Masukเกียรติชะลอรถช้าลงขณะถึงที่หมายและกำลังเลี้ยวเข้าซองจอดที่ประจำของตัวเอง หน้าจอโทรศัพท์กะพริบถี่แจ้งหมายเลขของคนคุ้นเคย ที่พักนี้โทรบ่อยซะจนน่าใจหาย เริ่มเป็นห่วงชีวิตของตัวเองและกังวลมากขึ้น ถึงชะตากรรมที่เสี่ยงขาดสะบั้นในไม่ช้านี้
ทันทีที่เขาเห็นชื่อถึงกับใช้เกียร์ถอยไม่ถูก กว่าจะหาองศาจอดให้เรียบร้อย สายนั้นก็ถูกตัดไปเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะโทรกลับในเวลาไล่เลี่ยกัน
“ขอโทษทีครับคุณปุณ ผมกำลังจอดรถถึงร้านพอดี มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”
(เปล่า แค่จะบอกว่านายกูอยู่ร้านมึง)
ได้ยินอย่างนั้นเจ้าของร้านถึงกับหูดับทันที พร้อมใบหน้าร้อนวูบ ใจสั่นอัตโนมัติราวกับคนหิวจัดแต่ไม่มีเวลากิน
“ครับ? ตอนนี้นะเหรอครับ”
(ใช่ นายพาเพื่อนไปจัดงานวันเกิด กูรอรับอยู่ข้างนอก ส่วนข้างในยกให้เป็นหน้าที่ของมึง ดูแลดีๆ ล่ะ ถ้าเป็นไปได้อย่าขัดใจนาย เขาเพิ่งจะทะเลาะกับพี่ชายมา)
นี่ไม่ใช่การขู่ แต่เป็นการบอกกล่าวและตักเตือน ประหนึ่งว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้ ถ้ามีบางอย่างผิดพลาด เผลอทำนายเขาไม่พอใจ เกียรติหน้าเสีย จังหวะนั้นการพาตัวเองไปข้างหน้าแทบจะลอยไปมากกว่าเดิน โชคดีที่ขาไม่สะดุดจนพาตัวเองล้มลงให้ขายขี้หน้าลูกน้องในร้าน
กลายเป็นว่าช่วงเวลาดีๆ ของเกียรติในคืนนี้ ที่ควรจะราบรื่นถูกพรากไปอีกหนึ่งคืนด้วยอิทธิพลด้านมืดของอาคีรา ผู้ที่ไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง มักจะโทษคนอื่นก่อน และคิดบัญชีกับคนเหล่านั้นเสมอ ถ้าเรื่องที่เขาหวังไม่เป็นไปตามที่เขาหวัง
โซนวีไอพี เจ้าของร้านเดินเร็วเข้ามาในร้าน ต้องการให้ถึงจุดที่จะไปให้เร็วที่สุด พลางภาวนาอย่าให้เขานั้นหงุดหงิดที่รอเขานาน
อาคีรา หรือเสี่ยคิระที่แวดวงนี้เรียกกันติดปาก ดูแปลกไปกว่าทุกๆ วัน เขาไม่ได้แต่งตัวเป็นทางการ อาทิการใส่สูทหรือเสื้อเชิ้ตราคาแพงที่คนธรรมดาอย่างเกียรติยังเอื้อมถึงยาก แต่เป็นชุดลำลองเหมือนคนทั่วไปหากแต่เด่นกว่าคนทั่วไป นั่นบ่งบอกว่าเขาไม่ได้มาทำงาน แต่มาเพื่อปลดปล่อยและเมาโดยเฉพาะ
ทันทีที่เห็นทำให้เกียรติฉุกคิดไปถึงพะแพง พนักงานก้นครัวคนที่เขาหมายปอง ถึงขั้นขอไปเลี้ยงดู แลกกับข้อเสนอบางอย่าง และเงินปึกหนาก้อนหนึ่ง หากแต่พะแพงไม่ยอม และเขาเองก็ไม่กล้าบังคับเธอ ถึงได้โทรไปรายงานผ่านลูกน้องของเขา เห็นเงียบไป เหตุใดวันนี้ถึงหวนกลับมาอีก แถมทำตัวตามสบายราวกับมีเวลาเหลือเฟือ ทั้งที่เขาไม่เคยว่างเลย ยุ่งถึงขนาดใครอยากจะมาสังสรรค์กับเขาจะต้องจองร้านรอเป็นอาทิตย์ เนื่องจากนั่นคือเวลาที่เขาสามารถเจียดให้ได้ ทว่าวันนี้ไม่ได้รีบร้อน ไม่มีการจอง แถมมากับเพื่อนอีกสอง
“สวัสดีครับเสี่ย จะมาทำไมไม่บอกกันก่อน ผมจะได้บอกเด็ก เตรียมต้อนรับให้ดีกว่านี้”
ร่างสูงเดินเข้ามาทักทายอย่างนอบน้อม เช่นเคยสายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ด้วย ราวกับหาใครบางคน เกี่ยวกับงานบริการว่าวันนี้เป็นกะของใคร และเมื่อพบว่าเป็นยิ้มที่เดินเร็วมาทางนี้ทันทีที่เห็นเขา จึงกับถอนหายใจพรืด โล่งอก อย่างน้อยก็มีหล่อนที่เป็นมืออาชีพ จะได้ไม่ต้องกังวลมาก ทว่าในใจก็ยังแอบภาวนาอย่าให้เขาเอ่ยถามหาใครอีกคน
“คนนี้เหรอเจ้าของร้าน”
เสียงหวานใสกังวานเอ่ยฝ่าเสียงเพลงที่ดังอยู่ห่างไกลแต่ก็ยังเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินบ้าง เกียรติหันไปทางนั้นพลันโน้มตัวทักทายอย่างเป็นมิตร และไม่ลืมที่จะทักทายอีกคนซึ่งพยักหน้ากลับมาให้ จากนั้นจึงจะหันไปหาอีกคนที่ตอนนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปกลายเป็นขรึม ดวงตาหลุบต่ำไร้ซึ่งการคาดเดา มองบรั่นดีในมือที่ถูกเขย่าไปมา หลังจากกระดกลงคอไปแล้วก่อนหน้านี้ถึงสองแก้ว พลันเหลือบตามองเจ้าของร้าน
“เหล้า ครั้งก่อนไม่ใช่ตัวนี้”
เกียรติถึงกับหน้าถอดสี เข้าใจเขากำลังสื่อถึงอะไร ต่างจากลลิสาและเหนือเมฆที่ตอนนี้พากันมองหน้ากันเองและเลิกคิ้วระคนสงสัย
“คราวที่แล้วน้องเอาอะไรให้เสี่ยดื่มครับ”
“กูไม่รู้”
“ถ้างั้นผมจะไปถาม..”
“ไปตามมา”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความคุกรุ่นปนหงุดหงิด บวกสีหน้าที่ใครเห็นเป็นต้องไม่สบายใจ สร้างความงุนงงให้เพื่อนอีกสองทวีคูณ ต่างจากคู่สนทนาที่ตอนนี้ทั้งสั่นทั้งร้อน ทั้งที่ในห้องนี้เปิดเครื่องปรับอากาศด้วยอุณหภูมิที่เย็นพอสมควร
“เสี่ยครับ แต่ว่าพะแพง..”
“เลือกเอา ระหว่างทำให้เด็กนั่นยอมกู กับสาขานี้ของมึงโดนยุบ”
“ครับ?”
ในครัว สถานที่ที่เต็มไปด้วยคนทำอาหารในชุดยูนิฟอร์มขาวสะอาดกับผ้ากันเปื้อนสีดำคาดเอว พวกเขากำลังวุ่นอยู่กับเคลียร์รายการอาหารที่ถูกส่งมาจากแผนกส่วนหน้า ผ่านเครื่อง POS ประเภท Thermal Printer
พะแพงกำลังนวดแป้ง สีหน้าเรียบเฉยที่เปี่ยมไปด้วยความสงบสุข ทว่าไม่นานกลับถูกแย่งไปกลางคันด้วยใครบางคน ที่อุตส่าห์เดินเข้ามาตามกันถึงในครัว
“แพง”
“อ้าวพี่ยิ้ม มีอะไรเหรอคะ”
เจ้าของร่างเล็กในชุดเดรสสีดำเดินหน้าซีดเข้ามา แวบแรกเธอเห็นหล่อนเหลือบตามองไปยังเชฟน้อย เมื่อเห็นว่าแกมองอยู่ จึงเดินเข้ามาใกล้อีกหน่อยเพื่อกระซิบ
“เฮียเกียรติให้มาตาม ออกไปช่วยข้างนอกอีกแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นเธอถึงกับตกใจ แต่คนมาส่งข่าวเหมือนจะตกใจมากกว่า สังเกตจากมือกำลังสั่น พะแพงขมวดคิ้วมองหน้าหล่อนผ่านหน้ากากอนามัยและหมวก ที่เหลือเพียงดวงตาคู่หวาน แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้คนถูกมองรู้ตัว ถึงได้เบือนหน้าหลบแสร้งทำเป็นมองอย่างอื่น
“คนไม่พออีกแล้วเหรอพี่”
ความน่าเวทนาที่รุ่นพี่ที่มีให้รุ่นน้องก็คือเธอมักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ ไม่ตัดสินใครมั่วๆ ซึ่งนั้นทำให้หล่อนรู้สึกผิดไม่น้อย
“อะ อือ” ยิ้มอยากจะบอกความจริงใจจะขาด แต่พอนึกถึงความซวยที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง จำต้องโกหกต่อไป “แขกมาจากไหนไม่รู้เต็มเลย”
ไม่กล้าบอกเธอว่าแท้จริงแล้ว ใครบางที่มีอำนาจมากกว่า ชนิดที่เฮียของหล่อนยังต้องสยบ กำลังต้องการตัวเธออยู่ และเหมือนจะมากซะด้วย ไม่อย่างนั้นเกียรติคงไม่มาบีบเธอ ระบายความอัดอั้นภายในใจกับเธอ ซึ่งได้รับมาจากบุคคลนั้นอีกที
“แล้วในครัวละพี่ ยุ่งเหมือนกันนะ”
หล่อนเห็น ถึงได้หนักใจแทนอยู่ตอนนี้ เข้าใจสายตาคู่นั้นของเชฟน้อยเป็นอย่างดี แต่ไม่รู้ความหมายของมันมาจากข้อไหน ระหว่างไม่พอใจที่รู้ว่าหล่อนมาหลอกพะแพง หรือว่าเอาตัวพะแพงไปทั้งที่หล่อนกำลังยุ่งกันแน่ หล่อนดูออกเชฟน้อยจับได้ไล่ทันเกี่ยวกับเรื่องที่หล่อนปิดบังพะแพงอยู่ นั่นเพราะพนักงานเก่าแก่คนนี้รู้เห็นอะไรต่อมิอะไรที่คล้ายกับความฉาวโฉ่ของที่นี่มามากมายนัก
รู้แม้กระทั่ง กว่าจะมาเป็นยิ้มมือโปร เมื่อนานมาแล้วก็เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับพะแพงเช่นกัน เพียงแต่บุคคลในอดีตไม่ใช่เสี่ยคนนี้ แต่เป็น..เจ้าของร้านนั่นเอง
“ป้าน้อยโอเคนะคะ ข้างนอกต้องการตัวแพงน่ะค่ะ”
ยิ้มพูดผ่านตัวเธอไปยังร่างท้วมข้างหลัง ที่ในตอนนี้ยืนทำหน้าตึง หล่อนไม่ได้มองหน้าหากแต่ปากโต้ตอบกลับมาแบบไม่ตายไมค์
“เปลี่ยนตำแหน่งในใบสมัครให้น้องเลยไหมล่ะ อย่าลืมว่าเงินเดือนต่างกัน ทำแบบนี้น้องมันจะเสียเปรียบเอา”
ทันทีที่เชฟน้อยกระแนะกระแหนจบ เธอได้ยินเสียงถอนหายใจของยิ้มด้วย เพียงแต่หล่อนไม่ได้ต่อปากคำ นอกจากหันมากระตุกแขนคนตัวเล็กเบาๆ
“พี่ไปรอที่ห้องแต่งตัวนะ”
“แล้วชุด..”
“ไม่ต้องห่วง พี่มีให้เปลี่ยน”
คราวนี้มาจากเธอ เสียงลมหายใจถูกพ่นออกมาพร้อมกับภาพเชฟน้อยเหลือบตามองบน จังหวะหันไปมองพอดี ใบหน้านี้ที่ปกติเธอเห็นเป็นต้องขำ แต่ ณ เวลานี้เธอขำไม่ออก เครียดที่จะต้องฝืนใจทำตำแหน่งที่ตัวเองไม่ค่อยจะถูกชะตาอีกแล้ว
“นี่ชุดนะแพง เปลี่ยนเสร็จบอกพี่ เดี๋ยวจะทำผมให้”
ทันทีที่มาถึงห้องแต่งตัวชุดเดรสสีแดงก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ หญิงสาวถึงกับหน้าเหวอ เพราะเมื่อคลี่ออกมาดูแล้วมันค่อนข้างโป๊
“โหพี่ยิ้ม แพงไม่กล้าใส่”
“เอาน่า วันนี้แขกค่อนข้างมีระดับ ใส่เหมือนพี่จะได้ทีมเดียวกัน”
“ได้สิ ก็พี่ยิ้มใส่จนชินแล้วนี่นา แพงใส่คงไปยืนดึงชายกระโปรงแน่ๆ ไม่มั่นใจเลย”
“ถือว่าช่วยพี่นะแพง”
ยิ้มไม่รู้จะหว่านล้อมเธอด้วยประโยคไหนแล้ว บวกกับตอนนี้ร้อนใจสุดๆ เนื่องจากเธอหายมานาน กลัวว่าเสี่ยคนนั้นจะไม่พอใจเกียรติ แล้วเกียรติจะมาลงกับเธออีก จึงได้เอ่ยประโยคนั้นออกไป พร้อมสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ พะแพงเห็นแบบนั้นถึงกับงุนงง แต่ด้วยความเห็นใจถึงได้พยักหน้ายินยอม
“ก็ได้พี่ ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วนะ ถ้ามีครั้งหน้าอีก แพงจะลาออก”
คำพูดทิ้งท้ายของรุ่นน้องก่อนจะเดินหายไป ทำคนฟังใจหายวาบ สัญชาตญาณบอกว่าจะต้องมีครั้งหน้าอีก หรือบางทีคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายของเธอก็ได้
“ขอโทษนะ..”
ระหว่างรอเพื่อจะทำผมให้เธอที่จะต้องยืนอยู่คนเดียว ความเงียบกำลังทำให้เธอสับสน บีบบังคับให้ไตร่ตรองใหม่ระหว่างเป็นรุ่นพี่ที่ดีบอกความจริงกับเธอหรือยอมเห็นแก่ตัวเพื่อเอาตัวรอดจากพวกเขา
เกร็ก!
เสียงเปิดประตูทำให้หล่อนหลุดออกจากความคิดกะทันหันจนเกิดการเลิ่กลั่ก หันไปหาเธอเตรียมจะพูดบางอย่าง
แต่แล้ว...
“เป็นไงบ้างพี่ โป๊หรือเปล่า”
ภาพของคนตรงหน้าในตอนนี้ทำให้ต้องกลืนคำนั้นกลับไป คนตัวเล็กในชุดเดรสสีแดงที่ความสดของมันขับผิวที่เนียนของเธออยู่แล้วให้กระจ่างมากยิ่งขึ้นมาอีก ขาวสว่างชนิดที่หล่อนเป็นผู้หญิงยังต้องยอมรับ
“สะ สวยมากเลยแพง”
“อย่าแกล้งนะ”
“สวยจริงๆ แพง”
ยิ้มชมจากใจ และสิ่งนั้นก็ทำให้หล่อนคิดขึ้นมาว่าบางทีความสวยที่มีมากเกินไปก็ทำร้ายเราได้เช่นกัน กลายเป็นหายนะทำลายเจ้าของของมันโดยไม่รู้ตัว มั่นใจเลยว่าคนที่ต้องการตัวเธอมากที่สุดเห็นคราวนี้จะต้องไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่
“โป๊ไหมคะ”
“ไม่จ้ะ กำลังน่ารัก” ยิ้มคลี่ริมฝีปากหยัก “มาจ้ะ พี่ทำผมให้”
“ทำผม?”
“หมายถึงปล่อยลงมา แล้วม้วนให้มันลอนปลายอีกสักหน่อย”
“อ๋อ...”
พะแพงพยักหน้า เดินไปนั่งที่ตรงโต๊ะเครื่องแป้ง ที่มีไว้สำหรับพนักงานส่วนหน้าแต่งตัว ใช้เวลาไม่นานก็ทำผมเสร็จ ภาพในกระจกสะท้อนความไม่เป็นตัวตนของเธอ สะกดให้จ้องอยู่เป็นพัก ก่อนเจ้าตัวจะหลุดยิ้มออกมาเพราะมันสวยอย่างที่ยิ้มว่าจริงๆ เธอเพิ่งจะเห็นตัวเองในมุมนี้ มุมที่ดูดีไปทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สวยมาก โอเค ไปกันเถอะ”
รุ่นพี่ยิ้มกว้างรู้สึกภูมิใจในผลงานของตัวเอง ก่อนจะพากันออกจากห้องไป และเมื่อถึงที่หมาย ทันทีที่ทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่ตรงบานประตู สิ่งแรกที่คนตัวเล็กทำคือหันมามองหล่อน
“พี่...”
ทว่าไม่มีคำพูดใดออกมาจากปาก นอกจากใบหน้าที่ซีดเผือด และประตูบานนั้นที่ถูกหล่อนผลักเข้าไป เผยให้เห็นสายตาคมกริบในวินาทีแรก
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
สองอาทิตย์ต่อมา งานแต่งของพวกเขาถูกแพลนไปไกลแล้ว และเหลืออีกไม่กี่อย่างก็พร้อม อาคีราเลือกที่จะเริ่มไปนอนที่บ้านของตัวเองในคืนพรุ่งนี้ เช้านี้จึงอยากจะพาครอบครัวของฝั่งเจ้าสาวไปทำบุญก่อน ตกตอนเย็นก็ค่อยกลับบ้านตามลำพัง “คนมาทำทานเยอะเหมือนกันนะคะ” ใบหน้าสะสวยยืนหันหน้าไปทางกระแสลม ให้พัดหน้าจนผมปลิวว่อน ตรงข้ามเป็นแม่น้ำค่อนข้างใหญ่มีไว้สำหรับปล่อยปลา ข้างกันคือพุนพินที่หน้าตาถัดไปทางสดใสและอิ่มบุญ หากแต่ด้วยกายหยาบไม่ค่อยเอื้ออำนวยจึงทำอะไรเชื่องช้าไปหมด หล่อนเหมือนคนเหนื่อยตลอดเวลา ทว่าเมื่อถามทุกครั้งกลับส่ายหน้าและตอบว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน “แม่หมดห่วงเรื่องของแพงได้แล้วใช่ไหมลูก” จู่ๆหล่อนก็โพล่งคำถามนี้ขึ้นมา หญิงสาวที่กำลังมองร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำที่ยืนห่างไปพอควร อยู่ในลักษณะท่ายืนเท้าเอวสอบ หันหลังให้กับทุกคน เบื้องหน้าคือแม่น้ำวิวเดียวกันกับเธอ เขากำลังยืนรับลมไม่ต่าง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยปิดเปลือกตาลงปล่อยให้สายลมบางเบาพัดโบก เสมือนกำลังผ่อนคลายพลางหันมาทางผู้เป็นแม่ “แม
“ครับ ผมจะทำให้เลย ทำทันที และเร็วที่สุด”ก่อนความเงียบจะเข้าปกคลุมทันทีที่พุนพินเอ่ยจบ และค่อยๆเรียกรอยยิ้มของคนทั้งสามออกมาเปื้อนใบหน้า เมื่อคำขอนั้นแท้จริงไม่ได้ยากอะไรเลย กลับกันเป็นอีกเรื่องที่พวกเขากำลังครุ่นคิด และมีอยู่ในหัวอยู่ก่อนแล้ว“แต่งงานกับลูกสาวของน้าในตอนที่น้ายังแข็งแรงอยู่ได้ไหมคะ”“ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมกับแพงคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไง พอเป็นแบบนี้ก็ดีครับ งั้นจบทริปนี้ กลับไปผมจะให้พ่อแม่มาสู่ขอเลยละกัน แพงว่าไง..หนูโอเคไหม”คนถูกถามละสายตาจากมือบางที่แอบบีบเข้าหากันแน่นเพราะความเขิน เงยหน้าขึ้น มองหน้าผู้เป็นแม่สลับกับเขาแล้วยิ้มกว้าง ถึงจะรู้สึกติดเรื่องเรียนอยู่เล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนจะฉุกละหุกจนเกินไป แต่ถ้านี่คือความต้องการของแม่เธอ หญิงสาวก็ไม่ขัด ดีซะอีก จะได้ไม่ต้องค้างคา เพราะถึงยังไงคนที่เธอคิดจะฝากชีวิตและอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายก็เป็นเขาอยู่แล้ว“ได้ค่ะ แพงโอเค”“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นครับ”“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากที่เอ็นดูและรักยัยแพง”“ครับ ผมยินดี”วันต่อมาด้านของปานดาวเช้านี้หล่อนได้รับข่าวดีที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่โลดเต้น
จุดหมายปลายทางคือบ้านสวนที่อาคีราซื้อทิ้งไว้แถวปริมณฑล เคยเป็นที่ดินเปล่ารกร้างมาก่อน แต่ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านสวนเพื่อการพักผ่อนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ย่าของเขาชื่นชอบ แต่ไม่มีเวลาได้มาพักผ่อนเลยสักครั้ง เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปซะก่อน เหตุการณ์ครานั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนใจเขา หากคิดจะทำอะไรสักอย่างอย่ารอวันที่สาย อาทิเช่นตอนนี้กับว่าที่ภรรยาของเขาคือพะแพงและแม่ของเธอ ที่ไม่อยากให้เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสูญเปล่าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เขาจึงจัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้แม่ของเธอได้สูดอากาศที่มาจากธรรมชาติจริงๆบ้าง อีกนัยยะ ไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่กับบ้าน ถึงมันจะใหญ่มากก็เถอะ“ซื้อไว้นานแล้วเหรอคะ”เสียงหวานกังวานหันมาถามทันทีที่เดินลงมาจากรถ โดยมีปุณและพยาบาลดูแลพุนพินอีกคนช่วยกันยกของ รวมถึงเขาและเธอที่ช่วยกันละไม้คนละมือ ไม่ได้เดินตัวเปล่าลงมา“ครับ หลายปีแล้ว ครั้งนี้ครั้งที่สามที่พี่มา”พะแพงเพิ่งสังเกตเห็นคนสวนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมและถ่อมตน ทันทีที่หยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูงก็ยกมือไหว้ หลังจากนั้นเดินไปเปิดประตู แล้วไปช่วยปุณยกของต่อ“คนนี้..”“ลุงพันอยู่เฝ้าที่นี่ตั้งแต่แรก” เขา







