LOGIN
เช้าของอีกวัน พะแพงตื่นขึ้นมาในเวลาเดิม วันนี้วางแพลนจะไปหางานต่อก่อนจะเข้าร้านเนื่องจากเมื่อวานเวลาไม่พอ และลืมไปซะสนิทเธอได้ส่งข้อความไปหาแม็กเมื่อคืน เกี่ยวกับเรื่องงานที่คุยค้างกันไว้ พอเห็นแจ้งเตือนบนหน้าจอถึงกับเอามือปิดปาก ย้อนอ่านข้อความที่ตัวเองส่ง จนกระทั่งมาถึงข้อความล่าสุดของอีกฝ่ายที่ถูกส่งทิ้งเอาไว้เมื่อตอนตีสาม เป็นเวลาหลังเลิกงานของเขา
แม็ก (เพื่อนมัธยม) : แน่ใจนะ
ริมฝีปากบางหยักเม้มเข้าหากันแน่น มาถึงตรงนี้กลับรู้สึกลังเลขึ้นมาซะดื้อๆ ทว่าพอหันไปเห็นบิลค่าอะไรต่อมิอะไรต่างๆที่ทับกันอยู่บนหัวเตียง จึงถอนลมหายใจออกมาทันที พลันพิมพ์กลับไปหาแม็ก
PP : อื้ม แน่ใจจ้า
น่าแปลกที่อีกฝ่ายตอบกลับมาทันควันราวกับรอกันอยู่ และเมื่ออ่านจบคนตัวเล็กก็พาร่างอันหนักอึ้งของตัวเองเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
แม็ก (เพื่อนมัธยม) : โอเค วันนี้แม็กหยุด ออกมาเจอกันไหม แม็กจะได้นัดพี่ๆออกมาด้วย ได้ข่าวว่าอีกไม่กี่วันนี้จะมีงานแข่ง ขาดคนอยู่พอดี
PP : กี่โมงอ่า ขอแพงอาบน้ำแปปนะ พอดีเพิ่งตื่น แม็กส่งโลพร้อมเวลาทิ้งไว้ได้เลย
แม็ก (เพื่อนมัธยม) : ครับ
ร่างสูงชุดสูทสีกรมในคราบนักธุรกิจยืนมองโมเดลโครงการหมื่นล้านของตัวเองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ในหัวของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยแผนการมากมายไปเสียหมด ซึ่งค่อนข้างจะเป็นความลับ คล้ายกลยุทธ์ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้แม้ในที่ประชุม เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวคราวจากวงในว่าในบริษัทของเขามีหนอน หากให้เดาไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง ก็คงจะเป็นญาติฝั่งพ่อคนใดคนหนึ่ง ที่ต้องการจะโค่นล้มเบญจารัญกรุ๊ปให้พังลง เพื่อผลักดันโครงการห่วยๆของตัวเอง เป็นคู่ต่อสู้ที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า มีคุณภาพไม่เทียบเท่า สาเหตุเพราะหัวโขนขององค์กรติดการพนันงอมแงม เงินทุนหมุนเวียนจึงไม่มั่นคง แต่ฉลาดแกมโกงเป็นที่สุดจนเขาไม่สามารถประมาทได้
การนิ่งเฉยราวกับคนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเช่นเขาทำอยู่ตอนนี้ อาจทำให้ฝั่งนั้นลำพองใจคิดว่าเขาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันอยู่ไม่น้อย ทว่าหารู้ไม่นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะคนอย่างอาคีรา เมื่อล็อคเป้าใครไว้นั้น จะเปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะก่อตัวเป็นเกลียว สาดซัดเข้ามาชายฝั่งได้ทุกเมื่อ ที่ยังคงสงบ เขาแค่รอเวลาให้ตายใจก็เท่านั้น คล้ายกับสิ่งมีชีวิตบนหาดทรายสีสวย กว่าจะรู้ตัวว่าเปลือกโลกได้ขยับเกิดเป็นอาฟเตอร์ช็อก ก็หนีไม่ทันซะแล้ว
“นายครับ คุณเหนือเมฆโทรมาครับนาย”
*ปุณ ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามาก้มศีรษะพลางยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ เรียกสติของเขากลับมาได้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นสายตาที่กำลังจ้องมองโมเดลแต่ในหัวคิดเรื่องอื่นอยู่ อาจเลยไปไกลมากกว่านี้ ถึงขั้นกู่ไม่กลับ เผลอๆโมเดลตรงหน้าเสี่ยงถูกพังจนแตกกระจายด้วยอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเขา ไม่สนว่ายืนอยู่ที่แห่งใด อย่างที่เคยทำแต่ไม่ประจำ ขึ้นอยู่ที่ว่าความโกรธตอนนั้น เขาควบคุมได้มากแค่ไหน
เขารับมันมาพลางเอ่ยเสียงห้วน
“มีอะไร”
(โทรไปไม่รับเลยนะท่าน Developer โทรศัพท์คุณมึงอยู่ไหนครับ)
“ปิดเสียง เพิ่งออกจากห้องประชุมเมื่อกี้”
(เอาดีๆ งานยุ่งหรือลืมเพื่อน วันนี้วันเกิดลิสานะ)
“แล้วไง?”
(ไอ้คี ใจคอมึงจะไม่ออกมาเจอเพื่อนบ้างหรอวะ หรือจะเลิกคบ? นี่มันวันเกิดเพื่อนนะโว้ยนานทีปีครั้ง)
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ราวกับกำลังนึกควรจะไปดีไหม เพราะช่วงนี้งานรัดตัวจริงๆ ไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับคอนโดไปนอน เขาทำงานดึกซะจนเพลียและนอนค้างที่ห้องตัวอย่างมาหลายคืนแล้ว บ้านใหญ่ที่มีพ่อแม่เขาอยู่ก็แทบไม่ได้กลับเลย หากนับเวลาเจอกันครั้งสุดท้ายก็คงเป็นเดือนที่แล้ว งานครบรอบวันตายของปู่เขา ประธานบริษัทคนเก่าที่จากไปกะทันหันด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อสามปีก่อน กลายเป็นเขาต้องมารับช่วงต่อ ทั้งที่ยังไม่พร้อม และอายุยังน้อย นั่นเพราะปู่ของเขาเชื่อใจเขาที่สุด เชื่อใจมากกว่าลูกชายของตัวเองที่มีฐานะเป็นพ่อของเขาซะอีก ซึ่งไม่แปลกเลยหากจะมีคนไม่พอใจพาลไม่ชอบเขา อาทิเช่นลูกพี่ลูกน้องในตระกูลที่มีศักดิ์เป็นหลานเช่นกัน
“จัดที่ไหน”
(อ๊า ถามแบบนี้ มึงไปใช่ไหม)
“ถ้ามึงพูดมากกูจะเปลี่ยนใจเดี๋ยวนี้เลย”
( โหไอ้เวร ติสท์สัส ยังไม่ทันได้พูดอะไร ... ไม่รู้ว่ะ สาให้กูโทรมาถามมึงเนี่ย มึงก็รู้สาเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส แทบไม่มีที่ไหนรู้จัก คอนโดมึงดีไหม?)
“ไม่คิดจะเปลี่ยนบรรยากาศ?”
(ถ้างั้นที่ไหน...)
อยู่ๆสมองของเขาก็ผุดไปนึกถึงใครคนหนึ่ง เจ้าของใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโต ภาพนั้นถูกฉายซ้ำในหัวของเขาอีกครั้ง เขาจำตอนที่เธอมองเขาได้แม่น ดวงตาไม่กะพริบนั้นช่างมีเสน่ห์ซะจนอยากจะครอบครอง
“กูมีที่นึง”
(ที่ไหนว่ามาเลย ต้องจองรึเปล่า)
ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยให้กับคำถามนั้น ดวงตาคมกริบฉายความเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างชัดเจน จนคนที่มองอยู่อย่างปุณยังขนลุก
“ไม่ต้อง กูอยากเซอร์ไพรส์เจ้าของร้าน”
ในเวลาบ่ายโมงด้านของคนตัวเล็ก เธอเดินเลาะฟุตบาทมายังร้านที่แม็กปักหมุดไว้ตอนเธอไปอาบน้ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน ขี่รถเลยไปอีกสองซอยก็ถึง การกระทำนี้ของเขาทำให้เห็นได้ว่าเขาเป็นคนรอบคอบแค่ไหน ซึ่งแน่นอนการใส่ใจเล็กๆทำให้พะแพงหัวใจพองโตไม่น้อย
เดินเข้ามาในร้านเธอก็เห็นเพื่อนนั่งหันหลังอยู่ ตรงหน้าเพื่อนคือผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จัก และเดาว่ากำลังดูบางอย่างในโทรศัพท์เสียงลอดลำโพงออกมาคล้ายบอลย้อนหลัง เพราะมีการประกาศชื่อทีมที่เธอรู้จักด้วย
“แม็ก” เธอโน้มตัวลงไปกระซิบชื่อเพื่อน พลันไม่ลืมเงยหน้าขึ้นไปยิ้มทักทายอีกคน “สวัสดีค่ะ”
“อ่าวแพงมาแล้วเหรอ”
คนตัวเล็กคงไม่รู้ว่าจังหวะโน้มตัวลงไปน้ำหอมจางๆที่กลิ่นของมันหวานเหมือนหน้าของเธอโชยมาแตะจมูก จังหวะแม็กสะดุ้งเผลอสูดดมเข้าไปพอดี และนั่นทำเขาเสียอาการไม่น้อย
“อื้ม..รอนานไหม”
“ไม่เลย พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน นั่งสิ”
คนตัวสูงลุกขึ้นไปดึงเก้าอี้ให้ หญิงสาวพยักหน้าแทนคำขอบคุณ
“น้องแพงเหรอ”
เสียงของอีกคนเรียกให้เธอหันไปมอง ก่อนพยักหน้าลงอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงเปื้อนหน้าอยู่ นั่นทำให้ผู้ชายทั้งคู่หันมองกันเอง และพยายามควบคุมเสียงในหัวไม่ให้หลุดลอดออกมา
“แพงนี่พี่เพลิงนักแข่งรถ ส่วนพี่เพลิงนี่แพง คนที่ผมเล่าให้ฟัง”
“สวัสดีอีกครั้งนะคะพี่เพลิง”
ประจวบเหมาะกับอีกคนเดินกลับมาจากห้องน้ำพอดี พะแพงที่นั่งหันหลังจึงหันไปมองตามพวกเขา เห็นเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่ถัดไปทางสาวหมวย เดินยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรมาแต่ไกล
“มาแล้วๆ”
“แพงนี่พี่หลิน แฟนพี่เพลิง”
ทันทีที่แม็กแนะนำเธอก็ยิ้มกว้างอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่หวานกว่าตอนยิ้มให้พวกหนุ่มๆ เนื่องจากผู้หญิงด้วยกันเธอจึงไม่ประหม่า ทว่ากลับต้องมาสะดุ้งเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนก็ตอนหล่อนทักทาย
“ให้ตายเถอะลูกสาว ทำไมหนูน่ารักอย่างนี้คะลูก...”
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
หกวันต่อมา เพนท์เฮาส์ที่เงียบกริบกว่าปกติ เพราะเจ้าของเอาแต่นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน จะโผล่หน้าออกมาเดินไปห้องอื่นสักทีก็เฉพาะตอนที่หิว เขากำลังเขียนแบบแผนการเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังจะเปิดใหม่ของตัวเอง และคงจะอัจฉริยะบวกกับไอคิวสูงมากเกินไป แผนการที่วางไว้ว่าจะต้องเสร็จภายในสอ
เพียงแค่เห็นหน้าเขา ความตื่นเต้นที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดก็ยิ่งทวีคูณ ทำให้เธอต้องเอาแขนไพล่หลังเพื่อบีบมือตัวเอง ระบายสิ่งนั้นให้ออกมาผ่านสิ่งนี้ อาคีรามีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเธอ เขาดูไม่ประหม่า แถมยังทำตัวสบายๆ ราวกับคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้ “สวัสดีครับ” และนี่คือประ
“มีคนจะสาดน้ำกรดแพง” แน่นอนด้วยความตกใจจนมึนงง พาให้คนทั้งสามทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนตัวแข็งทื่อ เพราะคิดไปต่างๆนานาว่าหากโดนเป้าที่พวกมันเล็งไว้เต็มๆจะเป็นอย่างไร ป่านนี้พะแพง กับม่อนที่โดนสะเก็ดจากลูกหลงคงปวดแสบปวดร้อนดิ้นทุรนทุราย เพียงแค่คิดคนตัวเล็กก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว ถึงขั้นยกมือบา
เช้าของอีกวัน ลูกน้องมือขวาเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาหลังจากเปิดให้เข้าเยี่ยมได้เพียงห้านาที ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เห็นเจ้านายของเขามองอยู่จึงเดินเร็วเข้าไปยื่นโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ หลังจากเครื่องเก่าโดนฉกไปขณะได้รับบาดเจ็บ “ได้ตัวคนทำแล้วครับนาย ตอนนี้อยู่ที่







