาเหลือกเดินเอียงข้างเข้าไปหาฉีชิง กัดฟันพูดเบาๆ “ชิงชิง! เธอเห็นผู้ชายคนนั้นไหม หล่อ...มว๊าก...” เฉินลี่น่าลากคำพูดท้ายยาว “อืม เห็นแล้ว” “เดี๋ยวนะ! สีหน้าเหมือนไม่แคร์นี่ แกล้งทำใช่ไหม” เฉิน ลี่น่าชี้หน้าฉีชิง ฉีชิงอมยิ้ม “ไม่เลย...แคร์สิ! หล่อขนาดนี้ หาเจอได้ง่ายๆ ที่ไหน” พูดจบสายตาของหล่อนก็เหลือบมองโทรศัพท์มือถือ “เอ๊ะ! อย่าบอกนะว่าเธอได้วีแชทเขามาแล้ว” “อืม...เขาก็คือ หนิงหลวนเคอตัวจริง” คำพูดของฉีชิงทำให้เฉินลี่น่าทำหน้าเหมือนตัวตลก สองตาเบิกโพลงและฉีกยิ้มกว้าง “ชิงชิง ฉันว่าฉันจะต้องรีบไปเร่งหัวหน้าแผนกให้ฉันเข้าไปทดสอบระบบบ้างแล้ว” “คิวของเธออีกสามเดือนไม่ใช่เหรอ” “ฉันว่า...เปลี่ยนเป็นสัปดาห์หน้าจะดีกว่า” เฉินลี่น่ายิ้มเจ้าเล่ห์ ฉีชิงมองเงินโบนัสหนึ่งล้านหยวนในบัญชีกองทุนแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คิดไม่ถึงว่าการเข้าไปทดสอบระบบทะลุมิติจะได้รับโบนัสมากขนาดนี้ ‘กองทุนนี้ทำกำไรปีละแปดเปอร์เซ็นต์ รอให้มีมากพอจะซื้อบ้านเงิน
“ตอนบ่ายก็พักซะ พรุ่งนี้ค่อยส่งรายงานการทดลองระบบส่งมาให้ฉันก็แล้วกันนะ” หัวหน้าแผนกของหล่อนยิ้มน้อยๆ ก็กลับออกไป ฉีชิงอีคิดถึงเมื่อเช้าที่ตนเข้าไปในแคปซูลนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงสองชั่วโมงแท้ๆ เหมือนยาวไกลเพราะทำให้หล่อนเข้าไปในอยู่ในยุคโบราณเกือบปี แคปซูลของผู้ที่ชนะเกมแล้วและแสดงเจตจำนงของออกจากระบบจะไหลลงมาจากคอนโดแคปซูลที่อยู่ซ้อนด้านหลังนับร้อยแคปซูล ในระหว่างที่ฉีชิงเข้าไปอยู่ในระบบซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีคนอีกมากมายที่เข้าไปทะลุมิติด้วยการใช้ระบบที่แตกต่างกัน และเข้าสู่คนละยุคกัน คงมีเพียงความบังเอิญเท่านั้นที่ทำให้หล่อนกับ หนิงหลวนเคอเข้าไปในยุคเดียวกัน พอฉีชิงกำลังจะเดินออกจากประตูบริษัท หญิงสาวสองคนก็วิ่งเข้ามาหา “เธอกลับมาแล้วเหรอ ชิงชิง เป็นไงบ้าง” เฉินลี่น่า[1]ร้องทัก ฉีชิงหันไปเห็นเพื่อนโปรแกรมเมอร์ก็ยิ้มให้ “ยังมึนอยู่นิดหน่อย แต่ดีที่แคปซูลนอนสบาย” เฉินลี่น่าคล้องแขนข้างหนึ่งของฉีชิง ส่วนอีกข้างเป็นฉินเสี่ยวโหรว[2] โปรแกรมเมอร์หญิงผู้ดูแลระบบล้านตำลึงที่เคยทะลุมิติไปก่อน
หนิงหลวนเคอได้ยินว่าคะแนนในระบบของมู่ชิงอีใกล้จะครบล้านตำลึงก็หน้าเสีย “คุณจะทิ้งผมไว้แบบนี้ไม่ได้นะ ในยุคนี้มีเราอยู่สองคน คุณรอผมหน่อยไม่ได้เหรอ” “คะแนนของคุณน่าจะอีกไกลเลย ฉันว่าให้ฉันกลับไปก่อนเถอะ” “ไกลที่ไหนกัน ตอนนี้คะแนนผมเจ็ดแสนกว่าแล้ว” “หืม! คุณมาแป๊บเดียวทำไมคะแนนเยอะนัก” “คุณไม่รู้อะไร วิตามินที่ผมเอาไปขายให้คนเฒ่าคนแก่พวกนั้น นอกจากจะได้ราคาดีแล้ว ยังได้คะแนนความซาบซึ้งอย่างมากด้วย” “เอาเปรียบจัง! ฉันค้าขายจนหัวเป็นเกลียว ยากลำบากแทบตาย แต่คุณแค่ขายวิตามินก็ได้ทั้งเงินทั้งคะแนนความซาบซึ้ง” “เขาเรียกคนฉลาดต่างหาก คุณไม่รู้เหรอ คนที่รวยแล้ว มักจะต้องการให้ตนเองอายุยืน” เด็กหญิงนิ่งฟัง “ถ้าฉันอยู่ฉันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ” “เอางี้ ผมจ้างคุณหมื่นหยวน ถ้าคุณอยู่เป็นเพื่อนผมที่นี่ กลับออกไปผมจะจ่ายคุณหมื่นหยวนดีไหม” “หมื่นหยวน! เอาสิ! คุณสัญญาแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดเด็ดขาด” “คุณกลัวด้วยเหรอ ผมเป็นลูกค้าบริษัทคุณอยู่แล้ว กลับออกไปก็ไปตามทวงผมได้” “ตกลง! ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณที
“คราวนี้ฉันตั้งใจจะไปทำการค้าในเมืองหลวง อยากให้ครอบครัวมู่กับหว่านมีกิจการใหญ่จะได้ไม่ต้องห่วงพวกเขาหลังจากฉันกลับไปแล้ว” “อืม...ผมเองก็ควรทำเอาไว้เหมือนกัน เพราะท่านนายอำเภอต้องดูแลชาวบ้าน เขาเสียสละและอุทิศตน ทว่าเบี้ยหวัดที่ทางการให้ น้อยเหลือเกิน หากผมทำให้เขามีเงินทองมากๆ วันหน้ามีเหตุใดเกิดกับชาวบ้าน เขาก็จะมีเงินทองคอยช่วยเหลือคน” “อืม จริงของคุณ” “อันที่จริง ผมยังไม่ได้เล่าให้คุณฟังว่า ในเมืองต้าซานผมแอบทำกิจการเอาไว้แล้ว” “กิจการอะไรเหรอ” มู่ชิงอีเอียงคอด้วยความสงสัย “โรงเตี๊ยมสี่ฤดู” “เอ๋! ฉันได้ยินว่าโรงเตี๊ยมนั่นมีถึงสองแห่งแล้วไม่ใช่เหรอ คุณไปเอาเงินที่ไหนมาทำ” หนิงหลวนเคอยิ้มน้อยๆ “ผมสารภาพก็ได้ ผมกดเอาวิตามินออกไปขายให้พวกเศรษฐีสูงวัยในอำเภอ ได้ราคาดีมากเลยล่ะ เก็บเงินไม่นานก็พอจะซื้อโรงเตี๊ยมเก่ามาได้ จากนั้นก็ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมารีโนเวท[1]ที่นั่นใหม่ กลายเป็นโรงเตี๊ยมสี่ฤดูสาขาแรก จากนั้นก็สะสมเงินอีกครั้งและเปิดสาขาสอง ผมเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ก็วางแผนจะเปิดสาขาสามและสาขาสี่” มู่ชิงอีฟ
เพี๊ยะ!ฝ่ามือของฉีอ้ายเหม่ยฟาดลงบนแก้มข้างหนึ่งของหลานสาวอย่างแรงจนปรากฏรอยนิ้วมือทั้งสี่“หุบปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย เป็นเพราะความคิดชั่วๆ ที่ท่านย่าของเจ้าสั่งสอนจึงทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังส่งต่อความคิดผิดๆ มาให้เจ้าอีก”ฉีเฉิงตกตะลึงเมื่อเห็นภรรยาด่าทอหลานสาวอย่างรุนแรง เขาขยับเข้าไปประคองหลานสาว “ซูเยว่...เจ้า..เหตุใดต้องตบหลินเอ๋อร์ด้วย”“ท่านพี่ หากว่าท่านไม่ฟังคำเตือนของข้า ออกไปทำเรื่องเลวทรามเช่นนั้นพร้อมกับพี่ใหญ่ ป่านนี้คนที่ถูกโบยและเนรเทศไปทำงานหนักก็คงมีท่านอยู่ด้วยแล้ว”ฉีเฉิงหุบปากฉับ ความคิดที่จะต่อว่าภรรยาหมดสิ้นลงทันที คำพูดของนางล้วนเป็นความจริง ที่ผ่านมา ซูเยว่คอยเตือนเขาอยู่ตลอด ไม่ให้ไปร่วมมือกับพี่ชายและมารดาในการทำความคิด แต่ถึงอย่างไร ฉีกุ้ยหลินก็เป็นหลานสาวของเขาซูเยว่เห็นสามีลังเลก็รีบเตือนสติ “สกุลฉีหมดสิ้นแล้ว ต่อให้เสี่ยวฟู่จะเก่งสักเพียงใดก็หมดโอกาสที่จะได้เป็นขุนนางเพราะมีบิดาต้องโทษ หากท่านอยากเห็นสกุลฉีพินาศยิ่งกว่านี้ก็เอาความคิดของท่านแม่ของท่านมาสั่งสอนหลานของท่านต่อไปเถิด แต่อย่ามาสอนอ้ายเหม่ยของข้า ต่อไปข้าจะให้นาง
ฮูหยินผู้เฒ่าล้มแปะลงกับพื้น หันไปจ้องหน้าเสิ่นชิวเยว่เขม็ง “เจ้า! เจ้าไม่ควรรอดตาย ข้าอุตส่าห์ให้คนถึงสองคนบีบคอเจ้าให้ตายแล้วแท้ๆ พวกเขาบอกข้าว่าเจ้าตายแล้ว ฝังเจ้าไว้ชานเมือง แต่เจ้า! เจ้ากลับรอดมาได้” เสิ่นชิวเยว่พุ่งเข้าไปใช้เท้าถีบเข้าที่อกของไฉเอินจนแหงนหงาย “คนเลว!” ใต้เท้าถานและนายอำเภอหนิงออกมาจากข้างในเรือนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ในอำเภอและมือปราบร่วมห้าสิบคน “พวกเจ้าได้ยินเต็มสองหูแล้วนะ ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฉีสารภาพแล้วว่าเป็นคนสั่งฆ่าฮูหยินเสิ่น ข้าจะลากนางกลับไปสอบสวนต่อเดี๋ยวนี้” หนิงเฉิงกวางประกาศ ใต้เท้าถานตรงเข้าไปหามู่เต๋อและเสิ่นชิวเยว่ “พวกท่าน ไม่เป็นอันใดนะ” เสินชิวเยว่ยืนตัวสั่น ดวงตาเลื่อนลอย “ท่านพี่! ท่านไม่ควรถูกคนเลวทำร้าย!” การสอบสวนความผิดแต่หนหลังของฉีจ้าวหลิงและไฉเอินทำให้นายอำเภอหนิงพบเรื่องชวนตะลึง ฉีจ้าวหลิงบิดาของฉีหนิงจินที่เสียชีวิตไปแล้ว ที่แท้ซุกซ่อนความผิดฐานฆาตกรรมเอาไว้ และคาดว่าฮูหยินผู้เฒ่าไฉเอินก็รู้เรื่องนี้ด้วย “ฉีจ้าวหลิงกับไฉเอิน หลบหนีความผิดได้ แต่ไม่พ้นบ่วงกรรม หลังจาก
“ได้ๆ เหมาะกับเหลาสุราของข้าพอดี เอาเป็นว่าข้าซื้อเอาไว้ลองขายดูก็แล้วกัน” เถ้าแก่เซียวหันไปดูรอบร้าน “วันนี้ลูกค้ายังไม่เข้าเสียด้วย และลูกค้าก็ไม่ค่อยเยอะ ข้ายังไม่ต้องการแรงงานเพิ่ม ถ้าซื้อมันฝรั่งพวกนี้ของเจ้าเอาไว้ เจ้าก็จะได้มีเงินใช้ ข้าให้เจ้าห้าตำลึงก็แล้วกัน” ฉีชิงอียิ้ม
“ไม่! ข้าสั่งให้ชิงชิงทำ นางก็ต้องทำสิ!” ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นสีหน้าไม่พอใจของฉีชิงอีก็รู้สึกทนไม่ได้ นิ้วชี้พลันสั่นระริก หว่านอี้ซูเกรงฮูหยินผู้เฒ่าจะเคืองบุตรสาวตนจึงรีบยกมือขึ้นโอบไหล่ฉีชิงอี “ชิงชิง เจ้าไปทำตามที่ท่านย่าบอกเถิด” “อือๆ” ฉีชิงอีรับคำด้วยดวงตาแวววามเด็กหญิ
หว่านอี้ซูเข้ามาในเรือนเห็นลูกสาวกับลูกชายนั่งอยู่โต๊ะเล็กกลางห้องก็เข้าไปหา “ทำอันใดกันหรือ” “ท่านแม่! มาดื่มนมสิขอรับ พี่ชิงชิงแอบซ่อนเอาไว้ให้เรา” คนเป็นมารดาเลิกคิ้วสูง เอียงศีรษะไปทางบุตรสาวคนโต “ชิงชิง เจ้าไปเอานมนี่มาจากที่ใด” เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ ยกนิ้วขึ้นแ
เช้าวันต่อมา หว่านอี้ซูตื่นนอนด้วยความสดชื่น เมื่อคืนนางหยุดไอแล้ว จึงได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ นางปลุกบุตรสาวและบุตรชายแต่เช้าตรู่ “พวกเจ้าตื่นได้แล้ว แม่จะออกไปโรงครัวนะ ลุกขึ้นทำความสะอาดเรือนแล้วตามไปหาแม่ที่โรงครัวด้วย” หน้าที่ของสะใภ้สามในจวนสกุลฉี ไม่ต่างจากสาว







