LOGIN
เช้าของอีกวัน พะแพงตื่นขึ้นมาในเวลาเดิม วันนี้วางแพลนจะไปหางานต่อก่อนจะเข้าร้านเนื่องจากเมื่อวานเวลาไม่พอ และลืมไปซะสนิทเธอได้ส่งข้อความไปหาแม็กเมื่อคืน เกี่ยวกับเรื่องงานที่คุยค้างกันไว้ พอเห็นแจ้งเตือนบนหน้าจอถึงกับเอามือปิดปาก ย้อนอ่านข้อความที่ตัวเองส่ง จนกระทั่งมาถึงข้อความล่าสุดของอีกฝ่ายที่ถูกส่งทิ้งเอาไว้เมื่อตอนตีสาม เป็นเวลาหลังเลิกงานของเขา
แม็ก (เพื่อนมัธยม) : แน่ใจนะ
ริมฝีปากบางหยักเม้มเข้าหากันแน่น มาถึงตรงนี้กลับรู้สึกลังเลขึ้นมาซะดื้อๆ ทว่าพอหันไปเห็นบิลค่าอะไรต่อมิอะไรต่างๆที่ทับกันอยู่บนหัวเตียง จึงถอนลมหายใจออกมาทันที พลันพิมพ์กลับไปหาแม็ก
PP : อื้ม แน่ใจจ้า
น่าแปลกที่อีกฝ่ายตอบกลับมาทันควันราวกับรอกันอยู่ และเมื่ออ่านจบคนตัวเล็กก็พาร่างอันหนักอึ้งของตัวเองเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
แม็ก (เพื่อนมัธยม) : โอเค วันนี้แม็กหยุด ออกมาเจอกันไหม แม็กจะได้นัดพี่ๆออกมาด้วย ได้ข่าวว่าอีกไม่กี่วันนี้จะมีงานแข่ง ขาดคนอยู่พอดี
PP : กี่โมงอ่า ขอแพงอาบน้ำแปปนะ พอดีเพิ่งตื่น แม็กส่งโลพร้อมเวลาทิ้งไว้ได้เลย
แม็ก (เพื่อนมัธยม) : ครับ
ร่างสูงชุดสูทสีกรมในคราบนักธุรกิจยืนมองโมเดลโครงการหมื่นล้านของตัวเองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ในหัวของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยแผนการมากมายไปเสียหมด ซึ่งค่อนข้างจะเป็นความลับ คล้ายกลยุทธ์ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้แม้ในที่ประชุม เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวคราวจากวงในว่าในบริษัทของเขามีหนอน หากให้เดาไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้อง ก็คงจะเป็นญาติฝั่งพ่อคนใดคนหนึ่ง ที่ต้องการจะโค่นล้มเบญจารัญกรุ๊ปให้พังลง เพื่อผลักดันโครงการห่วยๆของตัวเอง เป็นคู่ต่อสู้ที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า มีคุณภาพไม่เทียบเท่า สาเหตุเพราะหัวโขนขององค์กรติดการพนันงอมแงม เงินทุนหมุนเวียนจึงไม่มั่นคง แต่ฉลาดแกมโกงเป็นที่สุดจนเขาไม่สามารถประมาทได้
การนิ่งเฉยราวกับคนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเช่นเขาทำอยู่ตอนนี้ อาจทำให้ฝั่งนั้นลำพองใจคิดว่าเขาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันอยู่ไม่น้อย ทว่าหารู้ไม่นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะคนอย่างอาคีรา เมื่อล็อคเป้าใครไว้นั้น จะเปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะก่อตัวเป็นเกลียว สาดซัดเข้ามาชายฝั่งได้ทุกเมื่อ ที่ยังคงสงบ เขาแค่รอเวลาให้ตายใจก็เท่านั้น คล้ายกับสิ่งมีชีวิตบนหาดทรายสีสวย กว่าจะรู้ตัวว่าเปลือกโลกได้ขยับเกิดเป็นอาฟเตอร์ช็อก ก็หนีไม่ทันซะแล้ว
“นายครับ คุณเหนือเมฆโทรมาครับนาย”
*ปุณ ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามาก้มศีรษะพลางยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ เรียกสติของเขากลับมาได้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นสายตาที่กำลังจ้องมองโมเดลแต่ในหัวคิดเรื่องอื่นอยู่ อาจเลยไปไกลมากกว่านี้ ถึงขั้นกู่ไม่กลับ เผลอๆโมเดลตรงหน้าเสี่ยงถูกพังจนแตกกระจายด้วยอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเขา ไม่สนว่ายืนอยู่ที่แห่งใด อย่างที่เคยทำแต่ไม่ประจำ ขึ้นอยู่ที่ว่าความโกรธตอนนั้น เขาควบคุมได้มากแค่ไหน
เขารับมันมาพลางเอ่ยเสียงห้วน
“มีอะไร”
(โทรไปไม่รับเลยนะท่าน Developer โทรศัพท์คุณมึงอยู่ไหนครับ)
“ปิดเสียง เพิ่งออกจากห้องประชุมเมื่อกี้”
(เอาดีๆ งานยุ่งหรือลืมเพื่อน วันนี้วันเกิดลิสานะ)
“แล้วไง?”
(ไอ้คี ใจคอมึงจะไม่ออกมาเจอเพื่อนบ้างหรอวะ หรือจะเลิกคบ? นี่มันวันเกิดเพื่อนนะโว้ยนานทีปีครั้ง)
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ราวกับกำลังนึกควรจะไปดีไหม เพราะช่วงนี้งานรัดตัวจริงๆ ไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับคอนโดไปนอน เขาทำงานดึกซะจนเพลียและนอนค้างที่ห้องตัวอย่างมาหลายคืนแล้ว บ้านใหญ่ที่มีพ่อแม่เขาอยู่ก็แทบไม่ได้กลับเลย หากนับเวลาเจอกันครั้งสุดท้ายก็คงเป็นเดือนที่แล้ว งานครบรอบวันตายของปู่เขา ประธานบริษัทคนเก่าที่จากไปกะทันหันด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อสามปีก่อน กลายเป็นเขาต้องมารับช่วงต่อ ทั้งที่ยังไม่พร้อม และอายุยังน้อย นั่นเพราะปู่ของเขาเชื่อใจเขาที่สุด เชื่อใจมากกว่าลูกชายของตัวเองที่มีฐานะเป็นพ่อของเขาซะอีก ซึ่งไม่แปลกเลยหากจะมีคนไม่พอใจพาลไม่ชอบเขา อาทิเช่นลูกพี่ลูกน้องในตระกูลที่มีศักดิ์เป็นหลานเช่นกัน
“จัดที่ไหน”
(อ๊า ถามแบบนี้ มึงไปใช่ไหม)
“ถ้ามึงพูดมากกูจะเปลี่ยนใจเดี๋ยวนี้เลย”
( โหไอ้เวร ติสท์สัส ยังไม่ทันได้พูดอะไร ... ไม่รู้ว่ะ สาให้กูโทรมาถามมึงเนี่ย มึงก็รู้สาเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส แทบไม่มีที่ไหนรู้จัก คอนโดมึงดีไหม?)
“ไม่คิดจะเปลี่ยนบรรยากาศ?”
(ถ้างั้นที่ไหน...)
อยู่ๆสมองของเขาก็ผุดไปนึกถึงใครคนหนึ่ง เจ้าของใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโต ภาพนั้นถูกฉายซ้ำในหัวของเขาอีกครั้ง เขาจำตอนที่เธอมองเขาได้แม่น ดวงตาไม่กะพริบนั้นช่างมีเสน่ห์ซะจนอยากจะครอบครอง
“กูมีที่นึง”
(ที่ไหนว่ามาเลย ต้องจองรึเปล่า)
ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยให้กับคำถามนั้น ดวงตาคมกริบฉายความเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างชัดเจน จนคนที่มองอยู่อย่างปุณยังขนลุก
“ไม่ต้อง กูอยากเซอร์ไพรส์เจ้าของร้าน”
ในเวลาบ่ายโมงด้านของคนตัวเล็ก เธอเดินเลาะฟุตบาทมายังร้านที่แม็กปักหมุดไว้ตอนเธอไปอาบน้ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน ขี่รถเลยไปอีกสองซอยก็ถึง การกระทำนี้ของเขาทำให้เห็นได้ว่าเขาเป็นคนรอบคอบแค่ไหน ซึ่งแน่นอนการใส่ใจเล็กๆทำให้พะแพงหัวใจพองโตไม่น้อย
เดินเข้ามาในร้านเธอก็เห็นเพื่อนนั่งหันหลังอยู่ ตรงหน้าเพื่อนคือผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จัก และเดาว่ากำลังดูบางอย่างในโทรศัพท์เสียงลอดลำโพงออกมาคล้ายบอลย้อนหลัง เพราะมีการประกาศชื่อทีมที่เธอรู้จักด้วย
“แม็ก” เธอโน้มตัวลงไปกระซิบชื่อเพื่อน พลันไม่ลืมเงยหน้าขึ้นไปยิ้มทักทายอีกคน “สวัสดีค่ะ”
“อ่าวแพงมาแล้วเหรอ”
คนตัวเล็กคงไม่รู้ว่าจังหวะโน้มตัวลงไปน้ำหอมจางๆที่กลิ่นของมันหวานเหมือนหน้าของเธอโชยมาแตะจมูก จังหวะแม็กสะดุ้งเผลอสูดดมเข้าไปพอดี และนั่นทำเขาเสียอาการไม่น้อย
“อื้ม..รอนานไหม”
“ไม่เลย พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน นั่งสิ”
คนตัวสูงลุกขึ้นไปดึงเก้าอี้ให้ หญิงสาวพยักหน้าแทนคำขอบคุณ
“น้องแพงเหรอ”
เสียงของอีกคนเรียกให้เธอหันไปมอง ก่อนพยักหน้าลงอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงเปื้อนหน้าอยู่ นั่นทำให้ผู้ชายทั้งคู่หันมองกันเอง และพยายามควบคุมเสียงในหัวไม่ให้หลุดลอดออกมา
“แพงนี่พี่เพลิงนักแข่งรถ ส่วนพี่เพลิงนี่แพง คนที่ผมเล่าให้ฟัง”
“สวัสดีอีกครั้งนะคะพี่เพลิง”
ประจวบเหมาะกับอีกคนเดินกลับมาจากห้องน้ำพอดี พะแพงที่นั่งหันหลังจึงหันไปมองตามพวกเขา เห็นเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่ถัดไปทางสาวหมวย เดินยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรมาแต่ไกล
“มาแล้วๆ”
“แพงนี่พี่หลิน แฟนพี่เพลิง”
ทันทีที่แม็กแนะนำเธอก็ยิ้มกว้างอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่หวานกว่าตอนยิ้มให้พวกหนุ่มๆ เนื่องจากผู้หญิงด้วยกันเธอจึงไม่ประหม่า ทว่ากลับต้องมาสะดุ้งเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนก็ตอนหล่อนทักทาย
“ให้ตายเถอะลูกสาว ทำไมหนูน่ารักอย่างนี้คะลูก...”
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
สองอาทิตย์ต่อมา งานแต่งของพวกเขาถูกแพลนไปไกลแล้ว และเหลืออีกไม่กี่อย่างก็พร้อม อาคีราเลือกที่จะเริ่มไปนอนที่บ้านของตัวเองในคืนพรุ่งนี้ เช้านี้จึงอยากจะพาครอบครัวของฝั่งเจ้าสาวไปทำบุญก่อน ตกตอนเย็นก็ค่อยกลับบ้านตามลำพัง “คนมาทำทานเยอะเหมือนกันนะคะ” ใบหน้าสะสวยยืนหันหน้าไปทางกระแสลม ให้พัดหน้าจนผมปลิวว่อน ตรงข้ามเป็นแม่น้ำค่อนข้างใหญ่มีไว้สำหรับปล่อยปลา ข้างกันคือพุนพินที่หน้าตาถัดไปทางสดใสและอิ่มบุญ หากแต่ด้วยกายหยาบไม่ค่อยเอื้ออำนวยจึงทำอะไรเชื่องช้าไปหมด หล่อนเหมือนคนเหนื่อยตลอดเวลา ทว่าเมื่อถามทุกครั้งกลับส่ายหน้าและตอบว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน “แม่หมดห่วงเรื่องของแพงได้แล้วใช่ไหมลูก” จู่ๆหล่อนก็โพล่งคำถามนี้ขึ้นมา หญิงสาวที่กำลังมองร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำที่ยืนห่างไปพอควร อยู่ในลักษณะท่ายืนเท้าเอวสอบ หันหลังให้กับทุกคน เบื้องหน้าคือแม่น้ำวิวเดียวกันกับเธอ เขากำลังยืนรับลมไม่ต่าง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยปิดเปลือกตาลงปล่อยให้สายลมบางเบาพัดโบก เสมือนกำลังผ่อนคลายพลางหันมาทางผู้เป็นแม่ “แม
“ครับ ผมจะทำให้เลย ทำทันที และเร็วที่สุด”ก่อนความเงียบจะเข้าปกคลุมทันทีที่พุนพินเอ่ยจบ และค่อยๆเรียกรอยยิ้มของคนทั้งสามออกมาเปื้อนใบหน้า เมื่อคำขอนั้นแท้จริงไม่ได้ยากอะไรเลย กลับกันเป็นอีกเรื่องที่พวกเขากำลังครุ่นคิด และมีอยู่ในหัวอยู่ก่อนแล้ว“แต่งงานกับลูกสาวของน้าในตอนที่น้ายังแข็งแรงอยู่ได้ไหมคะ”“ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมกับแพงคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไง พอเป็นแบบนี้ก็ดีครับ งั้นจบทริปนี้ กลับไปผมจะให้พ่อแม่มาสู่ขอเลยละกัน แพงว่าไง..หนูโอเคไหม”คนถูกถามละสายตาจากมือบางที่แอบบีบเข้าหากันแน่นเพราะความเขิน เงยหน้าขึ้น มองหน้าผู้เป็นแม่สลับกับเขาแล้วยิ้มกว้าง ถึงจะรู้สึกติดเรื่องเรียนอยู่เล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนจะฉุกละหุกจนเกินไป แต่ถ้านี่คือความต้องการของแม่เธอ หญิงสาวก็ไม่ขัด ดีซะอีก จะได้ไม่ต้องค้างคา เพราะถึงยังไงคนที่เธอคิดจะฝากชีวิตและอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายก็เป็นเขาอยู่แล้ว“ได้ค่ะ แพงโอเค”“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นครับ”“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากที่เอ็นดูและรักยัยแพง”“ครับ ผมยินดี”วันต่อมาด้านของปานดาวเช้านี้หล่อนได้รับข่าวดีที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่โลดเต้น
จุดหมายปลายทางคือบ้านสวนที่อาคีราซื้อทิ้งไว้แถวปริมณฑล เคยเป็นที่ดินเปล่ารกร้างมาก่อน แต่ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านสวนเพื่อการพักผ่อนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ย่าของเขาชื่นชอบ แต่ไม่มีเวลาได้มาพักผ่อนเลยสักครั้ง เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปซะก่อน เหตุการณ์ครานั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนใจเขา หากคิดจะทำอะไรสักอย่างอย่ารอวันที่สาย อาทิเช่นตอนนี้กับว่าที่ภรรยาของเขาคือพะแพงและแม่ของเธอ ที่ไม่อยากให้เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสูญเปล่าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เขาจึงจัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้แม่ของเธอได้สูดอากาศที่มาจากธรรมชาติจริงๆบ้าง อีกนัยยะ ไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่กับบ้าน ถึงมันจะใหญ่มากก็เถอะ“ซื้อไว้นานแล้วเหรอคะ”เสียงหวานกังวานหันมาถามทันทีที่เดินลงมาจากรถ โดยมีปุณและพยาบาลดูแลพุนพินอีกคนช่วยกันยกของ รวมถึงเขาและเธอที่ช่วยกันละไม้คนละมือ ไม่ได้เดินตัวเปล่าลงมา“ครับ หลายปีแล้ว ครั้งนี้ครั้งที่สามที่พี่มา”พะแพงเพิ่งสังเกตเห็นคนสวนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมและถ่อมตน ทันทีที่หยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูงก็ยกมือไหว้ หลังจากนั้นเดินไปเปิดประตู แล้วไปช่วยปุณยกของต่อ“คนนี้..”“ลุงพันอยู่เฝ้าที่นี่ตั้งแต่แรก” เขา







